47. กลับสู่ธรรมชาติ
47. กลับสู่ธรรมชาติ
ก่อนที่เสียงหอนจะจางหายไป เสียงหอนที่คล้ายกันนี้ก็ดังออกมาจากบริเวณต่างๆ ของหนองน้ำใหญ่ สะท้อนดังต่อเนื่องกันอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
ตู้เหิงฟังอยู่ชั่วอึดใจ จากนั้นรอยยิ้มบนใบหน้าก็จางหายไปโดยไม่รู้ตัว
หลังจากค่ำคืนอันมืดมิดของแดนร้างบึงดำกลับเงียบสงัดลงอีกครั้ง ชายวัยกลางคนที่เรียกตัวเองว่านักวัตถุโบราณและนักประวัติศาสตร์ก็หันหน้ากลับมามองเจี่ยงไป๋เหมียน ซางเจี้ยนเย่า และคนอื่นๆ
“สถานการณ์ที่นั่นค่อนข้างจะเป็นปัญหามากกว่าที่ฉันคาดไว้นิดหน่อย
“ดูเหมือนว่าฉันคงต้องรีบไปตั้งแต่คืนนี้แล้วล่ะ”
ขณะที่พูดเขาก็ยืนขึ้นมา
“ระวังตัวด้วยนะ” เจี่ยงไป๋เหมียนไม่ได้รั้งเขาไว้ และพูดขึ้นอย่างสุภาพ
ตู้เหิงหัวเราะออกมาคำหนึ่ง ไม่ได้ตอบกลับไปในทันที พูดอย่างเป็นกันเองก่อนจะร่ำลา
“สาวน้อย ชื่อของเธอทำให้ฉันนึกถึงเรื่องในอดีต ตอนนั้นแถวบ้านเดิมฉันมีทุ่งฝ้ายอยู่เต็มไปหมด ทุกๆ ฤดูกาล หรือบางทีก็ล่าไปเล็กน้อย จะมองเห็นปุยเมฆเล็กๆ สีขาวร่วงหล่นอยู่ตามพื้นเต็มไปหมด เป็นภาพที่งดงามมาก”
[เจี่ยงไป๋เหมียน 蒋白棉 – “เจี่ยง” คือแซ่สกุล, “ไป๋” สีขาว, “เหมียน” ฝ้าย ชื่อไป๋เหมียน แปลว่า ฝ้ายสีขาว]
เจี่ยงไป๋เหมียนยืนขึ้นและยิ้มให้
“พ่อของฉันเป็นนักชีววิทยาที่ศึกษาเรื่องการปรับปรุงพันธุ์ฝ้าย ฉันเกิดในเดือนเก็บฝ้ายพอดี เขาก็เลยตั้งชื่อนี้ให้”
แล้วเธอก็ท้วงขึ้นด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
“ถึงแม้ว่าคุณจะสูงวัยกว่าฉันก็จริง แต่อายุขนาดฉันนี่ก็ไม่น่าจะเรียกว่า ‘สาวน้อย’ แล้วนะ”
ตู้เหิงหัวเราะ
“ฉันแก่กว่าที่ตาเห็น แถมยังแก่ว่าที่เธอคิดเยอะเลยล่ะ”
เขาไม่ได้รั้งรออีกต่อไป โบกมืออำลายิ้มแย้ม
“หวังว่าจะได้พบกันอีก”
“หวังว่าจะได้พบกันอีก” เจี่ยงไป๋เหมียน ซางเจี้ยนเย่า และคนอื่นตอบกลับด้วยความสุภาพ
ตู้เหิงโบกมืออีกครั้งก่อนหันหลังจากไป เขาเดินอ้อมเนินดินเดินเข้าไปในแดนรกร้างอันมืดมิดที่ดวงตะวันลาลับจันทร์ลอยกระจ่างฟ้า ก้าวทีละก้าวเดินไปทางทิศเหนือ
เจี่ยงไป๋เหมียนนั่งลงอีกครั้งและมองนักพรตหญิงผมบลอนด์ที่อยู่ตรงข้าม
“แล้วคุณผู้หญิงกาโรแลนล่ะ? จะรีบขึ้นไปทางเหนือของสถานีเยว่หลู่เลยไหม?”
