บทที่ 1242 เงยหน้ามองจันทร์กระจ่าง
เป็นการเก็บกวาดจริงๆ!
เพราะในช่วง 3 เดือนมานี้ พวกสวี่ชิงได้สรุปประสบการณ์ออกมาแล้ว
เก็บเกี่ยวทั้งเป็นถึงแม้จะดี แต่ติดที่สาเหตุต่างๆ ทำให้ความเร็วเพิ่มขึ้นได้ยาก ดังนั้นจุดที่พวกเขามุ่งเน้นจึงเป็นการฝึกฝนเก็บเกี่ยวจากซาก
นี่คือทักษะสำคัญที่เหมาะสำหรับการเก็บเกี่ยวในสนามรบมากกว่า
เพราะในสนามรบสิ่งที่มีมากที่สุดก็คือศพ
แน่นอน หากมีเป้าหมายที่เย้ายวนใจยิ่งกว่า อีกทั้งไม่ใช่ศพ เช่นนั้นก็จะสังหารให้กลายเป็นศพเสียก็สิ้นเรื่อง…
ดังนั้นในเวลา 3 เดือนนี้ พวกสวี่ชิงในด้านความเร็วของการเก็บเกี่ยวจากซากก็พัฒนาไปเป็นอย่างมาก
ตอนนี้ในสมรภูมิดาวมหึมาดวงนี้ ก็นับว่าเป็นการแสดงฝีมืออย่างไม่มีการปิดบังเป็นครั้งแรก ความตื่นตะลึงและผลกระทบที่นำมาให้ทุกคนนั้นก็ย่อมรุนแรงเป็นอย่างยิ่ง
ดังนั้นไม่เพียงแต่กองเก็บกวาดอื่นๆ บนยอดเขาเท่านั้นจะตาเบิกกว้างอ้าปากค้าง ฝ่ายผู้บำเพ็ญในสนามรบต่างก็รู้สึกจิตใจสั่นสะท้าน ความกดดันที่มีอยู่ก็ลดลง
และสนามรบก็มีความสมดุล ความกดดันที่ลดลงไปของฝ่ายผู้บำเพ็ญ ทั้งหมดก็ตกไปอยู่กับฝ่ายเทพเจ้า
ทำให้เทพเจ้าเหล่านั้น ในขณะที่ต้องต่อสู้เพื่อความเป็นความตายกับผู้บำเพ็ญแล้ว ยังต้องระวังการถูกซุ่มโจมตีเก็บกวาดด้วย
ตอนนี้เมื่อกวาดมองไป พวกสวี่ชิงทั้ง 19 คนนี้อยู่ในสนามรบก็เหมือนกับอีแร้ง จิตใจเหมือนกับหมาป่าที่หิวโหย แต่ร่างกายกลับเหมือนวิญญาณ แต่ละคนแยกย้ายกันไป ราวกับกระบี่งู 19 เล่ม จะแทงทะลุสนามรบ
ทุกที่ที่พวกเขาผ่านไป ศพจะเหี่ยวแห้ง เทพเจ้าที่อ่อนแอแหลกสลาย
ต่อให้เป็นเทพเจ้าที่แข็งแกร่ง หากเพียงประมาท และถูกฉวยโอกาส ก็จะต้องเผชิญหน้ากับวิกฤตความเป็นตาย
ความสนใจที่ดึงดูดมาก็ย่อมมากขึ้นเรื่อยๆ
กระทั่งว่าเทพเจ้าบางองค์ จากการเหนี่ยวนำของกลิ่นอาย หลังจากถูกซุ่มโจมตีแล้ว ยอมที่จะล้มเลิกการต่อสู้กับผู้บำเพ็ญของกองทัพคะนึงมังกร และหันไปสังหารพวกสวี่ชิงแทน
แต่ต้องบอกว่า ผู้โบยบินสู่สวรรค์กลุ่มนี้ หลังจากผ่านเรื่องราวต่างๆ มามากมาย ผู้ที่รอดชีวิตมาได้ ไม่มีใครที่อ่อนแอ อีกทั้งเชี่ยวชาญวิชารักษาชีวิตเป็นอย่างมาก
ดังนั้นเมื่อต้องเผชิญหน้ากับเทพเจ้าที่แข็งแกร่งที่ไม่สามารถเอาชนะได้โจมตีมา พวกเขาก็ล้วนใช้วิธีต่างๆ หลบหลีกเอาชีวิตรอดได้ทุกครั้ง
หากเป็นในที่โล่ง หรือเป็นการต่อสู้ตัวต่อตัว เผชิญหน้ากับเทพเจ้าแข็งแกร่ง วิชารักษาชีวิตของพวกเขาอาจจะไม่มีผลมากนัก แต่ตอนนี้อยู่ในสนามรบ ก็แตกต่างออกไปแล้ว
และการลงมือเช่นนี้ ก็ได้นำความเปลี่ยนแปลงมาสู่สถานการณ์ในสนามรบที่เดิมชะงักงันอยู่
แม้ว่าความเปลี่ยนแปลงนี้ทีแรกเริ่มจะไม่ได้ใหญ่โต แต่กลับค่อยๆ เหมือนกับการกลิ้งหิมะ ที่จะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นขั้วอำนาจที่ต้องจัดการ!
