35. ความตายอันน่าสะพรึง
35. ความตายอันน่าสะพรึง
ซางเจี้ยนเย่ากับหลงเยว่หงไม่ได้แสดงปฏิกิริยาอะไรในทันที จนกระทั่งทั้งสองคนบนจักรยานมองเห็นพวกเขา
แคร้ง! แคร้ง!
ทั้งสองคนที่ถืออาวุธรีบทิ้งจักรยานแล้วตะลีตะลานซ่อนตัวอยู่หลังที่กำบังใกล้ๆ
พอเห็นแบบนี้ ซางเจี้ยนเย่ากับหลงเยว่หงถึงรู้สึกตัว ไม่ได้ยกปืนไรเฟิลค้างไว้อย่างระวังตัวอีกต่อไป แต่รีบพุ่งไปด้านข้าง ใช้เสาสองต้นที่ทางเข้าโรงพยาบาลเป็นที่กำบัง
เป็นฉากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเงียบๆ มีเพียงเสียงนกร้องดังมาจากที่ไกล
พอเห็นหลงเยว่หงกำลังจะยกวิทยุสื่อสารขึ้นมา ซางเจี้ยนเย่าจึงร้องตะโกนขึ้น
“เราไม่มีเจตนาร้าย!”
เงียบไปชั่วขณะ ก็มีเสียงที่แหบเล็กน้อยราวกับมีเสมหะดังมาจากอีกด้านหนึ่ง
“เราก็เหมือนกัน!”
ซางเจี้ยนเย่ารีบตอบกลับ
“มาแลกเปลี่ยนข้อมูลกันเถอะ!”
อีกไม่กี่วินาทีก็พวกเขาก็ตะโกนกลับมา
“คุยกันแบบนี้ไม่ค่อยสะดวกน่ะ!”
“งั้นพวกเราเข้าไปใกล้ๆ นะ!” ซางเจี้ยนเย่าเสนอไปด้วยเสียงอันดังโดยไม่ต้องคิด
ทั้งสองคนนั้นสื่อสารกันผ่านที่กำบังด้วยเสียงต่ำ แต่เนื่องจากระยะทางที่ห่างทำให้ทั้งซางเจี้ยนเย่าและหลงเยว่หงไม่ได้ยินเนื้อหาที่พวกเขาคุยกัน
ไม่ถึงนาทีอีกฝ่ายก็ตอบกลับมา
“ได้!”
ซางเจี้ยนเย่าหันไปพูดกับหลงเยว่หง
“ฉันก่อน นายทีหลัง คอยสนับสนุนและคุ้มกัน”
“ฮื่อ” หลงเยว่หงคลายมือขวาจากด้ามปืนและทำท่าทางว่าไม่มีปัญหา
ซางเจี้ยนเย่าไม่ได้เกลี้ยกล่อมให้อีกฝ่ายออกจากที่ซ่อน เขาถือปืนไรเฟิลแล้วก้าวเดินออกจากหลังเสาทีละก้าว กล้ามเนื้อหดเกร็ง
ระหว่างนี้ก็ระมัดระวังอย่างมาก เตรียมพร้อมพุ่งม้วนตัวตลอดเวลา
เมื่อเห็นความจริงใจของเขา ฝ่ายตรงข้ามก็ปรากฏตัวออกมาด้วยท่าทีระมัดระวังเช่นกัน
บุคคลผู้นี้อายุสามสิบปี สูงราว 170 เซนติเมตร สวมเสื้อแจ็คเก็ตยาวสีน้ำเงินแก่ที่สกปรกยับย่นและมีรอยปะสามสี่แห่ง หน้าผากที่เถิกสูงขึ้นไปเป็นจนแทบจะเรียกได้ว่าศีรษะล้าน
เส้นผมสีบรอนซ์ ดวงตาสีน้ำเงินอ่อน รูปหน้าเป็นสันชัดเจน แตกต่างไปจากซางเจี้ยนเย่า หลงเยว่หง และคนอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด เพียงแค่มองครั้งแรกก็ดูออกว่าเขามีเชื้อสายของชาวแม่น้ำแดง
อาจเป็นเพราะอาศัยอยู่ในแดนร้างมานานปี ผิวหนังจึงแห้งแตกกระด้าง เล็บมือเป็นสีดำ
เขาจับด้ามปืนไว้แน่น กระชับระยะห่างระหว่างตัวเองกับซางเจี้ยนเย่าทีละเมตร
เมื่อเข้ามาอยู่ในระยะที่พูดคุยกันได้สะดวก หลงเยว่หงกับอีกคนที่เหลือก็ออกมาจากที่กำบังเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้กับสหาย
“จะให้เรียกคุณว่าอะไร?” เช่นเดียวกับก่อนหน้านี้ ชายศีรษะล้านใช้ภาษาแดนธุลีที่เป็นภาษาแม่ของซางเจี้ยนเย่าแทนที่จะเป็นภาษาแม่น้ำแดง
ระหว่างที่พูดก็ยังคงตื่นตัว ไม่ได้ผ่อนคลายเลยสักนิด
“ซางเจี้ยนเย่า” ซางเจี้ยนเย่าตอบอย่างใจเย็น “นักล่าทางการ แล้วคุณล่ะ?”
