บทที่ 14 แค่อยู่สาขาอาวุธเวทก็มีชัยไปกว่าครึ่ง
- Home
- All Mangas
- A World Worth Protecting
- บทที่ 14 แค่อยู่สาขาอาวุธเวทก็มีชัยไปกว่าครึ่ง
บทที่ 14 แค่อยู่สาขาอาวุธเวทก็มีชัยไปกว่าครึ่ง
นครศักดิ์สิทธิ์เป็นมหานครที่มีต้นไม้เรียงรายให้ร่มเงาตามถนนหนทาง จำนวนประชากรก็น่าจะมากกว่าร้อยล้านคนเลยทีเดียว อากาศยานมากมายโบยบินไปทั่วส่วนบนพื้นดินก็เต็มไปด้วยรถโดยสารขวักไขว่
ผู้คนหนาแน่นเดินวุ่นอยู่ภายในเมือง ต่างแข่งกันก้าวเท้าฉับราวกับกำลังรีบเร่งเสียเหลือเกิน
โชคดีที่แหวนสื่อสารของหวังเป่าเล่อมีแผนที่นำทางอยู่ แถมเขายังมีเวลาเหลือเยอะแยะกว่าการประมูลจะเริ่ม เด็กหนุ่มมุ่งหน้าตรงไปยังโรงประมูลตามทิศทาง ที่แผนที่บอกไว้
ระหว่างทางหวังเป่าเล่อเพลิดเพลินกับการชมทัศนียภาพรอบกาย ทั้งตึกรามบ้านช่องและร้านรวงที่เรียงรายอยู่บนถนน บรรยากาศของนครศักดิ์สิทธิ์ช่างแตกต่างจาก เมืองปักษาเพลิงบ้านเกิดของเขายิ่งนัก แม้ในเมืองจะไม่มีอะไรประหลาดตา ก็ยังมีหลายต่อหลายอย่างที่น่าสนใจสำหรับหวังเป่าเล่อ
ยกตัวอย่างเช่นตึกที่ตั้งอยู่ไม่ไกลที่ทำให้เขาพ่นลมหายใจออกมาอย่างไม่รู้สึกตัวด้วยความทึ่ง
ตึกนั้นมีหน้าตาคล้ายลานประลองยุทธ์แบบโรมันแต่กลับมหึมาเสียยิ่งกว่า สนามฟุตบอลขนาดใหญ่สิบสนามรวมกันเสียอีก เมื่อมองจากบนฟ้าตึกทั้งตึกมีรูปร่างราวกับกำปั้นใหญ่ยักษ์!
เหนือขึ้นไปบนฟ้า จอมยุทธ์มากมายกำลังประลองกันส่งเสียงคำรามกึกก้อง
นี่น่าจะเป็นชมรมการต่อสู้แบบไม่จำกัดรูปแบบในตำนานเป็นแน่แท้ หวังเป่าเล่อเงยหน้าขึ้นไปมองอีกสองสามครั้ง เขาเคยอ่านข่าวเกี่ยวกับสถานที่แห่งนี้มาก่อน
เมื่อเด็กหนุ่มมองไปที่ทางเข้าชมรมก็พบชายฉกรรจ์ร่างแข็งแรงกำยำใส่ชุดสีดำล้วนยืนตระหง่านอยู่ พวกเขาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านปราณโลหิตสุดโหดที่แค่ยืนอยู่เฉยๆ ตรงนั้นก็ดูน่ากลัวแล้ว
วันนี้ข้าต้องไปโรงประมูล เอาไว้วันหน้าแล้วกันนะ แม้หวังเป่าเล่อจะเฉลียวฉลาดเกินอายุเขาก็ยังคงเป็นเพียงเด็กหนุ่มคนหนึ่ง ถึงอย่างไรการต่อสู้ประลองฝีมือก็ยังดึงดูดความสนใจเขาได้เสมอ
เด็กหนุ่มมองไปที่ทางเข้าชมรมอีกสองสามครั้งด้วยสีหน้าคาดหวัง ก่อนจะเดินจากไป หวังเป่าเล่อเดินชมนกชมไม้ไปตามทาง จนถึงที่หมายในที่สุดในเวลาเที่ยง โรงประมูลเหยี่ยวเมฆา!
