บทที่ 149 หลักการของลู่จื่อหาว
บทที่ 149 หลักการของลู่จื่อหาว
“ฮะ” ลู่จื่อหาวไม่รู้ว่าคนอื่นตกใจแค่ไหน เมื่อหวังเป่าเล่อเริ่มขายต่อด้วยไม้นี้ แต่ที่แน่ๆ ตัวเขาเองนี่แหละอึ้งที่สุด
แต่แค่เสียงถามกลับแบบงงๆ นั่นก็พอแล้วสำหรับหวังเป่าเล่อ ชายหนุ่มตบเข่าฉาด ก่อนจะพูดออกมาด้วยน้ำเสียงกระตุ้นอารมณ์คนดู
“ใช่แล้ว! วัตถุเวทคุณภาพเยี่ยมแบบนี้ต้องมีเหยียบสามพันแน่นอน”
ลู่จื่อหาวเหวอไปเลย
โฆษณาภาคบังคับนี้ดูเกินจริงไปมากสำหรับกลุ่มผู้ชมบนเกาะ จริงอยู่ที่ลูกประคำนั้นคุณสมบัติเยี่ยมยอด แต่ราคาศิลาวิญญาณสามพันก้อนนั้นแพงเกินไปจนน่าหัวเราะ นี่ยิ่งดูแย่ไปอีกเมื่อคนโฆษณาคือหวังเป่าเล่อ รายการขายสินค้านี้ทำให้ตำหนัก การยุทธ์อันแสนยิ่งใหญ่ดูราคาตกลงเล็กน้อยในทันที
แต่ความล้ำเลิศของเกราะระฆังทองคำก็เริ่มเป็นที่โจษจันไปทั่ว จนเรียกได้ว่าไม่มีใครบนเกาะมหาปราชญ์ชั้นสูงที่ไม่รู้จัก แม้แต่ศิษย์รุ่นพี่ที่มีปราณในระดับห้ายังเคยได้ยิน
ท่ามกลางสีหน้าเหยเกของผู้ชม หวังเป่าเล่อยังคงกระตือรือร้นกับการเสนอขาย เขาตบเข่าฉาดอีกครั้งจนเสียงดังลั่นไปทั่ว สีหน้าเต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง
“แต่…ข้ามีข่าวดีสำหรับทุกคน ลูกค้าจากสำนักศึกษาเต๋าหนึ่งร้อยท่านแรกที่ สั่งเข้ามาในวันนี้ จะไม่ต้องจ่ายราคาสามพัน แต่เพียงพันเดียวเท่านั้น! ใช่ ไม่ได้หูฝาดไปหรอก! แค่เพียงพันเดียวเท่านั้น ทุกท่านก็รับเอาเจ้าลูกประคำแสนล้ำค่านี้ ไปครอบครองได้ในทันที!” หวังเป่าเล่อตะโกนเสียงดัง และส่งรายละเอียดการติดต่อของเขาขึ้นไปบนหน้าจอ เมื่อเขาพูดจบ แหวนสื่อสารก็เริ่มสั่นรัวไม่หยุด
ข้อความหลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย ลู่จื่อหาวและศิษย์รุ่นพี่ทั้งสองคนที่อยู่ในเหตุการณ์จริงต่างอึ้งไปตามๆ กัน เมื่อเห็นแหวนสื่อสารของหวังเป่าเล่อสั่นไม่หยุดจนเหมือนจะระเบิดออกมา
ภายในพริบตาข้อความหลายร้อยก็เต็มเครื่องของเขา หวังเป่าเล่อดีใจและประหลาดใจมาก แม้เขาจะมั่นใจว่ารายการโฆษณาของตนไม่สูญเปล่าแน่ๆ แต่ก็ไม่ได้คิดว่าผลตอบรับจะดีเกินคาดขนาดนี้
