26. “นั่งเรียน”
26. “นั่งเรียน”
ศพถูกโยนออกไป ทั้งสูงและทั้งไกล ตกลงไปในหนองน้ำเบื้องหน้า โคลนกระเด็นสาดกระจาย
แล้วก็จมลงในพื้นอ่อนนุ่มสีดำ ค่อยๆ จมลงทีละนิ้ว
ถัดจากนั้นก็เกิดเหตุการณ์ที่คล้ายกันนี้อีกสองครั้ง ต่างเพียงแค่ศพถูกฝังลงไปในโคลนลึกกว่า
ซางเจี้ยนเย่ากับหลงเยว่หงต่างมองหน้ากันอยู่สองสามวินาทีก่อนละสายตาแล้วเดินกลับไปที่รถจี๊ป
เจี่ยงไป๋เหมียนไม่ได้ถามว่าใครอยากขี่มอเตอร์ไซค์เป็นคนแรก แต่สวมหมวกนิรภัยแล้วขึ้นคร่อมมันทันที
เธอสะพายปืนกลมือเอาไว้ที่หลัง หันไปมองซางเจี้ยนเย่ากับคนอื่นๆ ก่อนพูดด้วยรอยยิ้ม
“อยากได้ไอ้แบบนี้มาตั้งนานแล้วล่ะ แต่ไม่มีโอกาสซักที”
ก่อนจะพูดจบเธอก็บิดเร่งเครื่อง มอเตอร์ไซค์ส่งเสียงคำรามต่ำๆ ดังกระหึ่ม
เจี่ยงไป๋เหมียนก้มตัวลง แม้ว่านี่จะเป็นการขี่มอเตอร์ไซค์ครั้งแรกในชีวิต แต่เธอก็ทำท่าได้ราวกับเป็นมืออาชีพ
เสียงเครื่องยนต์คำรามก้องขณะที่มอเตอร์ไซค์พุ่งทะยานไปราวกับลูกศร พุ่งตรงไปยังริมหนองแล้วหายลับตาไป
“ความโรแมนติกของเหล็กและน้ำมัน…” หลงเยว่หงพึมพำอย่างอิจฉา “ล่องลอยอิสระดั่งสายลม”
เสียงเครื่องยนต์ดัง รถมอเตอร์ไซค์เลี้ยวกลับมาแล้วจอดอยู่ไม่ไกล
เจี่ยงไป๋เหมียนใช้เท้ายันพื้นแล้วดันหน้ากากกันลมของหมวกนิรภัยขึ้น หัวเราะแห้งๆ
“ไปทางนี้หรือว่าทางนั้นอะ ไป๋เฉิน?”
ไป๋เฉินก้มมองผ้าพันคอตัวเองก่อนตอบเสียงดัง
“ขี่ตามรถจี๊ป”
“หือ? ว่างไงนะ?” เจี่ยงไป๋เหมียนยกมือขึ้นมาป้องหู แต่ติดหมวกกันน็อค
รอยยิ้มไม่ได้จางหายไป เธอดึงหน้ากากกันลมลงมาปิดแล้วขี่มอเตอร์ไซค์ไปด้านหลังรถจี๊ปราวกับว่านี่เป็นการตัดสินใจของตัวเอง
ซางเจี้ยนเย่าและหลงเยว่หงขึ้นรถจี๊ปไปทีละคน ไป๋เฉินนั่งในตำแหน่งคนขับอีกครั้งแล้วสตาร์ทเครื่องยนต์
พวกเขามุ่งหน้าสู่แดนร้างบึงดำด้วยความเร็วต่ำในลักษณะเช่นนี้ เปลี่ยนเส้นทางเป็นครั้งคราวแล้วขับอ้อมสิ่งกีดขวาง
ในระหว่างนี้เจี่ยงไป๋เหมียนอ้างว่าจะไปสำรวจโดยรอบ แล้วก็ฉีกออกจากกลุ่ม เร่งความเร็วมอเตอร์ไซค์ออกไปทางนู้นบ้างทางนี้บ้างโดยใช้ข้ออ้างเดิมๆ
เกือบสองชั่วโมงให้หลัง ไป๋เฉินก็หยุดรถที่ดูเหมือนจะใช้งานเกินกำลัง
เธอเปิดประตูรถมาพูดกับเจี่ยงไป๋เหมียนที่กำลังเร่งเครื่องตามมาด้านหลังไกลออกไป
“หัวหน้า เกือบถึงนิคมแล้ว”
เจี่ยงไป๋เหมียนใช้เท้าข้างหนึ่งยันพื้นแล้วดันแผงกันลมขึ้น
“เธอคิดว่าจะทำยังไง?”
