36. หลวงจีน
36. หลวงจีน
เมื่อเห็น “หุ่นจักรกล” ที่สูงใหญ่และแปลกประหลาดเช่นนี้ ซางเจี้ยนเย่ากับหลงเยว่หงก็พากันใจเต้นระส่ำ ทุกรูขุมขนล้วนหดเกร็ง ขนแขนสแตนด์อัพ ขนหัวลุกจนชาวาบ
ช่วงเวลานี้ ในหัวพวกเขามีเพียงชื่อเดียวเท่านั้น
หลวงจีนจากชุมนุมหลวงจีน!
นี่คือสิ่งมีชีวิตที่อันตรายที่สุดในแดนธุลี และพวกเขายังมีอีกชื่อหนึ่งว่า
“นิรันดร์กาล!”
หนังสือเรียนใน “ผานกู่ชีวภาพ” กล่าวไว้ว่า ก่อนที่โลกเก่าจะล่มสลายลงนั้นมนุษย์มีความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในบางด้าน ในบรรดาเทคโนโลยีเหล่านั้น สิ่งที่โดดเด่นและได้รับความชื่นชมที่สุดก็คือ “ย้ายจิต – เคลื่อนย้ายจิตสำนึก”
เทคโนโลยีนี้ก็การโอนถ่ายจิตสำนึกสติสัมปชัญญะของมนุษย์ไปยังชิปหุ่นชีวจักรกลที่ออกแบบมาเป็นพิเศษผ่านอุปกรณ์เฉพาะ ซึ่งจะทำให้สามารถทลายข้อจำกัดของร่างกายที่เปราะบาง จะไม่ชราภาพ ไม่มีโรคาพยาธิ ไม่หิวกระหาย ไม่ต้องสิ้นอายุขัยเพราะกาลเวลาอีกต่อไป ทั้งหมดที่ต้องทำก็เพียงแค่คอยบำรุงรักษาหรือเปลี่ยนร่างพาหะตามระยะเวลา เพื่อให้ยังคงเป็นอมตะในระดับจิตสำนึกไปตลอดกาล
อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ก่อนที่โลกเก่าจะถูกทำลายล้างโดยสิ้นเชิง เทคโนโลยีนี้ยังคงมีข้อบกพร่องมากมาย จึงไม่เคยมีการใช้งานอย่างเป็นทางการ เพียงอยู่แค่ในพื้นที่ทดลองทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น
เมื่อโลกเก่าถูกทำลายลง กลียุคเกิดทั่วทุกแห่งหน จู่ๆ กลุ่มหุ่นจักรกลที่เรียกตัวเองว่า “นิรันดร์กาล” ก็พลันปรากฏตัวขึ้นมา
พวกเขาใช้จินตภาพและวิธีการคิดที่สอดคล้องกับมนุษย์ รวมทั้งหลักฐานชัดเจนอื่นๆ เพื่อทำให้คนที่เหลือรอดชีวิตเหล่านั้นเชื่อว่าพวกเขาเป็นมนุษย์จริง และเชื่อว่าจิตสำนึกสามารถดำรงอยู่ชั่วนิจนิรันดร์
แต่ทว่า “นิรันดร์กาล” กล่าวว่าเทคโนโลยีการ “ย้ายจิต” นั้นได้สูญหายไปพร้อมกับมหันตภัย ในปัจจุบันจึงมีอุปกรณ์เหลือให้ใช้งานได้เพียงไม่กี่ชิ้น และมีโรงงานเพียงแห่งเดียวเท่านั้นที่สามารถผลิต “ชิปชีวจักรกล” และหุ่นจักรกลเพื่อย้ายจิตสำนึกสติสัมปชัญญะของมนุษย์ แต่ไม่สามารถทำวิศวกรรมย้อนกลับของกระบวนการผลิตเพื่อสร้างโรงงานเพิ่มได้ พวกเขารู้เพียงแค่วิธีการใช้งาน และสร้าง “นิรันดร์กาล” ได้ตามขีดจำกัดของการผลิตเท่านั้น
