32. ทบทวน
32. ทบทวน
คืนสงัด ลมหนาว ฝนซัดสาด ทั่วทั้งเมืองคูน้ำถูกความมืดกลืนกิน มีแสงไฟเพียงประปราย
เสียงอื้ออึงเซ็งแซ่ก่อนหน้านี้ รวมทั้งกลิ่นไม่พึงประสงค์ที่ผสมผสานกันล้วนแต่อันตรธานไปหมดสิ้น ซางเจี้ยนเย่ารู้สึกถึงความเงียบสงัดราวกับตัดขาดจากโลกภายนอก
ท่ามกลางสายฝนปรอยรอบเพิงไม้ ยามเมืองสองสามคนเดินลาดตระเวณในพื้นที่ใต้ชายคา ส่วนคนอื่นๆ นั้นสวมเสื้อกันฝนสีเข้มและถุงผ้าขนาดใหญ่ที่เตรียมไว้ล่วงหน้า เดินตรวจตรากลับไปกลับมาบนกำแพงไม้
ด้วยแสงสว่างจากหลอดไฟ หยาดฝนดูราวกับสร้อยไข่มุกที่ขาดหลุดร่วงกระจัดกระจาย
“สมัยก่อนที่นี่มีเครื่องปั่นไฟพลังดีเซลอยู่สองเครื่อง แต่อีกเครื่องเสียไปตั้งนานแล้ว พยายามซ่อมแต่ก็ซ่อมไม่ได้ สำหรับนิคมในแดนร้างแล้ว ถึงไม่มีไฟฟ้าก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ พวกอาหาร เสื้อผ้า อาวุธ และน้ำสะอาดต่างหาก ถึงจะเป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุด” ไป๋เฉินพูดแบบสบายๆ
เจี่ยงไป๋เหมียนยิ้มแล้วเสริมขึ้น
“เธอพูดดังหน่อยได้ไหม? ฮื่อ ใช่ อาหารและน้ำสะอาดเป็นตัวกำหนดว่าเราจะอยู่รอดได้เปล่า เสื้อผ้าเป็นตัวกำหนดว่าเราจะหนาวตายหรือป่วยเป็นไข้หรือเปล่า อาวุธเป็นตัวกำหนดว่าคนอื่นจะเอาอาหาร เสื้อผ้า และน้ำ ไปจากพวกเราได้หรือเปล่า”
เธอมองซ้ายขวาเห็นฝนตกไม่เบา เลยตบมือแล้วพูดขึ้น
“พรุ่งนี้ค่อยซ่อมรถจี๊ปละกัน คืนนี้จะเป็น ‘ชั้นเรียน’ แรกของการฝึกภาคสนาม
“พวกเราจำเป็นต้องทบทวนการต่อสู้ก่อนหน้านี้เพื่อสรุปเป็นประสบการณ์และบทเรียน
“แต่ละคนต้องมองที่ตัวเอง เล่าเหตุการณ์ในตอนนั้น แล้วอธิบายว่าทำไมถึงเลือกทำแบบนั้น ไป๋เฉิน เธอก่อนเลย”
ในฐานะที่เพิ่งเข้าร่วม “ผานกู่ชีวภาพ” มาได้ไม่นาน และยังไม่เคยมีคนเร่ร่อนแดนร้างที่ได้ฝึกภาคสนามแบบนี้มาก่อน ไป๋เฉินจึงไม่เคยคิดว่าจะมีการ “ทบทวนหลังศึก” ที่เกินความคาดหมายเช่นนี้อยู่ อึกอักลังเลอยู่พักหนึ่ง เห็นได้ชัดว่ายังเตรียมตัวไม่พร้อม
