บทที่ 15 นี่แหละที่เรียกว่าฉกเงิน!
บทที่ 15 นี่แหละที่เรียกว่าฉกเงิน!
เมื่อจั่วอี้ฟานได้ยินดังนั้น ความโมโหและความผิดหวังก็เอ่อท่วมท้นใจเขาจนยากจะอธิบายออกมาเป็นคำพูด การได้เห็นหวังเป่าเล่อผลิตศิลาวิญญาณออกมาเดี๋ยวนั้นทำให้เขารู้สึกอดสูเหลือเกิน
“นี่มันไม่ยุติธรรมเลย!
“เหตุใดสำนักศึกษาเต๋าศักดิ์สิทธิ์จึงมองข้ามเรื่องขี้โกงแบบนี้ได้ หากเป็นเช่นนี้ต่อไป สุดท้ายแล้วคนจากสาขาอาวุธเวทมิชนะประมูลไปเสียทุกครั้งหรือ” จั่วอี้ฟานตัวสั่นด้วยความโกรธ ความรู้สึกโดนเอาเปรียบและความเดือดดาลในใจของเขามากเสียจนหาทางระบายออกมาไม่ได้
แต่ก่อนที่เขาจะพูดจบ ศิษย์อาวุโสข้างกายเขาก็หัวเราะออกมา
“เจ้านี่ช่างใสซื่อเสียจริง”
“เจ้าพวกนี้เชี่ยวชาญด้านการผลิตเงินตรา แล้วเหตุใดสำนักศึกษาเต๋าศักดิ์สิทธิ์ จักต้องสั่งให้มันหยุดผลิตเงินด้วยเล่า แต่เจ้าพูดถูก โรงประมูลได้เตรียมการรับมือ คนสาขานี้ไว้เรียบร้อยแล้ว เจ้าไม่สังเกตหรือ ทันทีที่เจ้าหมอนั่นเริ่มเสนอราคา ทุกคนก็เลิกคิดสู้ เจ้าเป็นศิษย์หน้าใหม่เลยยังไม่เข้าใจสถานการณ์”
ศิษย์คนดังกล่าวถอนใจ เพื่อนร่วมรุ่นหลายคนข้างๆ เขาก็ถอนใจเช่นกัน
“เมื่อใดที่คนจากสาขาอาวุธเวทปรากฏตัวขึ้นที่โรงประมูล พวกนั้นก็จะได้เลือกของดีไปก่อนเสมอ เมื่อมันเลือกกันไปเสร็จแล้ว ของที่เหลือก็เป็นของพวกเราที่มาจากสาขาอื่น ไม่มีทางอื่นอีกแล้ว พวกเราหาเงินและถ้าโชคดีหน่อยก็ฉกเงิน แต่พวกนั้น…พวกนั้นมันผลิตเงิน”
“ก็เพราะแบบนั้นอย่างไรเล่า มันเล่นผลิตเงินได้มากเท่าไหร่ก็ได้ แล้วเราจะไปสู้มันได้อย่างไร”
เหล่าศิษย์อาวุโสพูดด้วยเสียงเศร้า นี่ทำให้จั่วอี้ฟานคลั่งขึ้นมาอีกครั้ง เขารู้สึกราวกับตนเองกลายเป็นยาจกเข็ญใจ แต่เขาก็สะดุดกับคำว่า ‘ฉกเงิน’ ที่ศิษย์รุ่นพี่กล่าวออกมา จนอดไม่ได้ที่จะถามถึง “สำนักศึกษาเต๋าศักดิ์สิทธิ์ยอมให้ฉกเงินกันได้ ด้วยหรือ”
ศิษย์รุ่นพี่ไม่ตอบแต่ยิ้มเท่านั้น