เพียงแต่…ถึงแม้ว่าแม่ทัพของฝ่ายเทพเจ้าจะออกคำสั่งทันที และพยายามอย่างเต็มที่เพื่อรักษาเสถียรภาพของสถานการณ์การต่อสู้ ทั้งยังจัดกำลังเสริมเพื่อเพิ่มการปิดล้อม แต่ผลลัพธ์ก็ยังคงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
เป็นเพราะพวกสวี่ชิง เจ้าเล่ห์นัก ทั้งๆ ที่พวกเขาเองก็ไม่ได้อ่อนแอ แต่เมื่อเจอคนที่แข็งแกร่งกว่าก็ยังคงหลบหนี เจอคนที่อ่อนแอกว่าก็ซุ่มโจมตี เจอศพก็เก็บกวาด
โดยเฉพาะสวี่ชิงที่ยิ่งทำได้อย่างยอดเยี่ยม
เป้าหมายของเขาอยู่ที่เทพเจ้าระดับเพลิงเทวะเท่านั้น ด้วยพลังบำเพ็ญเตรียมเซียนของเขา ด้วยพลังของตัวอ่อนเซียนอันน่าสะพรึงกลัว เทพเจ้าระดับเพลิงเทวะเมื่ออยู่ตรงหน้าเขามักจะถูกสังหารในคราวเดียว
และศพ หากไม่มีเวลาเก็บกวาด ก็จะนำไปทั้งหมดเลย
นี่คือมองสนามรบเป็นป่า และมองการสังหารเป็นการล่า!
และนี่คือเรื่องที่สวี่ชิงถนัดที่สุดตั้งแต่ยังเด็ก
ขณะเดียวกันในการลงมือ ในการสังหารครั้งนี้ ตุ๊กตาจิ้งจอกก็ถูกกระตุ้น แอบปล่อยวิชาเทพออกไป เพื่อรับเอาอำนาจเทพแหลกสลายของเทพเจ้าที่ตายไปมา
แม้แต่เจ้าเงาก็ตื่นขึ้นจากการหลับใหล สัมผัสรับรู้ถึงไอพลังประหลาดและเลือดเนื้อของเทพเจ้าจากทุกทิศทางด้วยความละโมบ
ทั้งหมดนี้ ทำให้องค์ท่านส่งระลอกคลื่นอารมณ์ของความหิวและความตื่นเต้นออกมาโดยสัญชาตญาณ
ภายใต้การอนุญาตของสวี่ชิง องค์ท่านก็ค่อยๆ พุ่งแผ่ออกไปบนพื้นดินอย่างเงียบๆ แล้วพลันทะยานขึ้นมาจากหลายๆ ที่ กระโจนเข้าใส่เทพเจ้าที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสเหล่านั้น
แม่ทัพของกองทัพคะนึงมังกรก็ฉวยโอกาสนี้ และออกคำสั่งโดยไม่ลังเล
“กองทัพคะนึงมังกรทุกคน ประจัญบาน!”