แต่ว่าเธอก็ไม่ได้ปฏิเสธ การที่เธอเป็นคนเร่ร่อนในแดนร้างมาหลายปีแล้วยังมีชีวิตที่ดี นอกจากจะเป็นเพราะได้รับความช่วยเหลือบางอย่างแล้วก็ยังเป็นเพราะเธอได้ย้อนทบทวนความผิดพลาดของตัวเองอยู่บ่อยครั้ง
พอเรียบเรียงคำพูดได้ เธอก็เริ่มต้นจากกลุ่มนักล่าซากอารยะที่เป็นโจรพาร์ทไทม์ เล่าซ้ำในทุกรายละเอียดที่เธอจำได้
ต่อจากเธอก็เป็นซางเจี้ยนเย่า ต่อจากซางเจี้ยนเย่าก็เป็นหลงเยว่หง สุดท้ายก็เป็นเจี่ยงไป๋เหมียน
หลังจากเจี่ยงไป๋เหมียนพูดจบ ก็มองไปที่ซางเจี้ยนเย่าแล้วพูด
“ตอนนั้นที่นายลงมือ ตัดสินใจยิงคนขี่มอเตอร์ไซค์ทั้งสองคนนั่นนับว่าเด็ดขาดมาก แต่ก็บ้าบิ่นมากเช่นกัน
“ถ้าไม่ใช่เพราะว่า…”
เธอหยุดชั่วขณะก่อนพูดต่อ
“ถ้าไม่ใช่เพราะนายโชคดีล่ะก็ ตอนนั้นก็คงตายไปแล้ว”
พูดถึงตรงนี้เธอก็คลี่ยิ้มจางๆ
“แต่จะว่าไป โชคก็เป็นส่วนหนึ่งของความแข็งแกร่งเช่นกัน นายต้องรักษาความสมดุลของทั้งสองอย่างนี้ไว้ พยายามทำให้สุดกำลังก็จะยิ่งเพิ่มโอกาสมากขึ้น”
ซางเจี้ยนเย่าตอนแรกรู้สึกงงเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็พยักหน้าอย่างครุ่นคิดแสดงว่าเข้าใจคำพูดของหัวหน้าทีม
หลงเยว่หงกลับรู้สึกว่าประโยคท้ายๆ ของเจี่ยงไป๋เหมียนนั้นเป็นการพูดเล่นเสียมากกว่า จึงไม่ได้คิดอะไรมาก จากนั้นก็ถามคำถามที่คาใจเป็นอย่างมาก คิ้วขมวดมุ่น
“เมื่อกี้หัวหน้าบอกว่าหัวหน้าโจรในชุดเกราะเสริมแรงนั้นตัดสินใจผิดพลาดและไม่ระวังมากพอ ก็เลยถูกพวกเราฆ่าตาย
“อย่างนั้น… ถ้าหาก… คนที่สวมเกราะเสริมแรงไม่ได้ทำพลาดครั้งใหญ่แบบนั้น แล้วพวกเราจะจัดการกับเขาได้ยังไง?”
เจี่ยงไป๋เหมียนมองหลงเยว่หง
“ทำไมนายถึงคิดว่ามีวิธีจัดการล่ะ?
“ถ้าไม่ได้ทำพลาดครั้งใหญ่ แสดงว่าคนที่สวมเกราะเสริมแรงนั้นมีประสบการณ์มาก สมรรถภาพร่างกายก็ไม่มีปัญหา คนที่สวมเกราะแบบนั้นถ้าไปอยู่ในสนามรบของจริงล่ะก็ นั่นมันเครื่องจักรสังหารชัดๆ เรียกได้ว่าเป็นเทพในหมู่เทพเลยล่ะ
“ยิ่งพวกเรามีคนน้อยและไม่มีอาวุธหนัก มีเพียงเครื่องยิงระเบิดอันเดียวและไม่มีโอกาสจะได้ใช้ด้วย แล้วจะเป็นไปได้ไงที่จะจัดการกับศัตรูระดับนี้? นายประเมินเกราะเสริมแรงทางทหารต่ำไปหรือเปล่า?”
