บทที่ 1238 ขอรับอาสา!
พวกสวี่ชิงถือป้ายคำสั่ง หลังจากส่งมอบพลังงานต้นกำเนิดแล้ว ก็เดินทางไปจากดาวยักษ์แดงอันกว้างใหญ่ไพศาลดวงนั้น ค่อยๆ หายไปในท้องฟ้าดารา
และจากการเดินทางจากไปของพวกเขา ดาวยักษ์แดงดวงมหึมาดวงนั้นก็ยังคงพ่นเมฆออกมา สาดทอแสงอันเจิดจ้า
ในแสงนั้น ภายในดาวยักษ์แดง ในตำหนักสีดำอันเก่าแก่ มีเสียงหนึ่งที่เต็มไปด้วยความรู้สึกดังสะท้อนขึ้นอย่างทอดถอนใจ
“ไม่นึกเลยว่าจะมีผู้ที่สู้จนสุดทางเช่นนี้ อีกทั้งยังเป็นผู้โบยบินสู่สวรรค์อีกด้วย ทว่าเมื่อมองดูพวกเขาอีกครั้ง ข้าก็พลันรู้สึกว่าการที่พวกเขามาถึงที่นี่ได้ ก็ไม่ใช่เรื่องที่เกินความคาดหมายอะไรนัก”
“ก็ไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้วในหมู่พวกเขา จะมีผู้บำเพ็ญที่มีความหวังจะเป็นเมล็ดพันธุ์แห่งวิถีปรากฏขึ้นหรือไม่ หรือว่า…จริงๆ แล้วทั้งหมดก็เป็นเพียงแค่เมล็ดพันธุ์ปลอมเท่านั้น”
“เหมือนกับพวกเราทุกคน จริงๆ แล้วก็เหมือนกันไม่ใช่หรือ นอกจากแม่ทัพใหญ่แล้ว มีใครบ้างที่ไม่ใช่ผู้โบยบินสู่สวรรค์ มีใครบ้างที่ไม่ได้กำลังอยู่ในเส้นทาง”
“โองการของจอมเซียนในตอนนั้น วันนี้ผ่านมาเนิ่นนานนัก ทำให้เซียนอย่างพวกเรามีมากขึ้น แต่จนถึงตอนนี้ ก็ยังไม่มีระดับผู้นำเซียนปรากฏขึ้นเลย”
ภายในตำหนัก แม้จะไม่มีเสียงถอนหายใจ แต่ทุกประโยคก็แฝงไว้ด้วยความรู้สึกสะท้อนใจ
ความหมายนี้ลุ่มลึก ทำให้เหล่าเซียนค่อยๆ เงียบนิ่งไป
จนกระทั่งผ่านไปครู่ใหญ่ เสียงแหบของแม่ทัพใหญ่ก็ค่อยๆ ดังก้องกังวานขึ้น
“การลงมือสร้างทำได้ง่าย แต่รักษาไว้นั้นทำได้ยาก”
“มนุษย์เป็นเช่นนี้ โลกมนุษย์ก็เป็นเช่นนี้ สำหรับผู้บำเพ็ญ ระบบดาวที่ 5 ก็เป็นเช่นนี้เช่นกัน”
เสียงดังขึ้นในความคิดของเหล่าเซียนกลายเป็นระลอกคลื่น
เหล่าเซียนที่นี่ย่อมเข้าใจหลักการนี้ดี กระทั่งว่าด้วยความรู้ความเข้าใจของพวกเขา ยิ่งมองเห็นได้มากกว่านั้น
รู้ว่าอย่างหลังนั้นไม่สามารถใช้คำว่าง่ายมาอธิบายได้เลย
ระบบดาวที่ 5 ในอดีตมีเทพเจ้าปกครองควบคุม มีจอมเทพสยบทุกสิ่ง เป็นจอมเซียนที่ผงาดขึ้นจากความยากลำบากแสนเข็ญ นำพาเผ่ามนุษย์จากโลกใบเล็กทั้งหมด เปิดเส้นทางของผู้บำเพ็ญ เดินเส้นทางวิญญาณเซียน
ทีละก้าว…ทีละก้าว ผ่านความยากลำบากมากมายเหลือคณา ผ่านเคราะห์หายนะนับไม่ถ้วน ฟันฝ่าโลกใบเล็กออกมา สังหารเทพเจ้า
ในที่สุดก็สยบจอมเทพได้ ควบคุมตัวผู้นำเทพ ตัดขาดแหล่งต้นกำเนิดเทพเจ้าทั้งหมด ให้เผ่าเทพเจ้านับไม่ถ้วนเป็นทาส และแบ่งระบบดาวที่ 5 ทั้งหมดออกเป็นสวรรค์นอกพิภพ 12 แห่ง
และยังถมใจกลางให้เรียบราบ สถาปนาบัญชาสร้างเมืองเซียนขึ้นมา
เช่นนี้ ถึงจะทำให้ระบบดาวที่ 5 ใน 36 ระบบดาวชั้นบนเป็นดินแดนที่เป็นของผู้บำเพ็ญ เป็นของเผ่ามนุษย์ได้อย่างแท้จริง!