จั้วอี้ฟานรู้สึกท้อแท้ที่แม้แต่รุ่นพี่ก็ไม่ตอบเขา ชายหนุ่มมองไปที่หวังเป่าเล่อด้วยความรู้สึกขุ่นเคืองเป็นอย่างมาก เขารู้สึกว่าตัวเองมีเงินอยู่ในมือมากกว่าหวังเป่าเล่อ และต่อให้เจ้านั่นผลิตเงินได้จริง ถึงอย่างไรก็คงไม่มีวันหลอมออกมาเร็วทันการ ไม่มีทางที่หวังเป่าเล่อจะแย่งโอสถปัดเป่าไปจากเขาได้ ดังนั้นเมื่อผู้นำพิธีเคาะค้อนครบสองครั้งและกำลังจะเคาะครั้งที่สามเพื่อปิดรายการ จั่วอี้ฟานจึงตะโกนออกมา “ข้ายินดีจ่าย 1,700 ก้อน”
หวังเป่าเล่อเบือนหน้ามามองจั่วอี้ฟาน ชายหนุ่มรู้สึกเกลียดขี้หน้าเจ้าหมอนี่ ขึ้นทุกที จึงยินดีที่จะเทหมดหน้าตัก
“ข้ายินดีจ่าย 2,000 ก้อน!” ทันทีที่หวังเป่าเล่อพูดจบประโยค เขาก็หลอมศิลาวิญญาณก้อนแรกสำเร็จและกำลังจะเริ่มหลอมก้อนที่สอง ชายหนุ่มตัดสินใจแน่แล้ว อย่างเลวร้ายที่สุดเขาก็แค่ติดอยู่ที่โรงประมูลไปสักพักหลังจากจบงานเพื่อจ่ายหนี้ ให้ครบ เขาต้องชนะให้ได้แม้จะต้องกลับมาอ้วนอีกครั้งก็ตาม อย่างน้อยขอสะใจให้หายอารมณ์เสียหน่อยเถอะ
“เจ้านี่!” ดวงตาของจั่วอี้ฟานกลายเป็นสีแดง ก่อนที่เขาจะได้พูดต่อ และเป็นจังหวะเดียวกับที่หวังเป่าเล่อควักศิลาเปล่าก้อนที่สองออกมาพอดี
ผู้นำพิธีก็หัวเราะออกมาอย่างขื่นขม ผู้นำพิธีเห็นว่าหวังเป่าเล่อเป็นศิษย์คัดเลือกพิเศษจากสาขาอาวุธเวท และก็คิดว่าราคาของโอสถปัดเป่าได้พุ่งสูงขึ้นมามากพอแล้ว รวมถึงไม่อยากมีเรื่องกับสาขาอาวุธเวทไม่ว่าด้วยเหตุใดก็ตาม เขาจึงแจ้งออกมาว่า “ศิษย์จากสาขาอาวุธเวทผู้นั้น เจ้ามิจำเป็นต้องรีบ ในฐานะศิษย์สาขานี้ เจ้าสามารถออกใบชำระหนี้ให้กับโรงประมูลเหยี่ยวเมฆาเพื่อใช้แทนศิลาวิญญาณได้ หลังจากนั้นเจ้าเพียงแค่ต้องส่งศิลาวิญญาณที่ติดหนี้อยู่ให้ครบตามเวลาที่กำหนดเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนไป”
ทุกคนนิ่งเงียบเมื่อได้ยินดังนั้น ยกเว้นบรรดาศิษย์ปีหนึ่งที่อ้าปากค้าง หลายคนเริ่มรู้สึกว่าตนเองเลือกสาขาผิดเสียแล้ว
“ทำเช่นนั้นได้ด้วยหรือ” หวังเป่าเล่อตกใจ ดวงตาของเขาเบิกกว้างขึ้นและดูลังเลใจขึ้นมา เมื่อเขาเห็นผู้นำพิธีพยักหน้ายืนยัน ชายหนุ่มก็รู้สึกลิงโลดขึ้นมาทันที เขาเห็นทางสว่างและตระหนักได้ในเวลานั้น…ว่าสาขาอาวุธเวทนี่แหละที่ไร้เทียมทานของจริง!