“อย่าง… อย่างนั้นก็หมายความว่า…” หลงเยว่หงเพิ่งจะรู้ตัวว่าเขาเฉียดใกล้ยมโลกขนาดไหน
เจี่ยงไป๋เหมียนมองไปรอบๆ แล้วพูดขึ้น
“การจัดการกับศัตรูระดับนั้น ช่วงที่ดีที่สุดก็คือก่อนที่เขาจะสวมเกราะเสริมแรง
“ถ้าหากว่าไม่สามารถคว้าโอกาสนั้นไว้ได้ งั้นก่อนที่เขาจะเข้าใกล้ ก็ต้อง ‘วิ่งแข่ง’ กันล่ะ เกราะเสริมแรงทางทหารนั้นไม่ได้เร็วไปกว่ารถจี๊ปที่เหยียบมิดไมล์หรอก บางรุ่นยังช้ากว่าด้วยซ้ำ ประสิทธิภาพแบตเตอรี่ก็ด้อยลงไปอีก
“แต่น่าเสียดาย เราเจอกับสภาพภูมิประเทศที่ไม่ปกติ แถมยังเพิ่งสู้กับงูเหล็กบึงดำไป ไม่เหลือจุดได้เปรียบเลยซักนิด แทบจะเรียกได้ว่าเป็นสถานการณ์สิ้นหวังเลยทีเดียว ถ้าไม่ใช่เพราะหมอนั่นขี้กลัวล่ะก็นะ ตอนแรกสุดเลยถ้าไม่ใช่เพราะเขาไม่กล้าใช้พลังงานเต็มพิกัด หรือตัดใจทำลายสินสงคราม มัวแต่ห่วงนั่นพะวงนี่อยู่ล่ะก็ แค่การโจมตีระลอกแรกก็ฆ่าพวกเราไปครึ่งทีมแล้ว หรืออาจจะมากกว่านั้นอีก”
หลงเยว่หงได้ยินแล้วหน้าซีดเป็นไก่ต้ม เข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงอันตรายในแดนร้าง ส่วนซางเจี้ยนเย่ากับไป๋เฉินต่างพากันตั้งใจฟัง รู้ว่าสิ่งที่เจี่ยงไป๋เหมียนพูดนั้นยังไม่จบ
เจี่ยงไป๋เหมียนร้อง “อ้อ” ก่อนพูดต่อ
“ตอนที่ซางเจี้ยนเย่าจะฆ่าคนขี่มอเตอร์ไซค์นั่นและยั่วโมโหอีกคน ฉันคิดอยู่สองแผน
“แผนแรกคือยอมจำนนทันทีเพื่อจะได้มีโอกาสเข้าใกล้ ถึงแม้จะถูกพวกมันทำร้ายบาดเจ็บสาหัสจนเคลื่อนไหวไม่ได้ แต่ขอเพียงแค่อยู่ในระยะโจมตี ฉันก็ยังสามารถตอบโต้กลับไปได้”
พอพูดถึงตรงนี้ เธอก็หัวเราะว่าพูดเล่น
“ปัญหาใหญ่สุดของแผนนี้ก็คือฉันกับไป๋เฉินมีโอกาสรอดชีวิตสูง ถึงถูกจับเป็นเชลยก็แค่ช่วงสั้นๆ แต่พวกนายทั้งคู่น่าจะถูกยิงทิ้งทันที นอกซะจากว่าพวกนั้นจะพิสมัยผู้ชายมากกว่า”
สีหน้าของซางเจี้ยนเย่ากับหลงเยว่หงแปรเปลี่ยนเป็นกลืนไม่เข้าคายไม่ออกทันที
พอเห็นปฏิกิริยาพวกเขา เจี่ยงไป๋เหมียนก็พูดอย่างอารมณ์ดี
“แผนที่สองก็คือใช้เรื่องที่ว่าหมอนั่นมันรอบคอบและขี้กลัวเกินไปมาวางกับดักทำให้เขาไม่สามารถหลบหลีกล่วงหน้าได้ ตราบใดที่ไม่หลบหลีกล่วงหน้า ฉันก็มั่นใจว่าจะยิงโดนจุดอันตรายที่ไม่มีเกราะป้องกันได้อย่างแน่นอน”
“กับดักอะไร?” หลงเยว่หงโพล่งถามขึ้นมาทันที
เจี่ยงไป๋เหมียนมองเขาสองวินาทีก่อนจะยักไหล่
“ยังไม่ได้คิด”
“…” กล้ามเนื้อใบหน้าของหลงเยว่หงกับซางเจี้ยนเย่ากระตุกเล็กน้อย
ทันใดนั้นเจี่ยงไป๋เหมียนก็พลัน “อับอายกลายเป็นโทสะ” ทันที
“ก็มันกระทันหันนี่นา ฉันจะไปคิดออกเร็วขนาดนั้นได้ไงยะ?
“ตอนนั้นพอฉันเพิ่งจะคิดได้ สถานการณ์มันก็เปลี่ยนไปแล้ว เลยไม่ต้องเปลืองเซลล์สมองคิดต่ออีก!”
แล้วเธอก็หันไปมองไป๋เฉินที่กำลังนั่งฟังเงียบๆ
“เธอมีอะไรอยากเสริมมั้ย?”