ความจริงแล้วราคาหนึ่งพันก้อนที่หวังเป่าเล่อตั้งไว้นั้น ก็ยังจัดว่าแพงไปแต่ก็อยู่ในระดับที่พอรับได้ นี่เป็นเพราะวัตถุเวทนี้เป็นระดับสองแบบคุณภาพยอดเยี่ยม และเพราะการโฆษณาของหวังเป่าเล่อได้ผลชะงัดอยู่ ไม่ว่าจะซื้อไปใช้จริงหรือ ซื้อไปวิจัย หวังเป่าเล่อก็ยังได้รับคำสั่งซื้ออยู่หลายร้อย ถึงฐานลูกค้าหลายหมื่นคนบนเกาะมหาปราชญ์ชั้นรองจะรู้สึกว่าโฆษณานี้เกินจริงไปมาก
แม้แต่ศิษย์รุ่นพี่ทั้งสองยังเดินเข้ามาติดต่อค้าขายกับหวังเป่าเล่อ เมื่อเรียกสติกลับมาได้ นี่ก็เพราะทั้งสองได้รู้ซึ้งถึงอิทธิฤทธิ์ของมันโดยตรง และเพราะ เจ้าลูกประคำนี้ดูขายดีเทน้ำเทท่า สำหรับศิษย์รุ่นพี่ทั้งสองคนนี้ หวังเป่าเล่ายินดี ลดราคาให้
“ศิษย์พี่ทั้งสองนี่รสนิยมดีนะเนี่ย!” หวังเป่าเล่อหัวเราะ เขาจัดการแลกเปลี่ยนซื้อขายกับรุ่นพี่ทั้งสองคนเรียบร้อย ท่ามกลายสายตาที่จับจ้องของฝูงชน หลังจากนั้น หวังเป่าเล่อก็ลากลู่จื่อหาวที่ยังงุนงงไม่หาย ให้เดินไปตามทางหนึ่งเดียวที่เหลืออยู่ ฉากโปร่งแสงที่กันพวกเขาไว้ในตอนแรกหายไปแล้ว
พลุนั้นสลายหายไปนานแล้ว และรายการขายของของหวังเป่าเล่อก็จบลงเรียบร้อย แต่ก็ยังมีหลายคนที่จับจ้องหน้าจอของหวังเป่าเล่อและลู่จื่อหาวอยู่ การวิพากษ์วิจารณ์นั้นก็ยังดำเนินไปด้วยเสียงอันดังอย่างไม่รู้จบ
“ไอ้หวังเป่าเล่อนี่ มันคงจะไม่ขายของทุกนัดที่สู้หรอกนะ”
“แต่ถึงอย่างนั้น ข้าก็อยากรู้นะว่าชิ้นต่อไปที่หมอนี่จะเอาออกมาขายคืออะไร”
ขณะที่ผู้ชมทางบ้านกำลังพุดคุยกันอย่างออกรสนั้น บรรดาผู้ปกครองของสำนักศึกษาเต๋าศักดิ์สิทธิ์และเจ้าพนักงานสหพันธรัฐก็มองไปที่หวังเป่าเล่อและลู่จื่อหาวที่กำลังออกเดินไปตามถนน ด้วยสีหน้าที่แตกต่างกันออกไป
หวังเป่าเล่อไม่ได้สนใจคนอื่นเลยแม้แต่น้อย เขาตื่นตัวเป็นอย่างมากและ มองมายังลู่จื่อหาวที่ยืนอยู่ข้างๆ เขา ดูเหมือนลู่จื่อหาวจะพึ่งเรียกสติกลับมาได้ และเพิ่งประมวลผลเสร็จว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อครู่ สีหน้าของเขาบอกบุญไม่รับ เมื่อเห็นว่าลู่จื่อหาวกำลังจะระเบิดเสียงตะโกนใส่ตนได้ทุกเมื่อ หวังเป่าเล่อก็ตบบ่าชายหนุ่มเบาๆ ก่อนเอ่ยอย่างใจดีว่า
“ลู่จื่อหาว อย่างไรเราก็เป็นพ่อลูกกันนี่นะ ไม่ต้องกังวลไป ข้าจะแบ่งกำไรให้เจ้าร้อยละสามสิบเลยทีเดียว!”