เสียงของเขาดังก้อง รัศมีอำนาจถาโถม อาศัยการเปลี่ยนแปลงและความวุ่นวายนี้ เปิดฉากโจมตีครั้งใหญ่
ส่วนตัวเขาเองเมื่อพุ่งออกไปก็สังหารไปยังแม่ทัพที่เป็นเทพเจ้าระดับแท่นเทวะขั้นสูงสุดของฝ่ายเทพเจ้า
“ฆ่า!”
เพียงพริบตา สนามรบทั้งสนามก็เข้าสู่ความบ้าคลั่งรุนแรงยิ่งขึ้น
บนยอดเขาที่อยู่ไกลออกไป กองเก็บกวาดที่อยู่ในระเบียบวินัยเหล่านั้น เมื่อมองดูทั้งหมดนี้แต่ละคนล้วนจิตใจหวั่นไหว
ชายชราที่เคยถ่ายทอดประสบการณ์การเก็บกวาดให้สวี่ชิงคนนั้น ใบหน้าก็ฉายความดุดันออกมาเช่นกัน สุดท้ายก็กัดฟัน คำรามเสียงทุ้มต่ำออกมา “พวกเราก็บุกไปบ้าง!”
พูดจบ เขาก็ไหววูบ ก้าวออกไปแล้ว
แต่ก็มีผู้บำเพ็ญเก็บกวาดบางคนที่ในใจลังเล พูดขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ “แต่ว่ากฎ…”
“กฎบ้าบออะไร หากยังไม่ลงไปอีก ครั้งนี้ก็ไม่เหลือซากอะไรให้เก็บกวาดแล้ว!” ชายชราตวาด สำแดงความเร็ว พุ่งตรงไปยังสนามรบ
ผู้บำเพ็ญเก็บกวาดที่อยู่ข้างหลังต่างก็ยอมเสี่ยงตาย พุ่งทะยานออกไป
การเข้าร่วมของพวกเขา แม้ว่าจะไม่เฉียบคมเหมือนกับพวกสวี่ชิง แต่ก็เป็นการเสริมให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น ทำให้สถานการณ์ของสนามรบทั้งหมดกลับมาเอนเอียงอีกครั้ง
ศึกประจัญบานปะทุขึ้นอย่างสมบูรณ์
เสียงระเบิด เสียงกรีดร้องดังก้องไปทั่วทั้งฟ้าดิน
มองไปรอบๆ นอกจากการสังหารฆ่าฟันก็คือการเก็บกวาด
และท่ามกลางความวุ่นวายทั้งหลายนี้ เงาร่างของสวี่ชิงก็ยังคงเหมือนกับวิญญาณ ท่องไปตลอดทาง ทุกที่ที่ผ่าน การลงมือเหี้ยมโหด ไม่ปล่อยให้ใครรอดชีวิต
ในขณะที่ตุ๊กตาจิ้งจอกตื่นเต้น เจ้าเงาฮึกเหิม สวี่ชิงเพียงก้าวหนึ่งก็มาปรากฏตัวข้างเทพเจ้าระดับเพลิงเทวะขั้นสูงสุดองค์หนึ่ง สีหน้าของเทพเจ้าองค์นั้นก็เปลี่ยนไปทันที ร่างกำลังจะถอยหนี
แต่ในเสี้ยวพริบตาต่อมา มือขวาของสวี่ชิงก็ได้กดลงบนศีรษะขององค์ท่านแล้ว
พลังของตัวอ่อนเซียนปะทุขึ้น วิชาเทพของตุ๊กตาจิ้งจอกแย่งชิงอำนาจเทพ และเจ้าเงาก็ฉวยโอกาสลอยตัวขึ้นกลืนกินเลือดเนื้อ
เพียงพริบตา เทพเจ้าที่เมื่ออยู่แผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์ทำให้เผ่าพันธุ์มากมายต้องหมอบคารวะ เพลิงเทวะก็ดับในทันที อำนาจเทพถูกแย่งชิงไป ซากร่างก็ยังถูกเจ้าเงากลืนกินไปเกือบครึ่ง
