37. ความฝันหนึ่งตื่น
37. ความฝันหนึ่งตื่น
ซางเจี้ยนเย่ากับหลงเยว่หงถึงกับมึนเมื่อได้ยินถ้อยคำของหลวงจีนจักรกลจิ้งฝ่า
จิ้งฝ่าใช้ดวงตาสีแดงกะพริบจ้องมองพวกเขาสองวินาทีก่อนจะพูดกับหลงเยว่หง
“ประสกไม่รู้จักผู้ครองกาล”
พูดจบก็หันมามองซางเจี้ยนเย่าแล้วพูดโดยปราศจากอารมณ์ผันผวน
“ประสกรู้”
หา? หลงเยว่หงหันไปมองซางเจี้ยนเย่าด้วยความงุนงงแกมประหลาดใจ
นายกับฉันได้รับการศึกษาเหมือนกัน อาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบเดียวกัน ปกติก็แทบไม่ได้แยกจากกัน แล้วทำไมฉันถึงไม่เคยได้ยินคำว่าผู้ครองกาล แต่นายถึงได้รู้จักดีล่ะ?
ซางเจี้ยนเย่าคิ้วกระตุกเล็กน้อยก่อนจะตอบเรียบๆ
“เคยฟังมานิดหน่อย”
ใบหน้าโลหะสีดำของจิ้งฝ่ามีแสงสีแดงกะพริบอีกครั้ง
“สิ้นสุด เริ่มต้น สิ้นปี เริ่มปี…
“ประสกรู้มาจากผู้ศรัทธาแห่งตุลากรชะตา”
เมื่อสักครู่ซางเจี้ยนเย่ายังรู้สึกแปลกๆ อยู่บ้าง แต่ตอนนี้เขายืนยันได้แล้ว
หลวงจีนจักรกลเบื้องหน้าผู้นี้เสามารถได้ยินเสียงในใจของเขาได้บางส่วน!
หลงเยว่หงไม่อาจเข้าใจนามตุลากรชะตา แต่ก็รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ปกติ
จิ้งฝ่าไม่ได้พูดต่อ แต่อธิบายแบบง่ายๆ
“ผู้ครองกาลคือทวยเทพผู้ซึ่งควบคุมกาลเวลาและปกครองดูแลโลกใบนี้ มีทั้งหมด 13 องค์ แยกกันจัดการแต่ละเดือน”
“ไม่ใช่ว่ามีทั้งหมด 12 เดือนหรอกเหรอ?” หลงเยว่หงชี้ให้เห็นปัญหาข้อนี้
เขาเข้าใจคร่าวๆ ว่าผู้ครองกาลนั้นเป็นความเชื่อศาสนาที่นิยมกันในคนบางกลุ่ม หรือไม่ก็เป็นพวกตำนานเทพปกรณัม
โทนเสียงของจิ้งฝ่าทั้งต่ำและเย็นชา ฟังไม่เหมือนเสียงของมนุษย์
“มีหนึ่งองค์ที่ปกครองอธิกมาส หรือก็คือ… ทั้งปี ตลอดกาล”
ไม่รอให้หลงเยว่หงถามอะไรอีก จิ้งฝ่าตัดเข้าเรื่อง
“คณะธรรมของพวกเราสอนว่ากายสังขารไร้รูปลักษณ์ สรรพสิ่งล้วนว่างเปล่า นั่นเป็นเพราะว่าโลกนี้ก็คือความฝันของพระโลเกศวรตถาคต”
ซางเจี้ยนเย่าขัดหลวงจีนจักรกลจิ้งฝ่าขึ้นมาทันที
“พระโลเกศวรตถาคต? ไม่ใช่พระโพธิสัตว์เหรอ?
