บทที่ 69 งามหาใครเทียม!
บทที่ 69 งามหาใครเทียม!
เทือกเขาห้ายอดตั้งอยู่ตรงพรมแดนระหว่างป่าฝนบ่อเมฆกับเขตที่รายล้อมโดยรอบ สายธารไหลผ่านห้วยระหว่างยอดเขาที่สามกับสี่คอยหล่อเลี้ยงทั้งผืนป่า
ปลาครีบแหลมว่ายพ้นผิวน้ำมาเป็นระยะ ตีน้ำเป็นวงใหญ่แล้วดำลงไปข้างใต้ มองจากไกลๆ แล้วดูอันตรายยิ่งนัก
เมื่อมองไปยังสายน้ำไหล หวังเป่าเล่อนึกสนใจยิ่งยวด หลังจากบังคับให้เรือบินลอยอยู่ข้างบน เขาไปยืนตรงราวจับ ก้มหน้าลงมองยังเทือกเขาห้ายอดซึ่งแลดูคล้ายกับนิ้วมือ
แม้สภาพร่างกายยังไม่แข็งแรงดี แต่หวังเป่าเล่อคงค้างคาใจ ถ้าอุตส่าห์เฉียดใกล้จุดค้นพบแล้วไม่เข้าไปดูให้ชัดเต็มตา เขาจมลงห้วงความคิด ดวงตาเผยแววมุ่งมั่น
ข้าเพียงจะไปดูตรงนั้น ถ้าเสี่ยงเกินรับมือไหว ข้าจะกลับมาทันที
เมื่อคิดเช่นนั้น หวังเป่าเล่อสูดลมหายใจลึกๆ บังคับเรือบินให้ลงจอด เมื่อเรือบินแตะถึงระดับลอยตัวต่ำ เขาก็เปิดเกราะคุ้มกัน ซัดชายวัยกลางคนชุดดำเข้าที่หัว อีกครั้งให้สลบนานยิ่งขึ้น จากนั้นหวังเป่าเล่อจึงลงจากยาน
หลังจากผ่านการต่อสู้ในป่าฝนมา อุปนิสัยโหดเหี้ยมและกล้าตัดสินใจของหวังเป่าเล่อดูจะลับคมและแสดงออกมาชัดเจนกว่าเก่า เมื่อเขาลงไปถึงพื้นแล้ว ก็เดินต่อไปข้างหน้าสู่ตัวป่าทันทีไม่มีลังเล
จะว่าไป เหตุการณ์เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายครั้งนี้ก็ทำให้หวังเป่าเล่อเคลื่อนไหวผ่าน พงไพรได้ว่องไวขึ้น ยังไม่ถึงขั้นชำนาญ แต่ก็นับว่าน่าประทับใจไม่น้อย
บัดนี้หวังเป่าเล่อย่อตัวต่ำ เคลื่อนไหวอย่างว่องไวไปข้างหน้าพร้อมระแวดระวัง สิ่งรอบตัว ตัวเขาขยับสลับระหว่างหยุดกับกระโดด แทนที่จะเลือกเส้นทางตรงสุด ชายหนุ่มกลับเดินไปตามเส้นทางคดเคี้ยวใกล้ตีนเทือกเขาห้ายอด
เทือกเขาห้ายอดดูไม่ใหญ่เท่าไรนักตอนมองจากข้างบน แต่เมื่อเข้าไปใกล้บริเวณนั้นจากด้านล่าง ภูเขาแห่งนี้ช่างสูงตระหง่าน มียอดสูงทั้งห้าที่เปรียบเป็นกระบี่แหลมคมห้าเล่ม ทางลาดสูงชันพุ่งชี้ขึ้นไปยังท้องฟ้า
จากที่พ่อบอกไว้ ปากทางเข้าเป็นถ้ำอยู่ตรงตีนยอดเขาที่สาม หวังเป่าเล่อหรี่ตา ก้มหัวลง ค่อยๆ เข้าใกล้เทือกเขาห้ายอดมากขึ้นทุกขณะ
เมื่อเข้าไปใกล้ เขาสังเกตเห็นอุจจาระของนกหลายหลายพันธุ์ ครั้นเห็นอุจจาระนกเหล่านั้น หวังเป่าเล่อก็ยิ่งมั่นใจ เห็นได้ชัดว่าบริเวณที่เขายืนอยู่เป็นที่ซึ่ง นกทั้งหลายมาแวะพักปีกกัน ส่วนใหญ่แล้วสถานที่เช่นนี้จะไม่มีอันตราย โอกาสเสี่ยง ก็น้อยตามไปด้วย