ไป๋เฉินลูบใบหน้าที่ค่อนข้างหยาบกร้านของเธอ
“ฉันกลัวว่าถ้าเราเข้าไปทั้งแบบนี้ พวกคนเร่ร่อนในนิคมอาจจะตกใจกัน พวกเขาค่อนข้างระวังเรื่องอะไรแบบนี้
“เอางี้เป็นไง พวกคุณรอนี่ ให้ฉันขี่มอเตอร์ไซค์เข้าไปก่อน คุยเสร็จแล้วค่อยกลับมารับ ถ้าพวกเขาไม่ให้เราเข้าไป ก็ทำการค้ากันข้างนอกนี่แหละ”
เจี่ยงไป๋เหมียนพยักหน้าเล็กน้อยแล้วพูด
“พลังยิงของพวกเราก็น่ากลัวจริงๆ แหละ”
หนังของงูเหล็กบึงดำที่ถูกผูกไว้บนหลังคารถยิ่งน่ากลัวกว่า
เจี่ยงไป๋เหมียนก้าวลงจากมอเตอร์ไซค์ทันทีที่จอด ถอดหมวกกันน็อคแล้วยื่นให้ไป๋เฉิน
หลังจากมองดูแผ่นหลังของไป๋เฉินหายไปในป่าโปร่งเบื้องหน้า เจี่ยงไป๋เหมียนก็เปิดประตูรถจี๊ปขึ้นไปนั่งในตำแหน่งคนขับ
“เอาซักมวนไหม?” เธอยิ้มและหยิบบุหรี่ใบยาสูบออกมาจากกล่องที่พักแขน
พวกนี้คือสินสงครามที่เก็บกวาดมาก่อนหน้า
ใบยาสูบคั่วสีดำปนเหลืองส่งกลิ่นหอมที่อธิบายไม่ถูก
“ไม่เอา” หลงเยว่หงกับซางเจี้ยนเย่าส่ายหน้าพร้อมกัน
“พวกนายสองคนนี่ก็ นี่มันของหรูเลยนะ!” เจี่ยงไป๋เหมียนวางบุหรี่ลง “คนในสนามรบไม่รู้กี่มากน้อยที่คลั่งเจ้านี่กันจะตาย มันทำให้จิตใจปลอดโปร่งผ่อนคลายและรักษาสติเอาไว้ได้ ก็เหมือนกับพวกเครื่องดื่มแอลกอฮอลที่ทำให้คนลืมเรื่องทุกข์ใจที่ไม่อยากนึกถึงนั่นแหละ เฮ้อ มีคนไม่น้อยที่จะมีความสุขได้แค่ตอนเมาเละ”
“นั่นไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง” ซางเจี้ยนเย่าร้องเพลงขึ้นมาหนึ่งท่อน [มีหมายเหตุจากคนเขียนด้านล่าง]
“เฮ้ ยังจะร้องเพลงอีก” เจี่ยงไป๋เหมียนปากอ้าเล็กน้อย ด่าพร้อมหัวเราะ
ซางเจี้ยนเย่าพยักหน้าจริงจัง
“ผมชอบดนตรี”
“แต่เนื้อเหมือนไม่ค่อยถูกนะ…” เจี่ยงไป๋เหมียนลูบอุปกรณ์โลหะในหูเธอ
ซางเจี้ยนเย่าตอบราวกับว่ากำลังถกประเด็นทางวิชาการ
“เนื้อร้องเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ จะช่วยให้ถ่ายทอดความรู้สึกได้ดีขึ้น”
“…” เจี่ยงไป๋เหมียนโบกมือ “นี่ไม่ใช่ประเด็น นายขัดขึ้นมา ฉันเกือบลืมไปเลยว่าจะพูดอะไร!”
