บทที่ 23 เจ้ากระต่ายอ้วนหน้าไม่อาย
บทที่ 23 เจ้ากระต่ายอ้วนหน้าไม่อาย
ใจจริงแล้วหวังเป่าเล่อไม่ได้อยากไปชมรมการต่อสู้แบบไม่จำกัดรูปแบบอีก และไม่ได้หวังจะเป็นที่สนใจด้วย แต่ไม่มีหนทางอื่นแล้ว ส่วนคู่ต่อสู้รุ่นน้องนั้น… ไม่ว่าจะเตะตีไปแรงแค่ไหน ก็ไม่เคยโต้กลับ ซึ่งอาจเป็นเพราะระบบของมัน
ชายหนุ่มมองว่ามันช่างไร้สาระสิ้นดี และการฝึกซ้อมแบบนั้นทำให้เขาแทบ เป็นบ้าตาย ดังนั้นหวังเป่าเล่อจึงให้ความสนใจกับชมรมต่อสู้อีกครั้ง
อย่ามีใครมาสะกิดต่อมโกรธของข้าอีกเชียวนะ! ชายผู้โดนเตะผ่าหมากซ้ำแล้วซ้ำเล่ามาตลอดครึ่งเดือนคิดในใจด้วยความฉุนเฉียว หวังเป่าเล่อออกมาจากสำนักศึกษาเต๋าด้วยท่าทางพร้อมลงสังเวียน หลังจากมาถึงชมรมแล้ว จึงเข้าไปลงทะเบียนอย่าง เรียบง่าย ก่อนเดินผ่านประตูเข้าไป
เขาสวมหน้ากากกระต่ายตรงมายังลานประลองบริเวณชั้นสอง แม้จะผ่านไป ครึ่งเดือนแล้ว แต่ผู้คนยังคงให้ความสนใจและจดจำได้อย่างรวดเร็ว เสียงโห่ร้อง ดังกึกก้องไปทั่วชั้นสองของชมรม
“นั่นมันเจ้ากระต่ายอ้วนจอมหักนิ้วนี่นา!”
“เจ้ากระต่ายอ้วน! ในที่สุดไอ้หน้าไม่อายนั่นก็ปรากฏตัว!”
“ไอ้เวรนักหักนิ้วนั่นมา!”
เสียงฮือฮาดังไปทั่วพร้อมกับที่หลายคนหยิบอุปกรณ์สื่อสารเสียงของตนออกมาทันที แม้แต่ผู้ที่กำลังวุ่นวายกับการทำงานในนครศักดิ์สิทธิ์ยังรับรู้ข่าวนี้
ดังเช่นตอนนี้ ในย่านผู้ดีของนครศักดิ์สิทธิ์ มีสวนหรูขนาดใหญ่กว้างขวางอยู่แห่งหนึ่ง สวนหรูใจกลางหนึ่งในสิบเจ็ดเมืองหลักของสหพันธรัฐเช่นนี้ มีมูลค่าไม่น้อยเลยทีเดียว ภายในสวนแห่งนั้น มีโฉมงามคู่หนึ่งกำลังฝึกซ้อมวิชากันอยู่
โฉมงามที่อ่อนวัยกว่าอายุราวสิบหกปี นางบรรลุขั้นผนึกกายาในระดับการฝึกตนโบราณแล้ว เรือนร่างปกคลุมด้วยชุดฝึกแบบหลวมๆ ผมเปียสะบัดไปตามร่างกาย ที่พลิ้วไหว หยาดเหงื่อเกาะบนผิวชมพูระเรื่ออันอ่อนนุ่มและเต่งตึง ส่วนหญิงสาว อีกคนดูโตกว่าเล็กน้อย อายุราวยี่สิบกว่าปี เธอผู้นี้งดงามหยดย้อยกว่าอีกคน หล่อนสวมชุดเข้ารูป และมีใบหน้าสวยงามดุจนางสวรรค์ ระดับปราณของนางเหนือกว่าขั้นผนึกกายา ไปถึงระยะแรกเริ่มของขั้นบำรุงชีพจรแล้ว
“ท่านพี่ ท่านกลับมาได้ก็ดี ท่านไม่รู้หรอกว่าเจ้ากระต่ายอ้วนนั่นไร้ยางอายเพียงไร! ช่างหน้าขายหน้านักที่คนแบบนั้นยังลอยหน้าลอยตาอยู่ในชมรมของเราได้” เด็กสาวผู้เป็นน้องเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันราวกับพยายามข่มลมหายใจ หวังเป่าเล่ออาจจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่านางคือ หนึ่งในคู่ต่อสู้นับร้อยของเขา นางคือหญิงสาวผู้สวมหน้ากากแมวเหมียวนั่นเอง
หลังจากสิ้นคำของน้องสาว โฉมงามผู้พี่ก็หัวเราะร่วนออกมา ขณะที่นางกำลังจะปลอบใจผู้เป็นน้อง แหวนสื่อสารของน้องสาวนางก็สั่นครืนเสียก่อน โฉมงามผู้น้องชะงักไป นัยน์ตาเรียวรีเบิกโพลงฉับพลัน หลังจากได้ยินเสียงประกาศ
“พี่สาว เจ้ากระต่ายอ้วนนั่นกลับมาแล้ว ท่านต้องช่วยข้าสั่งสอนมันนะ!”