หลงเยว่หงที่กำลังจะตอบก็พลันโล่งอก ตอนแรกเขากลัวว่าซางเจี้ยนเย่าจะ “อาการกำเริบ” ขึ้นมา เพราะว่าต่างฝ่ายต่างก็ไม่ได้คุ้นเคยกัน ไม่ใช่ทุกคนจะชื่นชมหรืออดทนกับ “อารมณ์ขัน” ของเขาได้
ชายหัวล้านคิดอยู่อึดใจก่อนจะตอบ
“แฮร์ริส บราวน์ นักล่าระดับกลาง”
เขาไม่ได้แสดงตรานักล่าหรือขอดูตราของซางเจี้ยนเย่าเพราะว่าตอนนี้พวกเขาอยู่ในซากปรัก ถ้าไม่มีอุปกรณ์พิเศษสำหรับอ่านข้อมูลในชิปก็ไม่มีทางที่จะตรวจสอบได้ว่าเป็นเจ้าของป้ายตราตัวจริงหรือระดับชั้นได้
ในแดนร้างนั้นมีคนไม่น้อยที่มักเคลมตัวเองว่าเป็นนักล่า ไม่ก็ยึดป้ายตรามาจากศพของศัตรู การมีป้ายตราจึงไม่ได้มีความหมายอะไร
เทคนิคการแกะสลักชื่อไว้บนตรานั้นก็เก่าเกินไปและเลียนแบบได้ง่ายมาก และที่สำคัญที่สุดก็คือผู้ที่ถือป้ายตราอาจจะบอกชื่อบนป้ายตราแทนที่จะเป็นชื่อตัวเองก็ได้
การสนทนาระหว่างแฮร์ริส บราวน์กับซางเจี้ยนเย่านั้นจึงเหมือนกับการ “ทักทาย” เพื่อสร้างบรรยากาศให้ใกล้ชิดกันมากขึ้น
ซางเจี้ยนเย่ามองไปยังเพื่อนของแฮร์ริส บราวน์ จึงเพิ่งเห็นว่าเธอเป็นหญิงสาว สูงกว่า 160 เซนติเมตร ใบหน้าค่อนข้างธรรมดา
เส้นผมปรกไหล่อย่างเป็นธรรมชาติ สวมหมวกเบเร่ต์สีครีมที่ดูสะอาดสะอ้าน
“พวกคุณเหมือนจะไม่ได้อะไรติดไม้ติดมือมาสินะ?” ซางเจี้ยนเย่าหันกลับมาทางแฮร์ริส บราวน์
แฮร์ริส บราวน์ตอบโดยไม่มีรอยยิ้ม
“ฉันเพิ่งเข้าไปไม่นาน ไม่ได้อะไรกลับมาก็เป็นเรื่องธรรมดาแหละ
“ในซากปรักแบบนี้ถ้าไม่มีอุปกรณ์ที่เหมาะสมก็ยากจะเก็บอะไรได้
“พวกคุณมานี่ครั้งแรกเหรอ?”
“ใช่” ซางเจี้ยนเย่าตอบก่อนจะถามกลับ “พวกคุณได้รับภารกิจหาคนผมดำตาสีทองหรือเปล่า?”