เธอตวาดแว๊ด
“ฉันพูดถึงบุหรี่เพราะต้องการจะพูดถึงประเด็นการบาดเจ็บจากการรบ
“ถึงแม้ว่าการต่อสู้ที่พวกนายเพิ่งเจอมาจะยังไม่ถึงขั้นนั้น แต่จะต้องใส่ใจไว้ด้วย บุหรี่ เหล้า หรือยาระงับประสาท พวกมันไม่ใช่วิธีที่ดีในการรับมือกับการบาดเจ็บทางจิต มันทำให้ติดจนขาดไม่ได้ นั่นไม่ดีต่อสุขภาพ
“ถ้าพวกนายเกิดความเครียด วิตกกังวล หดหู่ หรือไม่มีสมาธิ ก็มาคุยกับฉันได้ตลอดเวลา ฉันเคยเรียนหลักสูตรจิตวิทยามาบ้าง”
“ครับผม หัวหน้า!” หลงเยว่หงตอบเสียงดัง “ระหว่างทางเมื่อกี้ ไป๋เฉินก็คุยกับเราเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้ว ตอนนี้ผมรู้สึกดีขึ้นมากแล้วล่ะ”
“ไม่เลว” เจี่ยงไป๋เหมียนกล่าวชม “ตั้งแต่ที่ได้รับอนุมัติให้จัดตั้งทีมสำรวจเก่าทีมนี้ สิ่งที่ถูกต้องที่สุดที่ฉันทำก็คืออนุมัติใบสมัครของไป๋เฉินนี่แหละ วิสัยทัศน์ฉันไม่เลวใช่ไหมล่ะ?”
โดยไม่รอให้ซางเจี้ยนเย่ากับหลงเยว่หงตอบ เธอเอนตัวพิงเบาะแล้วพูดต่อ ดวงตาขยับเล็กน้อย
“ไม่รู้ว่าไป๋เฉินจะกลับมาเมื่อไหร่ ไหนๆ ตอนนี้ฉันก็ไม่มีอะไรทำ งั้นจะบอกอะไรพวกนายซักอย่าง เป็นเรื่องที่ไม่เคยพูดให้พวกนายฟังมาก่อน”
ซางเจี้ยนเย่ากับหลงเยว่หงนั่งตัวตรงทันทีราวกับว่าพวกเขายังอยู่ในโรงเรียน
เจี่ยงไป๋เหมียนหัวเราะเบาๆ
“ไม่ต้องตั้งใจขนาดนั้นก็ได้! คอยระวังข้างนอกไว้ด้วย! ไม่กลัวหรือไงว่าอยู่ๆ ก็มีระเบิดลอยมา ทำเราเละเป็นโจ๊ก?
“เอาล่ะ ย้อนกลับไปหัวข้อเมื่อกี้ ฉันเคยบอกไปแล้วใช่ไหมว่าบนแดนธุลีนอกจากสิ่งมีชีวิตไม่กี่ตัวที่อันตรายมากๆ แล้ว ศัตรูที่อันตรายที่สุดของมนุษย์ก็คือมนุษย์ด้วยกันเองนี่แหละ
“ถ้าอย่างนั้น มนุษย์แบบไหนถึงเรียกว่าอันตราย?
“หลงเยว่หง นายคิดว่าไง?”
หลงเยว่หงคิดสักพักก่อนตอบ
“คนที่ใส่เกราะเสริมแรง”
การต่อสู้ก่อนหน้านี้ การใช้งานเกราะเสริมแรงทำให้เขารู้สึกประทับใจอย่างมาก
เขายังสงสัยว่านี่จะเป็นหนึ่งในฝันร้ายของเขา
“ใช่ แล้วก็ยังมีคนใส่เกราะไบโอนิกสมองกลด้วย คนที่สวมเกราะทั้งสองแบบนี้สามารถรับมือกับทั้งทีมได้ด้วยตัวคนเดียว หรือแม้กระทั่งกวาดล้างนิคมคนเร่ร่อนเล็กๆ ได้เลย”
เจี่ยงไป๋เหมียนหันมาสบตาซางเจี้ยนเย่า “นายว่ายังมีอะไรอีก?”