ขณะเดียวกัน ณ ห้องฝึกซ้อมของสาขาการยุทธ์ประจำสำนักศึกษาเต๋าศักดิ์สิทธิ์ ในเกาะมหาปราชญ์ชั้นรอง มีเด็กหนุ่มกำลังชกตีหุ่นไม้อย่างดุดัน แม้หุ่นไม้ถูกสร้างขึ้นมานั้นจะไม่อ้วนท้วน แต่หน้ากากกระต่ายที่มันสวมอยู่ก็ดูคล้ายกับของหวังเป่าเล่อไม่มีผิด
“กล้าดีเยี่ยงไรมาบังคับให้ข้าเรียกเจ้าว่าบิดา ข้าจะฟาดเจ้าให้สิ้นลมเสีย!”
ชายหนุ่มหยุดต่อยกะทันหันแล้วมองไปยังแหวนสื่อสาร ดวงตาของเขาลุกโชนพร้อมกับการแหงนหน้าขึ้นสูงก่อนตะโกนพร้อมหัวเราะเสียงดัง
“เจ้ากระต่ายอ้วน ครานี้ข้าจะทำให้เจ้าต้องเป็นฝ่ายเรียกข้าว่าบิดาบ้างล่ะ!”
เหตุการณ์คล้ายๆ กันนี้เกิดขึ้นในทุกละแวกของนครศักดิ์สิทธิ์ ฝูงชนจากทุกแห่งหน ในนครต่างหลั่งไหลเข้ามาในชมรม ผู้คนในชมรมต่างพูดคุยกันอย่างเสียงดัง คนดูกลุ่มใหญ่แห่แหนมารายล้อมรอบสังเวียนของหวังเป่าเล่อ แม้แต่ผู้คนจากสังเวียนอื่นๆ ก็ยอมยกเลิกการต่อสู้แล้วกรูมาร่วมชมด้วย
เจ้ากระต่ายอ้วนประลองยุทธ์กับคู่ต่อสู้กว่าสิบคนในเวลาหนึ่งชั่วโมงหลังจากที่มาถึง โดยทุกรายต่างร่ำร้องอย่างเจ็บปวดเพราะโดนหักนิ้ว จนต้องขอยอมแพ้และ จำใจเรียกเขาว่าบิดากันทั้งสิ้น
หวังเป่าเล่อรู้สึกไม่สาสมใจนัก เพราะคู่ต่อสู้อ่อนหัดเกินไปจนเอาชนะได้เพียง การงอนิ้วเท่านั้น ยังไม่มีโอกาสให้เขาลองกระบวนท่าเตะผ่าหมากกับใครเลย
อุตส่าห์ถ่อมาต่อสู้ถึงที่นี่ หากไม่ได้ใช้กระบวนท่านี้คงน่าเสียดาย ชายหนุ่มรู้สึกผิดหวัง ก่อนยืดอกขึ้นและพูดด้วยน้ำเสียงอันเฉยชาต่อกลุ่มคนดูรอบข้างว่า “มีผู้ใดฝีมือสูงและกล้าแกร่งกว่านี้หรือไม่ พวกเจ้าช่างอ่อนแอนัก!”
เมื่อสิ้นคำ ฝูงชนก็ถึงกับเลือดขึ้นหน้า เดิมทีพวกเขาต่างมองว่าชายผู้นี้ไร้ยางอายอยู่แล้ว เมื่อโดนถากถางซ้ำ ก็ยิ่งทำให้ทุกคนต่างตะโกนด้วยความไม่พอใจทันที
“เจ้ากระต่ายอ้วนเอ๊ย แน่จริงก็อย่าเอาแต่หักนิ้วผู้อื่นสิโว้ย!”
“ใช่ๆ แน่จริงก็ลองมาสู้กับพวกเราแบบหมัดต่อหมัดสิวะ!”