กลับกันกับความตื่นเต้นดีใจของหวังเป่าเล่อ จั่วอี้ฟานตกตะลึงงันไปโดยสิ้นเชิง คำพูดของศิษย์รุ่นพี่ที่กระแทกเข้าในจิตนั้นเทียบไม่ได้กับสิ่งที่ผู้นำพิธีเอ่ยมาเมื่อครู่ ความรู้สึกของจั่วอี้ฟานช่างแสนเจ็บปวดราวกับโดนมีดแหลมแทงทะลุเข้ากลางดวงใจดวงเล็กอันอ่อนวัยของเขา
จั้วอี้ฟานรู้สึกคล้ายจะเป็นลม ตัวก็พลอยสั่น ความพ่ายแพ้และความรู้สึกอับจนหนทางเอ่อขึ้นท่วมจิต เขามองเห็นใบหน้าแสนยโสของหวังเป่าเล่อ พลันใจก็ย้อนกลับไปนึกถึงเหตุการณ์วิ่งและยกน้ำหนักในทันที เขาเริ่มรู้สึกถึงสายตาแปลกประหลาดที่คนรอบข้างส่งมาทางเขา ดวงตาของชายหนุ่มแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงเลือด เมื่อเขาตะโกนออกมาว่า “หวังเป่าเล่อ ข้าขอท้าประลอง!”
จั่วอี้ฟานได้ท้าหวังเป่าเล่อประลองวิทยายุทธ์
เมื่อสิ้นคำนั้นฝูงชนก็ระเบิดเสียงคุยขึ้นมาอีกครั้ง หวังเป่าเล่อก็ขมวดคิ้วเช่นกัน
เมื่อจั่วอี้ฟานเห็นหวังเป่าเล่อลังเลใจ เขาก็รู้สึกมั่นใจขึ้นมา ทั้งที่ก่อนหน้าเกือบได้คลุ้มคลั่งไปเสียแล้ว แม้จั่วอี้ฟานจะไม่ร่ำรวยเท่าหวังเป่าเล่อ เขาก็มั่นใจในฝีมือ วิทยายุทธ์ของตน และชายหนุ่มก็ต้องการปลดปล่อยอารมณ์โกรธที่พุ่งพล่านอยู่พอดี
จั่วอี้ฟานคิดถี่ถ้วนแล้ว ต่อให้หวังเป่าเล่อไม่รับคำท้าประลองของ ชายหนุ่มก็ยังสามารถเปิดฉากโจมตีก่อนได้เพื่อสั่งสอนให้รู้จักจำเสียบ้าง เมื่อเอ่ยคำท้าออกไปแล้วจั่วอี้ฟานก็เตรียมตัวเดินออกจากโรงประมูลเพื่อไปรอด้านนอกทันที
ทันใดนั้นหวังเป่าเล่อก็พ่นลมหายใจเยาะเย้ยออกมา เขาไม่สนใจที่จะรับคำท้าแม้แต่นิดเดียว เป้าหมายของเขาคือ การเป็นหัวหน้าศิษย์ ไม่ใช่มาท้าต่อยท้าตี ไร้ความหมาย
เขาระลึกได้ถึงคำพูดของผู้นำพิธีและตีความหมายแฝงออกมาได้ ชายหนุ่มเขียนใบชำระหนี้เป็นศิลาวิญญาณหนึ่งร้อยก้อนและโยนขึ้นเหนือฝูงชนทันที หวังเป่าเล่อตะโกนออกมาอยากภาคภูมิใจว่า “ใบชำระหนี้มูลค่า 100 ก้อนนี้จะตกเป็นของใคร ก็ตามที่จัดการจั่วอี้ฟานแทนข้าได้สำเร็จ!”
ทันทีที่ได้ยินดังนั้นทุกคนก็หายใจสะดุด เหตุการณ์เหนือความคาดหมายนี้ทำให้จั่วอี้ฟานตะลึงงันอีกครั้ง ก่อนที่ชายหนุ่มจะได้ทำอะไร สายตาของศิษย์อาวุโสคนที่เขาทำความรู้จักก่อนหน้าก็ส่องประกายวับขึ้น ด้วยเสียงหัวเราะดังสนั่น เขาพุ่งตัวไปข้างหน้า คว้าเอาใบชำระหนี้ และพุ่งตรงไปหาจั่วอี้ฟาน
“ข้าจัดการเอง!”
ศิษย์รุ่นพี่คนอื่นก็ตื่นตัวมากเช่นกันขณะพุ่งเข้าหาจั่วอี้ฟานพร้อมเสียงตะโกนดังลั่น บางคนก็เอ่ยออกมาว่า…
“เจ้าเด็กนี่เป็นของข้า! พวกเจ้าอย่าได้สะเออะมาแย่งเชียว!”
“ให้ตายเถอะ พวกเจ้านี่ไวเป็นบ้า! นี่มันโอกาสทองเชียวนะนี่!”