จิ้งฝ่าประนมมือ แล้วตอบ
“พระโลเกศวรตถาคตคือพระพุทธเจ้าในกาลอดีต เป็นพระผู้สร้าง พระพุทธะโพธิตถาคตคือพระพุทธเจ้าในกาลปัจจุบัน เป็นจุดเริ่มต้นแห่งจิตสำนึกของสรรพสิ่ง
“เมื่อสักครู่มิใช่ว่าประสกต้องการถามเกี่ยวกับผู้ครองกาลที่ปกครองเดือนอธิกมาส ซึ่งเป็นตัวแทนของตลอดทั้งปีหรอกหรือ?
“หลวงจีนยากไร้ผู้นี้กำลังบอกว่า ก็คือพระโลเกศวรตถาคตนั่นเอง”
ทั้งซางเจี้ยนเย่ากับหลงเยว่หงแสดงสีหน้าเหมือนจะกระจ่างขึ้นมาพร้อมๆ กัน พยักหน้าเล็กน้อย
จิ้งฝ่าก้มศีรษะแล้วสวดภาวนา
“นโม โลเกศวรตถาคต”
ขณะที่ภาวนาก็ยืดหลังนั่งตัวตรง ยังคงอยู่ในท่าประนมมือแล้วโค้งคำนับเล็กน้อยต่อ “ปล่องไฟ” ที่สูงตระหง่าน
“พวกประสกต้องการถามว่าเหตุใดหลวงจีนยากไร้ถึงแสดงความเคารพต่อหอคอยที่สร้างจากโลหะและเหล็กกล้า?” หลังจากที่จิ้งฝ่ากลับขึ้นมานั่งตัวตรง ก็พูดสิ่งที่อยู่ในความคิดของซางเจี้ยนเย่ากับหลงเยว่หง
“นั่นเป็นเพราะว่าพระโลเกศวรตถาคต ยังมีอีกพระนามหนึ่งคือ ‘พุทธะสถูป’ เป็นพระนามของพุทธองค์ซึ่งแทนความหมายของหอพุทธะ (เจดีย์) อีกด้วย เมื่อพวกเราเอ่ยพระนามของพระโลเกศวรตถาคต จึงควรสักการะหอคอยที่สูงที่สุดในบริเวณที่เราอยู่ จะเป็นหอพุทธะ (เจดีย์) หรือเป็นหอส่งน้ำ หอคอยเหล็ก หอกระจายสัญญาณ หอไฟฟ้าแรงสูงก็ได้”
ตอนแรกนั้นซางเจี้ยนเย่ากับหลงเยว่หงต่างก็ไม่ได้คิดว่าคำเทศน์ของหลวงจีนจักรกลจะมีเหตุผลเป็นตรรกะขนาดนี้ แต่พอได้ฟังๆ ไปถึงช่วงหลังกลับเริ่มรู้สึกแปลกชวนให้ตงิดอยู่ชอบกล
ไม่ทราบว่าจิ้งฝ่ารับรู้ความคิดของพวกเขาหรือไม่ แต่เขาก็หยุดแล้วพูดต่อ
“ภายนอกแดนแห่งสมณะนั้น พระโลเกศวรตถาคตยังมีอีกพระนามหนึ่ง”
“ชื่ออะไรเหรอ?” หลงเยว่หงโพล่งขึ้นมา
จิ้งฝ่าที่ยังคงอยู่ในท่านั่งขัดสมาธิ ใบหน้าโลหะไม่ได้แสดงอารมณ์ใดๆ ออกมาให้เห็น
“มหาปราชญ์จวง”
“มหาปราชญ์จวง… มหาปราชญ์จวงแห่งผู้ครองกาล… จวงจื่อฝันว่าเป็นผีเสื้อ…” ซางเจี้ยนเย่าอดพึมพำกับตัวเองไม่ได้
ศีรษะจิ้งฝ่าผงกขึ้นลง
“ที่มหาปราชญ์จวงฝันถึง ก็คือโลกใบนี้นั่นเอง