ดังนั้นเป้าหมายของเส้นทางสายนี้ก็คือรวบรวมมนุษยชาติเพื่อทำวิศกรรมย้อนกลับของเครื่องผลิต จะได้สร้างเทคโนโลยีนี้ให้กลับคืนมา เพื่อให้ทุกคนสามารถได้รับชีวิตนิรันดร์ สิ้นสุดยุคมืด เข้าสู่โลกใหม่
ซางเจี้ยนเย่ากับหลงเยว่หงต่างก็ไม่รู้ว่ามันมีพัฒนาการไปถึงขั้นไหนแล้ว รู้เพียงเท่าที่ในหนังสือเรียนบันทึกไว้เท่านั้น
“เมื่อกาลเวลาผ่านล่วงไป ‘นิรันดร์กาล’ จะเผยให้เห็นปัญหามากขึ้น ไม่ใช่เพราะพวกเขามีเจตนาร้าย แต่เป็นเพราะเทคโนโลยีนี้ยังห่างไกลจากความสมบูรณ์
“ปัญหาที่ชัดเจนที่สุดในหมู่พวกเขาก็คือ เมื่อมนุษย์สูญเสียประสาทสัมผัสเนื่องจากไม่มีร่างกาย จะส่งผลให้สูญเสียแรงจูงใจที่ทำให้มนุษย์ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด
“มี ‘นิรันดร์กาล’ จำนวนไม่น้อยรู้สึกว่าชีวิตช่างน่าเบื่อและไร้ความหมาย ส่งผลให้เกิดปัญหาทางจิตขั้นรุนแรงมาก และกลายเป็นว่า ‘นิรันดร์กาล’ ที่คุ้มคลั่งนั้นกลายเป็นอันตรายระลอกใหม่ของมนุษยชาติที่เปราะบางอยู่แล้ว
“แม้ว่ายังมี ‘นิรันดร์กาล’ ที่ไม่ได้คุ้มคลั่ง แต่พวกเขาก็สับสนหลงทาง จึงแสวงหาการชี้แนะแนวทางจากซากศาสนสถานต่างๆ ที่หลงเหลือจากโลกเก่า
“ท้ายที่สุดพวกเขาได้ยึดถือศาสนาหนึ่งเป็นหลัก แล้วซึมซับแนวคิดจากศาสนาอื่นมาผสมผสานสร้างเป็นศาสนาใหม่ที่สอดคล้องกับหลักคำสอนของตน เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาสภาวะทางจิตของพวกเขาเอง แต่คำสอนเหล่านั้นผิดเพี้ยนไปจากต้นตำรับเดิมอย่างมาก
“พวกเขาเรียกตนเองว่าหลวงจีน และเรียกฐานลับที่ซ่อนอุปกรณ์ ‘ย้ายจิต’ ว่า ‘แดนวิสุทธิ์มายา’”
ร่างกายหุ่นจักรกลของหลวงจีนเหล่านี้ไม่หวั่นเกรงอาวุธเบา พวกเขามีพลังยิงที่รุนแรง ราวกับเป็นชุดเกราะเสริมแรงที่ติดตั้งระบบสมองกลเข้าไป เป็นสิ่งมีชีวิตสุดอันตรายที่มนุษย์ธรรมดาเพียงกลุ่มเล็กๆ ไม่สามารถรับมือได้ถึงแม้จะมีอาวุธหนักก็ตาม ต้องเป็นคนที่ได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดีจำนวนหลายสิบหรือหลายร้อยคนร่วมมือกัน ผสานกับกลยุทธที่เหมาะสม ถึงจะมีโอกาสจัดการกับหลวงจีนจักรกลหนึ่งคนได้
ก่อนหน้านี้ที่เจี่ยงไป๋เหมียนสรุปให้ฟังเรื่องประเภทของมนุษย์ที่จัดว่าเป็นอันตรายนั้น เธอไม่ได้พูดถึง “นิรันดร์กาล” เนื่องจากว่าบรรดากองกำลังขนาดใหญ่ต่างๆ และพวกคนเร่ร่อนแดนร้างนับให้หลวงจีนพวกนี้เป็นสิ่งมีชีวิตอีกจำพวกหนึ่งซึ่งแตกต่างจากตัวเองอย่างสิ้นเชิง