ความสำเร็จเช่นนี้ ย่อมไม่สามารถใช้คำว่าง่ายมาพรรณาได้เลย เรียกว่ายากเป็นอย่างยิ่ง!
ดังนั้นคิดจะปกป้องความสำเร็จนี้ คิดจะสืบทอดความสำเร็จนี้ ยิ่งเป็นความยากเข็ญขั้นสุดบนความยากเข็ญขั้นสุด!
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง…ผู้นำเซียนจี๋กวงที่ควรจะเป็นจอมเซียนรุ่นที่ 2 ก็ได้แตกดับไปแล้ว
ทำให้อนาคตของระบบดาวที่ 5 ดูเลือนราง
ในเมื่อ…นอกระบบดาวที่ 5 นอกจากระบบดาวพิเศษไม่กี่แห่งแล้ว ที่อื่นล้วนเป็นดินแดนของเทพเจ้า ด้วยเหตุนี้ ระบบดาวที่ 5 ที่ดูเหมือนจะรุ่งโรจน์งดงาม ภายนอกดูร้อนแรงราวไฟเผาน้ำมัน แต่ความจริงกลับมีสัญญาณของความรุ่งเรืองที่กำลังจะเสื่อมถอย
หากต้องการแก้ไข จะต้องให้ระบบดาวที่ 5 มีจอมเซียนคนที่ 2 !
และหากต้องการให้มีจอมเซียน ก็จะต้องให้มีผู้นำเซียนหลายคนปรากฏขึ้นก่อน ด้วยเหตุนี้…จึงมีการฝึกฝนผู้โบยบินสู่สวรรค์มาเนิ่นนานหลายปี!
ด้วยวิธีการที่โหดร้าย อบรมปลูกฝังผู้บำเพ็ญที่สามารถโบยบินขึ้นสู่เมืองเซียนได้ จากนั้นก็เลี้ยงเหมือนกู่ จะด้วยชะตาก็ดี จะด้วยผลกรรมเวรก็ช่าง สรุปแล้ว ผู้คนที่ตายไประหว่างทางก็ล้วนเป็นเพียงเมล็ดพันธุ์ปลอม
ผู้ที่รอดชีวิตและเดินต่อไปได้ต่างหากถึงจะเป็นเมล็ดพันธุ์แห่งวิถี!
ส่วนเรื่องแนวคิด ผู้ที่สามารถเดินไปจนถึงที่สุดได้ ย่อมเป็นคนที่มีปณิธานเดียวกัน!
“หวังว่าวันนั้นจะมาถึงเร็วๆ ไม่ว่าจะเป็นรุ่นไหน ขอเพียงเป็นเผ่ามนุษย์ ขอเพียงเป็นผู้บำเพ็ญ”
……
เวลา จากการที่พวกสวี่ชิงอยู่ที่แนวหน้าปีกซ้ายก็ค่อยๆ ผ่านไป
เพียงพริบตาก็ผ่านไป 3 เดือนแล้ว
ในช่วง 3 เดือนนี้ ในฐานะที่เป็นโม่บดเนื้อ แนวรบใจกลางปีกซ้ายที่จะสาดทอแสงสีแดงและส่องสว่างสนามรบ สถานการณ์การต่อสู้โดยละเอียดจะเป็นอย่างไร พวกสวี่ชิงก็ไม่อาจล่วงรู้ได้แล้ว
แต่จากแนวรบแนวหน้าที่พวกเขาอยู่ จากความเปลี่ยนแปลงและความกดดันใน 3 เดือนนี้ จากรายละเอียดปีกย่อยเหล่านี้ ก็สามารถมองอะไรออกได้บ้าง
ใจกลางแนวรบน่าจะถึงช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดแล้ว
เพราะที่แนวหน้าปีกซ้ายนี้ ความถี่ในการเคลื่อนไหวของกองทัพก็ลดน้อยลงเรื่อยๆ
“นี่หมายถึงการวางแผนใกล้จะเสร็จสมบูรณ์แล้ว”
“ขณะเดียวกัน จากการสอบถามข้าก็ได้รู้ว่าในทิศทางที่ใกล้กับระบบดาวที่ 4 แนวหน้าของแนวหน้า การต่อสู้ขนาดเล็กกับเทพเจ้าก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ”
“ท่าทางภารกิจของพวกเราก็คงจะใกล้มาถึงแล้ว พวกนี้คือข้อมูลที่ข้าสืบได้มาในช่วงนี้”
ตอนนี้ ในดาวทดแทนวิญญาณ บนภูเขาหิมะแห่งหนึ่งที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายวิญญาณเซียน พวกสวี่ชิงกำลังนั่งขัดสมาธิรอบกองไฟ
บนท้องฟ้ามีหิมะโปรยปรายลงมาอย่างต่อเนื่อง เหมือนกับเสียงของโจวเจิ้งลี่ที่ค่อยๆ ดังมา
