46. ไม่ธรรมดา
46. ไม่ธรรมดา
พอได้ยินคำตอบของเจี่ยงไป๋เหมียน ชายวัยกลางคนผมดำ สวมเสื้อคลุมสีดำตัวโคร่งก็หาที่นั่งข้างกองไฟแล้วนั่งลงอย่างสบายๆ ไม่ได้มีท่าทีระแวดระวังอะไร
ผู้หญิงผมบลอนด์ตาสีฟ้าที่สวมเสื้อคลุมสีน้ำเงินหม่นก็นั่งลงอย่างไม่ใส่ใจเช่นกัน เธอไม่ได้กังวลว่าซางเจี้ยนเย่ากับคนอื่นๆ จะแฝงเจตนาร้าย
ความมั่นใจในตัวเองกับทัศนคติเช่นนี้ทำเอาเจี่ยงไป๋เหมียนอดหัวเราะขึ้นมาไม่ได้
“นี่พวกเราดูไม่มีพิษไม่มีภัยขนาดนั้นเลยเหรอ?”
ไป๋เฉิน ซางเจี้ยนเย่า และหลงเยว่หง ต่างก็มีความคิดแบบนี้แวบขึ้นมา
ชายหญิงคู่นี้มั่นใจในตัวเองมาก!
“ก็เพิ่งจะพบซากเมืองแห่งใหม่กันไม่ใช่เหรอ? ทุกคนต่างก็จะรีบไปกอบโกยกัน แล้วยังจะมีเวลามาฆ่าแกงกันอยู่อีกหรือไง?” ชายวัยกลางคนยื่นสองมือออกมาอังไฟ “ให้เรียกเธอว่าไงดี?”
เจี่ยงไป๋เหมียนกลับมานั่งที่เดิม แล้วตอบเรียบๆ
“เจี่ยงไป๋เหมียน
“พวกเรามาจากกองกำลังแห่งหนึ่ง ออกมาที่แดนร้างบึงดำเพื่อทำภารกิจ”
เธอเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับตนเองเล็กน้อย แต่ไม่ได้บอกหมด หวังว่าจะทำให้อีกฝ่ายพอจะรู้สึกวางใจบ้าง ทุกคนจะได้ใช้เวลายามค่ำคืนอย่างปรองดองสงบสุข จากนั้นก็แยกย้ายต่างคนต่างไป
เหตุผลหลักที่เธอยอมให้คนทั้งคู่เข้ามาสนทนากันที่กองไฟก็เป็นเพราะพลังผู้ตื่นรู้ของซางเจี้ยนเย่ามีรัศมีจำกัด ดังนั้นการเข้ามาคุยกันในระยะใกล้ย่อมดีกว่าระยะไกล
ต่อให้อีกฝ่ายเป็นผู้ตื่นรู้ เป้าหมายหลักย่อมต้องเล็งมาที่เจี่ยงไป๋เหมียนที่แสดงตนว่าเป็นหัวหน้า ซึ่งนี่จะเปิดโอกาสให้กับซางเจี้ยนเย่าด้วย ต่อให้พลังของอีกฝ่ายจะเป็นการจู่โจมระยะไกลแบบ “เปรตหิวโหย” แต่ซางเจี้ยนเย่าที่เตรียมพร้อมไว้ก่อนแล้วก็สามารถตอบโต้สวนกลับและสร้างผลกระทบให้อีกฝ่ายได้เช่นกัน
“ก็พอมองออกอยู่” ชายวัยกลางคนไม่ได้รู้สึกสงสัยตัวตนของเจี่ยงไป๋เหมียน “ไม่ว่าจะเป็นรูปร่างลักษณะ ความสูง ผิวหนัง หรือว่าเสื้อผ้าอาวุธ ไม่ว่าจะดูยังไง พวกเธอก็ไม่เหมือนกับพวกเร่ร่อนแดนร้าง ฮ่าๆ มีแค่สาวน้อยคนนั้นที่ทำให้ฉันไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่”