“ทีมที่สวมอาวุธหนัก ทีมที่มีพลังยิงอันโดดเด่น คนที่ติดตั้งแขนชีวจักรกลหรือดัดแปลงแมคคาทรอนิกส์ได้สำเร็จ” เพียงอึดใจเดียวซางเจี้ยนเย่าก็ยกขึ้นมาถึงสามคำตอบ
เจี่ยงไป๋เหมียนพยักหน้าเล็กน้อย
“นั่นก็ใช่”
เธอใช้มือขวาลูบแขนซ้ายตัวเอง
“มันเพิ่มความแข็งแกร่งให้ฉันขึ้นเยอะ แต่ว่าของเดิมน่ะดีที่สุดแล้ว พวกนายต้องถนอมรักษามันไว้ให้ดี!”
แล้วเธอก็เสริมอีก
“นอกจากนั้นก็ยังมีหลวงจีนจากชุมนุมหลวงจีน แล้วก็ผู้เสริมยีน พวกนายอาจจะไม่รู้ว่าพวกกองกำลังมากมายเหล่านั้น มีคนแบบเดียวพวกนาย ที่ถูกเรียกว่าเป็น ‘ผู้ถูกเลือก’”
“ทำไมล่ะ?” หลงเยว่หงถามด้วยความแปลกใจ
เจี่ยงไป๋เหมียนหัวเราะ
“พวกนายใกล้ชิดกับเรื่องพวกนี้มากเกินไป เหมือนนกบนฟ้าปลาในน้ำ เลยไม่เข้าใจว่าเทคโนโลยีพวกนี้มันล้ำค่าขนาดไหน
“ในบรรดากองกำลังทั้งหมด มีเพียงแค่บริษัทเรากับ ‘อัศวินขาว’ เท่านั้นที่สามารถปรับปรุงพันธุกรรมและผลิตน้ำยาที่เกี่ยวข้องออกมาได้
“ลองคิดดูสิ คนที่ตัวสูงใหญ่ แข็งแรง ว่องไว ตอบสนองรวดเร็ว มือเท้าคล่องแคล่ว รักษาสมดุลได้ดี ภูมิคุ้มกันดี ฟื้นฟูร่างกายดีเยี่ยม พลังงานเหลือเฟือ ทัศนวิสัยโดดเด่น ทักษะการยิงปืนไม่เลว สำหรับคนธรรมดาแล้วแบบนี้ไม่เรียกว่าเป็นลูกรักของสวรรค์ ฟ้าคัดสรรสวรรค์คัดเลือกหรอกเหรอ? ไม่ได้เรียกว่า ‘ตัวอันตราย’ หรอกเหรอ?
“แต่ก็อย่าลำพองไป มีบางกองกำลังต่อต้านเทคโนโลยีด้านพันธุกรรมอย่างสุดใจ เพราะเชื่อว่านี่คือการดูหมิ่นธรรมชาติ ลบหลู่สวรรค์และทวยเทพ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้โลกเก่าล่มสลายลง”
เจี่ยงไป๋เหมียนพักหายใจก่อนพูดต่อ
“แล้วที่แข็งแกร่งกว่าผู้เสริมยีนก็คือพวกคนที่ตัดแต่งยีน พวกเขาจะมีความสามารถบางอย่างที่มนุษย์ไม่มี ในเรื่องนี้พวกมนุษย์ชั้นรองที่กลายพันธุ์เพราะมลพิษก็มีความสามารถอะไรแบบนี้ ฉันเคยเห็นมนุษย์ชั้นรองที่สามารถสังเคราะห์แสงได้ ไม่ต้องกินอะไรนานถึงสามเดือน
“แต่เทคโนโลยีตัดแต่งยีนในทุกวันนี้ยังไม่สมบูรณ์พร้อม อัตราความล้มเหลวและเสียชีวิตค่อนข้างสูง พวกนายอย่าได้ไปลองเชียว”
มนุษย์ชั้นรองก็คือมนุษย์ปกติแต่กลายพันธุ์เพราะมลพิษจากมหันตภัยที่ทำลายล้างโลกเก่า
แม้ว่าพวกเขาส่วนใหญ่จะเสียชีวิตเป็นจำนวนมากหลังจากที่ถูกมลพิษ แต่ยังคงมีบางส่วนที่รอดชีวิตมาได้ และส่งต่อความผิดปกติของตัวเองไปสู่ทายาทรุ่นหลัง
พวกคนธรรมดาแบ่งแยกและขับไล่พวกเขาออกจากนิคม และเรียกอย่างเหยียดหยามว่า “มนุษย์ชั้นรอง”