ในพริบตานั้น จั่วอี้ฟานก็ถูกล้อมไว้ด้วยศิษย์รุ่นพี่อย่างน้อยหนึ่งโหล
“ศิษย์ผู้พี่…” จั่วอี้ฟานตัวสั่น เขาอยากหลบหนีแต่ไม่ทันการเสียแล้ว หมัดนับสิบพุ่งมาใส่เขา ท่ามกลางความชุลมุนนั้นเสียงร้องโหยหวยของจั่วอี้ฟานดังลอดออกมา
“ข้า…ข้าเป็นศิษย์คัดเลือกพิเศษนะ พวกเจ้าทำแบบนี้ได้อย่างไร…”
“ก็ใช่น่ะสิ ข้าอยากอัดศิษย์คัดเลือกพิเศษอย่างเจ้าให้น่วมมานานแล้ว”
รุ่นพี่ที่นั่งข้างจั่วอี้ฟานดูกระตือรือร้นเป็นพิเศษ เขาแจกแจงขณะปล่อยหมัดใส่ จั่วอี้ฟาน “เจ้าถามข้าใช่ไหมว่าฉกเงินคืออะไร นี่ไงล่ะ การฉกเงินที่ว่า!”
เกิดจลาจลขึ้นในโรงประมูลในทันใด ผู้ชมบางคนก็งัดเอาอุปกรณ์บันทึกภาพขึ้นมาถ่ายทอดสด
จั่วอี้ฟานร้องออกมาอย่างเจ็บปวด ช่างเป็นเหตุการณ์ที่น่าเศร้าใจ แต่โชคดีที่ โรงประมูลมีพนักงานรักษาความปลอดภัยจำนวนมากที่พุ่งเข้ามาแยกมวยได้ทัน
หากเป็นกลุ่มอื่นที่มีเรื่องวิวาทภายในโรงประมูลคงเป็นเรื่องราวลุกลามใหญ่โต แต่เนื่องจากเป็นศิษย์จากสำนักศึกษาเต๋าศักดิ์สิทธิ์ทางโรงประมูลจึงไม่กล้าต่อกรด้วย นี่ก็เพราะทางสำนักอย่างไรเสียก็ต้องเลือกเข้าข้างคนของตนเสมอ และว่าสำนักนี้ จะยิ่งใหญ่เพียงใดเหล่าศิษย์ก็มักจะก่อเรื่องกันอยู่ร่ำไป โรงประมูลจึงเลือกปฏิบัติต่อศิษย์ของสำนักเช่นเดียวกับที่ปฏิบัติต่อตัวโรงเรียน อย่าแหย่หากไม่อยากมีเรื่อง
ด้วยเหตุนี้ทางโรงประมูลจึงทำได้เพียงจับแยก และพยายามหว่านล้อมให้ใจเย็นเท่านั้น ความสงบกลับมาเยือนอีกครั้งเมื่อบุคคลต้นเรื่องทุกคนถูกเตะโด่งออกไป ข้างนอก
ส่วนหวังเป่าเล่อก็ได้หลบออกจากสถานที่เกิดเหตุไปนานแล้ว พนักงานสาวมานำเขาออกไปด้วยอากัปกิริยาใคร่รู้และทรงเสน่ห์ไปในเวลาเดียวกัน เขาเขียนใบแจ้งหนี้ รับโอสถมาไว้ในครอบครอง และเดินทางออกจากโรงประมูลในทันที
บริการช่างแสนน่าประทับใจเสมอต้นเสมอปลาย ก่อนที่หวังเป่าเล่อจะออกมาพนักงานสาวก็ยังเอื้อมมาขอรายละเอียดติดต่อเขาไว้ด้วย
นี่ทำให้หวังเป่าเล่อรู้ว่าตัวเขาน่าประทับใจเพียงใด ชายหนุ่มเดินทางกลับ สาขาอาวุธเวทด้วยความพอใจในผลงานของตนเอง เขานั่งอยู่ในถ้ำที่พักและรู้สึกถึงความทะเยอทะยานที่จะเป็นหัวหน้าศิษย์ปะทุแรงกล้าขึ้น
สาขาอาวุธเวทนี่ช่างยอดเยี่ยมจริงๆ และหากข้าได้เป็นหัวหน้าศิษย์ด้วยคงถือเป็นจุดเริ่มต้นไปสู่จุดสูงสุดในชีวิต! หวังเป่าเล่อคิดอย่างสำราญใจ แต่ก่อนที่เขาจะหยิบโอสถปัดเป่าขึ้นมากิน เขาก็พลันตบหน้าผากตัวเองเข้าดังเพี๊ยะ