เขาพูดถึงไป๋เฉินที่กำลังย่างกระต่ายอยู่
เจี่ยงไป๋เหมียนกำลังจะพูดออกไปว่า “พวกเราอายุไม่ใช่น้อยๆ แล้ว” แต่ชายวัยกลางคนพูดต่ออีก
“ฉันชื่อตู้เหิง ตู้ที่เขียนด้วยตัวอักษรไม้กับดิน เหิงที่แปลว่าสมดุล
“ฉันเป็นนักประวัติศาสตร์และโบราณวัตถุน่ะ ที่จริงก็รู้สึกขายหน้าเหมือนกันนะที่แนะนำตัวแบบนี้ เพราะถึงแม้ว่าจะเข้าร่วมสมาคมนักล่ามายี่สิบกว่าปีแล้วก็ตาม แต่ก่อนหน้านั้นก็เป็นเพียงแค่นักล่ามือใหม่เท่านั้น เพิ่งจะได้เลื่อนระดับขึ้นมาเป็นนักล่าทางการไม่นานนี้แหละ เฮ้อ… ฉันไม่ค่อยรับภารกิจ แล้วก็ถลุงทรัพยากรกับข่าวสารของพวกเขาไปกับงานวิจัยค้นคว้าของตัวเอง ดูสิ พอมีซากปรักเมืองที่ยังไม่เคยถูกค้นพบปรากฏขึ้นมา ฉันก็ยังมัวเอ้อระเหยอยู่นี่อยู่เลย”
ขณะที่พูดไป เขาก็มีรอยยิ้มประดับอยู่ตลอดเวลา ดูอ่อนโยนมีเมตตามาก
แต่ว่าคำตอบของเขานั้นกลับทำให้เจี่ยงไป๋เหมียน ซางเจี้ยนเย่า และคนอื่นๆ ไม่กล้าดูแคลน
นักโบราณวัตถุและนักประวัติศาสตร์ที่ดูเหมือนว่าจะมีเพียงแค่ปืนพกติดตัวแต่กลับกล้าท่องทั่วแดนร้างและสำรวจซากปรักเมือง แล้วยังคงมีชีวิตอยู่จนอายุถึงวัยกลางคนเช่นนี้ นี่แสดงให้เห็นว่าอีกฝ่ายนั้นย่อมต้องไม่ธรรมดา
หญิงสาวผมบลอนด์แนะนำตัวเอง
“ข้าชื่อกาโรแลน เป็นนักพรตเต๋า”
ถึงแม้ว่าเธอจะพูดภาษาแดนธุลี แต่คำพูดบางคำก็ต่างไปเล็กน้อย ทำให้ซางเจี้ยนเย่ากับคนอื่นรู้สึกแปร่งๆ อยู่บ้าง
กาโรแลนยิ้มบาง แล้วพูดต่อ
“ข้ามาที่นี่เพราะเห็นมีคนเดินมาทางนี้กันเยอะ ก็เลยตามมาดูน่ะ”
“นี่มันเดินเรื่อยเปื่อยชัดๆ…” เจี่ยงไป๋เหมียนพูดตรงๆ โดยไม่เกรงใจ
กาโรแลนตอบด้วยรอยยิ้ม
“ไม่ได้เหรอ?
“หลังจากที่โลกเก่าถูกทำลายลงไป มีคนจำนวนไม่น้อยที่เข้าใจในข้อเท็จจริงเรื่องหนึ่ง
“แม้ว่ามนุษย์จะเรียกตนเองว่าเป็นสิ่งมีชีวิตชั้นสูง แต่ยามอยู่บนโลกและเผชิญกับชะตากรรม ก็เปรียบดั่งใบไม้ที่ปลิวในสายลม…”
พูดถึงตรงนี้เธอก็ชี้ไปยังต้นไม้ที่ขึ้นบางตาไกลออกไป
“ข้าทำได้เพียงแค่ล่องลอยไปในสายลม มิอาจล่วงรู้ว่าจะตกลงไปแห่งใด