พวกมนุษย์ชั้นรองนั้นทั้งร่างกายเปลี่ยนแปลง ทั้งต้องเผชิญกับความรังเกียจ จึงเป็นธรรมดาที่พวกเขาจะเกลียดชังมนุษย์ พกพาความโกรธแค้นที่ยากแก้ไข ทั้งสองฝ่ายจึงค่อยๆ กลายเป็นศัตรูคู่แค้นที่ต้องฆ่าฟันให้ตาย
ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ คำว่า “มนุษย์ชั้นรอง” จึงได้แพร่ขยายไปทั่วแดนธุลีอย่างจริงจัง จนกลายมาเป็น “ชื่อที่ใช้เรียกในการศึกษา”
ในยุคปฏิทินใหม่แม้ว่าจะถูกใช้หลังจากที่โลกเก่าล่มสลายไปหลายปีแล้ว แต่ก็ยังคงมีหลายพื้นที่ที่มีมลพิษเข้มข้น การกลายพันธุ์จึงไม่ได้จางหายไปจากประชากรมนุษย์ ทำให้มนุษย์ชั้นรองยังคงมีปรากฏขึ้นอยู่เสมอ
และแน่นอนว่า มนุษย์ชั้นรองส่วนใหญ่ในปัจจุบันนี้เป็นผลมาจากการสืบพันธุ์ตามธรรมชาติ
“ไม่เคยรู้เลยว่ามีมนุษย์ชั้นรองแบบนี้ด้วย…” หลงเยว่หงรู้ว่ามนุษย์ชั้นรองคืออะไร แต่ไม่เคยได้ยินเรื่องเกี่ยวกับมนุษย์ชั้นรองที่เจี่ยงไป๋เหมียนเล่ามา
เจี่ยงไป๋เหมียนรับคำ “อื้อ” มองดูซางเจี้ยนเย่ากับหลงเยว่หงก่อนจะพูดอย่างไม่ใส่ใจ
“นอกจากพวกที่ฉันเล่าไปแล้ว ยังมีมนุษย์อีกประเภทหนึ่งที่จัดว่าเป็นอันตราย หรือเรียกได้ว่า โคตรอันตรายสุดๆ”
“มนุษย์พวกไหนเหรอ?” หลงเยว่หงอยากรู้อยากเห็นจนออกนอกหน้า ซางเจี้ยเย่าก็เหมือนกัน
เรื่องที่พูดมาก่อนหน้านี้ทั้งสองต่างก็เคยรู้มาบ้างไม่มากก็น้อยจากหนังสือเรียนหรือจากชั้นฝึกฝน แต่ว่าไม่เคยมีใครรวบรวมเนื้อหาเหล่านี้ในหมวดของ “มนุษย์อันตราย”
เจี่ยงไป๋เหมียนก้มหัวแล้วยิ้ม
“ผู้ตื่นรู้”
“ผู้ตื่นรู้…” หลงเยว่หงและซางเจี้ยนเย่าทวนคำเบาๆ
เจี่ยงไป๋เหมียนเงยหน้ามองพวกเขาแล้วพูดต่อ
“ผู้ตื่นรู้คือมนุษย์ที่มีการกลายพันธุ์อย่างแปลกประหลาดจากสาเหตุบางประการ พวกเขาทั้งหมดมีความสามารถแปลกๆ และน่ากลัว
“บางคนเคยคิดว่าความสามารถบางอย่างของผู้ตื่นรู้นั้นเป็นเรื่องตลก แต่หลังจากนั้นก็พิสูจน์แล้วว่าไม่ว่าความสามารถนั้นจะดูตลกแค่ไหน แต่ถ้าหากว่าใช้ถูกที่ถูกเวลามันจะน่ากลัวมาก
“จนถึงตอนนี้ ยังไม่มีกองกำลังไหนออกกฎบังคับเกี่ยวกับการกำเนิดผู้ตื่นรู้ การทดลองเพื่อสร้างผู้ตื่นรู้ขึ้นมาทั้งหมดล้วนแต่ล้มเหลวทั้งสิ้น ดังนั้นจึงมีจำนวนผู้ตื่นรู้น้อยมาก พบเจอตัวได้ไม่ง่าย ฉันก็เลยไม่ได้เล่าให้พวกนายฟังก่อนหน้านี้
“อ้อ ใช่แล้ว เรื่องนี้ก็เป็นมาตรการรักษาความลับด้วยนะ”
หลงเยว่หงถามอย่างกังวล
“หัวหน้าพูดเหมือนกับว่าผู้ตื่นรู้นั้นทรงพลังมาก งั้นถ้าเกิดเจอ จะต้องรับมือยังไง?”
