บทที่ 37 ระบอบสหพันธรัฐ
บทที่ 37 ระบอบสหพันธรัฐ
หลายวันต่อมา หวังเป่าเล่อจำอักขราจารึกไปได้ถึงประมาณเจ็ดหรือแปดหมื่นตัว ที่เขาจำได้ไวขนาดนี้ก็เพราะโอสถผลึกความทรงจำและโอสถบำรุงความทรงจำที่หลิวต้าวปินให้มา
โอสถเหล่านั้นให้ผลดีแต่ก็ยังไม่เพียงพอ หวังเป่าเล่อหดหู่ใจ กระทั่งสถานะหัวหน้าศิษย์ก็ไม่อาจช่วยให้มีโอสถพวกนี้วางขายมากพอ ต่อให้เขามีศิลาวิญญาณมากมายเพียงใดก็ตาม ในเวลาเดียวกัน พวกศิษย์ของโถงอักขราจารึกก็ต้องการ โอสถนี้อย่างมาก การจัดหาโอสถเพิ่มจึงใช้เวลาพอสมควร
ต่อให้ใช้อำนาจของหัวหน้าศิษย์ก็ยังหาโอสถได้ไม่เท่าความเร็วที่เขาใช้ไป และเหนือสิ่งอื่นใด หวังเป่าเล่อเข้าใจว่าการใช้โอสถไม่ใช่ทางออกในระยะยาว ตามที่วิชาค้ำจุนปราณอธิบายไว้ว่าโอสถมีประสิทธิภาพแค่ในช่วงแรก ผลใดๆ ที่เกี่ยวกับด้านความทรงจำจะนำไปสู่การดื้อยาในไม่ช้า และในที่สุดก็จะพึ่งได้แค่ความพยายามของตัวเอง
ทั้งหมดนี้จะคุ้มค่าถ้าเขาได้โอสถที่มีประสิทธิภาพดีกว่านี้มา ประเภทที่ช่วยให้เขาจำอักขราจารึกได้มากกว่าแสนตัว แม้ต่อให้มีข้อจำกัดใดๆ เขาถึงได้ติดต่อเซี่ยไห่หยาง แต่กระทั่งยอดนักการค้าผู้นั้นยังต้องการเวลาในการหาโอสถคุณภาพสูงกว่านี้ อย่างไรก็ตาม เขาได้บอกหวังเป่าเล่อว่านครศักดิ์สิทธิ์มีตลาดมืดใต้ดินที่อาจจะพอหาโอสถมาได้บ้าง
เขายังบอกทางเข้าไปในตลาดให้หวังเป่าเล่อทราบอีกด้วย แต่ก็เตือนหวังเป่าเล่อเช่นกันว่าถึงแม้จะมีการใช้ศิลาวิญญาณเป็นสิ่งแลกเปลี่ยนกันทั่วไปในตลาดมืด มีของล้ำค่าประเภทที่ต้องเอาสินค้าแลกเปลี่ยนกันเท่านั้น
และเขาต้องซ่อนตัวตนเมื่อเข้าไปในสถานที่ซึ่งมีผู้คนหลากหลายประเภท ถ้าไม่ระวังอาจจะดึงปัญหาใส่ตัวเอาได้
หลิวต้าวปินมาหาเขาอีกครั้งหนึ่งตอนที่หวังเป่าเล่อกำลังกลัดกลุ้มกับปัญหา การท่องจำ
ทันทีที่ได้พบ เขาก้าวเข้ามาหาแล้วพูดอย่างสุภาพ
“หัวหน้าศิษย์ ข้าได้สืบเรื่องคดีของซุนฉีฟางอย่างถี่ถ้วนแล้ว มีปัญหาเล็กน้อยกับคดีนั้น”
“ปัญหาอะไร” หวังเป่าเล่อวางพจนานุกรมอักขราจารึกในมือลง แล้วนวดศีรษะกว้างของตัวเอง ตอนเขากำลังจะหยิบขวดน้ำเย็นหล่อวิญญาณ เขาก็เห็นว่าหลิวต้าวปินจัดการยื่นขวดมาให้เขาแล้วพร้อมถุงขนม แสดงออกถึงความใส่ใจชวนให้หวังเป่าเล่อชอบใจ