โรงประมูลเหยี่ยวเมฆาเป็นหนึ่งในสี่โรงประมูลที่ใหญ่ที่สุดในนครศักดิ์สิทธิ์ แม้จะไม่เลิศหรูอลังการเท่าโรงประมูลศักดิ์สิทธิ์แต่ก็ยังโอ่อ่าดูน่ามอง จากระยะไกล ตัวอาคารดูราวกับนกเหยี่ยวตัวผู้ที่กำลังสยายปีก โรงประมูลนี้ตั้งอยู่ที่ด้านเหนือ ของเมืองและมีขนาดใหญ่กว่าสิบห้ากิโลเมตร
กำแพงสูงตั้งเลยออกมาจากขอบอาคารและมีพนักงานรักษาความปลอดภัยแน่นหนา สถาปัตยกรรมภายในโรงประมูลดูหรูหรายิ่งกว่าภายนอกเสียอีก ตัวตึกเองก็ใหญ่โตพอจะจัดงานประมูลที่จุคนหมื่นคนได้พร้อมกันถึงสิบงาน
ตรงกลางตึกมีโถงประมูลหรูที่ใหญ่ที่สุดตั้งอยู่ โถงนี้ถือเป็นจุดเด่นของโรงประมูลเหยี่ยวเมฆา งานประมูลที่จัดที่โถงนี้มักเป็นงานยิ่งใหญ่ที่ทำให้เมืองทั้งเมือง อดตระการตาตระการใจไปด้วยไม่ได้
น่าเสียดายงานคราวนี้ไม่ใหญ่พอที่จะใช้โถงนั้น แต่จะจัดขึ้นที่โถงประมูลหมายเลขสามที่ปีกขวาของตึกแทน หวังเป่าเล่อไม่ได้รับเชิญมาเป็นพิเศษ แต่เขาได้ศึกษากฎมาก่อนหน้านี้แล้ว เด็กหนุ่มจองที่นั่งผ่านเครือข่ายวิญญาณในฐานะศิษย์คัดเลือกพิเศษของสำนักวิชาเต๋าศักดิ์สิทธิ์
หวังเป่าเล่อยื่นตราหยกเพื่อแสดงตัวตนกับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย หน้าประตูก่อนจะผ่านเข้ามา ดูเหมือนว่าเขาจะมาถึงก่อนเวลาเริ่มมากอยู่ เพราะอาคารยังมีคนไม่มากนัก พนักงานสาวสวยนำทางเขาเข้าไปยังโถงประมูลหมายเลขสาม
แม้จะเป็นห้องหมายเลขสาม โถงนี้ก็ใหญ่พอที่จะจุคนถึงหนึ่งหมื่นคน ที่นั่งแต่ละที่ มีสิ่งอำนวยความสะดวกอัตโนมัติอย่างครบครัน นอกจากจะนั่งสบายเอาเรื่องแล้ว ยังมีน้ำเย็นหล่อวิญญาณและขนมให้พร้อม มองจากจุดนี้หวังเป่าเล่อเห็นความเป็นไปภายในโถงและบนเวทีได้อย่างแจ่มชัด
ช่างหรูหราเสียจริง หวังเป่าเล่อดื่มน้ำเย็นหล่อวิญญาณและเคี้ยวขนมตุ้ย ค่าผ่านทางเป็นศิลาวิญญาณหนึ่งก้อนนี่ช่างคุ้มค่าเสียจริง
ขณะที่หวังเป่าเล่อกำลังดื่มด่ำอยู่กับบริการอันแสนประทับใจผู้คนก็เริ่มเดินเข้ามามากขึ้น โถงค่อยๆ หนาแน่นด้วยผู้คน ผู้ร่วมงานส่วนใหญ่รู้จักกันและเลือกที่จะนั่งด้วยกัน เสียงคุยและเสียงหัวเราะเจื้อยแจ้วดังมาไม่ขาดสาย
