บทที่ 36 หลิวต้าวปินผู้เป็นเลิศ
บทที่ 36 หลิวต้าวปินผู้เป็นเลิศ
“เมืองปักษาเพลิงของเราเล็กก็จริงอยู่ แต่ในเมืองค่อนข้างอุดมด้วยทรัพยากร ล้ำค่าอย่างพวกผลผลิตท้องถิ่น หัวหน้าศิษย์ ข้าไม่รู้เกี่ยวกับอดีตของท่านมากนัก แต่สำหรับช่วงวันหยุดหนนี้ ท่านต้องให้โอกาสข้าได้แสดงความสามารถให้ท่านประจักษ์บ้าง” หลิวต้าวปินกล่าว ความจริงแล้วเขาไม่ได้ตั้งใจจะเอาดีในสายอาชีพของเจ้าพนักงาน ทว่านับตั้งแต่หวังเป่าเล่อเลื่อนตำแหน่งให้เขาในสำนักศึกษา เต๋าศักดิ์สิทธิ์ เจ้าตัวก็เริ่มคิดว่าตนเหมาะกับเป็นศิษย์ฝ่ายวินัยอยู่ไม่น้อย
ยิ่งเมื่อเขานึกได้ว่าสารพัดความรู้ที่ตนได้เห็นและเรียนมาจากบิดาตั้งแต่อายุยังน้อย บัดนี้เริ่มออกดอกออกผลจากการที่เขาได้เป็นศิษย์ฝ่ายวินัยด้วยแล้ว
หวังเป่าเล่อได้ยินหลิวต้าวปินพูดเช่นนั้นก็ดีใจ เขาอมยิ้มแล้วถามเกี่ยวกับ ฝ่ายวินัยสำนักเพิ่มเติมก่อนจะยกถ้วยชาขึ้น
เขาจำท่าการยกถ้วยช้าเช่นนี้มาจากอัตอัตชีวประวัติเจ้าพนักงานระดับสูง หวังเป่าเล่อค้นพบจากในนั้นว่ามีเจ้าหน้าที่ระดับสูงหลายรายชอบดื่มชา คนเหล่านั้นจะยกถ้วยชาขึ้นจิบเป็นครั้งคราว และระหว่างที่ถ้วยชายกขึ้นกับวางลง ก็อาจมีอะไรมากมายให้เรียนรู้
เขาไม่ได้เข้าใจอย่างถ่องแท้ก็จริง แต่ก็รู้สึกว่าการทำอะไรเช่นนี้จะขับสถานะ ของเขาให้เด่น จึงได้เริ่มต้นเลียนแบบ
เมื่อหลิวต้าวปินเห็นหวังเป่าเล่อยกถ้วยชาขึ้น เขาก็อ้ำอึ้งไป จดจำได้ว่าเคยเห็นบิดาทำยามอยู่กับผู้ใต้บังคับบัญชา เขาเข้าใจว่านี่หมายถึงหวังเป่าเล่อหมด อารมณ์ล้อเล่นแล้ว และกำลังรอให้เขาอธิบายเหตุผลที่แท้จริงว่าเหตุใดถึงมาที่นี่ เขาเลยหยิบเอาห่อของออกมาจากกระเป๋า วางศิลาวิญญาณ โอสถ และมีดธรรมดาไม่ใช่วัตถุเวทไว้ด้านข้าง
“หัวหน้าศิษย์ ตั้งแต่ข้าได้เป็นศิษย์ฝ่ายวินัย ศิษย์จำนวนมากเอาของมาให้ข้า ของบางชิ้นมีค่ามาก จนข้าสับสนไม่รู้ควรจะรับไว้หรือไม่ การรับมาทำให้ข้าไม่ สบายใจ แต่การไม่รับก็ทำให้ข้ากลัวว่าข้าจะไปหักหาญน้ำใจพวกเขา” หลิวต้าวปินยิ้มหวั่นๆ พลางมองหวังเป่าเล่อ ดวงตาเขาเปี่ยมความจริงใจ
แววตาหวังเป่าเล่อฉายแววประหลาดใจชั่วแวบหนึ่ง ไม่นานมานี้เขาได้ยินผู้คนที่ฝ่ายวินัยสำนักพูดกันเรื่องหลิวต้าวปินรับสินบน แต่หวังเป่าเล่อก็เพียงจำเอาไว้แล้วไม่ได้ถามลูกน้องของตน เมื่อได้เห็นสิ่งของตรงหน้า หวังเป่าเล่อก็นึกสบายใจและยอมรับในตัวหลิวต้าวปินมากขึ้น