เมื่อได้ยินดังนั้น พายุอารมณ์ร้ายกาจที่กำลังก่อตัวในใจของลู่จื่อหาวก็หยุดไปชั่วครู่ หลังจากนั้น…พายุนั้นก็สลายหายไปโดยที่ชายหนุ่มไม่ทันได้ตั้งตัว
ข้าไม่ได้กำลังทำตัวขัดกับหลักการของตนเองเสียหน่อย ข้าแค่กำลังเก็บเกี่ยวสิ่งที่ควรได้รับต่างหาก! ลู่จื่อหาวคิดเงียบๆ คนเดียวในใจ แต่หัวใจเขาก็ยังเต้นแรงแบบ คุมไม่อยู่ ชายหนุ่มเริ่มคำนวณจำนวนเงินที่เขากำลังจะได้รับในใจ แต่ขณะที่กำลังคำนวณอยู่นั้น สมองก็พลันนึกไปถึงฉากการโจมตีของหวังเป่าเล่อ ที่แย่งความเป็น จุดสนใจไปจากเขา คิดได้ดังนั้นอารมณ์โกรธก็ปะทุขึ้นมาอีกครั้ง
“หวังเป่าเล่อ ข้า ลู่จื่อหาวคนนี้ คือชายที่จะไม่ยอมสยบให้กับอำนาจเงินตรา ขอเตือนไว้ก่อนเลยนะ ข้าจะยอมให้ก่อนสำหรับสิ่งที่เจ้าทำก่อนหน้านี้ แต่การต่อสู้ที่เหลือทั้งหมดนี้เป็นของข้า อย่าสะเออะมาแย่งบทข้าไปอีกเป็นอันขาด นี่มัน การแข่งขันของข้า เข้าใจไหม!”
“รู้แล้วน่า! มาๆ มาใส่เกราะนี่เร็ว แล้วก็ไปอัดพวกนั้นให้น่วมเสียที!” หวังเป่าเล่อพูดอย่างรวดเร็ว เมื่อเห็นลู่จื่อหาวจวนจะระเบิดอยู่รอมร่ออีกครั้ง ชายหนุ่มโยน ชุดเกราะสะท้อนแสงระยับให้คู่หู
ความคุกรุ่นของลู่จื่อหาวหายไปเมื่อเห็นชุดเกราะนั้น แต่ก็ยังแอบฟึดฟัดอยู่ คนเดียวไม่หาย ชายหนุ่มรู้สึกราวกับว่าตนเองกำลังทำตัวสวนทางกับหลักการของตนอยู่อย่างไรอย่างนั้น…ลู่จื่อหาวเร่งฝีเท้าขึ้นเพื่อตามให้ทัน หวังเป่าเล่อดูกระตือรือร้นมากเป็นพิเศษ พวกเขาเดินมาถึงทางแยกที่สองในที่สุด
จุดตัดแรกจะมีกลุ่มแข่งขันกันทั้งหมด 16 กลุ่ม ส่วนจุดตัดที่สองจะเหลือแค่แปดกลุ่ม กลุ่มที่ผ่านเข้ามาถึงรอบนี้ได้ แน่นอนว่าฝีมือต้องไม่ธรรมดา แต่ละคนก็ต่างมีจุดเด่นเป็นของตนเอง ด้วยเหตุนี้ ทั้งหวังเป่าเล่อและลู่จื่อหาวจึงเตรียมพร้อมรับมือตลอดเวลา
โดยเฉพาะหวังเป่าเล่อที่ตื่นตัวเป็นพิเศษ เขาเรียนรู้จากบทเรียนเมื่อนัดก่อนหน้า และรีบหยิบเอาเกราะระฆังทองคำออกมาทันที เมื่อมาถึงทางแยก ทันทีที่ เกราะป้องกันแผ่ขึ้นมาโอบล้อมตัวเขาไว้ หวังเป่าเล่อก็ทุบอกตนเองและกล่าวให้กำลังใจเพื่อนร่วมกลุ่ม
“จื่อหาว ที่เหลือขึ้นอยู่กับเจ้าแล้ว โชคดีล่ะ!”