“พวกประสกย่อมต้องเคยฝันกันมาก่อน รู้ว่าทุกสิ่งในฝันนั้นคือภาพมายา ดังนั้นความรู้สึกทั้งหมด ความแปรผันทั้งมวล ล้วนแต่เป็นเรื่องของเหตุสัมพันธ์ที่ลิขิต หากไม่สามารถเข้าใจถึงสิ่งเหล่านี้ได้ก็จะจมดิ่งสู่ความมืดมนอนธกาลต่อไป เวียนว่ายในทุกข์ของวัฏฏะแห่งการเกิดแก่เจ็บตาย พลัดพรากจากสิ่งรัก ความเกลียดชัง ความปรารถนา กิเลสทั้งห้า”
ซางเจี้ยนเย่ากับหลงเยว่หงค่อยๆ คิดใคร่ครวญคำพูดของหลวงจีนจักรกลเบื้องหน้า ฟังแล้วเกิดความรู้สึกยากอธิบาย
แน่นอนว่าย่อมเป็นเรื่องหลักฐานที่พิสูจน์ว่าโลกนี้เป็นเพียงความฝันหนึ่งตื่นของเทพเจ้า
พูดมาถึงตอนนี้จิ้งฝ่าก็เปลี่ยนหัวข้อสนทนา
“ประสกทั้งสองโปรดรอสักครู่ ให้หลวงจีนยากไร้ผู้นี้ซ่อมบำรุงก่อน”
“…” ซางเจี้ยนเย่ากับหลงเยว่หงต่างก็มองไปยังหลวงจีนจักรกลในชุดนักบวชห่มจีวรแดงที่อยู่เบื้องหน้าด้วยสายตาว่างเปล่า ขณะเขาเปิดฝาปิดโลหะที่ตำแหน่งเอวแล้วหยิบเอาขวดพลาสติกออกมา
จากนั้นก็คลายเกลียวฝาขวดโลหะใบเล็ก จ่อไปที่ตำแหน่ง “ไหปลาร้า” แล้วหยอด “น้ำมันหล่อลื่น” ลงไป
“นี่คือ…” ซางเจี้ยนเย่าถามด้วยความอยากรู้
ที่จริงเขาไม่ได้คิดว่าจิ้งฝ่าจะตอบ แต่อีกฝ่ายกลับตอบตรงๆ
“น้ำมันหล่อลื่นชนิดพิเศษ”
สีหน้าของซางเจี้ยนเย่ากับหลงเยว่หงพลันแข็งทื่อค้างไปถึงสองวินาที และพบว่าช่างเป็นเรื่องตลกยิ่งนักที่ก่อนหน้านี้พวกเขารู้สึกว่าคำพูดของหลวงจีนฟังแล้วสมเหตุสมผลมาก
จิ้งฝ่าเหมือนจะไม่ได้ใส่ใจ หลังจากเก็บขวดน้ำมันหล่อลื่นชนิดพิเศษแล้วก็เงยหน้ามองทั้งสองคนด้วยดวงตากะพริบสีแดง
“ประสกทั้งสองเติบใหญ่กี่หนาวฝนแล้ว?”
[ต้นฉบับใช้คำว่า 贵庚 เป็นคำถามอายุซึ่งปกติทั่วไปไม่ได้ใช้กัน]
“?” ซางเจี้ยนเย่ากับหลงเยว่หงล้วนไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายพูดอะไร
ในหนังสือเรียนของ “ผานกู่ชีวภาพ” ให้ความสำคัญกับกวีนิพนธ์และสำนวนมากกว่าร้อยแก้วโบราณ
จิ้งฝ่าไม่ได้ใส่ใจ เปลี่ยนไปใช้คำถามที่นิยมใช้มากกว่า
“ประสกทั้งสองอายุเท่าใด?”