“ในเมื่อมิอาจขัดขืนโชคชะตาที่กำหนด เช่นนั้นแล้วก็ไม่จำเป็นต้องเสาะแสวงหาวิธีการ ปล่อยให้สายลมแห่งชะตานำพาไป เมื่อเปลี่ยนมุมมองความคิดเป็นการเที่ยวชมทิวทัศน์ระหว่างทาง ค้นหาการดำรงอยู่ของเต๋าท่ามกลางสิ่งเหล่านี้ เช่นนี้แล้วก็จะแยกแยะจริงปลอมเท็จแท้และมายาออกจากกันได้ หลุดพ้นจากบ่วงพันธนาการ สู่ชีวิตนิจนิรันดร์
“ดังคำกล่าวว่า มนุษย์ตามวิถีดิน ดินตามวิถีฟ้า ฟ้าตามวิถีเต๋า เต๋าตามวิธีธรรมชาติ”
เมื่อเห็นสาวสวยผมบลอนด์ตาฟ้าผู้นี้ พูดเจื้อยแจ้วอยู่ต่อหน้า ทำเอาหลงเยว่หงกับคนอื่นถึงกับสมองมึนชา
พวกเขาเข้าใจทุกคำที่อีกฝ่ายพูดออกมา แต่เมื่อนำมาเชื่อมโยงเข้าด้วยกันแล้วกลับมีแต่ความมึนงง
แต่สุดท้ายแล้วพวกเขาก็สามารถสรุปปรัชญาการดำเนินชีวิตของหญิงสาวผู้นี้ออกมาได้ นั่นคือ…
ปรับตัวตามสถานการณ์
“ฉันเข้าใจแล้ว” เจี่ยงไป๋เหมียนพยักหน้าอย่างจริงจัง
ตู้เหิงมองดูกาโรแลนพลางครุ่นคิด จากนั้นก็ชี้ไปที่กระต่าย
“เมื่อกี้ตอนเดินมานี่ฉันเห็นกระต่ายป่าสองตัว แปลว่าแถวนี้ก็ไม่น่าจะมีสัตว์น้อย แล้วทำไมถึงจับมาแค่ตัวเดียวล่ะ? ที่นี่มีคนตั้งเยอะ…”
พอได้ยินแบบนี้ ทั้งซางเจี้ยนเย่ากับหลงเยว่หงต่างก็อับอายหน้าแดง
เจี่ยงไป๋เหมียนมองพวกเขาด้วยหางตาแล้วก็หัวเราะพลางสั่นศีรษะ
“สวรรค์มีจิตเมตตาต่อสรรพสัตว์น่ะ”
ตู้เหิงได้ยินแล้วก็เหมือนเข้าใจบางเรื่อง ถามขึ้นมา
“พวกเธอเป็นสาวกของชุมนุมหลวงจีน หรือว่าลัทธิจิตกระจ่าง?”
“เปล่า” เจี่ยงไป๋เหมียนอธิบายแบบสบายๆ “เราเพิ่งเจอกับหลวงจีนจักรกลจากชุมนุมหลวงจีน ขัดแย้งกันนิดหน่อยก็เลยปะทะดุเดือดไปรอบนึง”
ตู้เหิงอ้าปากค้างไปอึดใจระหว่างที่ครุ่นคิดตาม
“หลวงจีนนั่นห่มจีวรแดงหรือเปล่า?”
“ใช่” เจี่ยงไป๋เหมียนไม่ได้ปิดบัง
ตู้เหิงกับกาโรแลนมองไปยังทั้งสี่คนอีกครั้งเพื่อประเมิน
จากนั้นฝ่ายแรกก็ละสายตาพร้อมกับพูดด้วยยิ้ม
“พวกเธอนี่แข็งแกร่งไม่เบาเลย
“เท่าที่ฉันรู้ โอกาสที่หลวงจีนห่มจีวรแดงจากชุมนุมหลวงจีนจะเป็นผู้ตื่นรู้นั้นมีสูงทีเดียว”
กาโรแลนพยักหน้า แสดงว่าเธอเองก็เคยได้ยินเรื่องนี้มาเช่นกัน
“เขาก็เป็นแหละ” เจี่ยงไป๋เหมียนยืนยันในสิ่งที่คนทั้งสองคาดเดา
เธอกวาดตามองดูโดยไม่ได้หยุดสายตาที่ใคร จากนั้นก็ถามด้วยรอยยิ้ม
“คุณทั้งคู่ดูเหมือนว่าจะเข้าใจเรื่องผู้ตื่นรู้เป็นอย่างดีเลยสินะ?”