“ซุนฉีฟางคนนี้น่าสงสาร เขาแค่ขโมยของเล็กๆ น้อยๆ แต่ยังไม่ทันทำได้สำเร็จก็ถูกจับได้เสียก่อน เจียงหลินจึงใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้างบีบเอาสมบัติของตระกูลเขามาครึ่งหนึ่ง แล้วขู่ว่าถ้าไม่ได้ตามที่ต้องการ จะส่งซุนฉีฟางขึ้นศาลตัดสินคดีภายในแห่งสำนักศึกษาเต๋า หัวหน้าศิษย์ ตอนนี้ครอบครัวเขาได้ยินว่าท่านกำลังปฏิรูปฝ่ายวินัยสำนัก พวกเขาเลยมาหาข้า ขอให้พวกเราช่วยเมตตาด้วย หัวหน้าศิษย์ ท่านช่วยพิจารณาเรื่องนี้ได้หรือไม่” หลิวต้าวปินกระซิบ
หวังเป่าเล่อเข้าใจสถานการณ์แจ่มกระจ่างเมื่อได้ฟังสรุป เขาพอคาดเดาเรื่องคดีนี้ไว้อยู่แล้ว เมื่อหลิวต้าวปินช่วยสืบและยืนยันสมมติฐาน เขาก็ตัดสินใจได้แล้ว ซุนฉีฟางกระทำผิดจริง แต่เจียงหลิงกระทำเกินกว่าเหตุ เขาถอนหายใจยาวแล้วเงยหน้าขึ้นพูดกับหลิวต้าวปิน
“ซุนฉีฟางมีความผิดจริงแน่นอน แต่โทษของเขาไม่จำเป็นต้องรุนแรงนัก ลงโทษทางวินัยและคุมความประพฤติเขาไว้ในสำนักศึกษาเต๋าศักดิ์สิทธิ์ เขาจะพ้นโทษ ก็ต่อเมื่อแสดงให้เห็นว่ากลับตัวกลับใจแล้ว”
“หัวหน้าศิษย์ ท่านช่างเข้มงวดและเป็นธรรมนัก! ข้าประทับใจจริงๆ!” หลิวต้าวปินชื่นชม ประสานมือคำนับ
คำพูดของหลิวต้าวปินทำหวังเป่าเล่อปลื้มปิติ เขาค่อยๆ จิบน้ำเย็นหล่อวิญญาณบนโต๊ะ
ครั้งเห็นว่าหวังเป่าเล่ออารมณ์ดี หลิวต้าวปินก้าวเข้าไปใกล้อีกสองถึงสามก้าว กระซิบข้างหู “เพื่อเป็นการขอบคุณ ครอบครัวเขายินดีจะบริจาคทรายเงินลึกลับ ความบริสุทธิ์ร้อยละเก้าสิบครึ่งกิโลให้ฝ่ายสำนักวินัย”
“ทรายเงินลึกลับอย่างนั้นรึ” หวังเป่าเล่อกะพริบตาปริบๆ เขารู้จักส่งนี้ เป็นวัตถุดิบที่มักต้องใช้ในการหลอมวัตถุเวทคุณภาพสูง เขามองหลิวต้าวปินแล้วบอกได้ว่าสิ่งที่อีกฝ่ายเพิ่งรับมาคือ สินบนอีกรูปแบบหนึ่ง แต่จะอย่างไร หวังเป่าเล่อตั้งใจตัดสินคดีนี้ด้วยตัวเองอยู่แล้ว และเขารู้ดีว่าต่อให้หลิวต้าวปินลำเอียง เจ้าตัวก็ไม่กล้าบิดเบือนความจริง
เหนือไปกว่านั้น ตระกูลซุนยังรู้จักหาทางในหลบเลี่ยงไม่สร้างความเกี่ยวข้องระหว่างพวกเขา ด้วยการให้ของกำนัลแก่ฝ่ายวินัยสำนัก แทนที่จะให้เขาเป็นการส่วนตัว นอกจากนี้ เขาคิดไว้แล้วว่าจะจัดการคดีนี้อย่างยุติธรรม ดังนั้นไม่ถือว่าเป็นการข่มขู่เอาทรัพย์หรือรับสินบน ด้วยทั้งหมดนี้ เขาหยิบน้ำเย็นหล่อวิญญาณขึ้นแล้วตริตรองคำพูดต่อไปของตนให้ดี
“ต้าวปิน เจ้ารู้ไหมในชีวิตข้าเสียใจเรื่องอะไรที่สุด นั่นคือการขึ้นมาเป็นหัวหน้าศิษย์!