“21” ซางเจี้ยนเย่ากับหลงเยว่หงตอบโดยพร้อมเพรียงกัน
จิ้งฝ่ายกชายจีวรขึ้นมาวางพาดที่หัวเข่า
“ประสกทั้งสองอายุยังน้อยจึงยังไม่เข้าใจที่หลวงจีนยากไร้กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ ไว้เมื่อรอจนอายุ 30 40 50 ปีแล้ว เมื่อประสกทั้งสองอายุมากขึ้นเรื่อยๆ เริ่มอ่อนแอลงเรื่อยๆ เจ็บป่วยบ่อยขึ้น มีโรคภัยมากขึ้น ได้พบเจอความน่าเศร้าสลดมากขึ้น ก็จะเข้าใจความหมายของคำว่าสรรพสัตว์ล้วนเป็นทุกข์”
ซางเจี้ยนเย่าอ้าปากอยากพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็หุบปากลงก่อน
แต่หลังจากนั้นไม่กี่วินาทีก็พูดออกมาอย่างจริงจัง
“พวกเราได้รับการปรับปรุงพันธุกรรมแล้ว ต่อให้อายุ 50 ปีก็ยังคงแข็งแรงอยู่”
จิ้งฝ่าถึงกับอึ้งไปชั่วขณะ แต่ก็เรียกสติคืนได้อย่างรวดเร็ว
“แต่สุดท้ายยังคงต้องทิ้งกายสังขาร แม้ว่าจะทอดเวลาช้าไปอีกหน่อย ไม่ว่าจะห้าสิบปีหรือหนึ่งร้อยปีก็ล้วนไม่แตกต่าง”
หลงเยว่หงอยากจะแย้ง แต่เมื่อเหลือบมองเห็นเครื่องยิงระเบิดที่ติดตั้งไว้ที่แขนซ้ายของหลวงจีนจักรกลก็เปลี่ยนใจ
“ท่านพูดถูก” ซางเจี้ยนเย่าละสายตามาจากจุดเดียวกับหลงเยว่หง
“พวกประสกคิดว่าในความฝันนั้น สิ่งใดคือเรื่องจริง? หากนับจากความฝันตามปกติน่ะ”
ซางเจี้ยนเย่ากับหลงเยว่หงคิดใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายก็พากันสั่นศีรษะ
เสียงเย็นชาไร้ความรู้สึกของจิ้งฝ่าดังขึ้นอีกครั้ง
“อันที่จริงในความฝันนั้น มีเพียงเรื่องเดียวเท่านั้นที่เป็นเรื่องจริง นั่นก็คือความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับตัวเอง เมื่อทุกคนฝัน ต่างก็รู้ว่าตัวเองก็คือตัวเอง
“ประสกทั้งสองยังคงไม่เข้าใจหรือ? สรรพสิ่งล้วนว่างเปล่า แต่จิตสำนึกเป็นของจริง เมื่อประสกหนีจากบ่วงพันธนาการของกายสังขารได้ ก็จะสามารถควบคุมจิตสำนึกสติสัมปชัญญะของตัวเองได้อย่างแท้จริง หลุดพ้นจากความฝัน เข้าสู่ดินแดนวิสุทธิ์ ได้รับชีวิตอมตะ มีความสุขเป็นนิรันดร์”
“อย่างนั้นเราจะควบคุมจิตสำนึกอย่างแท้จริงได้ยังไง?” ซางเจี้ยนเย่าถามด้วยความเคยชิน
จิ้งฝ่าชี้ที่ตัวเอง
“ใช้อุปกรณ์โอนถ่ายจิตสำนึกเข้าไปในร่างกายหุ่นจักรกล นี่จะทำให้ประสกสามารถพ้นจากพันธนาการของกายสังขารได้โดยตรง”