ในเมื่อก่อนหน้านี้ตู้เหิงบอกว่า “นั่งคุยกันซักหน่อยดีไหม?” และกาโรแลนเองก็เป็นพวกปรับตัวตามสถานการณ์ ดังนั้นเธอเองก็ไม่ต้องเกรงใจมากพิธีรีตองอีก เริ่มถามถึงข้อมูลที่คนทั่วไปนั้นยากที่จะรับรู้หรือได้ยินได้ฟัง
ถ้าอีกฝ่ายไม่ตอบเธอก็ไม่บังคับ แต่ถ้าตอบ ก็จะพิจารณาเรื่องแบ่งปันขากระต่ายให้ ไม่ว่ายังไงคนทั้งสี่ต่างก็ไม่ได้คิดจะใช้สัตว์ตัวกระจ้อยร่อยแบบนี้มาเติมให้เต็มกระเพาะอยู่แล้ว อาหารหลักยังคงเป็นธัญพืชอัดแท่งกับบิสกิตอัด แล้วก็ยังมีอาหารกระป๋องอีก
ตู้เหิงลูบเครา
“ไอ๊หยา… นี่จะทดสอบกันซะแล้วนะเนี่ย”
พูดพลางก็ยิ้มกว้างไปพลาง
ก่อนที่นักพรตหญิงผมทองกาโรแลนจะพูดอะไร ตู้เหิงก็พูดต่ออย่างใจกว้าง
“แต่ว่าฉันเองก็รู้จักผู้ตื่นรู้อยู่เพียงไม่กี่คน พวกเขาบอกว่าผู้ตื่นรู้นั้นเสาะแสวงและตามหาโลกใหม่ที่อยู่ในจิตวิญญาณ ไม่ต่างจากทุกคนในแดนธุลีที่ค้นหาประตูสู่โลกใหม่ในความเป็นจริง เพื่อจะได้ไม่ต้องหิวโหย ผจญโรคภัยเจ็บไข้ได้ป่วยและกลายพันธุ์อีกต่อไป
“ใช่แล้ว ชุมนุมหลวงจีนเรียกสิ่งนี้ว่า ‘แดนวิสุทธิ์สุขสันต์’”
ซางเจี้ยนเย่าฟังอย่างใจจดจ่อและเกิดความกระจ่างในบางสิ่ง
แล้วตอนนี้กาโรแลนก็พูดแทรกด้วยสีหน้าที่อ่อนโยน
“และเป็นไปได้ว่าหลวงจีนจักรกลห่มจีวรแดงจากชุมนุมหลวงจีนนั้นได้เข้าสู่ ‘ทะเลต้นกำเนิด’ ไปแล้ว”
“ใช่ ใช่ ใช่! ‘ทะเลต้นกำเนิด’! พวกเขาพูดถึงคำนี้” ตู้เหิงตบต้นขาตัวเอง
เจี่ยงไป๋เหมียนฟังพลางครุ่นคิดตามไปด้วยอย่างเงียบๆ แล้วถามขึ้น
“ถ้าหากว่าข้าม ‘ทะเลต้นกำเนิด’ ไปแล้ว จะไปถึงที่ไหน?”
“ข้าก็ไม่รู้” กาโรแลนตอบเรียบๆ
ตู้เหิงยิ้ม ไม่ได้ตอบ แต่ก็ไม่ได้บอกว่าเขาไม่รู้
เจี่ยงไป๋เหมียนครุ่นคิดอยู่สองวินาทีก่อนถามขึ้น
“งั้นจะเข้าไป ‘ทะเลต้นกำเนิด’ ได้จากที่ไหน?”
กาโรแลนมองไปยังกองไฟสีแดงที่ปะทุ ตอบว่า
“แต่ละคนเรียกที่นั่นด้วยชื่อที่แตกต่างกันออกไป”
ตอนนี้ตู้เหิงพูดแทรกด้วยรอยยิ้ม
“คนส่วนใหญ่มักเรียกกันว่า ‘โถงดารา’”
ดวงตาซางเจี้ยนเย่าไหววูบ แต่สีหน้ายังคงเดิม
“เป็นอย่างนั้นน่ะเอง” เจี่ยงไป๋เหมียนพยักหน้าเล็กน้อย “ฉันไม่เคยติดต่อกับพวกผู้ตื่นรู้ ก็เลยไม่รู้อะไรพวกนี้ซะเท่าไหร่”
พูดจบเธอก็ไม่รอให้ตู้เหิงกับกาโรแลนมีโอกาสได้พูดอะไร หันไปทางไป๋เฉินแล้วถาม
“ย่างได้ที่หรือยัง?”
