บทที่ 22 มันแหลกไปหมดแล้ว
บทที่ 22 มันแหลกไปหมดแล้ว
ตรงประตูทางออกชั้นสองมีเสียงอึกทึกดังก้อง ผู้คนมากมายช่วยกันค้นหา เจ้ากระต่ายอ้วนทุกซอกมุมอย่างดุดัน
หวังเป่าเล่อรู้สึกตื่นตระหนก จริงๆ เขาคงไม่ขลาดกลัวอะไรนักหากมีเพียงหนึ่งคน แต่นี่ดันเป็นโขยงเชียว
ชายร่างอ้วนกะพริบตาปริบๆ ก่อนเดินก้มหน้าก้มตาออกมาท่ามกลางคนกลุ่มใหญ่ ต้องขอบคุณที่ชมรมมีผู้คนมากหน้าหลายตาและทุกรูปร่างทรวดทรง เขาจึงไม่ใช่ คนอ้วนเพียงคนเดียวในนี้ แถมหวังเป่าเล่อเองก็ไม่ได้โดดเด่นเลยด้วย ชายหนุ่มรีบออกจากชมรมและกลับไปยังสำนักศึกษาเต๋าศักดิ์สิทธิ์ทันใด
เมื่อคนกลุ่มนั้นหาเป้าหมายที่ต้องการไม่เจอ ต่างพากันแค้นเคืองจนต้องขบฟันกรอด ก่อนตั้งมั่นว่าคราวหน้าจะต้องมอบบทเรียนชุดใหญ่ให้กับเจ้านั่นเป็นแน่
แต่ใช่ว่าทุกคนจะมาชมรมนี่ทุกวันเสียเมื่อไหร่ ฝูงชนที่แวะเวียนเข้ามานั้นมีมากโข หนำซ้ำสมาชิกในชมรมก็มาจากทั่วทั้งนครศักดิ์สิทธิ์อีกด้วย
แม้วันนั้นมีคนมากมายได้รับชมการต่อสู้อันไม่จำกัดรูปแบบของหวังเป่าเล่อ แต่เมื่อหวังเป่าเล่อกลับมาปรากฏตัวอีกสามวันให้หลัง กลับมีไม่กี่คนที่จดจำเขาได้
น้อยคนนักจะรู้สึกเอะใจ อีกทั้งยังไม่เป็นที่เล่าลือกันนัก ทำให้ชายหนุ่มสามารถเข้ามาชมรมในวันถัดไป โดยไม่สะดุดตาใครในการต่อสู้รอบแรก แล้วจึงค่อยเก็บคะแนนขึ้นจนสูงลิ่ว ทำเอาคนอื่นเดือดดาลอย่างเช่นวันก่อน หลังจากไปชมรม การต่อสู้กว่าสิบครั้ง ตำนานเจ้ากระต่ายอ้วนจอมหักนิ้วก็ค่อยๆ แพร่กระจายไปทั่ว แม้ว่าเจ้าตัวไม่อยากจะโด่งดังเลย
“แว่วมาว่าเจ้ากระต่ายอ้วนจอมหักนิ้วปรากฏตัวอยู่ในชมรมล่ะ!”
“ว่ากันว่าสิ่งเดียวที่เจ้ากระต่ายอ้วนจอมชั่วร้ายนั่นมองเห็น คือนิ้วของคู่แข่งเท่านั้น”
“เขาพูดกันว่าเจ้าสถุลนั่นเล่นสกปรกมาก ถ้าหักนิ้วมือของอีกฝ่ายไม่ได้ ก็จะเล็งไปจัดการนิ้วเท้าแทน!”