ส่วนที่เหลือ สวี่ชิงก็เก็บไป เพื่อจะทำการเก็บเกี่ยวในภายหลัง
หลังจากทำทั้งหมดนี้เสร็จ สวี่ชิงก็เลียริมฝีปาก การเก็บเกี่ยวในครั้งนี้เรียกได้ว่าได้ผลเก็บเกี่ยวดีเยี่ยม แต่สวี่ชิงก็ยังไม่พอใจ
พลังงานต้นกำเนิดของเทพเจ้าระดับเพลิงเทวะไม่เพียงพอต่อความต้องการในการบำเพ็ญของเขาเลย ดังนั้นเขาเงยหน้าขึ้นกวาดสายตามองไปยังการต่อสู้ที่อยู่ไกลออกไป ประกายแสงเย็นเยือกฉายวาบในดวงตา
นั่นคือการต่อสู้ระหว่างเทพเจ้าระดับแท่นเทวะขั้นสูงสุดและระดับเตรียมเซียนขั้นสูงสุด
นั่นคือการต่อสู้เป็นตายระหว่างแม่ทัพทั้ง 2 ฝ่าย
เทพเจ้าระดับแท่นเทวะขั้นสูงสุดที่กำลังต่อสู้กับแม่ทัพกองทัพคะนึงมังกรที่นี่ กลิ่นอายเทพเจ้าทั่วร่างกายท่วมฟ้า วิชาเทพสามารถเปลี่ยนแปลงฟ้าดิน ทำให้ลมเมฆเปลี่ยนสี พลังกดดันก็ยิ่งรุนแรง
พลังงานต้นกำเนิดที่แผ่ออกมา…เย้ายวนอย่างยิ่ง
ดังนั้นสวี่ชิงหรี่ตาลง ถ่ายทอดเสียงกับตุ๊กตาจิ้งจอกและเจ้าเงา จากนั้นร่างเพียงไหววูบ ก็พุ่งไปยังทิศทางตรงกันข้าม เข้าสู่สนามรบที่วุ่นวาย
และหลังจากนั้น…ตุ๊กตาจิ้งจอกก็ปล่อยไอพลังประหลาดออกมา คลุมสวี่ชิงไว้ ทำให้กลิ่นอายเซียนบนร่างกายของสวี่ชิงค่อยๆ หายไป และถูกไอพลังประหลาดเข้ามาแทนที่
นี่คือการอำพรางกลิ่นอาย
จากนั้นเจ้าเงาก็กลับมาอย่างรวดเร็ว และใช้ตัวเองบดบังไว้
นี่คือการอำพรางกายเนื้อ
ขณะเดียวกัน ธรรมนูญกาลอวกาศของสวี่ชิงก็แผ่ระลอกออกไปเช่นกัน ปกคลุมทั่วร่างกาย
นี่คือการอำพรางวิญญาณ
ด้วยวิธีการเหล่านี้ ค่อยๆ ลดการมีตัวตนของตัวเองลง
จนในที่สุด เขาก็หายไปในสนามรบนี้…อย่างเงียบๆ โดยไม่รู้ตัว
ขณะเดียวกัน การต่อสู้ของแม่ทัพทั้ง 2 ฝ่ายก็ได้มาถึงช่วงเวลาที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นผู้บำเพ็ญระดับเตรียมเซียนขั้นสูงสุดคนนั้น หรือจะเป็นเทพเจ้าระดับแท่นเทวะขั้นสูงสุด การลงมือของพวกเขาล้วนเป็นการใช้วิธีการที่เหี้ยมโหดที่สุด
เพราะเป้าหมายของเทพเจ้าระดับแท่นเทวะขั้นสูงสุดคนนั้นคือการออกไปจากที่นี่ หากสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ตัวเองเพื่อเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ หรือการหลบหนีออกจากสนามรบ ล้วนสอดคล้องกับผลประโยชน์ขององค์ท่านทั้งสิ้น