กาโรแลนตอบกลับด้วยรอยยิ้ม
“ไม่ต้องเรียกคุณผู้หญิงหรอก ผู้แสวงหาเต๋านั้นมิได้แบ่งแยกชายหญิง
“แต่ถ้าหากอยากแสดงความนับถือข้าก็ไม่ได้ว่าอะไร จะเรียกข้าว่านักพรตเต๋าก็ได้
“หรือจะเรียกว่ากาน้อย โรน้อย หรือจะแลนน้อยก็ได้ทั้งนั้น ไม่ได้มีอะไรสำคัญมากไปกว่าการแสวงหาเส้นทางแห่งเต๋าจากทิวทัศน์อันหลากหลาย ไม่ได้มีอะไรสูงส่งหรือต่ำต้อย”
“นี่มันค่อนข้าง… จะ… เอ่อ… คืนสู่สามัญสินะ” เจี่ยงไป๋เหมียนครุ่นคิดอยู่นานก่อนจะพบคำที่เหมาะสม
“คุณเรียนรู้ภาษาแดนธุลีได้ดีมากจริงๆ”
“นี่มิใช่ความตั้งใจแต่ดั้งเดิมหรอก” คำตอบของกาโรแลนนั้นเกินความคาดหมายของไป๋เฉินกับคนอื่นๆ โดยสิ้นเชิง
เธอยิ้มก่อนจะอธิบายออกมา
“หนังสือที่ว่าด้วยเรื่องของ ‘เต๋า’ นั้นล้วนแต่เขียนด้วยภาษาแดนธุลี หากแปลเป็นภาษาแม่น้ำแดงแล้วมันจะสูญเสียความงดงาม และไม่อาจถ่ายทอดความหมายได้อย่างถูกต้องสมบูรณ์”
พูดจบเธอก็โยนกระดูกกระต่ายที่กินหมดแล้วลงไปบนพื้น จากนั้นใส่นิ้วมันเยิ้มเข้าปากแล้วดูดสองสามครั้งก่อนจะเช็ดมือกับเสื้อคลุมอย่างไม่ได้ใส่ใจ
การกระทำที่ไม่ใส่ใจต่อสิ่งใด กอปรกับความงดงามแต่ดูสูงส่งทำให้เจี่ยงไป๋เหมียน ซางเจี้ยนเย่า และคนอื่นๆ ล้วนแต่ตกตะลึง
กาโรแลนหยิบถุงน้ำออกมาดื่มสองอึก เมื่อเห็นแต่ละคนจ้องมองมาด้วยสายตาทึ่มทื่อก็หัวเราะออกมา
“บางครั้งเราก็ไม่อาจแยกแยะความเป็นจริงกับมายา ไม่อาจรับรองการอยู่รอดขั้นพื้นฐานด้วยซ้ำ เช่นนั้นไยจึงต้องใส่ใจเรื่องเล็กน้อยหยุมหยิมพวกนั้นด้วย? มิสู้ทำตามใจ ปล่อยไปตามธรรมชาตินั่นแหละ”
พูดถึงตรงนี้เธอก็มองดูกองไฟที่ปะทุ จากนั้นก็พูดด้วยรอยยิ้มที่ยากอธิบาย
“พวกขุนนางในสภาของ ‘ปฐมนคร’ นั้นล้วนเคยเป็นคนเร่ร่อนแดนร้างที่ดิ้นรนเอาชีวิตรอดเมื่อหลายทศวรรษก่อน ในยามไม่มีน้ำสะอาดดื่ม พวกเขาก็ต้องดื่มปัสสาวะของพวกพ้อง แต่มาบัดนี้กลับบอกว่าต้องมีมารยาทพิธีรีตรอง ต้องแสดงความเคารพต่อกัน พูดถึงพวกพิธีการวุ่นวายหลายอย่างที่ไม่ได้สลักสำคัญอะไรเลย
“เหอะ ในเมืองมีพลเมืองชั้นล่างมากมายที่ต้องเสียชีวิตเพราะหนาวตายและอดอยากยากไร้ แต่พวกเขาก็ยังจะมากำหนดว่าในงานเลี้ยงนั้นจะต้องมีอุปกรณ์ครบชุดสำหรับอาหารแต่ละชนิด”
ซางเจี้ยนเย่า หลงเยว่หง และไป๋เฉิน ต่างก็ไม่เคยไป “ปฐมนคร” มาก่อน เพียงแค่เคยรับฟังข่าวลือมาบ้างเท่านั้น ดังนั้นจึงไม่อาจสานต่อบทสนทนานี้ได้
เจี่ยงไป๋เหมียนผงกศีรษะครุ่นคิด
“เหมือนว่าคุณจะมาจาก ‘ปฐมนคร’ สินะ”
นักพรตเต๋าผมบลอนด์กาโรแลนเพียงแค่ยิ้ม ไม่ได้ยืนยันหรือปฏิเสธ
เมื่อบรรยากาศขาดตอน ซางเจี้ยนเย่าจึงเปลี่ยนหัวข้อ
“นักพรตกาโรแลน นักพรตเต๋านี่คืออะไรเหรอ?”