ซางเจี้ยนเย่ายังคงนิ่งเงียบ ไม่พูดอะไร
เจี่ยงไป๋เหมียนตอบด้วยรอยยิ้ม
“นอกจากพวกผู้ตื่นรู้ที่แข็งแกร่งมากซึ่งมีแค่ไม่กี่คน พลังของผู้ตื่นรู้ทุกคนจะมีระยะทางจำกัด ระยะห่างไม่มากเท่าไหร่
“ดังนั้นถ้าพวกนายไปเจอเข้าก็ต้องคอยรักษาระยะห่างเอาไว้แล้วใช้ปืนเพื่อแก้ปัญหาจากระยะไกล”
“อย่างนั้นน่ะเหรอ…” หลงเยว่หงเริ่มจินตนาการถึงฉากเหตุการณ์
ซางเจี้ยนเย่าพยักหน้าเล็กน้อยราวกับครุ่นคิดอะไรบางอย่าง
เจี่ยงไป๋เหมียนเห็นก็เลยพูดเสริม
“ตอนนี้อย่างเพิ่งไปสนใจพวกตัวอันตรายแบบนั้นเลย ร่างกายมนุษย์นั้นเปราะบางมาก ถ้าเราประมาท แม้แต่เด็กเจ็ดขวบก็จัดการเราได้”
* * * * *
ไป๋เฉินขี่มอเตอร์ไซค์วกไปวนมาพักใหญ่ตามเส้นทางที่เหมือนเป็นถนนโคลนเลนในหนองน้ำ
สิบนาทีให้หลังพลันมีจุดแดงปรากฏขึ้นบนถนนเบื้องหน้า
จุดแดงมีการเคลื่อนไหวเล็กน้อย
นี่เป็นการเตือน
[หมายเหตุ]
แมคคาทรอนิกส์ 机械电子 Mechatronics คือการนำวิศวกรรมเครื่องกลและวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์มาบูรณาการเข้าด้วยกัน แต่เมื่อระบบด้านเทคนิคมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ คำๆ นี้จึงถูกขยายความให้รวมถึงพื้นที่ทางเทคนิคมากยิ่งขึ้น เช่น วิศวกรรมการควบคุมอัตโนมัติ วิทยาการคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศ ส่วนในนิยายหมายถึงแค่การเอาเทคโนโลยี แมคคานิก (จักรกล) มารวมผสมผสานกับ อิเล็กทรอนิกส์ (ไฟฟ้า)
หลวงจีน ภาษาจีนใช้คำว่า “僧侣” เป็นคำที่ใช้เรียกพระสงฆ์เหมือนกับที่เราเรียก “พระ” แต่สำหรับคนไทย พอเรียก “พระจีน” ว่า “พระ” อาจจะรู้สึกแปลกๆ เลยใช้คำว่า “หลวงจีน” แบบที่เราคุ้นเคยในหนังจีน
ชุมนุมหลวงจีน 僧侣教团 คำนี้แปลตรงตัว ก็ประมาณว่า “คณะสงฆ์” แต่พอเรียกเป็น “คณะหลวงจีน” ก็รู้สึกแปลกๆ เหมือนเรียกพระจีนที่อยู่เป็นกลุ่มๆ มากกว่า เลยใช้คำว่า “ชุมนุม” แปลว่า กลุ่มของบุคคล จะตรงกับความหมายมากกว่า