“เกือบแล้ว” ไป๋เฉินยกกิ่งไม้ที่มัดกระต่ายออกจากกองไฟ
“เดี๋ยวแบ่งให้แขกจากแดนไกลทั้งสองคนบ้าง” เจี่ยงไป๋เหมียนออกคำสั่ง
ไป๋เฉินเข้าใจดีว่าเรื่องที่เพิ่งได้ยินมานั้นเป็นข้อมูลที่หายากขนาดไหน ดังนั้นเธอจึงไม่ได้แย้งอะไร หลังจากรอให้เนื้อกระต่ายย่างเย็นลงบ้างแล้วก็ฉีกขาหลังของกระต่ายยื่นส่งให้ตู้เหิงกับกาโรแลน
เธอนั้นร่อนเร่อยู่บนแดนธุลีมาหลายปี แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ได้ยินคำว่า “ทะเลต้นกำเนิด” และ “โถงดารา”
ตู้เหิงเองก็ไม่มัวเกรงอกเกรงใจ จับปลายกระดูกขาเอาไว้ กินไปพลาง เป่าปากระบายความร้อนไปพลาง
“ไม่เลว ย่างได้ที่กำลังดีเลย” กินไปพลางก็ชื่นชมไปพลาง
กาโรแลนนั้นมีมารยาทกว่าเขา เธอจีบนิ้วหยิบท่อนกระดูกที่ไม่ค่อยร้อน แล้วค่อยๆ กัดคำเล็กๆ
ขณะเดียวกันไป๋เฉินก็แบ่งเนื้อกระต่ายย่างที่เหลือออกเป็นสี่ส่วนใส่ลงไปในกล่องอาหารของตัวเองและคนอื่นๆ
ซางเจี้ยนเย่ากัดเข้าไป รู้สึกว่าเนื้อนั้นแข็งมาก แต่ตอนที่เคี้ยวกลับให้ความหอมมากกว่าเมนูเนื้อของบริษัทเสียอีก
หลงเยว่หงกำลังรับผิดชอบเฝ้าระวังรอบด้าน จึงได้แต่ชะเง้อชะแง้แลมอง ไม่สามารถรื่นรมย์กับเนื้อกระต่ายย่างได้ในตอนนี้พร้อมกับคนอื่นๆ
หลังจากจัดการเนื้อกระต่ายอันน้อยนิดเสร็จเรียบร้อย เจี่ยงไป๋เหมียนก็อมยิ้มเมื่อเห็นตู้เหิงนั้นกำลังดูดนิ้วโดยไม่คิดจะรักษาภาพลักษณ์
“คุณตู้… เห็นคุณบอกว่าเป็นนักประวัติศาสตร์ที่ทรงความรู้ไม่ใช่เหรอ?
“งั้นคุณรู้อะไรเกี่ยวกับซากปรักเมืองที่เพิ่งปรากฏขึ้นมาใหม่ทางเหนือของสถานีเยว่หลู่บ้างไหม? รู้หรือเปล่าว่ามันเป็นเมืองอะไรของโลกเก่า?”