ลู่จื่อหาวรู้สึกได้ถึงความจริงใจของหวังเป่าเล่อ เขาหายใจเข้าลึกและกำลังจะพูดตอบ
“พวกนั้นมาแล้ว จื่อหาว ไปเลย!” หวังเป่าเล่อกล่าวเตือนคู่หู สีหน้าของลู่จื่อหาวเปลี่ยนไปในทันที แววตาพิฆาตฉายขึ้นในดวงตาของชายหนุ่ม เมื่อเขาหันไปมองที่ถนนอีกเส้น ก็เห็นชายหญิงคู่หนึ่งกำลังพุ่งตรงเข้ามาหา
ชายผู้นั้นตัวสูงใหญ่น่าเกรงขาม แววตาเป็นประกายระยับ เขาใส่ชุดเกราะสีม่วงและมีกระบี่เหาะเหินสามเล่มลอยวนอยู่รอบกาย ส่วนผู้หญิงเบื้องหลังเขานั้นตัวเล็กบอบบางและมีใบหน้าอ่อนหวาน นางมีพวงกระดิ่งติดอยู่ที่ข้อมือขาวราวหิมะ กระดิ่งนั้นส่งเสียงกรุ๊งกริ๊งขณะเคลื่อนไหว
กลุ่มตรงข้ามยังไม่หมดแค่นั้น ข้างกายแม่นางคนนี้มีสุนัขป่าท่าทางดุร้ายสามตัว แต่ละตัวสูงราวครึ่งหนึ่งของชายฉกรรจ์ แววตาของสุนัขป่าเหล่านี้เต็มไปด้วยประกายเช่นกัน พวกมันหอนรับกันเป็นช่วงๆ ขณะพุ่งมาหาพวกเขา ขณะที่หอนนั้น เจ้าสุนัขสามตัวก็เผยให้เห็นเขี้ยวยาวคมกริบ ที่ทำให้ดูดุร้ายมากขึ้นไปอีก
พวกตำหนักฝึกอสูร! ลู่จื่อหาวขมวดคิ้ว แต่ประกายก็พลันวิบวับขึ้นในดวงตาเขา แม้ว่าเขาเองจะไม่อยากจะสู้กับศิษย์จากตำหนักฝึกอสูรมากนัก เพราะต่อกรกับพวกนี้ยาก แต่ถึงจุดหนึ่งก็หลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่ดี
ลู่จื่อหาวสะบัดข้อมือ กระบี่เหาะเหินเยือกแข็งห้าเล่มพุ่งออกมา ไอเย็นที่แผ่ออกมาจากตัวของชายหนุ่มทำให้เขาดูราวกับเทพเจ้าสงคราม ลู่จื่อหาวพุ่งเข้าใส่ คู่ต่อสู้ในทันที
ศิษย์ตำหนักการยุทธ์หรี่ตา เมื่อสังเกตเห็นหวังเป่าเล่อที่อยู่ในเกราะคุ้มกัน เขาก็เลิกสนใจและเบนเข็มไปโจมตีลู่จื่อหาวแทน ด้วยท่าทีราวกับสัตว์ร้ายขนาดใหญ่ที่ก้าวดุ่มๆ มาข้างหน้า
ชายหนุ่มทั้งสองพุ่งเข้าใส่กันในทันที เสียงการต่อสู้ดังมาไม่ขาดสาย กระบี่ของทั้งสองเข้าปะทะกันกลางอากาศ ด้วยความเร็ว แต่ละคนต่างมุ่งโจมตีที่ผนึกฝ่ามือของ อีกฝ่าย ยันต์กระดาษบินว่อนไปทั่ว ร่างกายอันแข็งแกร่งของทั้งสองห้ำหั่นกัน อย่างไม่ยั้งกำลัง ผลัดเปลี่ยนกันเป็นฝ่ายรุกและรับ
ความแข็งแกร่งของลู่จื่อหาวฉายแววออกมาในตอนนั้น ความสามารถในการควบคุมกระบี่เหาะเหินเยือกแข็ง และการร่ายเวทของเขารวดเร็วและเด็ดขาด ลู่จื่อหาวใช้ผนึกฝ่ามือหยิบมือหนึ่งขยายขนาดมือตนให้ใหญ่เป็นสองเท่า ฝ่ามือนั้น ส่องแสงสีดำออกมาขณะเจ้าตัวส่งหมัดไปข้างหน้า
แม้คู่ต่อสู้จากตำหนักการยุทธ์ด้วยกันจะฝีมือยอดเยี่ยม แต่ก็ยังอ่อนกว่าลู่จื่อหาวนัก สีหน้าของเขาเปลี่ยนเมื่อรู้ว่าตนเองตกเป็นรอง สายตาเยือกเย็นวาบออกมาจาก แม่นางคู่หูของเขาในทันที นางปลุกผนึกฝ่ามือของตนขึ้นมา และสุนัขป่าสามตัวข้างๆ นางก็เริ่มคำราม ก่อนพุ่งเข้าหมายโจมตีลู่จื่อหาว
สัตว์ร้ายสามตัวนั้นเคลื่อนที่อย่างว่องไว คมเขี้ยวของมันดูท่าจะมีแรงกัดมากโข ราวกับสามารถทำลายวัตถุเวทให้แตกละเอียดได้ในพริบตา
เมื่อเห็นดังนั้น หวังเป่าเล่อก็เดือดดาลขึ้นมาทันที เขาตะโกนผ่านเกราะป้องกันออกมา “สกปรกที่สุด พวกเจ้าตั้งใจรุมเขานี่!”