แต่เป้าหมายของแม่ทัพผู้บำเพ็ญระดับเตรียมเซียนของกองทัพคะนึงมังกรคือการรั้งเอาไว้ให้ได้
สถานการณ์ของสนามรบตอนนี้ ฝ่ายผู้บำเพ็ญเป็นฝ่ายได้เปรียบ ดังนั้นขอเพียงรั้งแม่ทัพเทพเจ้าเทพเจ้าระดับแท่นเทวะขั้นสูงสุดองค์นี้ไว้ได้ เช่นนั้นการยืนหยัดต่อไป ตาชั่งแห่งชัยชนะก็จะเอนเอียงมาอย่างสมบูรณ์
เช่นนี้เอง การต่อสู้ของทั้ง 2 ฝ่ายย่อมดุเดือดอย่างยิ่ง
พวกเขาแทบจะใช้อาการบาดเจ็บแลกอาการบาดเจ็บ
ท่ามกลางเสียงคำรามสะท้านสะเทือนเลื่อนลั่น ในแสงวิชาเซียนและวิชาเทพที่เจิดจ้า ภายใต้พายุที่ปั่นป่วนฟ้าดิน อาการบาดเจ็บของแต่ละฝ่ายก็สาหัสขึ้นเรื่อยๆ และรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ การสังหารก็ยิ่งดุเดือดขึ้น
ยิ่งใช้ไพ่ตายของตัวเองออกมา
ไพ่ตายของเทพเจ้าระดับแท่นเทวะขั้นสูงสุดคือการปะทุอำนาจเทพอย่างสุดขีด ก่อเป็นดวงอาทิตย์สีขาวดวงหนึ่งขึ้นมา
แต่สิ่งที่แผ่ออกมาไม่ใช่ความร้อน กลับเป็นความหนาวยะเยือกและความตายอันสูงสุด
กระทั่งว่าหากมองดูอย่างละเอียด ก็จะเห็นว่าบนดวงอาทิตย์ดวงนั้น มีใบหน้าที่เจ็บปวดนับไม่ถ้วน ส่งเสียงกรีดร้องน่าเวทนา สีหน้าล้วนบิดเบี้ยว
และในระหว่างที่ทั้ง 2 ฝ่ายต่างลงมืออย่างเอาเป็นเอาตาย ในสนามรบ ก็มีเงาร่างซ่อนเร้นร่างหนึ่งกำลังเข้าใกล้มาอย่างเงียบงัน
ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
ไม่นานนัก ระยะห่างระหว่างทั้ง 2 ฝ่ายก็มาถึง 1,000 จั้งแล้ว
แต่ในตอนนี้เอง แม่ทัพเทพเจ้าระดับแท่นเทวะขั้นสูงสุดที่ครึ่งบนเป็นมนุษย์ ครึ่งล่างเป็นหมอกสีดำ ก็พลันหันหน้ามา ดวงตาฉายความเย็นชา
ขณะที่มือขวาขององค์ท่านยกขึ้น ไพ่ตายที่กำลังสำแดงอยู่ก็แบ่งออกเป็น 2 ส่วน กลายเป็นดวงอาทิตย์สีขาวซีด 2 ดวง
ดวงหนึ่งขัดขวางแม่ทัพของกองทัพคะนึงมังกรไว้ ส่วนอีกดวงก็เปลี่ยนทิศทาง และพุ่งไปยังเขตสนามรบที่อยู่ห่างออกไป 1,000 จั้งทันที
ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วนัก
เพียงเสี้ยวพริบตา ดวงอาทิตย์สีขาวน่าสะพรึงกลัวดวงนั้นก็ปรากฏขึ้นไกลออกไปพันจั้ง แล้วปะทุขึ้นที่นั่นทันที
แสงสีขาวกวาดไปทั่ว ทำลายความว่างเปล่า กฎเกณฑ์พังทลาย บิดเบี้ยวทุกสิ่ง
รวมถึงเงาร่างในบริเวณนั้นก็ถูกบีบให้ออกมาจากการซ่อนอำพรางกาย
เป็นสวี่ชิงนั่นเอง