ไม่นานเกินรอ หวังเป่าเล่อปีนขึ้นไปยังยอดเขาแรกอย่างรวดเร็วเพื่อไปยัง ยอดเขาที่สาม เขาจะขับเรือบินไปตรงนั้นก็ย่อมได้ แต่จะต้องให้เครื่องบินลอยค้างในระดับสูงเพราะเป็นบริเวณที่ราบสูง ซึ่งคนอื่นจะสังเกตเห็นยานได้และอาจไม่ปลอดภัย
ดังนั้นหวังเป่าเล่อจึงเลือกหยุดยานให้ลอยไว้ไกลจากตรงนี้ และใกล้กับป่าฝนกว่าแทน เขาจะได้ซ่อนร่องรอยตัวเองได้สะดวกมากขึ้น
ข้าแค่จะดู ถ้ามีอันตรายก็รีบกลับออกไป
ยิ่งใกล้ หวังเป่าเล่อยิ่งระวังตัว เขาชะลอเท้าลง พอไปถึงยอดที่สามก็ก้มหัวลงต่ำ เห็นปลาตัวใหญ่พุ่งขึ้นจากสายน้ำที่แตกออกมา
ถ้าข้าตกไปจากตรงนี้…หวังเป่าเล่อหยุดคิดทันที แล้วจับหินด้านข้าง เขามองไปรอบๆ จดจำได้ว่าเป็นตำแหน่งที่บิดากล่าวถึง ดวงตาเขาจับจ้องไปยังตรงกลางกำแพงหินเหนือแม่น้ำของยอดเขาที่สาม มีต้นไม้ใหญ่งอกเอียงๆ รากเกี่ยวเข้าไปในช่องว่างระหว่างกำแพงหิน
ข้างต้นไม้มีรอยแยกขนาดใหญ่ขึ้นไปอีก รอยนั้นคือ ทางเข้าไปสู่จุดค้นพบที่ บิดาของหวังเป่าเล่อและกลุ่มโบราณคดีของเจ้าตัวเจอ
กลุ่มโบราณคดีช่างเก่งกาจนัก หาจุดค้นพบที่ลับตาแบบนี้เจอได้
พอได้เห็นรอยแยก หวังเป่าเล่อก็ประหลาดใจเล็กน้อย ถ้าเป็นเขาคงไม่มีวันคิดแน่แท้ว่ารอยแยกจะเป็นทางเข้า
พ่อข้าคงไม่ได้ให้ข้อมูลผิดๆ ตอนเมามาหรอก ใช่ไหม หวังเป่าเล่อลังเลและรู้สึกว่าในเมื่อเป็นบิดาบุตรกัน เขาก็ควรไว้ใจบิดาของเขาได้ เขาจึงเริ่มปีนอย่างระมัดระวังไปหากำแพงหินนั้น
โชคยังดีว่าหวังเป่าเล่อบรรลุถึงขั้นบำรุงชีพจรแล้ว จึงมีเมล็ดดูดกลืนช่วยปล่อยพลังสูบ ช่วยควบคุมให้ตนเองขยับไปตามกำแพงหินได้อย่างมั่นคง เขาใช้กระบวนท่านี้ไปจนถึงด้านข้างต้นไม้ ใกล้ทางเข้าตรงรอยแยก
ชายหนุ่มสำรวจรอบด้านโดยละเอียดเสียก่อน ไม่ตรงดิ่งเข้าไปทันที หลังจากสำรวจเสร็จ จึงใช้มือผลักรอยแยกเต็มแรง ร่างเขาพุ่งผ่านเข้ารอยแยกไปตามแรงผลักนั้น
วินาทีที่หลุดเข้าไป ลมเย็นจากรอยแยกพัดสวนเข้ามา หวังเป่าเล่อสูดลมหายใจลึก เบียดตัวเข้ากับกำแพงหินแล้วเคลื่อนไหวอย่างระมัดระวังเข้าใกล้รอยแยกที่ใหญ่กว่ารอยแรก
รอยแยกเอียงรึ