ข่าวลือเริ่มแพร่กระจายเป็นวงกว้างภายในชมรม แต่ยังไม่มีผู้ใดรู้ว่าเจ้ากระต่ายอ้วนเป็นใครกันแน่ แต่หมู่ผู้ชมต่างให้ความสนใจทุกครั้งที่หวังเป่าเล่อปรากฏตัวขึ้น พวกเขาแห่แหนเข้ามาจากทุกๆ ประตูทางเข้าชั้นหนึ่งทันที
ชายหนุ่มยังได้ยินมาอีกว่า มีองค์กรจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นพันธมิตรกำจัดเจ้ากระต่าย ทำเอาเจ้าตัวต้องตะลึงงัน ยังดีที่เขาช่ำชองทักษะการงอนิ้วจากการต่อสู้กว่าร้อยครั้งแล้ว จึงตัดสินใจยุติการฝึกฝนลง เพราะคิดว่าไม่อยากเป็นที่น่าสังเกตไปมากกว่านี้
เจ้าคนพวกนี้ช่างไร้เหตุผลเสียจริง ในเมื่อมันเป็นชมรมการต่อสู้แบบไม่จำกัดรูปแบบ แล้วเหตุใดต้องโวยวายกันขนาดนั้น ข้ามิได้หักนิ้วไปเรื่อยสักหน่อย เพียงต้องการฝึกกระบวนท่าบิดหมุนเท่านั้น หวังเป่าเล่อฉุนเคือง ชายหนุ่มเข้าไปฝึกฝนกับคู่ต่อสู้รุ่นพี่ในมิติมายาแทบทุกวัน หลังจากทรมานจากการซ้อมมาระดับหนึ่ง เขาเพียงหวังจะประลองยุทธ์ที่ชมรมแห่งนี้บ้างก็เท่านั้นเอง
การสลับวนไปมานี้ ไม่เพียงแต่ช่วยคลายเครียด แต่ยังทำให้วิทยายุทธ์กล้าแกร่งขึ้นด้วย จากเดิมที่ไม่อาจเทียบชั้นกับคู่ต่อสู้รุ่นพี่ได้ พอสู้กันทีไร เป็นได้โดนอีกฝ่ายคว่ำแทบจะในทันที จนตอนนี้ชายหนุ่มพอจะต้านทานการโจมตีจากคู่ต่อสู้รุ่นพี่ได้ประมาณหนึ่ง
การฝึกปรือเคล็ดวิชาทำให้หวังเป่าเล่อมีความหวังขึ้น แม้จะยังไม่กล้าพอที่จะกลับไปยังชมรมการต่อสู้ แต่ชายหนุ่มยังคงฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ เขาสูดลมหายใจลึกด้วยความเชื่อมั่น ก่อนเปิดมิติมายาขึ้น
ความหนาวเหน็บของลมเย็น และเกล็ดหิมะปลิวสะพัดไปทั่วบริเวณที่เป็นน้ำแข็ง สภาพแวดล้อมอันคุ้นเคยทำให้ชายหนุ่มควบคุมลมปราณและตั้งจิตมั่นก่อนใช้สายตานักสู้เพ่งไปยังฝ่ายตรงข้าม เขาเก็บงำความเดือดดาลจากการถูกหักนิ้วขณะที่ซ้อมวิชากับคู่ต่อสู้รุ่นพี่ผู้นี้มานานหลายเดือนแล้ว
“ครั้งนี้ ข้าจะทำให้เจ้าต้องรับความพ่ายแพ้!” ชายหนุ่มคลายแขนออก รังสีรอบกายของเขาแผ่ซ่านอย่างเห็นได้ชัดอยู่ชั่วขณะหนึ่ง
หากในอดีตหวังเป่าเล่อเป็นดาบเล่มจิ๋ว ตอนนี้การประลองยุทธ์ครั้งแล้วครั้งเล่า ก็ทำให้ฝีมือของเขาพัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดด ชายหนุ่มได้รับการหล่อหลอมจนกลายเป็นดามแหลมคมอยู่นอกฝักพร้อมสู้รบแล้ว