ข้าจะมาประมาทแบบนี้ไม่ได้ ข้าต้องระลึกถึงบทเรียนจากชีวประวัติของเจ้าหน้าที่ระดับสูงไว้เสมอ วันนี้ข้ามุทะลุเกินไปจนกลายเป็นจุดสนใจ ข้าต้องทำตัวให้ไม่โดดเด่นเข้าไว้ หวังเป่าเล่อยืนยันความคิดตนเอง และหลังจากไตร่ตรองอยู่พักหนึ่งเขาก็ใจเย็นลง เมื่อสงบลงแล้วหวังเป่าเล่อก็หยิบโอสถปัดเป่าที่ประมูลชนะออกมา ชายหนุ่มพินิจมันอยู่ชั่วครู่ก่อนจะใส่เข้าปากและกลืนลงไป
โอสถนั้นละลายในทันทีที่เข้าไปในปาก ความอบอุ่นซาบซ่านขึ้นมาจากช่องท้องของหวังเป่าเล่อ และแผ่ซ่านเข้าไปยังส่วนที่เหลือของร่างกายอย่างดุดันราวกับ คลื่นอันถาโถม นี่เป็นครั้งแรกที่หวังเป่าเล่อรับโอสถเข้าร่าง โอสถเม็ดนี้อุดมไปด้วยสมุนไพรเลอค่ามากมาย ฤทธิ์ของมันจึงรุนแรงเหลือ ร่างกายของหวังเป่าเล่อสั่นเทาจากฤทธิ์ยา
ชายหนุ่มหายใจหอบถี่และเริ่มเหงื่อท่วมกายอย่างควบคุมไม่ได้ เขาถอดเสื้อผ้าออกและนั่งแบบไร้อาภรณ์ใดๆ อยู่ภายในห้อง หวังเป่าเล่อตระหนกเมื่อเห็นรูขุมขนของตนปล่อยสิ่งแปลกปลอมสีดำออกมาเป็นสาย
สยองเป็นบ้า!
ขณะที่สายมลทินถูกชำระล้างออกจากร่างกายของหวังเป่าเล่อ เขาก็รู้สึกได้ทันทีว่าพลังปราณแทรกซึมเข้าร่างกายได้ดีขึ้นกว่าแต่ก่อน แม้แต่ปราณโลหิตในร่างเขาก็ดูจะเข้มข้นขึ้น
หวังเป่าเล่อรู้สึกทั้งประหวั่นพรั่นพรึงและสุขใจ เมื่อสายมลทินไหลบ่าออกจากร่างกายเขาเป็นเวลาสามวันเต็มจนยาหมดฤทธิ์ไป หลังจากที่อาบน้ำชำระร่างกายเรียบร้อยแล้ว เขาก็ชื่นชมร่างกลมและผิวอันเรียบลื่นของตนก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างเสียมิได้
โอสถนี่ช่างดีสมคำร่ำลือเสียจริง!
หลังจากที่เขาชื่นชมความยอดเยี่ยมของร่างกายตนเองเรียบร้อยแล้ว หวังเป่าเล่อก็ใส่เสื้อผ้าและดื่มน้ำเย็นหล่อวิญญาณเพื่อความสดชื่น เขาดื่มน้ำขวดใหญ่จนหมดก่อนหยิบขนมเข้าปาก หวังเป่าเล่อเริ่มหลอมศิลาวิญญาณด้วยความคาดหวัง ชายหนุ่มสงสัยเหลือเกินว่าคราวนี้เขาจะสามารถข้ามขีดจำกัดของเลข 75 ไปได้หรือไม่!
Comments for chapter "บทที่ 15 นี่แหละที่เรียกว่าฉกเงิน!"
MANGA DISCUSSION
Madara Info
Madara stands as a beacon for those desiring to craft a captivating online comic and manga reading platform on WordPress
For custom work request, please send email to wpstylish(at)gmail(dot)com