เขาพยายามที่จะต่อต้าน แต่ก็ไร้ประโยชน์ การปะทุของอำนาจเทพจากเทพเจ้าระดับแท่นเทวะขั้นสูงสุดนั้นน่าสะพรึงกลัวเป็นอย่างยิ่ง ทุกที่ที่แสงสีขาวที่ผ่านไปบดขยี้ทุกสิ่ง
ดังนั้นร่างของสวี่ชิงปรากฏออกมา บิดเบี้ยวอย่างรวดเร็ว เพียงชั่วพริบตาเลือดเนื้อแหลกเละ และเริ่มที่จะแตกสลาย
ในช่วงเวลาสำคัญ สวี่ชิงในดวงตามีแววมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว วิญญาณของเขาออกจากร่างกาย และถอยหนีอย่างรวดเร็ว คิดจะหลีกเลี่ยงวิกฤตอันตราย แต่แทบจะในเสี้ยวพริบตาที่เขาถอยหนี รอบๆ ตัวเขาก็มีเทพเจ้าหลายองค์พุ่งเข้ามาในทันใด
พุ่งตรงไปยังสวี่ชิง
ลงมืออย่างเต็มกำลัง
เสียงเลื่อนลั่นดังสนั่นไปทั่วทุกทิศทาง ดึงดูดสายตาจำนวนมากให้มองมา
ดังนั้นภายใต้การเฝ้ามองของทั้ง 2 ฝ่าย วิญญาณของสวี่ชิงก็เหมือนกับกายเนื้อของเขา แตกสลายและพังทลายลง!
ภาพนี้ทำให้โจวเจิ้งลี่และคนอื่นๆ ดวงตากลายเป็นสีแดงก่ำในทันที ส่งเสียงคำรามโหยหวน แต่ละคนจากทิศทางต่างๆ พุ่งตรงมายังที่นี่อย่างรวดเร็ว
ส่วนเจ้าเงาก็ปรากฏเงาออกมา และปล่อยระลอกคลื่นอารมณ์บ้าคลั่งออกมา กระโจนเข้าใส่เทพเจ้าระดับแท่นเทวะขั้นสูงสุดองค์นั้น
ผู้ที่ทะยานออกไปด้วยยังมีตุ๊กตาจิ้งจอกที่บ้าคลั่งเช่นเดียวกัน องค์ท่านแปรเปลี่ยนเป็นแสงเทพ พุ่งเข้าใส่เทพเจ้าระดับแท่นเทวะขั้นสูงสุด
และยังมีแม่ทัพของกองทัพคะนึงมังกรคนนั้น ตอนนี้ก็คว้าโอกาสเอาไว้ วิชาเซียนก็ปะทุขึ้น ก่อเป็นดวงจันทร์สีแดง สาดแสงสีแดงพร่างพรายไปทั่วฟ้า และยังแปรเปลี่ยนเป็นผีเสื้อกลางคืนสีแดงปกคลุมไปทั่วทั้งฟ้าดิน มาพร้อมด้วยความแปลกประหลาด มาพร้อมด้วยความน่าขนลุก สยบกำราบไปยังเทพเจ้าระดับแท่นเทวะขั้นสูงสุด
เพียงพริบตาสนามรบก็เต็มไปด้วยแสงสีเลือด ผีเสื้อกลางคืนสีแดงบินว่อน ฟ้าดินส่องแสงเจิดจ้า
วิกฤตความเป็นตายก็ผุดขึ้นในใจของเทพเจ้าระดับแท่นเทวะขั้นสูงสุดองค์นั้นอย่างรุนแรงเช่นกัน
องค์ท่านจ้องมองแม่ทัพกองทัพคะนึงมังกรและผีเสื้อกลางคืนสีแดงทั่วผืนฟ้าเขม็ง ร่างพลันถอยหลังไป มือทั้ง 2 ข้างก็ซัดไปที่ร่างหลายครั้ง สำแดงวิชาลับ
ร่างกายขององค์ท่านก็เหี่ยวแห้งลงในทันที แผ่กลิ่นอายของความอ่อนแอออกมา นี่คือค่าตอบแทนของวิชาลับ
แต่ศักยภาพก็ถูกกระตุ้นออกมา และมารวมตัวกันที่แกนกลาง ทำให้ทั่วร่างมีแสงสีขาวลอยขึ้น ราวกับตัวองค์ท่านเองกำลังกลายเป็นดวงอาทิตย์!
ตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่องค์ท่านอ่อนแอที่สุด แต่ก็เป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ องค์ท่านรู้ดีว่าขอเพียงแปลงเป็นดวงอาทิตย์ได้สำเร็จ ก็มีความมั่นใจว่าจะสามารถทำให้แม่ทัพกองทัพคะนึงมังกรบาดเจ็บสาหัสได้อย่างแน่นอน
และตัวเองเมื่อถึงตอนนั้น แม้ว่าตัวเองจะใช้พลังไปจนหมด แต่ก็สามารถใช้สถานการณ์นี้เป็นโอกาสและเวลาให้ตัวเองหลบหนีได้
ตอนนี้แสงสีขาวเจิดจ้าพร่างพราย ดวงอาทิตย์ในร่างองค์ท่านกำลังจะเข้ามาแทนที่กายเทพ
แต่ในตอนนี้เอง การเปลี่ยนแปลงอันน่าตกใจก็เกิดขึ้น!
ความว่างเปล่าเวิ้งว้างข้างหลังขององค์ท่านพลันยับย่นราวกับกระดาษ แผ่ระลอกคลื่นออกมา
ระลอกคลื่นนี้แผ่ขยายออกไปอย่างรวดเร็ว ปกคลุมท้องฟ้า ทำให้ฟ้าดินเปลี่ยนสี แปลกประหลาดเป็นที่สุด
นั่นคือระลอกคลื่นของมิติ!
นั่นคือการไหลของกาลเวลา!
นั่นยิ่งเป็นการซ้อนทับของกาลอวกาศ!
มือที่ถือเหล็กแหลม มาด้วยความรวดเร็วเป็นอย่างยิ่ง มาด้วยวิธีการที่แปลกประหลาด จากในห้วงทับซ้อนของกาลอวกาศก็พลันยื่นออกมา!
ปรากฏขึ้นที่ข้างหน้าลำคอของเทพเจ้าระดับแท่นเทวะขั้นสูงสุดที่อยู่ในสภาพอ่อนแอ!
ด้วยความเร็วที่สูง ด้วยมุมที่แม่นยำ และด้วยวิธีการที่ชำนาญ ก็กรีดไปที่คอขององค์ท่านอย่างรุนแรง
เผยประกายความเฉียบคม!
กรีดผ่านผิวเทพเจ้า เชือดเฉือนเลือดเนื้อ ตัดกระดูกเทพเจ้า และทะลุผ่านไป!
ยิ่งมีเสียงกระดิ่งดังก้องตามมา ราวกับเสียงส่งวิญญาณ
ภาพนี้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน แม่ทัพเทพเจ้าระดับแท่นเทวะขั้นสูงสุดองค์นั้นถึงแม้จะตั้งสติได้ทัน แต่ก็ไม่มีโอกาสที่จะโต้กลับและหลบหนีแล้ว
เพราะเหล็กแหลมนั่นแหลมคมอย่างยิ่ง วัสดุไม่ธรรมดา และมือที่ถือมันก็แฝงไว้ด้วยพลังที่น่าสะพรึงกลัวเป็นอย่างยิ่ง
ที่สำคัญที่สุดคือ…คนที่สังหารองค์ท่าน พลังบำเพ็ญก็ไม่ได้อ่อนแอเช่นกัน แม้ว่าจะไม่เท่าองค์ท่าน แต่ก็ไม่ได้ห่างกันมากนัก
มีคุณสมบัติที่จะต่อสู้กับองค์ท่านได้โดยตรง
และการที่คนเช่นนี้มาลอบโจมตี…ย่อมเฉียบคม!