แม้ว่าประสบการณ์การต่อสู้อาจจะยังไม่เข้มข้นนัก แต่ก็มาไกลพอตัว เมื่อเทียบกับตัวเองในวันวาน
ชายหนุ่มเร่งความเร็วในทันทีเมื่อคู่ต่อสู้รุ่นพี่ปรากฏตัวขึ้น ก่อนกระโจนและเหวี่ยงแขนขวาไปด้านหน้า
สีหน้าของอีกฝ่ายยังคงเรียบนิ่งอย่างเคย เขามิได้ล่าถอยแต่กลับก้าวมาด้านหน้าเช่นกัน เกิดแรงสูบขึ้นทันทีที่เขาคว้าร่างของหวังเป่าเล่อไว้ ตอนที่มือของอีกฝ่ายเอื้อมเข้ามาใกล้ ประกายบางอย่างก็ฉายวาบผ่านนัยน์ตาของหวังเป่าเล่อไป ชายหนุ่มปลดปล่อยแรงสูบออกมาบ้าง เกิดเป็นเกลียวน้ำวนไร้ลักษณ์ปรากฏขึ้นระหว่างทั้งคู่ ดึงดูดให้ทั้งสองคนปะทะเข้าหากันอย่างรุนแรง
แรงปะทะนั้นทำให้ชายร่างอ้วนเซถอยไปเล็กน้อย แต่คู่ต่อสู้ยังคงเหมือนเดิม แรงสูบที่ปล่อยออกมานั้นไม่ทำให้ผู้ใดเป็นฝ่ายได้เปรียบ
สายตาของหวังเป่าเล่อฉายแววตื่นเต้น ก่อนกระโจนเข้าไปอีกครั้งอย่างว่องไว หวังโจมตีให้อีกฝ่ายกระเด็นไปบ้าง
ทั้งสองฝ่ายต่างมีความคล่องแคล่วอย่างยิ่ง เมื่อแรงสูบพุ่งถึงขีดสุดในแต่ละครั้งทำให้ร่างของทั้งคู่กระเด็นเข้าหากัน จนหิมะที่อยู่รอบข้างกระจัดกระจายอย่างรุนแรง และคละคลุ้งไปทั่วร่างแต่ละคน
หากใครเห็นคงต้องตื่นตระหนก เพราะการต่อสู้ครั้งนี้อยู่เหนือกว่าขั้นผนึกกายา เสียอีก ถ้ายอดฝีมือขั้นบำรุงชีพจรมาเห็น ก็คงตื่นตาตื่นใจไปกับมันเช่นกัน
ในการประลองยุทธ์นี้ สิ่งที่สำคัญมากกว่าความว่องไวและความแข็งแกร่งของร่างกาย คือพวกเขาต้องควบคุมแรงสูบของตัวเองให้ได้ ซึ่งต้องใช้เวลาในการฝึกฝนให้ปรับเปลี่ยนตลอด พลังต่างระดับเพียงเล็กน้อยก่อให้เกิดผลลัพธ์ต่างกันอย่างยิ่ง
แรงสูบนั้นไม่เพียงแต่ถ่ายทอดผ่านฝ่ามือโดยตรง แต่ยังมาจากทั่วร่างกาย เมื่อเป็นการประลองยุทธ์จึงมีหลายวิธีให้ประยุกต์ใช้ การวิเคราะห์กระบวนท่าของฝ่ายตรงข้ามและล่อลวงให้ตกหลุมพราง จึงเป็นสิ่งจำเป็นในการต่อสู้เช่นกัน
เสียงปะทะของพวกเขาสั่นสะเทือนไปทั่ว เวลาห้านาทีได้ผ่านไปอย่างเชื่องช้า หนุ่มอ้วนหอบแฮก ทว่ายังตื่นเต้นไม่หาย เพราะจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่โดนหักนิ้ว และนั่นทำให้ความมั่นใจของเขาทะยานขึ้นสูง
“ถึงเวลาต้องปิดฉากกันแล้ว คู่ต่อสู้รุ่นพี่ ข้าจะทำให้ท่านรู้ซึ้งว่าการถูกหักนิ้วนั้นมันเป็นเยี่ยงไร!” หวังเป่าเล่อคำรามและหัวเราะ ทันทีที่คู่ต่อสู้รุ่นพี่พุ่งตัวเข้ามา ดวงตาของเขาฉายประกายประหลาด ก่อนรูขุมขนทุกจุดจะปิดสนิทลงด้วยวิชา ผนึกกายา