“ข้าไม่ได้อยากเป็นหัวหน้าศิษย์เลย ข้าจะได้ไม่ต้องเจอปัญหาสารพัด มีเวลา ร่ำเรียนวิชา แต่ช่างเถอะ ข้าจะปล่อยให้เจ้าจัดการเรื่องของกำนัลสำหรับฝ่ายวินัยสำนักนี้แล้วกัน อย่าทำอะไรโดยไม่คิดให้ดีเชียวนะ ทุกอย่างต้องดำเนินการ อย่างยุติธรรม!” หวังเป่าเล่อถอนหายใจ ปราดตามองหลิวต้าวปิน เขาจำคำพูดพวกนี้มาจากอัตชีวประวัติเจ้าพนักงานระดับสูงเช่นกัน
หลิวต้าวปินรีบยืนยันในความจงรักภักดี บ่งบอกว่าเขาจำสิ่งที่หวังเป่าเล่อสอนได้
หวังเป่าเล่อคลี่ยิ้มก่อนจะพูดคุยต่อสั้นๆ จากนั้นเขาก็หาว ซึ่งหลิวต้าวปินเข้าใจอย่างง่ายดาย เขารีบขอตัวออกไป
เมื่อหลิวต้าวปินไปแล้ว หวังเป่าเล่อนั่งดื่มน้ำเย็นหล่อวิญญาณจนหมดในอึกเดียว ยังคงครุ่นคิดเรื่องซุนฉีฟาง คดีนี้อาจตัดสินแล้ว แต่หวังเป่าเล่อเพิ่งเข้าใจว่า สี่ยอดสำนักศึกษาเต๋ามีสถานะทรงพลังในสหพันธรัฐจากเรื่องนี้! อำนาจที่หัวหน้าศิษย์มีเหนือลูกศิษย์มากพอจนทำให้ตระกูลหนึ่งยอมจ่ายใต้โต๊ะได้ ถึงแม้จะไม่ใช่ ตระกูลใหญ่มีอิทธิพลก็ตาม แค่สิ่งที่ทั้งหมดนี้หมายถึงก็พิสูจน์ถึงความไม่ธรรมดาของสำนักศึกษาเต๋าศักดิ์สิทธิ์แล้ว!
ความจริงแล้ว หวังเป่าเล่อเคยได้ยินเรื่องเหล่านี้มาก่อนในอดีต และรู้ว่า แม้สี่ยอดสำนักศึกษาเต๋าจะแยกเดี่ยวออกจากกัน แต่ทั้งสี่มีระบบโยงกับสหพันธรัฐโดยสมบูรณ์ ทั้งสี่แห่งมีพันธะต่อกันไม่ว่าจะยามดีหรือร้าย เหมือนเป็นตัวตน ขนาดใหญ่ยักษ์ที่ชื่นมื่นอยู่กับเครือข่ายระดับสูงในสหพันธรัฐ ไม่ว่าจะผู้นำสหพันธรัฐคนใดก็เป็นต้องมาจากสี่ยอดสำนักศึกษาเต๋านี้ ไหนจะเจ้าพนักงานอีกนับไม่ถ้วนที่อยู่ใต้อำนาจของศิษย์เก่าจากสี่ยอดสำนักศึกษาเต๋า
จะพูดว่าผู้ที่ดำรงตำแหน่งในสหพันธรัฐกว่าครึ่ง มาจากสี่ยอดสำนักศึกษาเต๋าก็ไม่ผิดนัก แต่ยังมีอีกกลุ่มหนึ่งรักษาสมดุลภายในสหพันธรัฐ ซึ่งก็คือคณะสิบเจ็ดเสนาบดี!