แน่นอนว่าจะขาดศิษย์สำนักวิชาเต๋าศักดิ์สิทธิ์ไปไม่ได้ พวกเขาเดินมากันเป็น หมู่คณะ ส่วนใหญ่เป็นสานุศิษย์ชั้นปีอื่นแต่ก็มีศิษย์ปีหนึ่งปนมาบ้างประปราย เด็กๆ ต่างพูดคุยเรื่องงานประมูลกันด้วยความตื่นเต้น
หวังเป่าเล่อที่กำลังดื่มน้ำอยู่นั้นมองไปเห็นจั่วอี้ฟานอยู่ท่ามกลางหมู่สานุศิษย์ด้วย และดูเหมือนจั่วอี้ฟานเองก็เห็นเขาเช่นกัน สังเกตได้จากรอยยิ้มที่หายวับไปในทันที
ความพ่ายแพ้ที่หวังเป่าเล่อมอบให้เขานั้นน่าอัปยศเกินไป จนหวังเป่าเล่อกลายเป็นสิ่งที่เกะกะรำคาญลูกตาเด็กหนุ่มไปในที่สุด จั่วอี้ฟานพ่นลมออกทางจมูกอย่างเยาะเย้ยหนึ่งทีก่อนจะหันกลับไปคุยกับลูกศิษย์ชั้นโตกว่าสองสามคนที่เขาเพิ่งทำความรู้จัก
หมอนั่นมันอะไรกันนะ คงนึกว่าตัวเองดีเลิศเสียเต็มประดา หวังเป่าเล่อก็ เยาะเย้ยอยู่ในใจเช่นกัน ก่อนจะยกน้ำที่เหลืออยู่ขึ้นดื่มจนหมดภายในอึกเดียวและ เริ่มเปิดขวดใหม่ เมื่อคนเข้ามานั่งมากพอเสียงเพลงเร้าใจก็ดังระเบิดขึ้นทั่วโถงหลังจากที่รอคอยมาแสนนาน ทุกคนเงียบเสียงลงขณะแสงจ้าส่องสว่างบนเวทีตรงหน้า
ภายใต้แสงจ้านั้นมีชายวัยกลางคนในอาภรณ์เรียบร้อยยืนอยู่ เขาก้าวย่างออกมาอย่างช้าๆ ด้วยรอยยิ้มและโค้งให้กับกลุ่มผู้ชม
“ท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน ยินดีต้อนรับเข้าสู่โรงประมูลเหยี่ยวเมฆา ข้าลี่จิงเถา จะทำหน้าที่เป็นผู้นำพิธีให้ทุกท่านในวันนี้ เอาล่ะ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เรามาเริ่มกันเลยเถิด!” เสียงของชายวัยกลางคนดังแจ่มชัดไปทั่วทุกซอกทุกมุมห้อง เมื่อเขาผายมือขวาออก กล่องใส่ของประมูลก็ปรากฏขึ้นข้างหลังเขา ในกล่องนั้น มีกระดูกชิ้นใหญ่วางอยู่
เจ้ากระดูกนั้นมีสีม่วงส่องประกายระยับ ไอดุร้ายแผ่ซ่านออกมาจากกล่องจนทำให้หลายคนเริ่มตัวสั่น
“วิหคอัสนี อสูรกายร้ายที่อาศัยอยู่ในพายุสนามแม่เหล็ก เมื่อเติบใหญ่ขึ้น เจ้าวิหคนี้จะสร้างกระดูกสายฟ้านี่ขึ้นมา ซึ่งถือเป็นวัตถุดิบชั้นเลิศหาตัวจับยากสำหรับใช้ในการหลอมโอสถและสร้างวัตถุเทพ หรือแม้กระทั่งใช้ในการฝึกวิชาสำหรับ เหล่านักรบ
แม้นี่จะเป็นกระดูกที่ได้มาจากวิหคอัสนีโตเต็มวัยธรรมดา แต่กว่าจะเสาะหา เจ้ากระดูกนี้มาได้ก็ช่างแสนยากลำบากนัก ด้วยเหตุนี้ข้าจึงขอตั้งราคาเริ่มต้นไว้ที่…ศิลาวิญญาณ 20 ก้อน!”