เจ้าของฉายากระต่ายอ้วนมองไปยังฝูงชนเมื่อได้ยินเสียงก่นด่า
“พวกเจ้าเองก็เพียงตะโกนร้องด่าข้า หากพวกเจ้าเก่งจริง จงเลิกขี้ขลาดตาขาวแล้วมาสู้กันดีๆ สิ”
คำตอบของชายหนุ่มเป็นเหมือนเชื้อเพลิงราดลงกองไฟ ผู้คนยิ่งระเบิดอารมณ์ตะโกนแซ่ซ้องไปทั่วอาณาบริเวณ แม้แต่เจ้าหน้าที่ของชมรมเองต้องรีบรุดหน้ามาดูแลความเรียบร้อย เพราะกังวลว่าจะเกิดเหตุอลหม่านขึ้น
ชายหนุ่มต้นเรื่องเองก็เกรงกลัวอยู่ไม่น้อย แต่ยังพอสงบใจลงบ้างเมื่อเห็นเจ้าหน้าที่เข้ามา เขาจึงยืนยั่วโทสะพวกคนดูต่อไป เจ้าหน้าที่ถึงกับเหงื่อตกและ ยิ้มแหยๆ เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก เพราะคนปกติคงไม่ทำให้ฝูงชนกลุ่มใหญ่โกรธแค้นได้เพียงนี้แน่
หวังเป่าเล่อไม่กังวลใจแม้แต่น้อย เขาเพิ่มจำนวนศิลาวิญญาณในการท้าสู้เป็นยี่สิบก้อน จำนวนที่มากขึ้นนี้จะกำจัดพวกปวกเปียกออกไป ทั้งยังคัดกรองพวกท้าสู้แบบไม่คิดไตร่ตรองดีๆ อีกด้วย
แต่แล้วชายหนุ่มก็หมดความอดทนที่จะเฝ้ารอคู่ต่อสู้ จึงตัดสินใจลดจำนวนศิลาวิญญาณลงอีก แล้วทันใดนั้นเองก็มีเสียงดังขึ้นด้านนอกสังเวียน
“เจ้ากระต่ายอ้วน บิดาของเจ้าพร้อมท้าชนแล้ว!” ทุกคนต่างหันขวับไปตามเสียงทันที หวังเป่าเล่อปรายตามองด้วยความฉงน ก่อนจะเห็นคนคุ้นเคยเดินอย่างจองหองเข้ามาพร้อมความมั่นอกมั่นใจ
ชายหนุ่มสวมชุดต่อสู้สีขาว รังสีปราณขั้นผนึกกายาของเขาเฉิดฉายแจ่มชัด อีกทั้งยังมีถุงมือที่ตัดเย็บอย่างดีติดตัวมาด้วย
ถุงมือนั้นถูกสวมเข้ากับกำปั้นพอดิบพอดี และยังป้องกันนิ้วของผู้ใส่อย่างสมบูรณ์แบบ สิ่งนี้ตัดเย็บมาพิเศษเพื่อมิให้ใครมาบังอาจหักงอนิ้วได้อีก
“นั่นมันลู่จื่อหาวจากสาขาการยุทธ์แห่งสำนักศึกษาเต๋าศักดิ์สิทธิ์นี่!”
“เพราะเจ้ากระต่ายอ้วนนั่นเคยหักงอนิ้วของเขาจนนับครั้งไม่ถ้วน ครั้งนี้จึงเตรียมถุงมือมาด้วย เยี่ยมไปเลย!”
“ฮะฮ่า ยังพอมีผู้ปราดเปรื่องอยู่บ้างสินะ ด้วยถุงมือคู่นั้น กลยุทธ์การงอนิ้วของเจ้ากระต่ายอ้วนเป็นหมันแน่”
ท่ามกลางความระทึกใจของคนดู หวังเป่าเล่อพินิจดูถุงมือที่ตัดเย็บมา อย่างประณีต ก่อนถอยเท้าไปเล็กน้อยเพื่อทรงตัวข่มคู่ต่อสู้อันน่าเกรงขามคนนี้
เด็กหนุ่มเริ่มฮึกเหิมหลังเห็นท่าทีของหวังเป่าเล่อ จึงกระโดดผางขึ้นมาบนสังเวียน
“เจ้ากระต่ายอ้วน ในเมื่อเจ้ารู้จักแต่การหักงอนิ้วผู้อื่น ครานี้จงเตรียมรับ ความพ่ายแพ้ได้เลย!” ผู้ท้าสู้แผดเสียงหัวเราะ และรีบพุ่งเข้าจู่โจมตรงไปยังคู่ต่อสู้ด้วยความรวดเร็วจนน่าพิศวง
จากการฝึกฝนอย่างหนักในห้องฝึกซ้อมของสำนักศึกษาเต๋าศักดิ์สิทธิ์ เขาจึงมั่นใจว่าจะทำให้คู่แข่งร่างท้วมนี้รับรู้ถึงกำปั้นแห่งความเคียดแค้นนี้โดยเร็ว
“สมแล้วที่เป็นศิษย์สาขาการยุทธ์!”