แฮร์ริส บราวน์พยักหน้าเล็กน้อย
“แนะนำคุณเรื่องนึงนะ แต่มีราคาด้วย
“เลิกล้มภารกิจนี้เถอะ ช่วงนี้ทางเหนือของสถานีเยว่หลู่ไม่ค่อยสงบ”
“เกี่ยวข้องกับความผิดปกติในส่วนลึกของหนองน้ำใช่ไหม? เมื่อคืนพวกคุณก็ได้ยินเสียงหอนสินะ?” ซางเจี้ยนเย่าถาม
สีหน้าของแฮร์ริส บราวน์ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม
“ใช่ ตอนนั้นพวกเราอยู่ทางเหนือของสถานีเยว่หลู่ พอฟ้าสางเราก็มุ่งหน้าไปต่อจนพบกับศพหลายศพ คนพวกนั้นเพิ่งตายก่อนหน้านั้นเพียงไม่กี่ชั่วโมง
“ที่ศพไม่มีบาดแผลร้ายแรง แต่ใบหน้ากลับบิดเบี้ยว บ้างก็เจ็บปวด บ้างก็หวาดกลัว บางคนเหมือนจะยิ้ม แต่เป็นรอยยิ้มที่สยดสยองมาก”
หลงเยว่หงได้ยินแล้วรู้สึกขนลุกเกรียวและหนังศีรษะชา แต่ความรู้สึกนี้ก็มลายหายไปอย่างรวดเร็วเมื่อได้ยินคำถามจากซางเจี้ยนเย่า
“ไม่มีบาดแผลร้ายแรง… แล้วเสื้อผ้าล่ะ? ยังสวมเสื้อผ้ากันอยู่ไหม?”
คำถามบ้าอะไรของนายฟระ… หลงเยว่หงสบถด่าซางเจี้ยนเย่าในใจ
สีหน้าของแฮร์ริส บราวน์แข็งทื่อเล็กน้อย
“ไม่มี
“มีคนเจอศพพวกนี้ก่อนเรา และลอกคราบไปหมดแล้ว”
“สมเป็นมืออาชีพ” ซางเจี้ยนเย่าเอ่ยชมจนทำให้แฮร์ริส บราวน์ถึงกับไปต่อไม่ถูก
แฮร์ริส บราวน์สูดหายใจเงียบๆ ก่อนพูดต่อ
“เฮ้อ พวกเขาแทบจะไม่เหลือขนซักเส้น ไม่งั้นล่ะก็ฉันคงได้เส้นผมเอามาทำวิกแล้ว สรุปก็คือพอเห็นศพพวกนั้น พวกเราก็เลยเลิกภารกิจแล้วรีบชิ่งกันมา ไม่กล้าหยุดพักเลย เพิ่งมาถึงได้ซักชั่วโมงนึงนี่แหละ”
“ไวมากเลยนะ” ซางเจี้ยนเย่าแสดงความคิดเห็น
แฮร์ริส บราวน์ไม่ได้หันมา
“เราปั่นจักรยานกันน่ะ ใช้เส้นทางเล็กๆ ในหนองน้ำ แต่รถใหญ่กับมอเตอร์ไซค์วิ่งไม่ได้หรอก ต้องอ้อมไปเท่านั้น”
ซางเจี้ยนเย่าพยักหน้าเล็กน้อย
“คำถามสุดท้าย
“แถวนี้นอกจากพวกคุณแล้ว ยังมีพวกนักล่ากลุ่มอื่นหรือมีพวกเร่ร่อนแดนร้างไหม?”
“ก็พอมีสองสามกลุ่ม แต่ดูจากอุปกรณ์พวกคุณแล้ว ถ้าไม่ไปยุ่งกับเขาก่อน พวกนั้นก็คงไม่กล้ามาหาเรื่องหรอก” ภายใต้แสงอาทิตย์ ศีรษะของแฮร์ริส บราวน์สะท้อนแสงเป็นประกาย
ซางเจี้ยนเย่าครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนถามต่อ
“แล้วถ้าเราไม่มีอาวุธพวกนี้ล่ะ?”