เจ้าเมืองสิบเจ็ดคนจากสิบเจ็ดนครหลักรวมตัวกันเป็นคณะสิบเจ็ดเสนาบดี พวกเขามีอำนาจตัดสินใจเกี่ยวกับนโยบายหลักของสหพันธรัฐ และสามารถ คานอำนาจกับผู้นำของสหพันธรัฐได้ แน่นอนว่าเรื่องนี้ก็ขึ้นอยู่กับระดับปราณและจำนวนผู้เชี่ยวชาญในกำกับดูแลของคณะเสนาบดี
แม้ทั้งสองฝ่ายอาจจะดูเหมือนมีขึ้นเพื่อถ่วงดุลอำนาจกัน โดยมองจากภายนอกเหมือนเป็นหนึ่งเดียวกัน แต่ภายในคานอำนาจกันอยู่ แต่ก็ยังมีขุมอำนาจยิ่งใหญ่จากทั่วทุกมุมโลก คอยบีบให้ทั้งสองฝ่ายต้องร่วมมือกันอย่างกลมเกลียวเสมอ ขุมอำนาจยิ่งใหญ่เหล่านี้มีรูปแบบการปกครองเป็นเอกเทศของใครของมัน อันสืบเนื่องมาจากสงครามอสูร และเศษชิ้นส่วนของกระบี่สำริดโบราณที่พวกเขากู้มาได้
หวังเป่าเล่อติดตามข่าวสารจึงพอรู้ว่าขุมอำนาจทั้งหลายนี้ประกอบไปด้วยกลุ่มไตรจันทรา สำนักรุ่งสางจักรพิภพ สำนักสหชุมนุมสกุณา และตระกูลนภาห้าสมัย!
สี่ขุมอำนาจใหญ่นี้จำนนต่อสหพันธรัฐเพียงแค่ฉากหน้า พวกเขายอมรับว่าตนเป็นส่วนหนึ่งของสหพันธรัฐ แต่ในความเป็นจริงแล้ว พวกเขาเคลื่อนไหวเองและเป็น ส่วนหนึ่งของระบอบการปกครองแยกเอกเทศ!
แม้ว่าจะไม่มีฝ่ายใดออกตัวต่อต้านสหพันธรัฐ อำนาจที่ทั้งสี่รวมกันมากพอจะทำให้สหพันธรัฐหวาดหวั่นได้
เมื่อได้มาเป็นหัวหน้าศิษย์ หวังเป่าเล่อก็เข้าใจเบื้องลึกของพลังอำนาจเหล่านี้ ในที่สุด หลังจากคิดอยู่สักพักหนึ่ง เขาตัดสินว่าตนจัดการรับมือกับสถานการณ์ได้ดีและซื่อตรงต่อตนเอง สรุปได้เช่นนั้นเขาก็ตบท้องตัวเองอย่างพึงพอใจ หยิบเอาพจนานุกรมอักขราจารึกมานั่งท่องต่อ
สามวันผ่านไปไวเพียงพริบตา เมื่อหลิวต้าวปินมาหาเขาใหม่อีกครั้ง คราวนี้ เขานำเอาผงทรายลึกลับมาด้วย ทุกอนุภาคทรายส่องประกายแยงตา ยามมองใต้ แสงส่องแล้วดูเหมือนอัญมณีและมีความแข็งสูง เพียงหวังเป่าเล่อได้เห็นด้วยตา เขาก็สัมผัสได้ว่าสิ่งนี้มีความพิเศษมาก
“หัวหน้าศิษย์ นี่คือ ทรายเงินลึกลับที่ได้รับมาจากตระกูลซุนสำหรับขอบคุณที่ฝ่ายวินัยสำนักให้ความยุติธรรม หัวหน้าศิษย์ ข้าขอมอบให้หัวหน้าศิษย์จัดการ”
หวังเป่าเล่อมองทรายเงินลึกลับที กลับไปมองหลิวต้าวปินที แววตาฉายความเข้าใจหยั่งลึกที่ทำให้หลิวต้าวปินเริ่มหวาดวิตก เหงื่อเริ่มผุดพรายทั่วหน้าผาก หวังเป่าเล่อเว้นช่วงสักพักหนึ่งก่อนจะเอ่ยอย่างเยือกเย็นว่า “แค่ครั้งนี้เท่านั้นนะ!”