“แต่ว่าศาสนาทั่วไปเน้นเรื่องการบำเพ็ญเพียรไม่ใช่เหรอ?” หลงเยว่หงยกเนื้อหาบางส่วนจากตำราใน “ผานกู่ชีวภาพ” ขึ้นมา
เสียงโมโนโทนไร้ระดับสูงต่ำของจิ้งฝ่าตอบ
“สามพันวิถีธรรมเที่ยงแท้ สี่หมื่นประตูข้าง แม้ว่าแต่ละเส้นทางแตกต่างกันไปแต่ก็สามารถนำไปสู่แดนวิสุทธิ์ได้
“ชุมนุมหลวงจีนของเราเลือกเส้นทางเทคโนโลยีแห่งสามพันเส้นทางของวิถีธรรมเที่ยงแท้”
ซางเจี้ยนเย่ากับหลงเยว่หงริมฝีปากสั่นระริก ความคิดยุ่งเหยิงจนไม่รู้จะตอบยังไง
หลวงจีนจักรกลจิ้งฝ่าพูดต่อ
“เมื่อประสกละทิ้งกายสังขาร เคลื่อนย้ายจิตสำนึกไปยังชิปชีวจักรกลของหุ่นยนต์ก็จะพบดินแดนวิสุทธิ์ที่เรียกว่า ‘โลกใหม่’ บนแดนธุลี
“นี่จะทำให้พวกประสกได้ตระหนักถึงพุทธะธรรมและได้รับพลังแห่งทวยเทพ
“หลวงจีนยากไร้ผู้นี้สามารถได้ยินเสียงในใจของประสกเพราะว่าพระพุทธะโพธิตถาคตทรงมหาเมตตามหาการุญ ทำให้หลวงจีนยากไร้สามารถเข้าใจถึงวิธีการอ่านใจ แต่แน่นอนว่าหลวงจีนยากไร้นั้นมรรคผลไม่เพียงพอ จึงไม่อาจอ่านเนื้อหาในใจที่มากและลึกเกินไปได้”
…นี่บอกจุดอ่อนของตัวเองออกมาตรงๆ เลยงั้นเหรอ? ความคิดนี้แวบเข้ามาในหัวของทั้งซางเจี้ยนเย่าและหลงเยว่หง
จิ้งฝ่าประนมมือภาวนานามพระพุทธองค์
“บรรพชิตมิอาจมุสา”
“…อะไรคือมรรคผล?” ซางเจี้ยนเย่าถามเพิ่ม
จิ้งฝ่าตอบด้วยเสียงโมโนโทน
“การโอนย้ายจิตสำนึกยังไม่ใช่ที่สิ้นสุด แต่เป็นการเริ่มต้น
“เส้นทางแห่งเทคโนโลยีไม่ใช่แกนหลัก แต่เป็นส่วนเสริม เพื่อช่วยให้พวกเรานั้นเข้าใจถึงพุทธะธรรมได้ง่ายขึ้น
“หลังจากละทิ้งกายสังขารไปแล้ว เราสามารถมองเห็นโลกจากมุมมองอื่น ทำให้เราเข้าใจพุทธะธรรมได้ลึกซึ้งขึ้น และเข้าใจว่าสรรพสิ่งล้วนว่างเปล่า
“นี่คือกระบวนการที่เกี่ยวข้อง จุดเชื่อมต่อที่สำคัญของกระบวนการนี้นี่แหละที่เรียกว่า ‘มรรคผล’ และเมื่อมรรคผลถึงพร้อมก็จะบรรลุถึง ‘มหาอรหันต์’ ก็จะทำให้สามารถเข้าสู่แดนวิสุทธิ์ได้อย่างแท้จริง หลุดพ้นเหนือโลก”
หลังจากอธิบายเสร็จ จิ้งฝ่าก็มองซางเจี้ยนเย่ากับหลงเยว่หง
“ประสกทั้งสอง เรื่องนี้ค่อนข้างละเอียดลึกล้ำ สำหรับวันนี้คงพอแต่เพียงเท่านี้