กาโรแลนครุ่นคิดอย่างจริงจัง
“นี่มันอธิบายค่อนข้างยาก…
“พวกคุณเคยเจอพระสงฆ์มาก่อนไหม? จะเรียกนักพรตเต๋าว่าเป็นพระสงฆ์อีกประเภทหนึ่งก็ได้ แต่เป็นคนละศาสนากัน และศรัทธาในผู้ครองกาลคนละองค์กัน”
พอได้ยินคำว่า “ผู้ครองกาล” ทั้งเจี่ยงไป๋เหมียน หลงเยว่หง และคนอื่น ต่างก็รู้สึกว่าเส้นเลือดที่ขมับเต้นกระตุกขึ้นมาทันที
ซางเจี้ยนเย่ารีบถามขึ้นมาทันที
“ไม่ทราบว่าคุณศรัทธาผู้ครองกาลองค์ไหน?”
สีหน้าของกาโรแลนพลันเปลี่ยนเป็นจริงจัง
“มหาปราชญ์จวง”
“…” สมาชิกทั้งหมดของ “ทีมสำรวจเก่า” ต่างก็รู้สึกว่ายากที่จะเอ่ยอะไรออกมา
หลังจากกำจัดจิ้งฝ่าไป หลงเยว่หงกับซางเจี้ยนเย่าก็ได้แบ่งปันข้อมูลที่ฟังมาจากหลวงจีนจักรกลที่ไม่อาจโกหกให้เจี่ยงไป๋เหมียนกับไป๋เฉินฟัง
ในบรรดาข้อมูลพวกนั้น เรื่องที่สำคัญที่สุดก็คือ
ชุมนุมหลวงจีนเชื่อว่าโลกนี้นั้นเป็นเพียงความฝันหนึ่งตื่นของพระพุทธเจ้าในอดีตพระนามว่า “พุทธะโลเกศวร” จึงทำให้โลกนี้นั้นเต็มไปด้วยความทุกข์ยากสารพัน และ “พุทธะโลเกศวร” นั้นคือตัวแทนแห่งตลอดทั้งปีและอธิกมาส และนามที่ใช้กล่าวเรียกขานกันภายนอกชุมนุมหลวงจีนนั้น
นั่นก็คือ
“มหาปราชญ์จวง”
ปฏิกิริยาที่ไม่ปกตินี้แม้จะเพียงเล็กน้อย แต่กาโรแลนก็สังเกตเห็นได้ แต่ไม่ได้ถามอะไรออกมา
หลังจากนั้นสองสามวินาที เจี่ยงไป๋เหมียนก็ถามเพื่อยืนยัน
“คุณนับถือศาสนานี้ตอนอยู่ ‘ปฐมนคร’ เหรอ?”