ตู้เหิงหยิบผ้าเช็ดหน้าที่ยับยู่ยี่ออกมาเช็ดมือแล้วหัวเราะ
“ไม่รู้หรอก ตั้งแต่ตอนที่โลกเก่าล่มสลาย ในช่วงกลียุคนั้น ข้อมูลจำนวนมากนั้นสาบสูญไปหมด รวมทั้งพวกแผนที่ความละเอียดสูงด้วย
“แต่ว่ามีอยู่เรื่องหนึ่งที่ฉันมั่นใจ ซากปรักเมืองที่ปรากฏขึ้นใหม่นั้นมีบางอย่างผิดปกติ และมีคุณค่าอย่างยิ่งที่จะสำรวจ”
“ทำไมถึงเป็นอย่างนั้นล่ะ?” เจี่ยงไป๋เหมียนถามแทนไป๋เฉิน ซางเจี้ยนเย่า และหลงเยว่หง
ตู้เหิงมองดูท้องฟ้าทางทิศเหนือ
“เมื่อตอนที่โลกเก่าถูกทำลาย มีคนมากมายที่อาศัยอยู่ในเมืองและหมู่บ้านรอบๆ ที่รอดชีวิตมาได้ แต่กลับไม่มีใครพูดถึงหรือพยายามสำรวจซากปรักเมืองนี้เลย ฮื่อ ข้อมูลนี้ได้รับแจ้งมาจากนักล่าซากอารยะที่ไปเจอเข้าในภายหลัง”
เจี่ยงไป๋เหมียนและไป๋เฉินเห็นด้วยกับจุดนี้ ขนาดเถียนเอ้อร์เหอที่เมืองคูน้ำที่ตอนนั้นยังเด็กมากก็ยังร่ำร้องจะกลับไปตามหาพ่อแม่เลย
“เรื่องนี้จึงแฝงนัยว่า ซากปรักเมืองแห่งนี้ต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน” ตู้เหิงให้ข้อสรุปอีกครั้งหนึ่ง
พูดขาดคำก็พลันมีเสียงหอนที่แหบและอ้างว้างดังขึ้นมาจากทางเหนือที่ห่างออกไปไกล
“บรู๊วววว!”
ค่ำคืนอันเงียบสงัด แต่ราวกับจะมีฝันร้ายมาเยี่ยมเยือน
[หมายเหตุ]
ตู้เหิง 杜衡 วิธีการแนะนำตัวของคนจีน เวลาที่พูดชื่อแซ่ เพื่อที่จะให้คนอื่นรู้ว่าเขียนยังไง ก็จะอธิบายออกมาว่าเป็นตัวอักษรอะไร อย่างเช่นในตอนนี้ แซ่สกุล “ตู้” (杜) ประกอบด้วยตัวอักษรสองตัวคือ ไม้ (木) กับ ดิน (土) ส่วนคำว่า “เหิง” (衡) มาจากคำว่า สมดุล (平衡 ผิงเหิง) ถ้าเปรียบเทียบกับคนไทย เหมือนเวลาเราบอกชื่อให้คนอื่นเขียน เราก็จะสะกดให้ฟัง
กาโรแลน 伽罗兰 ในนิยายเรื่องนี้ ภาษาแม่น้ำแดงคือภาษาอังกฤษ ชื่อนี้ผมพยายามหาเทียบเคียงกับชื่อคนฝรั่ง แต่ไม่เจอ เลยไม่แน่ใจว่าคนเขียนต้องการใช้ชื่อให้สะกดแบบไหนนะครับ ผมเลยเทียบจากชื่อ 罗兰 ซึ่งใช้ภาษาอังกฤษว่า Roland (โรแลนด์)
นักพรตเต๋า 道士 เป็นนักบวชของลัทธิเต๋า ในนิยายกำลังภายในรุ่นเก่าบางทีก็ใช้คำว่า เต้าหยิน (道人)
มนุษย์ตามวิถีดิน ดินตามวิถีฟ้า ฟ้าตามวิถีเต๋า เต๋าตามวิธีธรรมชาติ 人法地,地法天,天法道,道法自然 เป็นคำสอนในคัมภีร์ “เต้าเต๋อจิง” (道德经) ซึ่งเป็นคัมภีร์สำคัญของลัทธิเต๋า เน้นการบำเพ็ญกลับคืนสู่ความเป็นธรรมชาติ เมื่อบรรลุเป็นเซียนก็มีอายุยืนยาว ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป
ปรับตัวตามสถานการณ์ 随遇而安 เป็นสำนวนจีน หมายถึง ใช้ชีวิตให้มีความสุขกับสถานการณ์นั้นๆ
ทะเลต้นกำเนิด 起源之海 ทะเลแห่งรากเหง้าต้นกำเนิด
โถงดารา 群星大厅 แปลตามตัวว่า “ห้องโถงหมู่ดาว” อนาคตไว้จะพิจารณาดูอีกทีว่าจะใช้ชื่ออะไรดี
Comments for chapter "46. ไม่ธรรมดา"
MANGA DISCUSSION
Madara Info
Madara stands as a beacon for those desiring to craft a captivating online comic and manga reading platform on WordPress
For custom work request, please send email to wpstylish(at)gmail(dot)com