ไม่กี่ก้าวต่อมา หวังเป่าเล่อหันไปสำรวจกำแพงหินรอบด้าน เขาฉุกสังเกตว่า รอยแยกนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่เกิดจากมีบางอย่างพุ่งลงมาจากท้องฟ้าชนเข้ากับภูเขา
แล้วภูเขาลูกนี้ยังตั้งอยู่ได้หลังจากโดนวัตถุภายนอกกระแทกชน
หวังเป่าเล่อรู้สึกทึ่งเล็กน้อย เขาครุ่นคิดก่อนจะขยับต่อ ทว่า เมื่อเข้าไปจนสุดทางแล้วกลับไม่พบเบาะแสอะไรอีก
ทว่าสุดทางแยกนั้นกลับเปิดออกเป็นโถงถ้ำ มีรอยยุบขนาดใหญ่อยู่ใจกลาง บริเวณนั้นสะอาดหมดจด ไม่มีอุจจาระนกหรือเศษหินตามธรรมชาติแม้แต่น้อย
ถ้าไม่ใช่ว่าท่านพ่อข้าโกหก กลุ่มโบราณคดีก็คงชำนาญกันเสียจนเอาทุกอย่างไปจากตรงนี้หมดแล้ว หวังเป่าเล่อยืนสิ้นหวัง พลางมองไปรอบด้านอย่างคิดไม่ตก
เขาเข้ามาในบริเวณนี้อย่างระมัดระวัง แต่ก็ไม่พบอะไร ดังนั้นจึงไม่แปลกที่จะผิดหวังและหดหู่ เขาพยายามค้นหาทั้งบริเวณให้ละเอียดอีกครั้งหนึ่ง แต่สุดท้ายแล้ว ก็ต้องถอนใจ ยอมหยุดค้นหาเพียงเท่านี้ และเตรียมตัวจะกลับออกไป
วินาทีนั้นเอง เขาหยุดแล้วมองที่รอยยุบนั้นอีกหนหนึ่ง ครุ่นคิดสักครู่ก่อนจะหยิบหน้ากากนิลออกมาจากกำไลคลังเวท เขาอยากนำหน้ากากไปไว้ตรงกลางรอยยุบนั้น เพื่อเทียบดูว่ามันเป็นรอยของหน้ากากนิลตกลงมากระแทกจนยุบรึเปล่า
แต่ทันทีที่เขาหยิบหน้ากากนิลออกมา ตัวหน้ากากส่องแสงหลากสีสันสว่างจ้าไปทั่วทั้งผนังโดยรอบทันที นับว่าเป็นครั้งแรกที่หน้ากากทำเช่นนี้ด้านนอกมิติมายา
หวังเป่าเล่อนึกหวาดหวั่นกับภาพเบื้องหน้า เขารีบถอยออก แต่ก็หยุดไปใน สามก้าว ดวงตามองตรงไปยังบริเวณเหนือรอยยุบ ตอนนั้นเองที่จู่ๆ แสงสว่างจากหน้ากากฉายภาพออกมา
ในภาพนั้นปรากฏร่างไร้วิญญาณจำนวนมาก ทั้งชายและหญิง เด็กและแก่ มนุษย์และอสูร นี่คือ ภาพของสงครามแน่นอน!
สงครามกินอาณาเขตกว้างใหญ่ มีซากรูปปั้นปรักหักพังขนาดมหึมาหลายชิ้น ทั้งที่เป็นเพียงภาพฉาย แต่แค่มองดู หวังเป่าเล่อก็ได้กลิ่นคาวเลือดโชยมาแล้ว
ภาพนั้นอาบสีแดงฉาน ฉับพลันฝ่ามือเปื้อนเลือดขนาดใหญ่ก็กระแทกพสุธาลงมาจากท้องฟ้าอย่างแรง
บนท้องฟ้าสีแดงฉาน มีภาพพร่าเลือนของดวงอาทิตย์ขนาดใหญ่หลายตัวฉายแสงกลบรัศมีของดวงก่อนหน้า ตรงจุดสูงสุดกลางฟ้าปรากฏภาพใบหน้าพร่าเลือน ขนาดใหญ่ เห็นความเย็นชาในดวงตาคู่นั้นที่มองมายังพื้นดินได้ชัดเจน นอกจากนั้นยังมีร่างของคนผู้หนึ่งยืนกลางฝูงชน ทุกคนรายล้อมปกป้องร่างนั้นเอาไว้
นางเป็นอิสตรี ที่สวมหน้ากากนิลอยู่!