ใบหน้าแฮร์ริส บราวน์เหยเกทันที
“บนแดนธุลี ความอ่อนแอเป็นบาป”
สายตาเขาดุร้ายขึ้นเล็กน้อยเผยความเกลียดชังที่ไม่อาจปกปิด
ก่อนที่ซางเจี้ยนเย่าจะถามอะไรต่อ เขาก็ปรับสีหน้าเป็นปกติ
“ตาฉันถามบ้าง
“นี่เป็นราคาสำหรับคำแนะนำที่ให้พวกคุณไป”
ที่จริงเขาก็ไม่ได้กลัวว่าซางเจี้ยนเย่าจะไม่ตอบตามตรงหรือกลับคำ อย่างไรเสียข้อมูลพวกนี้ที่แนะนำไปก็ไม่ได้มีราคาค่างวดอะไรนักเพราะว่ามีพวกนักล่าซากอารยะหลายคนที่ถอนตัวจากภารกิจหลังจากพบความผิดปกติ
นอกจากนั้นแล้วเหตุการณ์ก็ผ่านมากว่าหนึ่งวันแล้ว ต้องใช้เวลาอย่างน้อยก็หนึ่งวันเต็มเพื่อจะไปทางเหนือของสถานีเยว่หลู่ ด้วยความเร็วระดับนี้ต่อให้แฮร์ริสไม่ได้แนะนำอะไรไปแล้วปล่อยสองคนเบื้องหน้านี้เดินทางไป พวกเขาก็ไปไม่ทันเวลาอยู่ดี
“จ่ายเป็นอย่างอื่นแทนได้ไหม?” ซางเจี้ยนเย่าปล่อยมือซ้ายที่จับแม็กกาซีนปืนไรเฟิลจู่โจม แล้วล้วงไปในกระเป๋า
“ขอดูก่อน” แฮร์ริส บราวน์กับเพื่อนเพิ่มความระวังขึ้นทันที กลัวว่าซางเจี้ยนเย่าจะล้วงของอันตรายออกมา
ซางเจี้ยนเย่าหยิบถุงบิสกิตอัดสองถุงเล็กออกมาแสดงให้ดู
นี่น่าจะเป็นส่วนของอาหารเที่ยงสำหรับสำรวจซากปรักโรงงานของเขา
“…เยี่ยมมาก คุณมีน้ำใจมาก” แฮร์ริส บราวน์คาดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะยอมจ่ายเป็นอาหาร
บิสกิตนี่เกือบจะพออิ่มได้ทั้งมื้อเลย
ซางเจี้ยนเย่าโยนบิสกิตอัดสองถุงออกไป
แฮร์ริส บราวน์กับเพื่อนไม่ได้รับไว้ ปล่อยให้บิสกิตอัดทั้งสองถุงร่วงลงกับพื้น
เพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะถือโอกาสยิงตอนเอื้อมมือออกไปรับ
“ไว้คุยกันใหม่นะ” ซางเจี้ยนเย่ายิ้มราวกับกำลังร่ำลาเพื่อนสนิท
เขากับหลงเยว่หงเดินกลับไปที่ทางเข้าซากปรักโรงงานเหล็ก พวกเขาเองก็ไม่ได้ลดการระวังแฮร์ริส บราวน์กับเพื่อน
อีกฝ่ายก็เช่นเดียวกัน
เมื่อระยะห่างระหว่างทั้งสองฝ่ายไกลกันจนแม้แต่นักแม่นปืนก็ยากจะยิงถูก แฮร์ริส บราวน์ให้เพื่อนไปเก็บถุงบิสกิตอัด แล้วก็ถีบจักรยานจากไป
พอเห็นทั้งสองปั่นจักรยานออกจากซากปรักไปแล้ว ซางเจี้ยนเย่ากับหลงเยว่หงที่ยืนบนลานโล่งก็มองไปรอบๆ นอกประตูด้วยปืนไรเฟิล
“ด้านนอกนั่นน่าจะเป็นเขตพักอาศัย จะสำรวจแถวนี้หรือเข้าไปข้างในก่อนดี?” หลงเยว่หงถามด้วยความลังเล
ซางเจี้ยนเย่าไม่ได้มองอาคาร “สีเขียว” ที่พังถล่มหรือทรุดโทรมทั้งสองฝั่งของลาน เขาชี้ไปที่ประตู
“ไปข้างในกันก่อน จะได้ดูโครงสร้างพื้นฐาน”
“ได้” หลงเยว่หงไม่คัดค้าน
ทั้งคู่เดินผ่านประตูเหล็กสีดำที่กว้างใหญ่ขนาดยานพาหนะแล่นเคียงข้างกันได้หลายคัน
“ดูเหมือนพวกนักล่าเองก็มีขีดจำกัด ประตูนี้เลยยังไม่โดนขนไป” หลงเยว่หงมองกลับไปดูแล้วถอนใจ
ซางเจี้ยนเย่ามองตาม
“คงเพราะไม่คุ้มค่าน่ะ”
พวกเขาไม่ได้พูดอะไรกันอีก เดินบนถนนกว้างที่ชำรุดเป็นหลุมบ่อเข้าไปในโรงงานเหล็ก
ด้านขวาเป็นห้องขนาดใหญ่ที่เป็นแบ่งสัดส่วนเรียงกันเป็นแถว ทั้งกว้างทั้งสูงมาก มีเพียงแค่เสากั้นแบ่งตรงกลางระหว่างห้อง ต่างจากห้องของแผนกผู้ป่วยนอกที่มีผนังกั้นแบ่งเป็นห้องเล็กๆ
บางห้องก็ไม่มีผนังด้านซ้ายขวา แต่มีร่องที่พื้นให้คนลงไปยืนหรือนอนได้
“ที่นี่ไว้ทำอะไรกันนะ?” หลงเยว่หงสงสัย
ซางเจี้ยนเย่าสั่นศีรษะ
“ไม่รู้สิ แต่ว่านายไม่คิดเหรอว่าถ้าไปยืนในร่องข้างล่าง จะทำให้ซ่อมช่วงล่างของรถได้ง่ายขึ้นน่ะ?”