ราวกับโลกภายในและภายนอกร่างกายแยกตัวออกจากกันจนเกิดเป็น สองดินแดนอย่างฉับพลัน เมล็ดแห่งการดูดกลืนเริ่มปล่อยแรงสูบอันบ้าคลั่งภายใต้การควบคุมของเขา ระดับความแข็งแกร่งพุ่งทะยานถึงขีดสุด ร่างกายของชายหนุ่มเริ่มสั่นเทา และผอมบางลงเล็กน้อยโดยไม่รู้สาเหตุ
แรงสูบไม่สามารถแทรกซึมผ่านร่างกายได้อย่างสมบูรณ์เพราะการผนึกกายา เมื่อคู่ต่อสู้รุ่นพี่กระโจนมาอยู่ตรงหน้า หวังเป่าเล่อตะโกนร้องลั่น เขาปลดปล่อย วิชาผนึกกายาในบัดดล จนแรงสูบที่บ่มจนแข็งกร้าวอยู่ภายใน ปลดปล่อยออกมาด้วย พลังเต็มสูบ
ท่ามกลางแรงระเบิด กระแสลมและหิมะรอบข้างแปรปรวนอย่างหนัก คู่ต่อสู้ รุ่นพี่ตกอยู่ภายใต้แรงสูบจนตะลึงไปเล็กน้อยด้วยความไม่คาดคิดว่าชายร่างอ้วนจะใช้กระบวนท่านี้
จังหวะที่อีกฝ่ายชะงักไปทำให้หวังเป่าเล่อสบโอกาส เขาหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง ชายหนุ่มก้าวออกไปยืนขวางอยู่หน้าคู่ต่อสู้ เงื้อมือขวาไปจับนิ้วอีกฝ่ายรวดเร็วราวกับกับสายฟ้าฟาด ก่อนกระชากขึ้นฟ้าอย่างไร้ความปรานี ด้วยความตื่นเต้นและความรู้สึกปั่นป่วนในหัวใจ
“คุกเข่าลงเสีย และจงเรียกข้าว่าบิดาเจ้า!”
ร่างกายของฝ่ายตรงข้ามสั่นเทา ขณะที่เขากำลังจะทรุดเข่าลงนั้น กลับมีประกายสีดำฉายวาบผ่านนัยน์ตาของเขาเสียก่อน ประกายนั้นไม่ต่างอะไรกับแสงของ หน้ากากนิล ตอนนั้นเองคู่ต่อสู้รุ่นพี่คลี่ยิ้มมุมปากออกมา เขายกมืออีกข้างขึ้น คว้าข้อมือของหวังเป่าเล่อเอาไว้แน่น
แรงกดที่ข้อมือ ไม่เพียงแต่ทำให้ผู้เป็นรองอยู่นั้นลุกขึ้นยืนได้ แต่ยังทำให้ชายร่างอ้วนถึงกับร้องลั่น ฝ่ามือของหวังเป่าเล่อไร้กำลังลงทันที จนจับนิ้วมือของอีกฝ่ายไม่อยู่ แรงสูบหายไปแบบไม่รู้สาเหตุ
หากเหตุการณ์จบเพียงแค่นั้น คงพอทำใจ แต่คู่ต่อสู้รุ่นพี่ยังไม่หยุด เขายังยก เท้าขวาขึ้นมาอย่างรวดเร็วก่อนซัดไปตรงเป้ากางเกงของหวังเป่าเล่อเต็มๆ
เสียงโหยหวนดังแหลมจนเสียดแทงแก้วหู หากใครไม่เคยโดน ก็คงยากเกินกว่า จะเข้าใจ
ชายหนุ่มได้ยินแม้กระทั่งเสียงของมันแตกสลายด้วยซ้ำ จิตใจว่างเปล่า ความเจ็บถาโถมแบบไม่มีที่สิ้นสุด หวังเป่าเล่อคร่ำครวญอย่างน่าเวทนาหมดสิ้นพละกำลัง ดิ้นไปมากับพื้นขณะที่มือกุมกล่องดวงใจไว้อยู่