ได้ยินหวังเป่าเล่อกล่าวเช่นนั้น หลิวต้าวปินก็รีบขานรับ เขาไม่ทันรู้สึกตัวว่า หลังตนเปียกชื้น สายตาเย็นชาของหวังเป่าเล่อสร้างความกดดันยิ่งนัก เขารู้ว่า หวังเป่าเล่อทราบดีว่าเขามีข้อตกลงกับตระกูลซุน แต่แม้ว่าเขาจะรับผลประโยชน์ จากตระกูลนั้น ตัวเขาก็สืบสวนเรื่องนี้อย่างเที่ยงธรรมและไม่ได้เข้าข้างซุนฉีฟาง แต่อย่างใด
เขาเริ่มเข้าใจหลักการของหวังเป่าเล่อ และทราบว่าหลักการของหวังเป่าเล่อ ต่างจากที่บิดาของเขาคิด เขาได้ทำผิดตั้งแต่เริ่ม ความเหมาะสมที่หวังเป่าเล่อหมายถึง คือ ต้องวางมาตรฐาน ไม่ใช่ขอสินบน
เมื่อตระหนักได้ หลิวต้าวปินสูดลมหายใจเฮือก เขามองยังหวังเป่าเล่อด้วยความรู้สึกเคารพนับถือยิ่ง จากนี้เขารู้แล้วว่าต้องวางตนอย่างไร
หวังเป่าเล่อไม่ได้เอาทรายเงินลึกลับไปทั้งหมด เขาแบ่งส่วนหนึ่งให้หลิวต้าวปินนำไปมอบให้ฝ่ายวินัยสำนักที่เหลือ
หลังจากให้หลิวต้าวปินกลับออกไป หวังเป่าเล่อไม่ได้มองทรายเงินลึกลับอีก เขารู้ว่าวัตถุดิบสำหรับการหลอมยังไม่มีประโยชน์ต่อเขาตอนนี้
ตอนนี้ที่ข้าต้องการคือ โอสถบำรุงความจำชั้นดี หวังเป่าเล่อนิ่งคิด แล้วตัดสินใจนำทรายเงินลึกลับบางส่วนไปใช้แลกโอสถคุณภาพดีที่ตลาดมืดใต้ดิน
ในการแลกเปลี่ยนที่ตลาดมืด จำเป็นจะต้องปกปิดตัวตนเพื่อป้องกันปัญหาที่อาจตามมา หวังเป่าเล่อรู้เรื่องเหล่านี้ดีเช่นเดียวกับคนอื่น เขาจึงปลอมตัวก่อนออกจากสำนักศึกษาเต๋าศักดิ์สิทธิ์
ระหว่างทาง เขาก้มดูตัวเองแล้วเป็นต้องเกาหัว
นี่ยังไม่พอ รูปร่างข้าออกจะผอมเสียขนาดนี้ ใครเห็นก็จำข้าได้แน่…หวังเป่าเล่อขบกรามกลุ้มใจแล้วมองหาร้านซื้ออาภรณ์รัดรูปทันที หลังจากลองสวมใส่ดู เขาไม่รู้สึกว่าร่างกายที่โดนมัดอยู่ใต้ร่มผ้าจะช่วยอะไรเขาเท่าไรนัก
ให้ตายสิ ข้าต้องลดน้ำหนักได้แล้ว…หวังเป่าเล่อคร่ำครวญ เขาบอกได้ว่า เขาคือคนที่เข้มงวดกับตัวเองเรื่องลดน้ำหนักมากที่สุด แต่ก็ยังไม่ผอมลงเสียทีด้วยเหตุผลกลใดสักอย่าง
ไม่ ข้าจะเริ่มลดน้ำหนักตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป! ดวงตาหวังเป่าเล่อเปี่ยม ความมุ่งมั่น เขาซื้ออาภรณ์มาอีกเจ็ดถึงแปดชุดแล้วใส่ทับกันทุกตัว ในที่สุดรูปร่างเขาก็ดูแตกต่างจากปกติโดยสิ้นเชิง ก่อนจะสวมเสื้อคลุมหลวมๆ ทับอีกที
สภาพรูปร่างเขาตอนนี้ ต่อให้คนคุ้นเคยมาเห็นก็ยังจำเขาไม่ได้ในแวบแรก