“หลวงจีนยากไร้ผู้นี้มองออกว่าประสกทั้งสองกำลังเดินทางอยู่ในแดนธุลี หวังเพียงประสกผ่านประสบการณ์บนโลก จะสามารถเข้าใจได้ว่าสรรพสัตว์ล้วนเป็นทุกข์ กายสังขารไร้รูปลักษณ์
“เมื่อถึงเวลานั้น หลวงจีนยากไร้ผู้นี้จะเปลี่ยนผ่านพวกประสกแล้วส่งไปแดนวิสุทธิ์มายา หากมีวาสนาสัมพันธ์คงได้พบกันอีก”
ซางเจี้ยนเย่ากับหลงเยว่หงเห็นว่าหลวงจีนจักรกลสิ้นสุดการเทศนาต่างก็รู้สึกยินดีมีสุข ไหนเลยจะกล้าถามอะไรต่ออีก
พวกเขารีบลุกขึ้นยืนแล้วหลบไปด้านข้างเพื่อหลีกทางให้
“หากประสกไม่ปรารถนาเรียกนามทางธรรมของอาตมา จะเรียกอาตมาว่าอาจารย์เซนก็ได้” จิ้งฝ่าประนมมือ
เขาสะบัดจีวรก้าวถอยหลังไป แล้วหายลับไปทางหัวมุม
เมื่อเห็นหลวงจีนจักรกลจากไปแล้ว ซางเจี้ยนเย่ากับหลงเยว่หงก็มองหน้ากัน แล้วเดินกลับไปตามทางเดิม ออกจาก “ป่า” กองเหล็กขึ้นสนิม
พอมาถึงประตูทางเข้า หลงเยว่หงมองไปรอบๆ เพื่อคำนวณระยะทาง จากนั้นก็รีบหยิบวิทยุสื่อสารขึ้นมาแล้วกดปุ่ม
“หัวหน้า พวกเราเจอหลวงจีนจากชุมนุมหลวงจีน!”
ซางเจี้ยนเย่าเองก็ต้องการทำแบบนี้เช่นกัน จึงไม่ได้ห้ามหลงเยว่หง
“อะไรนะ? ชื่อทางธรรมของเขาคืออะไร?” เสียงเจี่ยงไป๋เหมียนดังขึ้นมาพร้อมกับเสียงคลื่นแทรกซ่าๆ
ใกล้ๆ กับปล่องไฟสูงตระหง่านเหล่านั้น หลวงจีนจักรกลจิ้งฝ่าที่กำลังเดินเข้าไปในส่วนลึกของซากปรักโรงงานเหล็กก็พลันหยุดชะงัก
แสงสีแดงในดวงตาสว่างวาบ ลำคออันแข็งทื่อหมุนไปขณะที่เสียงเย็นชาไร้อารมณ์ก็ดังขึ้น
“เสียงผู้หญิง…”
[หมายเหตุ]
เรื่องของหลวงจีนในเรื่องนี้ชวนมึนต่อการแปลมาก เพราะแนวคิดของพุทธมหายานแบบจีนหลายอย่างต่างจากเถรวาทแบบไทย และพุทธในนิยายเป็นพุทธที่ผู้แต่งเจตนาให้ต่างไปจากพุทธของจริง โดยสร้างเหตุผลว่าคัมภีร์ที่ชุมนุมหลวงจีนได้มานั้นเป็นฉบับไม่สมบูรณ์ และเอาไปผสมปนเปกับคัมภีร์ศาสนาอื่นเพื่อสร้างแนวคิดศาสนาของตัวเอง
พระโลเกศวรตถาคต 世自在如来 พระโลเกศวรราชพุทธเจ้า เป็นพระพุทธเจ้าในอดีตกาลตามพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน
พุทธะสถูป 浮屠 สิ่งก่อสร้างที่มีรูปโอคว่ำซึ่งก่อไว้สำหรับบรรจุของควรบูชามีพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าและพระธาตุของพระอรหันต์ บางทีใช้เข้าคู่กับคำ เจดีย์ เป็น สถูปเจดีย์ เช่น เดินเวียนเทียนรอบพระสถูปเจดีย์