“ของพวกนี้ไม่ได้มีค่าสูงมากนัก เจ้าไม่ควรมองข้ามน้ำใจเพื่อนศิษย์ ในเมื่อพวกเขาให้ด้วยใจ เจ้าเก็บไว้เถอะ” หวังเป่าเล่อยิ้ม ยกชาจิบ แล้ววางถ้วยลงอีกครั้งหนึ่ง
หลิวต้าวปินเฝ้าสังเกตสีหน้าหวังเป่าเล่อมาตั้งแต่ต้น พอเห็นรอยยิ้มนั้นดูอบอุ่น ยิ่งกว่าในตอนแรก เขาก็พ่นลมหายใจโล่งอกเมื่อพบว่าตนตัดสินใจกระทำสิ่งที่ถูก มือยกประสานมือคำนับขอบคุณหวังเป่าเล่อ
เขาหยิบของเก็บกลับเข้าไปแค่ครึ่งหนึ่งของทั้งหมด เหลือโอสถสองตัวที่มีค่ามากสุดไว้ “หัวหน้าศิษย์ ท่านมีทุกอย่างพร้อมแล้วก็จริง แต่ข้าอยากกำนัลของที่ได้รับมาจาก คนอื่นต่อให้ท่านเพื่อแสดงความจริงใจของข้า ในฐานะลูกน้องของท่าน ข้าจะไม่มีวันลืมเลยว่าท่านช่วยข้าไว้ระหว่างการทดสอบจิตประสานมายา”
เขาประสานมือคำนับ หยิบประเด็นเรื่องการทดสอบหนนั้นมาพูดถึงอีกครั้ง เพราะเรื่องในครั้งนั้นคือ เหตุผลหลักที่ทำให้เขามีสัมพันธ์อันดีกับหวังเป่าเล่อมากกว่าคนอื่น!
“โอ้” ตาหวังเป่าเล่อเป็นประกาย คิดว่าหลิวต้าวปินเลือกใช้คำพูดได้ดียิ่งกว่า และตนเรียนรู้สิ่งต่างๆ จากอีกฝ่ายได้ คำพูดของหลิวต้าวปินช่วยให้ใจชื้น เจตนา ก็ชัดเจน เขาฉีกยิ้มกว้างขึ้นไปอีก พลางยกถ้วยชาชี้ไปยังหลิวต้าวปิน
“เฮ้อ เจ้าพิสูจน์ตัวเจ้าพอแล้ว เก็บไว้ให้ตัวเองเถอะ”
หลิวต้าวปินมองอย่างอายๆ แต่ไม่ได้หยิบสิ่งของเหล่านั้นไป เขายืนคุยกับหวังเป่าเล่อ ส่วนหวังเป่าเล่อก็ไม่บอกซ้ำ หลังจากถามถึงการเรียนของหลิวต้าวปิน และพูดให้กำลังใจไปสองสามคำ หวังเป่าเล่อยกถ้วยชาขึ้นจิบใหม่
หนนี้เพื่อขอให้หลิวต้าวปินออกไปอย่างสุภาพ หวังเป่าเล่อเดาว่าหลิวต้าวปินเรียนเรื่องเหล่านี้มาจากบิดา และน่าจะเข้าใจจุดประสงค์ของตน เขาพอใจกับความสามารถในการอ่านสถานการณ์ของอีกฝ่ายมากทีเดียว
“หัวหน้าศิษย์ ข้ามีคำขอที่อาจอวดดีไปบ้าง อยากจะขอให้ท่านตกลงเพื่อเห็นแก่ที่ข้าทำงานอย่างหนัก” หลิวต้าวปินสูดหายใจเข้า ดั่งว่าเขาไม่เห็นสิ่งที่หวังเป่าเล่อต้องการจะสื่อ เขาประสานมือขึ้นคำนับแล้วก้มหัวลงต่ำ จากนั้นก็หยิบขวดน้ำเย็นหล่อวิญญาณซึ่งหมดแล้วขึ้น มองมาด้วยสีหน้าจริงจัง
“หัวหน้าศิษย์ ท่านจะมอบขวดเปล่านี้ให้ข้าได้ไหม”