ดังนั้นในเสี้ยวพริบตาต่อมา ดวงตาขององค์ท่านเบิกกว้าง ในขณะที่ฟ้าดินหมุนวน องค์ท่านก็ได้เห็นร่างกายของตัวเองที่ถูกวิชาเซียนผีเสื้อกลางคืนสีแดงของแม่ทัพกองทัพคะนึงมังกรท่วมกลืนไป
กายเนื้อนั่นดูเหมือนจะ…ไม่มีหัว!
เลือดเทพเจ้ากำลังพุ่งขึ้นจากลำคอ และรวมเข้ากับแสงพรายรุ้งสีแดง!
ยิ่งมีวิญญาณเทพที่ฉีกขาด ก็ถูกเหล็กแหลมกรีดแบ่งออกเป็น 2 ส่วนเช่นกัน
จนกระทั่งแสงพรายรุ้งสีแดงและผีเสื้อกลางคืนแปลกประหลาดเข้าปกคลุมร่างเทพอย่างสมบูรณ์ ผีเสื้อกลางคืนสีแดงเจาะเข้าไปในเลือดเนื้อ ทำลายทุกสิ่ง!
และทั้งหมดนี้ รวมถึงสติรับรู้ขององค์ท่าน ในสัมผัสรับรู้ขององค์ท่านตอนนี้ กำลังหลุดลอยไปไกลอย่างรวดเร็ว
เพียงแต่…สิ่งที่จากไปไกลไม่ใช่กายเนื้อ แต่เป็นศีรษะขององค์ท่าน!
ศีรษะขององค์ท่าน ถูกมือหนึ่งถือไว้ และกำลังทะยานอย่างรวดเร็ว!
ในช่วงเวลาที่สติพร่ามัว ในที่สุดองค์ท่านก็เห็นคนที่ถือศีรษะของตัวเองไว้
นั่นเป็นชายหนุ่มคนหนึ่ง สวมเสื้อคลุมยาวสีดำ เปื้อนเลือดเทพเจ้า ผมสีม่วง หน้าตาหล่อเหลางดงาม
สายตายิ่งแฝงด้วยเย็นชา
ก็คือ…ผู้บำเพ็ญเก็บกวาดที่องค์ท่านกำจัดไปก่อนหน้านี้!
“เจ้า…”
เสียงแหบแห้งดังออกมาจากปากขององค์ท่านเพิ่งจะดังก้องออกมา แต่ในเสี้ยวพริบตาต่อมา การผนึกก็ลงมาเยือน
โลกขององค์ท่าน สุดท้ายก็สีดำสนิท
สนามรบก็เงียบสงัดในทันที
ส่วนในอากาศ เงาร่างของสวี่ชิงที่กำลังถือศีรษะและเดินมา ราวกับหยุดนิ่ง กลายเป็นจุดสนใจ
คนที่ถูกกำจัดไปก่อนหน้านี้ คือตัวสวี่ชิงที่อยู่ในอีกห้วงกาลอวกาศ ซึ่งเป็นร่างที่ใช้อำพราง ส่วนคนที่ปรากฏตัวในตอนนี้ คือร่างจริง
ตอนนี้บนท้องฟ้า ท่ามกลางความหวาดหวั่นของฝ่ายเทพเจ้า และความตื่นตะลึงของฝ่ายผู้บำเพ็ญ ร่างของสวี่ชิงก็หยุดลง และยกศีรษะที่เขาผนึกไว้ในมือขึ้นสูง
ไม่พูดอะไรสักคำ
ข้างหลังของเขาคือแสงพรายรุ้งสีแดงราวดวงจันทร์
และข้างล่าง ในสนามรบ ไม่นานนักก็มีเสียงโห่ร้องกึกก้องไปทั่วฟ้าดินดังขึ้น
จากนั้น…กองทัพผู้บำเพ็ญก็เหมือนกระแสน้ำไหลบ่า โหมทะลักไปราวถล่มภูเขาล่มมหาสมุทร แข็งแกร่งทรงพลังเกินต้านทาน ท่วมกลืนเทพเจ้า
(>>>พิสูจน์อักษร By Zank<<<)