ไป๋เฉินคิดสักครู่ก่อนตอบ
“จุดประสงค์ของพวกโจรแดนร้างส่วนมากก็คือปล้นเสบียง ไม่ใช่ฆ่าคน
“ถ้าหากหมดหนทางจริงๆ ฉันคงเลือกทิ้งรถและเสบียง อย่างเช่นปล่อยรถเปล่าทิ้งลงหนองน้ำเพื่อดึงความสนใจของพวกมันไว้ จากนั้นก็ซ่อนตัวในหนองน้ำตรงไหนซักแห่ง
“พื้นที่ในหนองน้ำใหญ่นั้น คนยังแทบจะเดินไม่ได้ คนที่สวมเกราะเสริมแรงยิ่งแล้วใหญ่ น้ำหนักมันมากเกินไป
เมื่อฟังจบ เจี่ยงไป๋เหมียนก็พยักหน้าพอใจ
“ไม่เลว คนเร่ร่อนแดนร้างกับคนที่มาจากกองกำลังใหญ่มีมุมมองที่แตกต่างกันในการรับมือกับสถานการณ์เดียวกัน
“พวกนายได้เรียนรู้แล้วหรือยังล่ะ?”
แปะ! แปะ! แปะ!
ซางเจี้ยนเย่าไม่พลาดโอกาสที่จะได้ปรบมือ หลงเยว่หงเองก็ปรบมือตามโดยไม่รู้ตัว
นี่ฉันทำอะไรไปเนี่ย… หลงเยว่หงรู้สึกตัว รีบตอบอย่างกระอักกระอ่วน
“ได้เรียนรู้แล้วครับ แต่ต้องใช้เวลาย่อยข้อมูลเพื่อค่อยๆ ซึมซับก่อน”
หลังจากทบทวนการต่อสู้เมื่อตอนกลางวันเสร็จแล้ว ทั้งสี่ก็แบ่งทีมเหมือนเมื่อวาน เป็นทีมละสองคนผลัดกันเฝ้า
เพราะว่าฝนเพิ่งตก ทำให้อากาศเย็นกว่าเมื่อคืนมาก ถ่านที่ได้รับฟรีมาก็มีจำนวนจำกัด พวกเขาจึงขนเอาเสื้อคลุมผ้าฝ้ายตัวหนาจากท้ายรถออกมาห่ม
ฝนโปรยปรายชำระล้างทุกอย่างในความมืด จนกระทั่งฟ้าสางถึงได้หยุดสนิท
เมืองคูน้ำมีระบบระบายน้ำที่พัฒนาจนสมบูรณ์แบบ ไม่มีน้ำขังเจิ่งนอง เพียงแค่พื้นเปียกและพื้นดินบางส่วนกลายเป็นโคลน
หลังจากไป๋เฉินกินบิสกิตอัดและดื่มน้ำเสร็จแล้วก็เริ่มเปลี่ยนอะไหล่รถจี๊ป รวมถึงซ่อมแซมในส่วนที่ไม่ได้ซับซ้อนมาก
ในตอนนี้เถียนเอ้อร์เหอเดินฝ่าสายหมอกยามเช้าตรู่เข้ามาแล้วถามด้วยรอยยิ้ม
“ยายหนูไป๋ ซ่อมได้ไหม?
“ถ้าซ่อมได้ เราก็จะขนปืนกลเบากับมอเตอร์ไซค์ไป”
“ได้สิ” ไป๋เฉินไม่ได้หันหน้ากลับมา แต่ยกมือแสดงคำตอบว่าตกลง
เถียนเอ้อร์เหอรีบเรียกยามเมืองแถวนั้นมา
“มานี่ มาช่วยขนปืนกลเบานี่ที
“ไอ๊หยา พวกคุณให้ของมาตั้งเยอะ เอางี้ไหมล่ะ ฉันแถมเต็นท์ให้อีกหลังนึง?”
“เอาสิ” เจี่ยงไป๋เหมียนไม่ปฏิเสธ
ในตอนนี้ เถียนเอ้อร์เหอเพิ่งสังเกตเห็นหนังงูเหล็กบึงดำบนหลังคารถจี๊ป
“นี่มัน…” เขาถึงกับตาถลน “ฝีมือพวกคุณเหรอ?”