กาโรแลนพยักหน้า
“ใช่แล้ว นิกายนิรันดร์ยืนยง”
รอยยิ้มค่อยๆ ปรากฏให้เห็นบนใบหน้า
“ในตอนนั้นข้าเพิ่งสูญเสียมารดาไป กับคนอื่นๆ ในครอบครัวก็เข้ากันไม่ค่อยได้…”
ทันใดนั้นซางเจี้ยนเย่าก็ขัดจังหวะการรำลึกความหลังของนักพรตผู้นี้
“ทำไมตอนพูดถึงการเสียชีวิตของมารดาคุณถึงไม่รู้สึกเศร้าใจ กลับยังยิ้มออกมาซะอีก?”
กาโรแลนหัวเราะและพูดด้วยภาษาแดนธุลีสำเนียงมาตรฐาน
“เกิดแก่เจ็บตายล้วนเป็นสัจธรรมแห่งโลก เฉกเช่นฤดูผลิร้อนสารทหนาว ต่างก็หมุนเปลี่ยนเวียนผันอยู่ตลอด แม้ว่ามารดาข้าจะตายไป แต่ท่านก็ยังคงหลับไหลอย่างสงบท่ามกลางฟ้าดิน เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ไม่แน่ว่าวันหนึ่งท่านอาจจะกลับมาเริ่มต้นใหม่ด้วยลักษณะที่ต่างออกไป เช่นเดียวกับฤดูใบไม้ผลิจะเวียนมาถึงหลังจากฤดูหนาวสิ้นสุดลง
“เมื่อเข้าใจได้เช่นนี้แล้ว ไยข้าจึงต้องร้องไห้โศกเศร้า?
“เก็บพลังนี้ไว้ใช้สำหรับการระลึกถึงดีกว่า”
ซางเจี้ยนเย่าต้องการแย้ง แต่ก็ไม่อาจหาจุดบกพร่องในทฤษฎีของอีกฝ่ายได้ จึงทำได้เพียงแค่หุบปากหน้าบึ้ง
เขารู้สึกอย่างเลือนรางว่าสิ่งที่กาโรแลนพูดมานั้นสมเหตุสมผล แต่ว่าสุดโต่งเกินไป
กาโรแลนกำลังจะสาธยายต่อ แต่พลันมีเสียงหอนอ้างว้างดังมาจากทางทิศเหนือของสถานีเยว่หลู่อีกครั้ง
“บรู๊ววว!”
คราวนี้เสียงหอนนั้นดังขึ้นและแหบแห้งมากขึ้นเรื่อยๆ เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
กาโรแลนหันหน้าไปฟังจบแล้วก็ยิ้มให้
“ดูท่าแล้วข้าคงต้องไปที่นั่นเช่นกัน”
เธอค่อยๆ ลุกขึ้นยืน ประสานมือขวาโอบมือซ้ายแล้วโค้งคำนับ
“อริยชนไร้อัตตา โลกใหม่อยู่เบื้องหน้า”
จากนั้นก็ปัดตบเสื้อคลุม แล้วเดินล่องลอยไปตามกระแสขึ้นสู่ทิศเหนือ
“อริยชนคืออีกนามหนึ่งของผู้ครองกาล” หลังจากที่เห็นนักพรตหญิงกาโรแลนจากไปไกลแล้ว ซางเจี้ยนเย่าก็อธิบายแบบสั้นๆ
เจี่ยงไป๋เหมียนที่ยืนขึ้นมาแล้ว มองไปยังทิศทางที่กาโรแลนและตู้เหิงจากไป ทันใดนั้นก็หัวเราะออกมา
“เอาจริงๆ เลยนะ ทำไมพวกเขาถึงไม่เตรียมรถราพาหนะ แต่กลับเดินเท้า?
“ว่ากันตามพละกำลังของพวกเขาแล้วเนี่ย เรื่องพวกนี้ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร…”
คนที่กล้าเดินทางไปในแดนร้างยามค่ำคืน ไหนเลยไม่มีอะไรให้พึ่งพา?