ผู้เสริมยีน 基因改良者 คำศัพท์ต้นฉบับหมายถึงผู้ที่ได้รับการปรับปรุงพันธุกรรม ส่วนตอนอธิบายถึงพนักงานบริษัท ผู้เขียนใช้คำว่า 基因改良的人 หมายถึงคนที่ถูกปรับแต่งพันธุกรรมแล้ว แต่คำว่า 基因改良者 นี่กำหนดระบุว่าเหมือนเป็นมนุษย์อีกกลุ่มไปเลย คือใส่คำว่า “者” ต่อท้าย เหมือนกับภาษาไทยใช้ “นัก” หรือ “ผู้” ไว้ข้างหน้าคำ เช่น นักกฎหมาย นักดนตรี ผู้พิพากษา ผู้รักษาประตู
ผู้ถูกเลือก 天选者 ภาษาจีนแปลว่า “ผู้ที่ฟ้าคัดสรร” หรือ “ผู้ที่สวรรค์คัดเลือก”
ในบทนี้ที่เจี่ยงไป๋เหมียนเรียกหลงเยว่หงและซางเจี้ยนเย่าว่า “ผู้ถูกเลือก” หมายถึงคนที่ถูกปรับปรุงพันธุกรรมแล้ว เป็นคนละความหมายกับตอนที่ 10 ที่เจี่ยงไป๋เหมียนเรียกหลงเยว่หงว่า “ผู้ถูกเลือก” ซึ่งหมายถึงคนที่เจอแจ็คพ็อต
เนื้อหาในส่วนนี้อ่านแล้วงงว่าคนหลุดหรือเปล่า เพราะตอนที่ 17 บอกว่าบริษัทผานกู่ชีวภาพเอาน้ำยาปรับปรุงพันธุกรรมไปแลกกับทรัพยากรจากที่อื่นมา ดังนั้นกองกำลังอื่นก็ต้องมีคนที่ถูกดัดแปลงพันธุกรรมเช่นกัน แต่ในตอนนี้เจี่ยงไป๋เหมียนพูดเหมือนกับว่าสองหนุ่มไม่รู้ว่ากองกำลังอื่นก็มีคนถูกปรับแต่งพันธุกรรม
มนุษย์ชั้นรอง 次人 พยายามหาคำที่ใกล้เคียงกับศัพท์ต้นฉบับ เท่าที่คิดออกคือ “ทุติยมนุษย์” แต่คำศัพท์ออกไปทางแนวเทพแบบไทยๆ ไม่ค่อยเข้ากับส่วนอื่นๆ เลยใช้คำว่ามนุษย์ชั้นรองแทน
[หมายเหตุจากผู้เขียน]
เป็นเพลง “你不是真正的快乐” ของวง “五月天”
ชื่อเพลงแปลภาษาอังกฤษ คือ “You Are Not Truly Happy” ของวง “May Day”
เดิมทีเพื่อไม่ให้นิยายเรื่องนี้ถูกเซ็นเซอร์ ผมจึงเขียนแนวจินตนาการ แต่ว่าบางครั้งก็อยากสร้างอารมณ์ร่วม จึงใส่คำพูด ดัดแปลงบทกวีหรือเนื้อเพลงในชีวิตจริง เพื่อให้ทุกคนสามารถจินตนาการถึงดนตรีและฉากต่างๆ ที่อ่านได้ ซึ่งค่อนข้างมีความจำเป็นมากสำหรับเนื้อเรื่องหลังจากนี้
Comments for chapter "26. “นั่งเรียน”"
MANGA DISCUSSION
Madara Info
Madara stands as a beacon for those desiring to craft a captivating online comic and manga reading platform on WordPress
For custom work request, please send email to wpstylish(at)gmail(dot)com