แน่นอนว่าหลวงจีนจากชุมนุมหลวงจีนนั้นไม่ได้มีแนวโน้มที่มุ่งร้ายทำลายมนุษย์ อันที่จริงออกจะเป็นมิตรด้วยซ้ำ
แต่ปัญหาก็คือ จิตสำนึกของมนุษย์นั้นไม่อาจเสกขึ้นมาจากความว่างเปล่าได้ หลวงจีนที่ไร้ความสามารถในการสืบพันธุ์สร้างทายาทเหล่านี้ เมื่อถูกทำลายลงหนึ่งคนก็เท่ากับว่าสูญหายไปหนึ่งคน
เพื่อรักษาจำนวน “ประชากร” รักษาจำนวนคณะธรรม หลวงจีนเหล่านี้จึงออกจาริกในแดนร้างเพื่อตามหา “ผู้ถูกลิขิต”
เมื่อค้นพบก็จะทำการ “เปลี่ยนผ่าน” เป้าหมายแล้วนำกลับไปยังแดนวิสุทธิ์มายา จัดการทำให้พวกเขาละทิ้งกายเนื้อ เคลื่อนย้ายจิตสำนึกไปยังชิปชีวจักรกลของหุ่นจักรกล
มีเพียง “ผู้ถูกลิขิต” จำนวนน้อยที่มิได้ต่อต้านขัดขืนเพราะมีความปรารถนาใน “ชีวิตนิรันดร” อยู่แล้ว แต่คนส่วนมากไม่กล้าลองเพราะข่าวลือเรื่องข้อบกพร่องของ “นิรันดร์กาล”
ทว่าหากถูกเลือกจากหลวงจีนแล้ว ไม่ว่าจะยินยอมพร้อมใจหรือไม่ นั่นไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาสามารถเลือกได้
เรื่องนี้ทำให้ชื่อเสียงของชุมนุมหลวงจีนตกต่ำลงอย่างรวดเร็วจนแทบจะเรียกได้ว่าชื่อเสียงเลวร้าย
ในขณะเดียวกัน อาจเป็นเพราะข้อบกพร่องของเทคโนโลยีเรื่อง “นิรันดร์กาล” จึงทำให้หลวงจีนจักรกลจำนวนมากล้วนมีปัญหาและเป็นปัญหาที่แตกต่างกันออกไป เมื่อพวกเขาถูกกระตุ้นโดยสถานการณ์บางอย่างหรือคำพูดบางประโยค ก็จะสูญเสียการควบคุมตนเองกลายเป็นคุ้มคลั่งทันที ต้องใช้เวลาเพื่อสงบจิต คล้ายกับการถูกกระตุ้นอาการป่วยทางจิต หรือความบกพร่องทางบุคลิกภาพ
สภาวะที่ไม่เสถียรนี้จึงทำให้มนุษย์ส่วนมากบนแดนธุลีมองหลวงจีนจักรกลเป็นสัตว์ดุร้าย
ด้วยเหตุผลเหล่านี้จึงทำให้ซางเจี้ยนเย่าและหลงเยว่หงมีปฏิกิริยารุนแรงเมื่อพบกับหลวงจีนจักรกลเบื้องหน้า
มีเพียงหลวงจีนจักรกลจากชุมนุมหลวงจีนเท่านั้นที่จะสวมชุดหลวงจีนและห่มจีวร หุ่นสมองกลทั่วไปไม่ได้มีความต้องการ และ “งานอดิเรก” เช่นนี้
หลงเยว่หงและซางเจี้ยนเย่ามีเหงื่อเย็นเยียบปรากฏบนหน้าผาก พวกเขาเล็งปากกระบอกปืนไรเฟิลจู่โจม “เบอร์เซอร์เกอร์” ไปยังหุ่นจักรกลสีดำห่มจีวรแดงทันที
ทั้งคู่ต่างก็รู้ดีว่าอาวุธในมือไม่อาจข่มขวัญอีกฝ่ายหนึ่งได้ และที่แตกต่างไปจากหัวหน้าโจรที่สวมเกราะเสริมแรงก็คืออีกฝ่ายนั้นไม่มีจุดอันตรายให้เล็งยิงเลย