สีหน้าของแม่นางผู้นั้นเต็มไปด้วยแววดูแคลน ขณะทอดสายตามาที่หวังเป่าเล่อ นางไม่หยุดตามคำประท้วงของเขา แต่กลับพุ่งเข้าใส่ลู่จื่อหาวด้วยความเร็ว
แม้จะโดนรุมสองต่อหนึ่ง ลู่จื่อหาวก็ต่อกรได้อย่างสูสีคู่คี่ นี่ก็เพราะหวังเป่าเล่อเพิ่มอักขระแม่เหล็กเข้าไปในกระบี่เหาะเหินเยือกแข็งเพื่อทุ่นแรง เขาจึงไม่ต้องเสียพลังปราณไปกับการควบคุมมันมากนัก เกราะป้องกันที่หวังเป่าเล่อมอบให้ก็ช่วยได้เป็นอย่างมาก เพราะมีแม้กระทั่งคุณสมบัติโต้กลับแรงกระแทก
ด้วยเหตุนี้ พลังการต่อสู้ของลู่จื่อหาวจึงเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ
เมื่อเห็นว่าลู่จื่อหาวต่อกรได้ หวังเป่าเล่อก็เริ่มวางใจ เขาหยิบเอาถังใบเล็กออกมาจากกำไลคลังเวทอีกรอบ หวังเป่าเล่อหัวเราะคิกคักก่อนโยนถังนั้นขึ้นไปในอากาศตามสูตร พลุสีสันสวยงามก็ระเบิดขึ้นอีกครั้ง
พลุนั้นกระจายตัวไปทั่วฟ้า สายตาของผู้ชมทั้งบนอัฒจันทร์และบนเกาะ มหาปราชญ์ชั้นสูงพุ่งตรงมาหาหวังเป่าเล่ออีกครั้ง สีหน้าของคู่ต่อสู้ทั้งสองเปลี่ยนไปในทันที พวกเขาเห็นพลุนี้ครั้งหนึ่งแล้วเมื่อก่อนหน้า แต่ไม่รู้ว่ามันคืออะไร จึงตื่นตัวเต็มที่เมื่อเห็นพลุนี้อีกครั้ง
ในยามที่คู่ต่อสู้ระวังตัวเต็มที่เมื่อเห็นพลุ สีหน้าของลู่จื่อหาวก็เปลี่ยนเป็น ความโกรธและหดหู่อีกครั้ง หวังเป่าเล่อกระแอมอยู่ในเกราะกำบัง ก่อนเงยหน้าขึ้นไปบนฟ้า พลางทำมือคารวะ
“ท่านผู้อาวุโส คณาจารย์ ศิษย์รุ่นพี่และรุ่นน้องที่เคารพรักของข้า เร่มาทางนี้…
“ข้ามั่นใจว่าพวกท่านหลายๆ คนคงรู้สึกปวดเศียรเวียนเกล้า เมื่อต้องมารับมือศิษย์จากตำหนักฝึกอสูรกันใช่หรือไม่ เรามักตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบอยู่ร่ำไป เหมือนอย่างที่บุตร…สหายรักของข้า ลู่จื่อหาวคนนี้กำลังต่อกรอยู่ แล้วเราจะจัดการพวกน่ารำคาญนี้ได้อย่างไรบ้างกันนะ” หวังเป่าเล่อพูดด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น อีกครั้ง เขาเกือบเรียกลู่จื่อหาวว่าบุตรชาย แต่ก็ใช้ความกะล่อนพลิกลิ้นออกมาได้ทัน หวังเป่าเล่อสะบัดข้อมือหยิบสินค้าใหม่ออกมาในทันที
“วันนี้ข้า หวังเป่าเล่อ ขอนำเสนอวัตถุเวทอีกชิ้นให้พวกท่านได้รับชม ชื่อของมันคือ…หุบปาก!”
Comments for chapter "บทที่ 149 หลักการของลู่จื่อหาว"
MANGA DISCUSSION
Madara Info
Madara stands as a beacon for those desiring to craft a captivating online comic and manga reading platform on WordPress
For custom work request, please send email to wpstylish(at)gmail(dot)com