หลังจากที่ผู้นำพิธีวัยกลางคนพูดจบความเงียบก็ปกคลุมโถงประมูลชั่วครู่ หวังเป่าเล่อเองก็เบิกตากว้างอย่างตะลึงเช่นกัน แม้เขาจะเคยอ่านเรื่องสงครามอสูรและรู้ดีว่าเหล่าสัตว์ประหลาดภายนอกกำแพงนั้นดุร้ายเพียงใด นี่ก็เป็นครั้งแรก ที่เขาได้เห็นกระดูกสายฟ้าจากวิหคอัสนีของจริง เด็กหนุ่มอดไม่ได้ที่จะจ้องมอง กระดูกนั่นอีกทีสองที
การประมูลเริ่มต้นขึ้นในอึดใจต่อมา หวังเป่าเล่อตกใจเมื่อพบว่ากระดูกชิ้นนี้ ถูกประมูลไปที่สนนราคา 60 ก้อน
แพงเป็นบ้า! หวังเป่าเล่อเอื้อมจับกระเป๋าเล็กๆ ที่เขาพกมาด้วย ความมั่นใจก็พลันตกลงในทันที แม้จะกลับมาอีกครั้งเมื่อนึกได้ว่าศิลาวิญญาณของเขามีความบริสุทธิ์ถึงร้อยละ 75 และโรงประมูลมักใช้ศิลาระดับ 50 เพื่อซื้อขายแลกเปลี่ยน ตัวเลขที่มากขึ้นแม้เพียง 10 ขั้นก็ทำให้มูลค่าของศิลาวิญญาณพุ่งขึ้นหลายเท่า
การประมูลดำเนินต่อไปเรื่อยๆ สินค้ามากมายเวียนปรากฏขึ้นในกล่อง หลายอย่างก็ขายออกไปอย่างรวดเร็ว ในขณะที่หลายอย่างก็เป็นหม้าย แต่ส่วนใหญ่ ก็เปลี่ยนมือไปสู่เจ้าของใหม่เสียมาก หวังเป่าเล่อรู้สึกเหมือนได้เปิดโลก สินค้าที่เข้าร่วมประมูลมีมากมายหลายประเภท ตั้งแต่ชิ้นส่วนจากเหล่าสัตว์ร้ายหลายสายพันธุ์ ยาชนิดต่างๆ อาวุธเทพหลายชนิด ไปถึงกระทั่งเคล็ดวิชาการฝึกปราณ แต่สินค้าส่วนมากก็เป็นชิ้นส่วนที่ไม่สมบูรณ์เต็มร้อย
มีอยู่สองสามครั้งเหมือนกันที่หวังเป่าเล่อเกือบเผลอตัวต่อราคาไปด้วย แต่เขาก็ไหวตัวทันและเฝ้ารอโอสถปัดเป่าเป้าหมายของเขาต่อไป
ท้ายที่สุดผู้นำพิธีก็ฉีกยิ้มออกมาเมื่อการประมูลดำเนินไปครึ่งทาง ทันทีที่เขา โบกมือยาเม็ดสีขาวขุ่นก็ปรากฏขึ้นเบื้องหลัง
เม็ดยานั้นไม่ได้เป็นผลึกใสแจ๋ว แต่ก็ทำให้ใครก็ตามที่ได้เห็นรู้สึกอยากกลืนกินมันเข้าไปราวกับเป็นสัญชาตญาณ
ทันทีที่เม็ดยานั้นปรากฏขึ้น กลิ่นสมุนไพรก็ตลบอบอวลไปทั่วโถง หลายคนรู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นในทันที โดยเฉพาะจั่วอี้ฟานและลูกศิษย์ที่โตกว่าอีกหลายคน ดวงตาของพวกเขาเป็นประกาย
หวังเป่าเล่อก็นั่งตัวตรงขึ้นเช่นกัน หัวใจเขาเต้นรัวขณะที่ตามองจ้องอย่างไม่กะพริบตาไปที่เม็ดยานั้น
“ข้าคงไม่ต้องสาธยายให้มากความเกี่ยวกับสรรพคุณของโอสถปัดเป่านี้ ข้าเชื่อว่าหลายคนมาเข้าร่วมการประมูลนี้ก็เพราะอยากได้มันมาครอบครอง สนนราคาเริ่มคือ…ศิลาวิญญาณ 100 ก้อน!”
“101!”
“102!”
“103!”
เสียงต่อราคาดังระเบิดขึ้นทั่วโถงประมูลในทันใด จั่วอี้ฟานก็เข้าร่วมต่อราคาเช่นกันและดูตั้งใจมากเสียด้วยที่จะเอามันมาครอบครอง
“ข้าพร้อมจ่าย 150 ก้อน!”
หวังเป่าเล่อเริ่มกระสับกระส่ายเมื่อตะโกนสู้ราคาออกไปว่า “160 ก้อน!”