“ที่นี่เอาไว้สำหรับซ่อมรถเหรอ? งั้นห้องว่างข้างๆ ก็เป็นอู่จอดรถน่ะสิ?” หลงเยว่หงนึกขึ้นมาได้ “อีกเดี๋ยวอย่าลืมเขียนกำกับไว้ละกัน”
ด้านซ้ายของถนนเป็นบ่อน้ำเน่า กอไม้ อาคารหลังเล็กๆ ที่ปกคลุมด้วยสีเขียวจนหนาทึบ
ซางเจี้ยนเย่ากับหลงเยว่หงเลิกสนใจแถวนี้ชั่วคราวแล้วเดินลึกเข้าไปในเขตโรงงาน
ไม่นานก็เข้าใกล้ “ปล่องไฟ” ที่สูงตระหง่าน รอบข้างเป็นโครงเหล็กและอาคารที่สร้างไว้หยาบๆ
ท่อโลหะสีดำขนาดใหญ่ราวกับมังกรทอดตัวลาดลงมาจาก “ปล่องไฟ” แยกไปตามทิศทางต่างๆ โดยไม่ได้ทำมุมชันมากนัก
ท่อเหล่านี้ไม่ได้ถูกปิดไว้ เหมือนว่าจะถูกผ่าเหลือครึ่งหนึ่ง
ซางเจี้ยนเย่ากับหลงเยว่หงเดินเข้าไปในพื้นที่ เดินขึ้นๆ ลงๆ ตามถนนผ่านป่ากองเหล็กขึ้นสนิม
ไม่นานก็เห็นรั้วที่ยังสร้างไม่เสร็จอยู่ตรงสุดถนน นอกรั้วเป็นบ่อที่เต็มไปด้วยน้ำฝน ไม่รู้ว่าเอาไว้ทำอะไร
พื้นที่บริเวณนี้มีหลังคาด้านบน แสงแดดส่องเข้ามาได้เพียงเล็กน้อย ทำให้ภายในค่อนข้างมืดสลัว
นอกจากนั้นแล้วยังเงียบสงัดมาก ไม่มีเสียงอะไรเลย หลงเยว่หงหัวใจเต้นระรัวขณะที่เดินไป
เขาอดพูดไม่ได้
“ไหนว่ามีพวกนักล่ากลุ่มอื่นอยู่แถวนี้ไง ไม่เห็นเจอซักคน?”
ซางเจี้ยนเย่าเหลือบมองเขา
“พูดแบบนี้ในเวลาแบบนี้เหมือนจะไม่ค่อยเป็นมงคลเท่าไหร่นะ”
พูดขาดคำก็มีเสียงดังขึ้นจากด้านบน
เงาดำร่วงหล่นมาอย่างรวดเร็ว หลังจากกระแทกกับโครงเหล็กและส่วนของอาคารที่ยื่นออกมาอยู่สองสามครั้ง ร่างนั้นก็กระแทกพื้นอย่างแรง หล่นลงมาไม่ไกลจากเบื้องหน้าเขาเท่าไร
เป็นร่างของมนุษย์ ร่างกายเสียหายยับเยิน เลือดไหลนองอย่างรวดเร็ว
เสียงกระแทกยังคงก้องสะท้อนไปมาทั่วทั้งบริเวณ ยังไม่จางหายไป
ก่อนที่หลงเยว่หงและซางเจี้ยนเย่าจะทันได้ตอบสนองอะไรก็เห็นร่างหนึ่งเดินมาจากมุมถนนด้านหน้า
ร่างนี้สูงกว่าซางเจี้ยนเย่าเล็กน้อย ตลอดทั้งร่างเป็นโลหะสีดำ มือซ้ายถือเครื่องยิงระเบิด มือขวาถือปืนพ่นไฟและรูยิงแสงเลเซอร์
“เขา” สวมชุดหลวงจีนสีเหลืองขาดรุ่งริ่ง ห่มด้วยจีวรผืนใหญ่สีแดง มีดวงตาสีแดงเรืองแสงคู่หนึ่งบนใบหน้า
Comments for chapter "35. ความตายอันน่าสะพรึง"
MANGA DISCUSSION
Madara Info
Madara stands as a beacon for those desiring to craft a captivating online comic and manga reading platform on WordPress
For custom work request, please send email to wpstylish(at)gmail(dot)com