“เจ้าว่าอย่างไรนะ” หวังเป่าเล่อขมวดคิ้วทันทีเมื่อเห็นว่าหลิวต้าวปินอ่านท่าทีของตนไม่ออก แต่พอได้ยินคำขอ เขาก็ยิ่งงงงัน เกือบจะพ่นน้ำชาออกมาขณะจดจ้องหลิวต้าวปินแบบไม่เข้าใจ หวังเป่าเล่อไม่คาดคิดว่าหลิวต้าวปินจะเอ่ยปากขอน้ำเสียงจริงจังเพียงเพื่อขวดเปล่าขวดเดียว
“ทุกคนล้วนอยากจะได้สัมผัสถึงความเหนือชั้นของท่าน ถ้าข้านำขวดนี้ออกไป ทุกคนต้องคลั่งแน่นอน!
“ที่ข้ามาที่นี่ อันที่จริงแล้วก็เพราะคำขอจากทุกคน พวกเขาอยากให้ท่านขายขวดเปล่ากับถุงขนมหมดแล้วเป็นการตอบแทนที่พวกเขาขยันขันแข็งมาตลอด” หลิวต้าวปินคอยมองหวังเป่าเล่อขณะพูดให้จบ
หวังเป่าเล่อผ่อนลมหายใจให้ช้าลง เขาได้เห็นการปฏิเสธของกำนัลมามากจากอัตชีวประวัติเจ้าพนักงานระดับสูง มีการหาทางมอบของกำนัลให้ในทุกรูปแบบ แต่ที่หลิวต้าวปินกำลังทำอยู่นี้นับว่าเพิ่งเคยมีเป็นครั้งแรก สีหน้าหวังป่าวเล่อเปลี่ยนไประหว่างที่เขากำลังนึกสงสัยว่าหลิวต้าวปินเรียนเรื่องเหล่านี้มาจากบิดาด้วยหรือเปล่า
คิดได้ดังนั้น หวังเป่าเล่อก็รู้สึกว่าบิดาของหลิวต้าวปินช่างเป็นคนที่ยอดเยี่ยมเสียจริง
“หัวหน้าศิษย์ ข้าขอให้ท่านเห็นใจพวกเขาแล้วให้โอกาสพวกเขาสักครั้งเถอะ!” หลิวต้าวปินทำหน้าดั่งว่าตนกำลังร้องขอต่อชะตาให้มนุษยชาติ เขาค้อมศีรษะลง อีกครั้ง ดูราวกับจะไม่ลุกขึ้นถ้าไม่ได้คำยินยอมจากหวังเป่าเล่อ
จนแล้วจนรอด หวังเป่าเล่อถอนหายใจยอมให้กับคำขอร้องซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากหลิวต้าวปิน
“ก็ได้ ก็จริงว่าข้าไม่ควรทำให้ใครผิดหวัง แต่อย่าให้มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีกล่ะ อีกอย่าง ต้าวปิน เจ้าต้องไม่ทำให้คนอื่นผิดหวังกับวินัยสำนัก จำไว้ให้ดี”
หลิวต้าวปินรีบขอบคุณแล้วตกปากรับคำทันที เขาคิดกับตัวเองว่าเคล็ดลับที่ บิดาสอนมีประโยชน์ขนาดไหน จากนั้น เขาเก็บขวดและถุงขนมเปล่าขึ้นจากพื้นประหนึ่งเป็นสมบัติล้ำค่า ก่อนจะกลับออกไปพร้อมความรู้สึกซาบซึ้ง
เมื่อเขาไปแล้ว หวังเป่าเล่อดีดตัวขึ้นยืน เขาเดินวนอยู่ในถ้ำที่พักไม่กี่รอบก่อนหยิบเอาสมุดเล่มเล็กออกมาบันทึกทุกอย่างที่หลิวต้าวปินทำวันนี้
“มีพรสวรรค์ หลิวต้าวปินนี่มีพรสวรรค์ ศักยภาพของบิดาเขายิ่งเหนือกว่านี้อีก สักวันเขาอาจจะได้เป็นเจ้าเมืองก็ได้!”