ทันทีที่หวังเป่าเล่อสังเกตเห็นหญิงนางนั้น คำสี่คำก็ผุดขึ้นมาในใจ แม้ว่าสตรี นางนั้นจะสวมหน้ากากอยู่
งามหาใครเทียม!
แววตาของสตรีนางนั้นถ่ายทอดถึงความเดือดดาลและเข้มแข็ง ทั้งยังเผย ความเด็ดเดี่ยว ต่อให้คู่ต่อสู้เป็นถึงทวยเทพก็พร้อมฆ่า นางหันไปมองใบหน้าบนฟากฟ้า แล้วยกมือขวา กระบี่สำริดเขียวโบราณปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่า แผ่รังสีคลุ้มคลั่งเกินหาคำเปรียบ พริบตาที่กระบี่ปรากฏ ท้องฟ้าก็พลันแปรปรวน เวลาเหมือนหยุดนิ่งทุกหนแห่ง มีเพียงกระบี่เล่มนั้นลอยอยู่ข้างกายนาง
ตอนที่หวังเป่าเล่อเห็นกระบี่เล่มนั้น ดวงตาของเขาแทบถลนออกนอกเบ้า ชายหนุ่มรู้สึกเหมือนไฟฟ้าวิ่งผ่านร่าง สมองมึนงงสับสน
เมื่อแสงจากหน้ากากนิลเลือนหาย ภาพเบื้องหน้าเขาก็เลือนลางแล้วหายตามไปในที่สุด โถงถ้ำกลับสู่สภาพเดิม
หวังเป่าเล่องุนงง ลมหายใจรวนเร เขายืนอยู่ตรงนั้นนานสองนานจนตั้งตัวได้ ระหว่างออกไป เขายังพึมพำ น้ำเสียงตื่นตะลึงไม่อยากเชื่อ
“กระบี่เล่มนั้น…กระบี่เล่มนั้น…” หวังเป่าเล่อถอยกลับออกมาจากรอยแยก สั่นศีรษะอย่างแรง เขามองยังกระบี่สำริดบนดวงอาทิตย์ รู้สึกประหลาดใจและกังขาไปพร้อมกัน
เขากลับขึ้นเรือบินไปด้วยอารมณ์ปั่นป่วน เข้าไปนั่งนิ่งข้างในอยู่นานสองนาน สูดลมหายใจลึกหลายเฮือกให้ตัวเองสงบลงก่อนจะขับยานออกไป
ชายหนุ่มไม่ทันสังเกตเห็นว่าตอนนั้นมีสายตาคู่หนึ่งมองมายังยานของเขาอยู่ และหันหนีตอนที่เรือบินของเขาหายลับไปแล้ว
บุคคลที่เพิ่งลอบมองเรือบินของเขา บัดนี้ยืนอยู่ตรงทางเข้าเทือกเขาห้ายอด ใต้ลำแสงอัสดงไม่อาจเห็นใบหน้าเขาได้ชัดเจนนัก เขาสวมเสื้อคลุมขาวตัวยาวและ มีผมขาวสลวย
ข้างหลังเขามีหมอกดำ อำพรางร่างของชายหนุ่มผู้มีปากยื่นกับคางเหมือน มนุษย์วานรเอาไว้
ข้างกายเขามียุงขนาดยักษ์ตัวหนึ่งบินอยู่เงียบๆ
Comments for chapter "บทที่ 69 งามหาใครเทียม!"
MANGA DISCUSSION
Madara Info
Madara stands as a beacon for those desiring to craft a captivating online comic and manga reading platform on WordPress
For custom work request, please send email to wpstylish(at)gmail(dot)com