“ดูท่าแล้วเขาจะเป็นหัวกะทิของผู้ฝึกตนขั้นผนึกกายาทีเดียว!”
“เยี่ยมมาก เจ้ากระต่ายอ้วนนั่นจบเห่แน่!”
ฝูงคนต่างจับตาดูอย่างตื่นเต้น คาดหวังว่าจะได้เห็นการต่อสู้อันน่าประทับใจ แต่แล้วสถานการณ์บนเวทีประลองกลับผิดคาดไปโดยสิ้นเชิง เมื่อเด็กหนุ่มพุ่งเข้ามา หวังเป่าเล่อถอยหลังไปเล็กน้อย ก่อนจะเคลื่อนไปด้านหน้าสองสามก้าวต่อทันที พลางยกมือขวาขึ้นสูง แต่แทนที่จะมุ่งไปเพื่อหักงอนิ้ว เขากดข้อมือของลู่จื่อหาว ลงแทน และด้วยแรงสูบอันรวดเร็วจากฝ่ามือของชายร่างอ้วน ทำให้อีกฝ่ายไม่อาจหลบได้ทันท่วงที จึงถูกคว้าหมับที่ข้อมือก่อนโดนบิดหมุนทันที
ความเจ็บปวดจากแรงกดและบิดนี้ แทบไม่ต่างจากการโดนหักนิ้วมือเลย ความทรมานพุ่งปราดไปทั่วร่างของหนุ่มน้อยขณะที่เจ้าตัวพยายามกลั้นมิให้มี เสียงร้องออกมา แม้จะพยายามโต้กลับ แต่ด้วยแรงสูบแผ่กระจายไปทั่ว ทำให้การเคลื่อนไหวของเขาช้าลงราวกับติดอยู่ในโคลนตม สิ่งรอบตัวของชายหนุ่มดูคล้ายกับตกอยู่ภายใต้การควบคุมแรงสูบของหวังเป่าเล่อ
ความเชื่องช้านี้เกิดขึ้นเพียงชั่วพริบตา คงเป็นการเสียโอกาส หากหวังเป่าลี่จะใช้กลยุทธ์อื่น เว้นแต่ว่าเขาจะล้มฝ่ายตรงข้ามด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียว เพราะไม่เช่นนั้น คู่ต่อสู้จะฟื้นคืนสภาพกลับมาได้
แต่กลยุทธ์นี้…คือวิธีที่จะเอาชนะอีกฝ่าย โดยอาศัยการจู่โจมเพียงหนึ่งครั้ง!
แก่นของยุทธศาสตร์นี้คือ การพลิกเอาชนะความแข็งแกร่ง ด้วยความอ่อนแอที่เสียเปรียบอยู่
เจ้ากระต่ายอ้วนกดข้อมือของลู่จื่อหาวลง ก่อนซัดเท้าเข้าเป้ากางเกงของอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว
“เรียกข้าว่าบิดาเสียดีๆ!” หวังเป่าเล่อคำราม นัยน์ตาของชายผู้นั่นเบิกกว้าง หน้าอันผ่องขาวเปลี่ยนโทนสีเป็นแดงก่ำโดยฉับพลัน ก่อนจะกลายเป็นสีม่วง แล้วเปล่งเสียงโอดครวญเล็กแหลมออกมา
“โอะ…โอ…โอ๊ย…” หนุ่มน้อยครวญครางเจ็บปวดพร้อมทรุดตัวลงกับพื้นขณะที่จับเป้าไว้ ก่อนตะโกนร้องออกมาอย่างควบคุมไม่ได้ เช่นกันกับน้ำตาที่พรั่งพรู อาบแก้ม อาการนั้นต่างทำเอาเหล่าชายชาตรีที่อยู่รอบข้างต่างต้องเคลื่อนมือมาปิดน้องชายของตัวเองเอาไว้ด้วยเช่นกันตามสัญชาตญาณ
ภาพตรงหน้ากระทบจิตใจของชายทุกคนมาก แม้แต่เจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยยังรู้สึกหวิวใจตามไปด้วย
อาจเพราะพวกเขาเข้าถึงความเจ็บปวดนี้ได้ ทำให้ไม่ช้า กลุ่มผู้ชายต่างโวยวายกันดุเดือดกว่าเดิม
“ไร้ยางอายสิ้นดี! ถ้าเจ้าแน่จริง ก็ให้ผู้ฝึกตนขั้นบำรุงชีพจรมาท้าสู้เจ้าบ้างสิโว้ย!”