ตอนที่รถจี๊ปมาถึงเมื่อวานนี้ เนื่องจากเมฆครึ้ม ฟ้าก็มืดแล้ว พวกเขาก็เลยมองไม่ชัดว่ามีของอะไรผูกไว้บนหลังคารถ คิดว่าเป็นเต็นท์สีดำ
ยามเมืองทั้งหลายมองตามสายตาของเถียนเอ้อร์เหอไปเห็นหนังงู ต่างรู้สึกถึงแรงกดดันอันหนักหน่วงกดทับลงมา
“งูเหล็กบึงดำ…” มีคนพึมพำชื่อที่เป็นฝันร้ายนี้ออกมา
เจี่ยงไป๋เหมียนหัวเราะคิกคัก
“เจ้าหมอนี่ตัวโตไปหน่อย พวกเราก็เลยแค่ถลกหนังมันน่ะ”
ชาวเมืองคูน้ำล้วนใบ้สนิทไปครู่ใหญ่ เลยทำให้เจี่ยงไป๋เหมียนรู้สึกกระอักกระอ่วนเล็กน้อย
ในตอนนี้เธอไม่มีอะไรให้ทำ เธอมองไปที่เมืองที่เริ่มคึกคัก แล้วถามขึ้นอย่างลังเล
“เจ้าเมือง พวกเราไปเดินๆ ดูอะไรๆ แถวนี้ได้ไหม?”
“ได้สิ อยากไปไหนล่ะ ฉันพาไปดีไหม?” เถียนเอ้อร์เหอขยับหมวกขนสัตว์บนศีรษะ “ไม่ก็ไปดูห้องเรียนกันไหม? เห็นพวกคุณสนใจชั้นเรียนอยู่ไม่ใช่เหรอ?”
ภายใต้แสงยามเช้าอันเจิดจ้า ริ้วรอยบนใบหน้าเขาเห็นเด่นชัดมากขึ้น
“ดีสิ” เจี่ยงไป๋เหมียนหันไปพูดกับซางเจี้ยนเย่า “นายตามมา ส่วนหลงเยว่หงนายไปช่วยไป๋เฉินดูรอบๆ”
ซางเจี้ยนเย่าไม่ปฏิเสธ เขาเดินตามเจี่ยงไป๋เหมียนและเถียนเอ้อร์เหอไปยังอาคารสามหลังที่เรียงเป็นรูปสามเหลี่ยม
ระหว่างทางที่พวกเขาเดินผ่านอาคารบ้านเรือนซึ่งสร้างอย่างระเกะระกะ มองเห็นมีรูแตกบนผนังที่ถูกอุดไว้ด้วยไม้หรือไม่ก็หญ้าแห้ง มองเห็นชาวเมืองบางคนดื่มน้ำเย็นแล้วก็รีบไปทุ่งนาด้านหลังเมือง เห็นเต็นท์ที่เปียกโชกจากสายฝนเมื่อคืนและเหมือนจะมีน้ำรั่ว เห็นคนที่ซีดเหลืองผอมแห้งในชุดเก่าปุปะวิ่งไปทางโน้นทางนี้
พอเดินเลยผ่านไปแล้วก็มาถึงจัตุรัสลานเมืองที่ลาดซีเมนต์ เสาธงยังคงอยู่แต่ไม่มีผืนธงแล้ว
ซางเจี้ยนเย่ากับเจี่ยงไป๋เหมียนเดินตามเถียนเอ้อร์เหอต่อไป เดินอ้อมอาคารด้านหน้าสุดไปยังอาคารทางซ้ายมือแล้วขึ้นไปชั้นสาม
ด้านหนึ่งเป็นทางเดินที่มีราวกั้น ส่วนอีกด้านเป็นห้องเล็กๆ ที่มีแสงสว่างเพียงพอ การระบายอากาศก็ดีมาก
เดินไปไม่กี่ก้าวเถียนเอ้อร์เหอก็พาทั้งคู่มาหยุดยืนอยู่หน้าห้องหนึ่งที่มีขนาดใหญ่พอสมควร
มองผ่านหน้าต่างที่สว่างและใสสะอาด ซางเจี้ยนเย่ากับเจี่ยงไป๋เหมียนมองเห็นโต๊ะเก้าอี้ยี่สิบกว่าชุด มีทางเดินเล็กๆ กับช่องว่างแคบๆ
ในตอนนี้ เด็กอายุไม่ถึงสิบขวบยี่สิบกว่าคนสวมเสื้อสารพัดแบบ ทั้งขาดๆ และสกปรก นั่งบนเก้าอี้หลังโต๊ะมองไปยังแท่นบรรยายตั้งใจฟังครูสอน