หวังเป่าเล่อเห็นชอบยกใหญ่ เขารู้สึกเหมือนได้ขยายความรู้เพิ่มเติม ในใจเขาชอบความรู้สึกเวลามีคนมาประจบประแจง ยิ่งเวลาใครสรรหาวิธีฉลาดๆ มาชื่นชมเขา หวังเป่าเล่อจะยิ่งชื่นชอบ
สามวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว หลิวต้าวปินเวียนมาหาอีกครั้ง หนนี้เขานำโอสถมาด้วยสิบขวด
โอสถทุกตัวไว้ใช้สำหรับเสริมความจำ อาจให้ผลด้อยกว่าตัวโอสถที่เจิ้งเหลียงให้ แต่หวังเป่าเล่อก็ยังต้องการอย่างยิ่งยวด เขาอดพ่นลมหายใจมิได้พอเห็นของเหล่านี้ หลิวต้าวปินนั้นมีความสามารถจริงๆ
เขาเชื่อว่าตนไม่ควรให้คนมีพรสวรรค์เช่นนี้ต้องผิดหวัง ดังนั้นก็ต้องตบรางวัลให้เสียบ้าง คิดอยู่ครู่หนึ่ง หวังเป่าเล่อก็พูดขึ้นก่อนหลิวต้าวปินจะออกไป
“ต้าวปิน ช่วยสืบเรื่องของซุนฉีฟางที”
หวังเป่าเล่อเพิ่งอ่านคดีของซุนฉีฟางไปตอนเขาเพิ่งเข้ามาดูแลฝ่ายวินัยสำนัก ในนั้นมีข้อมูลและประวัติของคนผู้นี้ตั้งแต่สมัยเด็ก ส่วนใหญ่แล้วเป็นสิ่งที่คนนอก ไม่ทราบกัน ครอบครัวของหมอนั่นเปิดกิจการร้านหลอมวัตถุเวท เขามาจากครอบครัวทำงานสุจริต เคยเป็นศิษย์ของสาขาอาวุธเวท แต่เพราะละเมิดกฎระเบียบของสำนักศึกษาเต๋าศักดิ์สิทธิ์ ขโมยตำราจากคลังสมบัติของสาขาอาวุธเวท ตำราลับนั้นมีข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการสร้างแก่นวิญญาณแบบหนึ่ง
เขาคิดจะขโมยตำรานั้นไปให้ตระกูลตัวเอง
เพราะสุดท้ายแล้ว วิธีการหลอมวัตถุเวทแทบทุกสูตรในสหพันธรัฐอยู่ใน ความดูแลของสี่ยอดสำนักศึกษาเต๋า สาขาอาวุธเวทของสำนักวิชาเต๋าศักดิ์สิทธิ์ โดดเด่นที่สุดในบรรดาสาขาอาวุธเวทจากสี่สำนักดังกล่าว ภายในนี้จึงมีสูตรอยู่มาก ซ้ำยังปกปิดเป็นความลับขั้นสุดยอดเอาไว้ ศิษย์ที่ไม่มีโอกาสไปถึงระดับที่กำหนดก็จะแทบไม่มีโอกาสได้เข้าใกล้ตำราพวกนั้นเลย และต่อให้ได้เข้าถึงโอกาส ก็ไม่ได้รับอนุญาตเอาความรู้ไปเผยแพร่นอกสำนัก
ถึงซุนฉีฟางจะขโมยตำราออกไปได้เพราะมีความสามารถพอตัว แต่ก็เร็วไม่พอจะเอาออกไปก่อนโดนศิษย์ฝ่ายวินัยของตำหนักหัวหน้าศิษย์โถงศิลาวิญญาณเจอเข้า บัดนี้เขาถูกส่งตัวไปยังฝ่ายวินัยสำนักโถงศิลาวิญญาณ รอให้หวังเป่าเล่อตัดสินชะตา