การเผชิญหน้ากับหลวงจีนจักรกลในขณะนี้ ในด้านอุปกรณ์แล้วพูดได้ว่าไม่มีโอกาสชนะได้เลย แต่เหตุที่เล็งปืนไปนั้นเป็นเพราะปฏิกิริยาตอบสนองโดยอัตโนมัติ
ในตอนนี้พวกเขาได้แต่สวดภาวนาอยู่ในใจ หวังว่าตัวเองจะไม่ใช่ “ผู้ถูกลิขิต”
วินาทีถัดมา หุ่นจักรกลร่างสูง 190 เซนติเมตรสวมชุดหลวงจีนรุ่งริ่งห่มจีวรแดงหันใบหน้าสีดำที่เย็นชากวาดมองพวกเขาด้วยดวงตาสีแดงที่กะพริบเป็นระยะ
หลวงจีนจักรกลไม่ได้พูดอะไร เดินเข้าไปหาคนที่ตกลงมาเสียชีวิตอย่างเงียบๆ
เสียงที่เย็นชาไร้อารมณ์ดังขึ้น
“สรรพสัตว์ทุกข์ยาก ไยจึงลุ่มหลงไม่รู้ตื่น
“กลับแดนวิสุทธิ์กับอาตมา ละทิ้งกายสังขาร บรรลุโพธิญาณอันสูงสุด ประสกก็จะเข้าใจว่าสรรพสิ่งล้วนว่างเปล่า รู้แจ้งสู่นิรันดร”
เมื่อพูดจบหลวงจีนจักรกลก็ประนมมือแล้วสวดมนต์ด้วยเสียงต่ำ
“นโม อนุตตรสัมมาสัมโพธิ” [หมายเหตุจากผู้เขียน]
ซางเจี้ยนเย่ากับหลงเยว่หงต่างมองหน้ากัน เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายนั้นไม่ได้ใส่ใจพวกเขา ก็ค่อยๆ ขยับก้าวถอยออกไปอย่างเงียบๆ
ในตอนนั้นเอง หลวงจีนจักรกลห่มจีวรแดงซึ่งยังคงรักษาท่าทางไว้ไม่เปลี่ยนก็เปล่งเสียงเย็นชาไร้อารมณ์ขึ้นมาอีกครั้ง
“ประสกทั้งสองไฉนไม่รอสักครู่?
“แม้ว่าประสกจะไร้บุญสัมพันธ์ต่อพุทธะ มิใช่ผู้ถูกลิขิต แต่สรรพสัตว์ล้วนมีพุทธจิต การฟังพระสูตรมิใช่เรื่องร้าย”
เมื่อได้ยินคำว่า “มิใช่ผู้ถูกลิขิต” ทั้งซางเจี้ยนเย่าและหลงเยว่หงต่างรู้สึกยินดีและถอนหายใจโล่งอก
แต่ในขณะเดียวกันก็หวาดกลัวความเกรี้ยวกราดของอีกฝ่าย จึงได้แต่ชะงักเท้าไว้เพียงเท่านั้น
เนื่องจากหลวงจีนนั้นไม่ได้มีเจตนาทำร้ายหรือเปลี่ยนผ่านพวกเขา เพียงแค่คิดอยากจะเทศน์เท่านั้น ก็ฟังๆ ไปเถอะ ดีกว่าต้องเสี่ยงชีวิต
เมื่อเห็นว่าซางเจี้ยนเย่ากับหลงเยว่หงหยุด หลวงจีนจักรกลก็มองศพบนพื้นแล้วพูดต่อ
“แม้ประสกยังลุ่มหลงไม่รู้ตื่น แต่องค์ตถาคตพุทธะโพธินั้นเปี่ยมเมตตาจิต มิอาจทนเห็นร่างสังขารของประสกถูกทอดทิ้งในแดนร้าง ไม่อาจหลุดพ้นสู่วิมุตติ
“อาตมาจะช่วยส่งวิญญาณของประสก หวังเพียงประสกสามารถละทิ้งกายสังขาร เกิดใหม่ในแดนวิสุทธิ์”
หลงเยว่หงกำลังเฝ้าดูอย่างเงียบๆ ทันใดนั้นเสียงของซางเจี้ยนเย่าก็ดังขึ้นข้างหู
“แล้วท่านตั้งใจจะส่งยังไง?”