บุคคลเช่นนี้ย่อมไม่จำเป็นต้องถ่วงเวลาตัวเองเพื่อรอให้ทีมนักล่าชุดแรกๆ เข้าไปกระตุ้นกลไกกำจัดอันตรายให้หมดก่อน
“อาจเป็นเพราะเหตุเกิดกระทันทันเกินไป” ไป๋เฉินตัดสินจากมุมมองตัวเอง
“อาจเป็นเพราะต้องการรักษาภาพลักษณ์” ซางเจี้ยนเย่าพูดจากมุมมองที่คนปกติคงไม่คิดอะไรแบบนี้
“…รู้สึกว่าที่นายพูดมานี่มันสมเหตุสมผลอย่างอธิบายไม่ถูกแฮะ” เจี่ยงไป๋เหมียนเกือบจะหลุดหัวเราะ “ฉันหมายถึงนักประวัติศาสตร์ที่ชื่อตู้เหิงน่ะ ส่วนกาโรแลนนั้นเธอคงจะพูดว่า หากต้องการชมทิวทัศน์ระหว่างการเดินทาง การเดินเท้าย่อมเป็นธรรมชาติมากกว่า”
ไม่รอให้สมาชิกคนอื่นพูดอะไร เจี่ยงไป๋เหมียนก็แสร้งตีสีหน้าจริงจังพูดขึ้น
“แต่เรื่องที่ทำให้ฉันสงสัยมากที่สุดคือเรื่องอื่น”
“หือ อะไรเหรอ?” หลงเยว่หงที่รับผิดชอบเฝ้าระวังถามขึ้นอย่างกังวล
เจี่ยงไป๋เหมียนไม่สามารถซ่อนรอยยิ้มได้อีกต่อไป
“ซางเจี้ยนเย่า ไหงนายถึงไม่ ‘ร่วมประสานเสียง’ เหมือนครั้งก่อนล่ะ?”
เธอพูดถึงเมื่อตอนที่ซางเจี้ยนเย่าหอนขึ้นมาตอนที่ได้ยินเสียงผิดปกติจากส่วนลึกของหนองน้ำเป็นครั้งแรก
ซางเจี้ยนเย่ามองไปยังหัวหน้าทีมแล้วพูดอย่างเคร่งขรึม
“หัวหน้าก็ทำตัวเป็นเด็กไปได้”
“…” ไป๋เฉินกับหลงเยว่หงเกือบหลุดหัวเราะลั่นออกมา ในขณะที่เจี่ยงไป๋เหมียนนั้นถึงกับหมดคำพูด เธอจึงยกมือขึ้นแตะหูพูดว่า “หือ? นายว่าไงนะ? พูดดังกว่านี้ไม่ได้หรือไง? ช่างเถอะๆ กินๆ กัน”
หลังจากที่เป็นคนเปิดนำร่องกินบิสกิตอัดกับธัญพืชอัดแท่งจนหมดและไปเติมถุงน้ำจนเสร็จแล้ว เจี่ยงไป๋เหมียนก็เตือนพวกเขาอย่างจริงจัง
“คืนนี้ต้องระวังให้มากขึ้นหน่อย
“เมื่อกี้พวกนายก็ได้ยินกันแล้ว”
พอไป๋เฉิน ซางเจี้ยนเย่า หลงเย่วหง พากันรับคำแล้ว เจี่ยงไป๋เหมียนก็หันมายิ้มแล้วพูด
“แต่ว่านะ ถึงเวลาพักก็ต้องพักให้เต็มที่ พรุ่งนี้ยังต้องเดินทางต่ออีก
“นอกจากนั้นก็ยังต้องเริ่มฝึกทักษะการหาอาหารของพวกนายด้วย ต้องจำแนกแยกแยะว่าใบไม้รากไม้อันไหนที่กินได้ ส่วนไหนของสัตว์กลายพันธุ์ที่พอจะกินแก้ขัดได้ในยามฉุกเฉิน หลังจากกินของบางอย่างเข้าไปแล้วอีกนานแค่ไหนที่จำเป็นต้องฉีดยาพันธุกรรม ดินแบบไหนที่พอจะใช้กินแทนอาหารได้ชั่วคราวซักมื้อสองมื้อ… อย่าคิดนะว่าไอ้ที่เดินทางกันมาสองสามวันเนี่ยคือการผจญภัยในแดนธุลี ตราบใดที่ยังมีอาหารให้พอกิน นั่นแค่เรียกว่าท่องเที่ยวแบบติดอาวุธ!”