ตำราที่เขาขโมยนั้นไม่ได้สลักสำคัญอะไรนัก น้ำหนักของเรื่องนี้จึงตัดสินแน่นอนไม่ได้
ย้อนไปเมื่อตอนหวังเป่าเล่ออ่านเกี่ยวกับคดีนี้ เขาสังหรณ์ได้ถึงบางสิ่งผิดปกติทันที แต่ใจเขาตอนนั้นไม่ได้จดจ่อด้วยเท่าไร เขาจึงมองข้ามไป ตั้งใจจะให้คนของเขาตรวจสอบทีหลังแล้วค่อยจัดการเอง
ในเมื่อหลิวต้าวปินวางตัวมีเหตุมีผล เขาจึงตัดสินใจยกเรื่องนี้ให้หมอนั่นดูแล การได้ตัดสินคดีพิเศษเช่นนี้ให้กับฝ่ายสำนักวินัยจะทำให้หลิวต้าวปินดูมีอำนาจขึ้นมาทันที
“ตอนที่สืบเรื่องของซุนฉีฟาง เจ้าจะต้องทำอย่างเหมาะสมนะ” หวังเป่าเล่อมองหลิวต้าวปินก่อนจะยกถ้วยชาขึ้น ครั้งนี้ เขาไม่ได้วางถ้วยลงทันที
หลิวต้าวปินครุ่นคิดถึงคดีของซุนฉีฟางที่หวังเป่าเล่อพูดถึง พอเห็นถ้วยชายกขึ้น ก็เข้าใจทันทีว่าหวังเป่าเล่อกำลังส่งสัญญาณให้ออกไป เขาจึงกล่าวลาแล้วขอตัว
หวังเป่าเล่อยิ้มกริ่มมองแผ่นหลังของหลิวต้าวปิน เขาได้เรียนรู้อะไรมากมายจากหลิวต้าวปินจริงๆ ผนวกเข้ากับสิ่งที่ได้จากอัตชีวประวัติเจ้าพนักงานระดับสูง เขาค่อนข้างชำนาญด้านการจัดการผู้ใต้บังคับบัญชา
เขามองยังขวดโอสถแล้วหยิบออกมาทีละขวด หลังพินิจถี่ถ้วนดีแล้วว่าไม่มีขวดไหน ถูกเปิดเอาไว้ก่อน และไม่มีปัญหาอะไร หวังเป่าเล่อระริกระรี้กลืนโอสถเหล่านั้น
เขาเริ่มท่องจำอักขราจารึกต่ออย่างเบิกบาน
ในเวลาเดียวกัน ด้านหลิวต้าวปินผู้เพิ่งเดินออกมาจากถ้ำที่พักของหวังเป่าเล่อรีบติดต่อหาบิดาระหว่างทางกลับหอพัก ดวงตาสุกใสเป็นประกายเมื่อพ่อของเขาชี้ให้เห็นจุดสำคัญของงานที่รับมอบหมายมานี้
สิ่งสำคัญอยู่ที่ประโยคสุดท้ายที่หัวหน้าศิษย์พูดเอาไว้…ทำอย่างเหมาะสม!
Comments for chapter "บทที่ 36 หลิวต้าวปินผู้เป็นเลิศ"
MANGA DISCUSSION
Madara Info
Madara stands as a beacon for those desiring to craft a captivating online comic and manga reading platform on WordPress
For custom work request, please send email to wpstylish(at)gmail(dot)com