ทว่าเสื้อผ้ารัดแน่นจนหวังเป่าเล่อหายใจลำบาก แต่เพื่อไม่ให้ถูกจับได้ก็ต้องทน เขาหาหน้ากากมาใส่ เปลี่ยนรูปลักษณ์ตัวเองไม่เหลือเค้าเดิม และรีบมุ่งหน้าไปยังตลาดมืดใต้ดิน
จากนี้ไป ข้าจะไม่กินอาหาร ข้าจะลดน้ำหนัก! ตลอดทาง หวังเป่าเล่อเดินตัวแข็ง กลัวว่าตนจะทำเสื้อผ้าปริขาด ทางแก้นี้มีเพียงลดน้ำหนักเท่านั้น หากแต่ทันทีที่คิดกับตัวเองเช่นนั้น เขาก็อดใจแวะร้านขนมตอนเดินผ่านไม่ได้
นี่คือ… หวังเป่าเล่อเลียปากมองป้ายโฆษณานอกร้าน ใบติดบนป้ายเป็นภาพ ขนมชนิดล่าสุด เขาทะเลาะกับตัวเอง
ในเมื่อข้าจะลดน้ำหนักพรุ่งนี้ วันนี้จะซื้ออีกสักหน่อยคงไม่เป็นอะไร เขาคิดเช่นนั้นแล้วรีบซื้อขนมมาประมาณหนึ่ง หวังเป่าเล่อเดินไปกินไปจนหมด ตัวเขาที่ อิ่มหมีพีมันก็มาถึงตลาดมืดใต้ดิน
ขั้นตอนการแลกเปลี่ยนโอสถเป็นไปอย่างราบลื่น ในเวลาไม่นานหวังเป่าเล่อก็แลกเปลี่ยนเอาโอสถคุณภาพสูงมาได้มากพอ และออกจากตลาดมืด เขาเดินเข้าไปในนครศักดิ์สิทธิ์อันวุ่นวายเพื่อหาที่ถอดเสื้อซึ่งรัดแน่นออก ฉับพลัน เขาได้ยินเสียง กรีดร้องดังมาจากด้านล่างถนนที่ยืนอยู่
“เร็ว หลบ!”
“สวรรค์โปรด ขับเรือบินแบบนั้นได้อย่างไรกัน”
“ตกลงมาแล้ว!”
เสียงร้องดังมาจากคนเดินสัญจรนับไม่ถ้วนบนถนน มีเสียงตะโกนจากข้างบนมาถึงหูหวังเป่าเล่อที่รีบหันดูเมื่อตั้งสติได้ เขาเห็นเรือบินมีควันหนาพวยพุ่งออกมาและดิ่งร่วงลงพื้นราวกับเสียการควบคุมไปแล้ว
ยานนั้นหล่นลงมาเร็วเกินไป คนที่กำลังแตกตื่นหนีกันบางรายยังหลบไม่ทัน หนึ่งในนั้นคือ เด็กผู้หญิงวัยประมาณเจ็ดหรือแปดขวบซึ่งแบกกระเป๋าอยู่ นางยืน ขาแข็งด้วยความหวาดกลัว ไม่ทันได้กรีดร้อง ยานก็พุ่งเข้าใส่ตัวนางเสียก่อน
เด็กหญิงไม่ได้ถูกชนเข้าจังๆ แต่ก็ได้รับบาดเจ็บจนเนื้อตัวบอบช้ำ ทั้งร่างอาบเลือด กว่าร่างของนางจะแตะถึงพื้น ก็แทบไม่เหลือลมหายใจแล้ว
ใบหน้าโชกเลือดบีบรัดหัวใจทุกคนเห็นนาง ฝูงชนมองภาพตรงหน้าแล้วส่งเสียงร้องเกรี้ยวกราด เมื่อหวังเป่าเล่อเบียดไปถึงตรงนั้นและได้เห็นทุกอย่าง สีหน้าเขาเปลี่ยนไปโดยพลัน แววตาเขาเต็มไปด้วยโทสะตอนสังเกตเห็นคนออกมาจากยานที่กำลังร่วงสู่พื้น
Comments for chapter "บทที่ 37 ระบอบสหพันธรัฐ"
MANGA DISCUSSION
Madara Info
Madara stands as a beacon for those desiring to craft a captivating online comic and manga reading platform on WordPress
For custom work request, please send email to wpstylish(at)gmail(dot)com