หลวงจีนจักรกลยื่นมือขวาขึ้นมาเล็งไปยังซากศพ
จากนั้นก็ชูมือซ้ายขึ้น สวดภาวนาด้วยเสียงต่ำ
“นโม อนุตตรสัมมาสัมโพธิ มหาเมตตา มหาการุญ ฉุดช่วยมวลเวไนย เพลิงวิสุทธิ์แผดเผาบ่วง…” [หมายเหตุจากผู้เขียน]
ขณะที่สวดภาวนา ฝ่ามือขวาของหลวงจีนจักรกลก็พ่นเปลวไฟสีขาวที่รุนแรงออกมา ทำให้ศพลุกไหม้ทันที
เปลวไฟนี้เหมือนจะเกาะติดกับผิวศพจนแยกไม่ออก
เมื่อจัดการเรื่องนี้เสร็จแล้ว หลวงจีนจักรกลห่มจีวรแดงก็หันกลับมาแล้วเดินตรงมายังซางเจี้ยนเย่ากับหลงเยว่หง
“ประสกทั้งสอง หลวงจีนยากไร้ผู้นี้มีนามทางธรรมว่า ‘จิ้งฝ่า’ เป็น ‘หลวงจีน’”
เมื่อเห็นว่าซางเจี้ยนเย่ากับหลงเยว่หงไม่ได้ตอบสนองอะไร เขาจึงนั่งขัดสมาธิลงบนพื้นทันที สะบัดผ้าคลุมอย่างนุ่มนวลแล้วพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาไร้อารมณ์
“นั่งลงเถิด”
ซางเจี้ยนเย่าลังเลอยู่ชั่วขณะก่อนจะเดินไปข้างหน้าสองสามก้าวแล้วนั่งลงบนพื้นด้วยท่านั่งที่สามารถกระโดดหนีได้สะดวกที่สุด
หลงเยว่หงช้ากว่าไม่กี่วินาที เดินไปตำแหน่งเดียวกันแล้วนั่งลง
ดวงตาสีแดงของหลวงจีนจักรกลจิ้งฝ่าที่เรียกตนเองว่า “หลวงจีน” สว่างวาบขึ้นในขณะที่ผงกศีรษะเล็กน้อย แล้วพูดขึ้น
“ไม่ทราบว่าประสกทั้งสองรู้อะไรเกี่ยวกับพระพุทธะโพธิตถาคตบ้าง?”
ซางเจี้ยนเย่าและหลงเยว่หงพร้อมใจกันส่ายหน้า
จิ้งฝ่าหลวงจีนจักรกลผู้นี้ไม่ได้โกรธ น้ำเสียงเย็นชาของเขาเคร่งขรึมอย่างยากอธิบาย
“พระพุทธะโพธิตถาคตคือหนึ่งในผู้ครองกาลทั้งสิบสามพระองค์ที่ปกครองกาลเวลาปกครองดูแลโลกใบนี้
“พระองค์เป็นผู้ปกครองเดือนหนึ่ง เป็นจุดเริ่มต้นของทุกสรรพสิ่ง เป็นต้นกำเนิดและศูนย์รวมแห่งจิตสำนึกสติสัมปชัญญะ”
[หมายเหตุ]
หลวงจีน ต้นฉบับใช้คำว่า “僧侣” เป็นคำใช้เรียกพระสงฆ์ แต่ถ้าใช้คำว่า “พระสงฆ์” ในเนื้อเรื่อง คนไทยอาจรู้สึกแปลกๆ จึงใช้คำว่า “หลวงจีน” ตามที่เราคุ้นเคยจากหนังจีน
ชุมนุมหลวงจีน 僧侣教团 คำนี้แปลตรงตัว ก็ประมาณว่า “คณะสงฆ์” แต่พอเรียกเป็น “คณะหลวงจีน” ก็รู้สึกแปลกๆ เหมือนเรียกพระจีนที่อยู่เป็นกลุ่มๆ มากกว่า เลยใช้คำว่า “ชุมนุม” แปลว่า กลุ่มของบุคคล จะตรงกับความหมายมากกว่า
นิรันดร์กาล ต้นฉบับใช้คำว่า “永生人” แปลว่า “คนที่มีชีวิตนิรันดร์”
เคลื่อนย้ายจิตสำนึก 意识上传 คำว่า “意识” แปลว่า จิตสำนึก หรือ สติสัมปชัญญะ คำว่า “上传” แปลว่า การอัปโหลด (เหมือนอัปโหลดไฟล์นั่นแหละ) หลังจากนี้จะใช้คำว่า “ย้ายจิต” เพื่อความกระชับ
ชิปชีวจักรกล 仿生芯片 ชิปไบโอนิก เป็นเทคโนโลยีการผสมผสานระหว่างร่างกายแบบชีวภาพเข้ากับชิ้นส่วนของแมคคานิกส์ (จักรกล) และอิเล็กทรอนิกส์ (ไฟฟ้า)
แดนวิสุทธิ์ คำว่า “净土” แปลว่า “ดินแดนอันบริสุทธิ์” ซึ่งในพุทธศาสนาฝ่ายมหายานหมายถึง “แดนสุขาวดีแห่งฟ้าประจิมอันเป็นที่พำนักของพระอมิตาภพุทธเจ้า” ถ้าเทียบในแบบไทยก็คือพระนิพพาน แต่นิพพานในแบบมหายานนั้นยังมีรูปลักษณ์ คล้ายกับสรวงสวรรค์เอเดนของทางศาสนาคริสต์