พอหลงเยว่หงได้ยินแล้วก็รู้สึกหวาดกลัว แต่ซางเจี้ยนเย่ากลับกระหายอยากจะลอง
เจี่ยงไป๋เหมียนครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ก่อนจะเสริมขึ้น
“แล้วก็อย่าเพิ่งไปเชื่อทฤษฎีศาสนาแปลกๆ พวกนั้น ถึงแม้ว่ามันจะช่วยปลอบโยนจิตวิญญาณได้จริงในระดับหนึ่ง แต่ในสภาพแวดล้อมบนแดนธุลีเช่นนี้ เรื่องพวกนั้นเป็นเพียงแค่การหลีกหนีความจริง ซึ่งมีอันตรายแฝงอยู่”
หลงเยว่หงผงกศีรษะ แล้วถามขึ้นด้วยความสงสัย
“หัวหน้า พวกศาสนาแปลกๆ แบบนี้ยังมีอีกเยอะไหม?”
ในหนังสือเรียนของ “ผานกู่ชีวภาพ” นั้นแทบไม่มีเรื่องราวเหล่านี้บันทึกไว้เลย
“เยอะมาก ยามที่ผู้คนเจ็บป่วยและสิ้นหวังย่อมทำให้พวกเขาหันหน้าเข้าหาศาสนาได้อย่างง่ายดาย” เจี่ยงไป๋เหมียนร้อง “อา” ออกมาหนึ่งคำ “เท่าที่ฉันรู้นะ ที่ ‘ปฐมนคร’ เนี่ย พวกศาสนาใต้ดินที่เป็นอันตรายพวกนี้ ยกขึ้นมาสองมือก็ยังมีนิ้วไม่พอนับเลย”
หลังจากเตือนคนอื่นเสร็จแล้ว เจี่ยงไป๋เหมียนก็รับช่วงต่อหน้าที่ลาดตระเวณโดยรอบจากหลงเยว่หง และสั่งให้สมาชิกทีมทบทวนสิ่งที่ได้เจอมาในวันนี้ด้วย
ค่ำคืนผ่านล่วงไป พวกเขาไม่พบเหตุการณ์ใดๆ หลังจากรุ่งสางไม่นานนักรถจี๊ปก็ออกเดินทางขับขึ้นไปทางเหนือ
เมื่อเห็นว่าจุดหมายปลายทางนั้นเหลืออีกไม่ไกล เจี่ยงไป๋เหมียนที่นั่งอยู่ด้านข้างคนขับก็เริ่มแนะนำสมาชิกในทีม
“ชาวเมืองหนูดำเป็นพวกมนุษย์ชั้นรอง”
[หมายเหตุ]
พระสงฆ์ ภาษาจีนใช้คำเดียวกับหลวงจีนนั่นแหละ ก่อนหน้านี้อธิบายไปว่าสาเหตุที่ใช้คำว่า “หลวงจีน” เวลาเรียกจิ้งฝ่า เพราะลักษณะที่ออกไปทางพระจีน จึงเรียกเป็น “หลวงจีน” เพื่อให้นึกถึงภาพในแบบนั้น เพราะถ้าเรียกว่า “พระสงฆ์จักรกล” แล้วภาพในหัวของผู้อ่านจะกลายเป็นภาพพระสงฆ์แบบไทย ส่วนในบทนี้ที่ใช้คำว่า “พระสงฆ์” เพื่อไม่ให้ติดภาพของนักบวชในแบบหลวงจีนจักรกล เพราะกำลังพูดถึงนักบวช
ฤดูผลิร้อนสารทหนาว ฤดูของประเทศจีน มี 4 ฤดู คือ ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูสารท (ใบไม้ร่วง) และฤดูหนาว
อริยชน 至人 ก่อนหน้านี้ในบทที่ 7 – อรรถา แปลคำนี้ว่า “นักบุญ” จากนี้จะแก้เป็น “อริยชน” นะครับ
Comments for chapter "47. กลับสู่ธรรมชาติ"
MANGA DISCUSSION
Madara Info
Madara stands as a beacon for those desiring to craft a captivating online comic and manga reading platform on WordPress
For custom work request, please send email to wpstylish(at)gmail(dot)com