“บัดซบเอ๊ย ไอ้เวรนั่นเตะผ่าหมากเลยเหรอ ข้าขอมอบศิลาวิญญาณสามสิบก้อนแก่ผู้ที่กระชากหน้ากากเจ้ากระต่ายอ้วนนั่นออกได้! อยากรู้นักว่าเจ้านั่นมันคือใครกันแน่!”
ท่ามกลางเสียงดังของคนดู หวังเป่าเล่อมองดูลู่จื่อหาวค่อยๆ คืบคลานออกจากสังเวียนอย่างน่าเวทนา แม้จะรู้ดีถึงความรวดร้าวที่คู่ต่อสู้นั้นผจญอยู่ แต่ก็รู้สึกสบายใจขึ้นมากเช่นกัน
“ไม่มีผู้ใดอยากท้าสู้กับข้าแล้วหรือ” ชายหนุ่มไอแห้งๆ ในลำคอ พลางกวาดตามองฝูงชน แม้ว่ากติกาในการท้าสู้ของชมรมการต่อสู้แบบไม่จำกัดรูปแบบนั้น จะอนุญาตให้เปิดรับคำท้าจากผู้ฝึกตนที่มีระดับปราณสูงกว่านั้นได้ แต่ชายหนุ่มกลับไม่สนใจ และยังคงจำกัดระดับไว้ให้ต่ำกว่าระดับขั้นบำรุงชีพจรอยู่ดี
เมื่อข่าวเจ้ากระต่ายอ้วนเตะเป้าคู่แข่งกระจายไป เสียงดูหมิ่นถากถางก็เพิ่มขึ้น สวนทางกับจำนวนของผู้ท้าสู้ที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด แม้ว่าผู้คนจะไม่พอใจกับการ หักงอนิ้ว แต่การเตะผ่าหมากนั่น…ก็ทำเอาทุกคนใจสั่นไม่น้อย จนไม่มีผู้ใดอาจหาญพอจะไปท้าสู้กับหวังเป่าเล่อเลย
ชายร่างอ้วนยังคงทำตัวอวดดี และเริ่มเยาะเย้ยพวกคนดูเหมือนที่เคยทำมา
“ในชมรมอันยิ่งใหญ่ขนาดนี้ กลับไม่มีผู้ใดเลยกล้าพอจะมาสู้กับข้า! เหอะ ช่างน่าผิดหวังอะไรเยี่ยงนี้!”
กระนั้นก็ยังมีคนบางกลุ่ม ที่ทนไม่ไหวกับพฤติกรรมของหวังเป่าเล่อ ดาหน้ากันท้าสู้ชายหนุ่มอย่างเคียดแค้น จนผ่านไปครึ่งวัน เสียงร้องระงมยังคงดังอยู่เรื่อยๆ ในที่สุดกระบวนท่าเตะผ่าหมากของหวังเป่าเล่อก็พัฒนาขึ้น
บรรยากาศบริเวณชั้นสองเปลี่ยนไป จนชมรมต้องเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย กล้องวงจรปิดจำนวนมากถูกติดตั้งเพื่อจับภาพของสังเวียนราวกับว่ากำลังเผชิญหน้ากับสิ่งเลวร้ายยิ่ง
ภายในห้องรักษาความปลอดภัยของชมรมตรงชั้นสาม ยังมีคนอีกจำนวนหนึ่งเตรียมรับมือกับปัญหาที่จะมีมากขึ้น พวกเขาให้ความสนใจอย่างใกล้ชิดกับ เหตุการณ์นี้ และต่างเกรงว่าจะไม่สามารถควบคุมอะไรได้
“ไอ้กระต่ายอ้วนจอมระยำเอ๊ย อย่าให้ถึงทีข้าเชียวนะ อยากรู้นักว่าไอ้เวรนั่น มันเป็นใคร!” เหล่าผู้เชี่ยวชาญขั้นบำรุงชีพจรบางคนขบฟันกรอดขณะอยู่ในห้องรักษาความปลอดภัย
Comments for chapter "บทที่ 23 เจ้ากระต่ายอ้วนหน้าไม่อาย"
MANGA DISCUSSION
Madara Info
Madara stands as a beacon for those desiring to craft a captivating online comic and manga reading platform on WordPress
For custom work request, please send email to wpstylish(at)gmail(dot)com