เด็กๆ บางคนก็ตัวสั่นเพราะยังไม่ชินกับอากาศเย็นในตอนเช้า บางคนก็สะพายน้องตัวเล็กๆ ไว้ที่หน้าอกแล้วกล่อมเป็นพักๆ
เด็กๆ มีทั้งชายและหญิง มองดูไม่เหมือนกันเลย แต่ทุกคนนั้นต่างนั่งตัวตรงหลังตรง
ซางเจี้ยนเย่ามองไปแล้วเห็นตารางเรียนที่เขียนไว้บนผนัง
“ออกกำลังกายตอนเช้า… ความรู้เบื้องต้น… ภาษา… คณิตศาสตร์… ประวัติศาสตร์…”
“นี่คือนักเรียนมัธยม” เถียนเอ้อร์เหอแนะนำด้วยเสียงเบาๆ ราวกับว่าไม่ต้องการรบกวนเด็กๆ ที่อยู่ข้างใน
เจี่ยงไป๋เหมียนมองดูด้านในอย่างตั้งใจอยู่สองสามวินาที ร้อง “อื้อ” ออกมาหนึ่งคำ
“พวกเราไปกันเถอะ อย่าไปกวนพวกเขาเลย”
หลังจากเดินตามเถียนเอ้อร์เหอเที่ยวชมเมืองคูน้ำแล้ว ทั้งคู่ก็กลับมาที่เพิงไม้ ซึ่งตอนนั้นไป๋เฉินก็ซ่อมรถเสร็จเรียบร้อยแล้ว
เนื่องจากเมืองคูน้ำมีอาหารไม่ค่อยเพียงพอและขาดแคลนเนื้อสัตว์ เจี่ยงไป๋เหมียนจึงไม่ได้พยายามทำการค้าอีก เธอพูดกับเถียนเอ้อร์เหอ
“เจ้าเมือง พวกเราจะไปกันแล้ว”
เถียนเอ้อร์เหอพยักหน้าเบาๆ
“หวังว่าจะได้พบกันอีก”
“ฮื่อ” เจี่ยงไป๋เหมียนพยักหน้าแล้วยิ้มให้
“ได้พบอยู่แล้ว” ไป๋เฉินตอบขึ้นในเวลาเดียวกัน
พวกเขารีบเก็บข้าวของแล้วขึ้นรถ ครั้งนี้เจี่ยงไป๋เหมียนเป็นคนขับ
รถจี๊ปแล่นอย่างช้าๆ ไปจนถึงประตูทางเข้าที่มีรั้วลวดหนาม ซางเจี้ยนเย่ากับหลงเยว่หงมองไปยังบริเวณที่มีอาคารบ้านเรือนตั้งระเกะระกะอีกครั้ง
ชาวเมืองนั้นออกไปทุ่งนาหรือไม่ก็ไปล่าสัตว์กันแล้ว เหลือเพียงแค่ไม่กี่คนที่อยู่บ้าน
นี่ทำให้สถานที่แห่งนี้ปรากฏร่องรอยของความเสื่อมโทรมผุพังขึ้นเรื่อยๆ
ท่ามกลางความเงียบงัน ซางเจี้ยนเย่าและคนอื่นๆ ก็พลันได้ยินเสียงที่อ่อนโยนของเด็กๆ ดังออกมาจากอาคารหลังที่อยู่ลึกสุด
“แสงจันทร์สาดส่องสู่หน้าเตียง
“พื้นดินปกคลุมด้วยหิมะ
“แหงนหน้ามองจันทร์กระจ่าง
“ก้มหน้าคิดคำนึงถึงบ้านเดิม”
[หมายเหตุ]
李白《静夜思》 เป็นบทกวีชื่อว่า “คำนึงในคืนสงัด” ของกวีเอก “หลี่ไป๋” ซึ่งเป็นกวีที่มีชื่อเสียงโด่งดังในราชวงศ์ถัง
Comments for chapter "32. ทบทวน"
MANGA DISCUSSION
Madara Info
Madara stands as a beacon for those desiring to craft a captivating online comic and manga reading platform on WordPress
For custom work request, please send email to wpstylish(at)gmail(dot)com