“170!” จั่วอี้ฟานขมวดคิ้วขณะเค้นเสียงออกมา
“180!” หวังเป่าเล่อไม่ลังเลแม้แต่น้อยขณะบวกราคาเข้าไปอีกครั้ง คนอื่นๆ เริ่มทยอยยอมแพ้ไปจนสุดท้ายเหลือเพียงจั่วอี้ฟานและหวังเป่าเล่อที่ยังต่อราคา แข่งกันอยู่อย่างดุเดือด มูลค่ายาพุ่งทะลุร้อยไปจนเกินห้าร้อย
ต่อให้เจ้าเม็ดโอสถปัดเป่านี่จะเป็นของหายากมากเพียงใด ราคาขนาดนี้ก็แพง เกินจริงไปมาก ทุกคนมองหน้ากันก่อนหันกลับไปยังหวังเป่าเล่อและจั่วอี้ฟานที่ยังต่อราคากันหน้าดำหน้าแดง
จั่วอี้ฟานกัดฟันกรอดและลุกพรวดขึ้นยืน เขาตะโกนอย่างโกรธแค้นว่า “หวังเป่าเล่อเจ้าอาจหาญมาสู้กับข้าในเรื่องเงินกระนั้นหรือ ตระกูลข้ารวยล้นฟ้า ข้าขอเสนอราคา 700 ก้อน!”
จั่วอี้ฟานเป็นทายาทที่เกิดมาบนกองเงินกองทองอย่างแท้จริง ด้วยความพ่ายแพ้จากคราววิ่งแข่งและยกน้ำหนักก่อนหน้าทำให้หวังเป่าเล่อกลายเป็นสิ่งรกสายตาสำหรับเขา และที่แย่ที่สุดคือเขากำลังต้องการโอสถปัดเป่านี้เป็นอย่างมากด้วย เด็กหนุ่มจึงยอมกัดฟันจ่ายราคาอันแพงหูฉี่
“ไอ้ประสาทเอ๊ย!” หวังเป่าเล่อหายใจหนัก แม้เขาจะเก็บสะสมศิลาวิญญาณไว้เป็นจำนวนมาก เมื่อแปลงหน่วยความบริสุทธิ์เป็นร้อยละ 50 เขาก็มีอยู่เพียงประมาณหนึ่งพันก้อนเท่านั้น หวังเป่าเล่อก็ผุดลุกขึ้นยืนเช่นกันพลางจ้องเขม็งไปที่จั่วอี้ฟานอย่างโกรธแค้น เขาอ้าปากต่อราคา “1,000 ก้อน!”
ทันทีที่ราคาพุ่งขึ้นไปแตะหนึ่งพัน ทั่วโถงประมูลเงียบลงชั่วอึดใจก่อนเสียงคุย จะระเบิดขึ้นมาดังสนั่น ทุกคนต่างวิพากษ์วิจารณ์ว่าราคานั้นเกินจริงไปเสียไกลสุดกู่
จั่วอี้ฟานยืนตะลึงอยู่กับที่ เขาศึกษาอยู่สาขาการยุทธ์และกำลังจะบรรลุปราณขั้นบำรุงชีพจรในไม่กี่อึดใจ จั่วอี้ฟานหายใจแรงและคอก็เกร็งไปหมด เด็กหนุ่มอ้าปากตะโกนต่อราคาอีกครั้งหนึ่ง ความกังวลใจที่เอ่อล้นทำให้เสียงของเขาดังเป็นพิเศษ
“1,100 ก้อน!”
หวังเป่าเล่อเบิกตากว้าง หูของเขาเจ็บไปหมดจากเสียงที่ดังอึกทึกทั่วโถง เขาควักโทรโข่งออกมาจากกระเป๋าและหันปากไปทางจั่วอี้ฟานก่อนตะโกนว่า “1,500 ก้อน!”
เสียงจากโทรโข่งนั้นดังแก้วหูสะเทือนจนทั้งจั่วอี้ฟานและผู้ชมคนอื่นๆ สะดุ้งเฮือก แม้แต่ผู้นำพิธีก็ยังตกใจ เขามองหวังเป่าเล่อด้วยสีหน้าประหลาด
ไม่จบเพียงแค่นั้น หลังจากที่หวังเป่าเล่อตะโกนออกมาดังแก้วหูแทบแตกเขาก็ไม่รีรอให้ใครเรียกสติกลับมาได้ทันเด็กหนุ่มควักศิลาเปล่าขึ้นมาภายใต้สายตาทุกคู่ที่ จับจ้องและเริ่มสกัดศิลาวิญญาณในบัดดล!