เขาแทบร้องไห้ แม้จะมีลมหนาวพัดมาหรือเหงื่อแตกจนชุ่มเสื้อผ้า ก็มิอาจทำให้เย็นลงได้ ดวงจิตของเขาจวนเจียนจะคลุ้มคลั่ง หนุ่มร่างอ้วนโอดครวญด้วยสุ้มเสียงแปลกไปเพราะความเจ็บปวด “มันแหลกแล้ว สวรรค์ มันแหลกละเอียดไปหมดแล้ว”
คู่ต่อสู้รุ่นพี่ยืนมองนิ่งอยู่ข้างกาย ไม่กี่อึดใจหลังจากนั้น ความเจ็บปวดเบาบางลง หวังเป่าเล่อจึงรีบเปิดดูในกางเกงด้วยหน้าซีดเซียว ก่อนถอนหายใจอย่างโล่งอก เมื่อเห็นว่าของรักของหวงด้านล่างยังอยู่ดี และแล้วความขลาดกลัวเมื่อครู่ ก็พลันเปลี่ยนเป็นความโกรธเกรี้ยวรุนแรง
“ช่างชั่วช้า! น่ารังเกียจที่สุด!” ชายหนุ่มมองขึ้นมาพร้อมขบฟันแน่น ความแค้นต่อ คู่ต่อสู้รุ่นพี่นั้นไม่อาจหาคำบรรยาย เขาพกความมั่นใจมาเต็มเปี่ยมว่าจะชนะ โดยไม่ได้คาดเลยว่าฝ่ายตรงข้ามจะต่ำทรามเยี่ยงนี้
หวังเป่าเล่อหวาดกลัวเกินกว่าจะฝึกซ้อมต่อ อีกทั้งยังอยากรักษากล่องดวงใจ ของตนเองก่อน ซึ่งไม่อาจจะทำได้เลยหากยังอยู่ในมิติมายาต่อ
จนสุดท้ายก็ตัดใจออกมาจากมิติมายาด้วยความระทมขมขื่น ใช้เวลาอยู่นาน กว่าจะกลับคืนสู่โลกแห่งความเป็นจริงได้ ชายหนุ่มคิดว่าถ้ายังฝึกซ้อมอยู่ คงต้องทรมานกว่านี้อีกมาก แต่ในอีกมุมหนึ่ง เขาเองก็หวังจะเป็นหัวหน้าศิษย์ให้ได้ หวังเป่าเล่อจึงคล้อยตามความคิดอันหลัง ชายหนุ่มคำรามอย่างฮึกเหิม และกลับเข้าไปยังมิติมายาอีกครั้ง
เสียงโหยหวนอันน่าอดสูของหนุ่มอ้วนดังก้องในมิติมายาอย่างต่อเนื่องจากการโดนคู่ต่อสู้รุ่นพี่กระทำซ้ำไปมา จนรู้สึกว่ามงกุฎน้ำงาม…ถูกบดขยี้จนแหลกสิ้น
ครึ่งเดือนหลังจากนั้น จิตใจของหวังเป่าเล่อไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เหมือนคนเสียสติ ระหว่างที่เดินอยู่ในสำนักศึกษาเต๋าศักดิ์สิทธิ์ ก็ชอบเผลอเอามือไปกุมเป้าตนเองทุกทีที่มีใครเหลือบตามองมา!
ทั้งหมดนั่นทำให้เขาทั้งโกรธทั้งสิ้นหวัง ชายหนุ่มตั้งใจจะไปยังชมรมการต่อสู้แบบไม่จำกัดรูปแบบอีกครั้ง
ข้าต้องลงสนามจริงเท่านั้น!
Comments for chapter "บทที่ 22 มันแหลกไปหมดแล้ว"
MANGA DISCUSSION
Madara Info
Madara stands as a beacon for those desiring to craft a captivating online comic and manga reading platform on WordPress
For custom work request, please send email to wpstylish(at)gmail(dot)com