เจดีย์ 佛塔 ถ้าแปลแบบแยกตัวจะหมายถึง หอพุทธะ ซึ่งคำว่า “塔” หมายถึง หอ หอคอย ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นหอส่งน้ำ หอเหล็ก หอส่งสัญญาณ หอนาฬิกา ฯลฯ ในภาษาจีนก็ใช้คำนี้
จวงจื่อฝันว่าเป็นผีเสื้อ 庄生晓梦迷蝴蝶 จวงจื่อเป็นจอมปราชญ์นักปรัชญาลัทธิเต๋าชาวจีน รุ่นหลังจากเหลาจื่อที่เป็นศาสดาของลัทธิเต๋า
“จวงจื่อฝันว่าเป็นผีเสื้อ” เป็นเรื่องเล่าที่เขียนอยู่ในหนังสือ 《庄子》 เนื้อความมีอยู่ว่า วันหนึ่งจวงจื่อนอนหลับกลางวันแล้วฝันไปว่าตนเองเป็นผีเสื้อโบยบินอย่างอิสระเสรี ครั้นพอตื่นขึ้นมาจึงสงสัยว่าตนเองฝันว่าเป็นผีเสื้อ หรือว่าที่จริงแล้วผีเสื้อฝันว่าเป็นตัวเองกันแน่ ระหว่างจวงจื่อและผีเสื้อ จะต้องมีความแตกต่างบางอย่าง นี่เรียกว่าการแปรเปลี่ยนของสรรพสิ่ง
นามทางธรรม (法号) เมื่อบวชเป็นหลวงจีน หรือนักพรตเต๋า จะมีการตั้งชื่อทางธรรมใช้แทนชื่อตัวของเดิม เพื่อแสดงถึงการตัดขาดจากทางโลก คล้ายกับที่พระไทยเมื่อบวชแล้วจะเปลี่ยนเป็นนามสกุลทางธรรม
อาจารย์เซน 禅师 “เซน” เป็นนิกายหนึ่งของศาสนาพุทธฝ่ายมหายาน ซึ่งเป็นการอ่านออกเสียงแบบญี่ปุ่น ส่วนในภาษาจีนแมนดารินออกเสียงว่า “ฉาน” มาจากภาษาสันสกฤตว่า “ธฺยาน” ซึ่งนิกายเซนนี้เริ่มเผยแพร่ในจีนมากขึ้นตั้งแต่ท่านโพธิธรรมเดินทางมาเผยแผ่พระพุทธศาสนาในจีน และปรับปรุงวัดเส้าหลิน พระจีนส่วนใหญ่จึงเป็นพระนิกายเซน ตอนแรกก็คิดว่าจะใช้คำว่า “ไต้ซือ” (大师) ที่หนังจีนใช้เรียกพระจีน แต่ก็ไม่รู้ว่าคนอ่านจะรู้จักคำนี้หรือเปล่า
อธิกมาส (闰月) คือเดือนที่เพิ่มขึ้นในปีจันทรคติ ปกติในรอบ 1 ปี จะมี 12 เดือน แต่เนื่องจากใน 1 เดือนนั้น วันทางจันทรคติจะมีน้อยกว่าวันทางสุริยคติ (ทางจันทรคติ หนึ่งเดือนมี 29-30 วัน หนึ่งปีมี 354 วัน ส่วนทางสุริยคติหนึ่งเดือนมี 30-31 วัน หนึ่งปีมี 365 วัน) เคยมีพูดถึงในตอนที่ 8 (ศีลมหาสนิท)
Comments for chapter "37. ความฝันหนึ่งตื่น"
MANGA DISCUSSION
Madara Info
Madara stands as a beacon for those desiring to craft a captivating online comic and manga reading platform on WordPress
For custom work request, please send email to wpstylish(at)gmail(dot)com