แดนวิสุทธิ์มายา 琉璃净土 คำว่า “琉璃” แปลว่า เครื่องเคลือบ เครื่องแก้ว เคลือบเงา ตอนนี้ก็เลยใช้คำว่า “แดนวิสุทธิ์มายา” แปลไปก่อน ที่ใช้คำว่า “มายา” เพราะสื่อถึงความหมายว่า เงาสะท้อนจากกระจกเป็นมายา เนื่องจากชุมนุมหลวงจีนเรียกฐานทัพลับของตัวเองว่าเป็นแดนวิสุทธ์ที่สะท้อน (จำลอง) มาจากแดนวิสุทธิ์ที่แท้จริง
ผู้ถูกลิขิต 有缘人 คำว่า “缘” หมายถึง วาสนา บุพเพสันนิวาส บุญสัมพันธ์ ถ้าแปลตามคำจีน ก็ประมาณว่า คนที่มีวาสนาสัมพันธ์ต่อกัน คนที่มีบุญสัมพันธ์ต่อกัน คนที่มีบุพเพสันนิวาสต่อกัน
เปลี่ยนผ่าน 渡化 คำว่า “渡” หมายถึงการข้าม เช่น ข้ามคลอง ข้ามแม่น้ำ ข้ามทะเล ข้ามทวีป คำว่า “化” หมายถึงการเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนสภาพ รวมคำแล้วความหมายคือ การข้ามเพื่อเปลี่ยนสภาพ
กายเนื้อ กายสังขาร เป็นคำศัพท์ทางศาสนาพุทธ ซึ่งจะเรียกร่างกายมนุษย์ว่าเป็น กายเนื้อ กายสังขาร กายหยาบ ควบคู่กับ จิตวิญญาณ หรือ กายวิญญาณ
นโม อนุตตรสัมมาสัมโพธิ 南无阿耨多罗三藐三菩提 เป็นคำสวดภาวนาของพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน
พุทธจิต 佛性 หมายถึงจิตแห่งพุทธะ ตามแนวคิดของพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน ได้กล่าวไว้ว่ามนุษย์และสัตว์ทั้งหลายล้วนมีจิตเช่นเดียวกับพุทธะ คือจิตแห่งผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานด้วยธรรม จึงสามารถบรรลุพุทธะได้เช่นเดียวกับพระพุทธองค์
พุทธะโพธิตถาคต 我佛菩提 “ตถาคต” (我) เป็นพระนามที่ใช้เรียกพระพุทธเจ้าพระนามหนึ่ง, “พุทธะ” (佛) คือ สภาวะพุทธะแห่งพระพุทธองค์ คือ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานด้วยธรรม, “โพธิ” (菩提) แปลว่า ความตรัสรู้ คำว่าโพธิ ยังขยายเป็น โพธิญาณ พระโพธิสัตว์ ตามคติของศาสนาพุทธฝ่ายมหายานนั้นมีพระโพธิสัตว์มากมาย ที่เราชาวไทยคุ้นหูคือ พระอวโลกเตศวรโพธิสัตว์ หรือ เจ้าแม่กวนอิมนั่นเอง คำว่า “佛菩提” ก็คือพระศากยมุนีพุทธเจ้า หรือก็คือพระพุทธเจ้าที่เรารู้จักกัน แต่จากเนื้อหาในนิยาย ผมใช้คำว่า “พุทธะโพธิ” เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงประเด็นครับ
[หมายเหตุจากผู้เขียน]
คัมภีร์ที่ชุมนุมหลวงจีนค้นพบนั้นล้วนเป็นชิ้นส่วนที่ไม่สมบูรณ์ ดังนั้นนามของพระพุทธเจ้าและคำสั่งสอนจึงผิดเพี้ยน และนำไปผสมผสานกับคำสอนของศาสนาอื่นจนมั่วไปหมด ใช่แล้ว นี่ก็เพื่อให้ต่างไปจากศาสนาจริงเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา
Comments for chapter "36. หลวงจีน"
MANGA DISCUSSION
Madara Info
Madara stands as a beacon for those desiring to craft a captivating online comic and manga reading platform on WordPress
For custom work request, please send email to wpstylish(at)gmail(dot)com