ทันทีที่พลังปราณปริมาณมากเริ่มอัดแน่น ศิลาเปล่าในมือของหวังเป่าเล่อก็แปรเปลี่ยนเป็นศิลาวิญญาณให้เห็นกับตา ช่างเป็นภาพที่น่าตื่นตะลึงใจสำหรับทุกคนที่อยู่ในโถง!
“เจ้าอยากแข่งกับข้าเรื่องศิลาวิญญาณอีกด้วยงั้นหรือ งั้นก็ช่างหัวเจ้า! ข้าจะผลิตศิลาขึ้นมาใหม่มันตรงนี้นี่แหละ เอาเลยสิ! มาดูกันว่าใครกันแน่ที่มีไอ้ศิลาบ้านี่เยอะกว่ากัน!” หวังเป่าเล่อประกาศก้องพลางถลึงตาจ้องไปยังจั่วอี้ฟานที่นิ่งอึ้งอยู่ สายตาของหวังเป่าเล่อเต็มไปด้วยความดูแคลน
“มัน…มันสกัดศิลาได้ตรงนี้เลยหรือ”
“ข้าจำได้ว่าหมอนี่เรียนสาขาอาวุธเวทนี่”
“แล้วจะแข่งยังกับมันไปทำไมล่ะถ้าเช่นนั้น”
ขณะที่ฝูงชนขยับปากเป็นรอยยิ้มเจ็บปวด จั่วอี้ฟานก็โกรธจนแทบคลุ้มคลั่ง เขาไม่เคยนึกฝันว่าจะมีเหตุการณ์บ้าบอแบบนี้เกิดขึ้นในโรงประมูล แม้สาขาอาวุธเวทจะเป็นที่เลื่องลือเกี่ยวกับการกลั่นศิลาวิญญาณตัวเขาเองก็ไม่เคยเห็นกระบวนการผลิตกับตามาก่อน
ณ ห้วงเวลานั้น การกระทำของหวังเป่าเล่อเปรียบเสมือนสายฟ้าที่ฟาดลงมากลางใจจั่วอี้ฟาน แม้ตระกูลของเขาจะมีทรัพย์สินมากมายเขาก็รู้ตัวดีว่าสู้ไม่ได้
ก็เพราะต่อให้ร่ำรวยเพียงใดปริมาณศิลาวิญญาณที่มีเขาครอบครองก็ยังมีจุดสิ้นสุด แต่…สิ่งที่หวังเป่าเล่อทำมันคือ การผลิตเงินออกมาดีๆ นี่เอง!
ความรู้สึกพ่ายแพ้ราบคาบนี้ช่างเหมือนกันตอนที่แข่งวิ่งและแข่งยกน้ำหนักกับหวังเป่าเล่อ ผลลัพธ์ของมันให้จั่วอี้ฟานตัวสั่น ศิษย์อาวุโสข้างกายที่เขาเพิ่งทำความ รู้จักได้ไม่นานมองมาที่จั่วอี้ฟานอย่างเวทนา เขาส่ายหัวและถอนหายใจ
“นี่แหละสาขาอาวุธเวท
“ไม่อยากจะเชื่อว่าเจ้าจะกล้าแข่งกับมันไปได้ ไม่สังเกตบ้างหรือว่าพวกลูกศิษย์ ที่โตกว่าทุกคนเลิกแข่งทันทีที่เห็นไอ้หมอนั่น เป็นที่รู้กันว่าศิษย์สาขาอาวุธเวทเป็นเครื่องผลิตเงินเดินได้ แล้วใครมันจะไปสู้ไหวกันล่ะ”
เมื่อศิษย์อาวุโสคนอื่นได้ยินประโยคนั้นก็ต่างพากันถอนหายใจ ไม่ต้องถามก็รู้ว่าศิษย์สาขานี้เคยทิ้งบาดแผลลึกไว้ในใจพวกเขาอย่างแสนสาหัสขนาดไหน
Comments for chapter "บทที่ 14 แค่อยู่สาขาอาวุธเวทก็มีชัยไปกว่าครึ่ง"
MANGA DISCUSSION
Madara Info
Madara stands as a beacon for those desiring to craft a captivating online comic and manga reading platform on WordPress
For custom work request, please send email to wpstylish(at)gmail(dot)com