ขณะเดียวกันก็นำความหนาวเย็นมาสู่ผืนแผ่นดินด้วยเช่นกัน
มีเพียงบริเวณรอบๆ กองไฟเท่านั้นที่เมื่อหิมะตกลงมาก็เลือนหายไป กลายเป็นไอน้ำพวยพุ่งขึ้น ลอยวนเวียนอยู่รอบๆ
และรอบๆ พวกเขาคือภูเขาหิมะที่ทอดยาวไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด กระทั่งว่าหากกวาดตามองดาวทดแทนวิญญาณทั้งดวง ก็จะพบว่าดาวดวงแทบจะเป็นภูเขาหิมะเกือบทั้งหมด
มีจำนวนมาก
และบนภูเขาหิมะทุกลูกล้วนมีกองไฟที่เปลวเพลิงสีแดงลุกไหม้อยู่กองหนึ่ง
ในกองไฟนั้น เปลวไฟไหวระริก ขณะเดียวกับที่ปล่อยความร้อนออกมา ก็ดูเหมือนจะแฝงไว้ด้วยความลึกลับบางอย่าง
ความลึกลับนี้ทำให้อาการบาดเจ็บของผู้บำเพ็ญฟื้นฟูขึ้นได้
และพวกสวี่ชิงได้พักฟื้นที่ดาวดวงนี้เป็นเวลา 3 เดือนแล้ว พลังบำเพ็ญและอาการบาดเจ็บก็ฟื้นฟูภายใต้การรักษาของกองไฟอันลึกลับนี้ตั้งนานแแล้ว
ดังนั้น นอกจากเดือนแรกที่พวกเขาไม่ได้ออกจากภูเขาหิมะที่อาศัยอยู่แล้ว 2 เดือนหลังพวกเขาก็กระจายกันไป และกำหนดเวลาที่แน่นอนที่จะกลับมา
วันนี้ เป็นการกลับมาครั้งที่ 3 ของทุกคน
และเมื่อโจวเจิ้งลี่พูดจบ หลี่เมิ่งถู่ก็กล่าวขึ้น “ทิศทางที่ข้าไปสืบต่างจากโจวเจิ้งลี่ ข้ามุ่งเน้นไปที่ว่าใจกลางแนวรบมีใครมาเยือนหรือไม่ ในช่วง 3 เดือนนี้ ไม่มีเลยแม้แต่คนเดียว”
หลี่เมิ่งถู่รู้ว่าตัวเองไม่ถนัดในการสืบข่าว ดังนั้นเขาจึงเลือกทิศทางที่ง่ายที่สุด
ตอนนี้เมื่อพูดจบ เขาก็มองไปที่คนอื่นๆ ที่อยู่ข้างๆ
ทุกครั้งที่กลับมา จะต้องรวบรวมข้อมูลที่สืบได้มา นี่คือแผนที่พวกเขาตั้งไว้ตั้งแต่แรกเมื่อแยกจากกัน
และวิธีนี้ทำให้พวกเขาสามารถทำความเข้าใจแนวหน้าได้เร็วขึ้น
ดังนั้น หย่วนซานซู่ เสียหลิงจื่อ เชียนจวินและปี้อี้ ตลอดจนผู้โบยบินสู่สวรรค์คนอื่นๆ ต่างทยอยเล่าข้อมูลที่ได้จากทิศทางที่ตัวเองไปสืบมา
คนที่พูดคนสุดท้ายคือซิงหวนจื่อ
เขามองไปที่สวี่ชิง
“ครั้งที่แล้วที่พวกเรากลับมา คนพวกนั้นที่เจ้าให้ข้าจับตามอง ครั้งนี้ข้าก็มีความเข้าใจมากขึ้น”
สวี่ชิงเมื่อได้ยิน ก็มองไปทางซิงหวนจื่อ
ใน 3 เดือนนี้ เขาก็ออกไปข้างนอกหลายครั้งเช่นกัน ใช้วิธีของตัวเองทำความเข้าใจแนวหน้าของปีกซ้าย และจากการสืบ เขาก็บังเอิญเห็นกลุ่มผู้บำเพ็ญทหารที่ค่อนข้างพิเศษกลุ่มหนึ่ง
พวกเขาในมุมหนึ่งแล้วก็คล้ายกับกรมรวบรวมทรัพยากร อีกทั้งยังลึกลับมาก ไม่ค่อยติดต่อกับใคร ปิดกั้นกับคนนอกเป็นที่สุด
ดังนั้นสวี่ชิงจึงไม่ได้ติดต่ออะไรมาก แต่ในใจก็คาดเดาบางอย่างไว้ ดังนั้นในการรวบรวมข้อมูลครั้งที่แล้วก็นึกขึ้นได้ บอกทุกคน ให้คอยสังเกตหากเจอเข้า
“คนกลุ่มนั้น เป็นกองทัพเสริมกองหนึ่ง แบ่งเป็น 50 กลุ่มย่อยเคลื่อนไหวอยู่ที่สนามรบแนวหน้าที่ปะทะกับเทพเจ้าทุกครั้ง”
“พวกเขาถูกเรียกว่า…กองทัพเก็บกวาด!”
“ภารกิจของพวกเขาพูดง่ายๆ ก็คือการทำความสะอาดสนามรบ ไปดูดพลังงานต้นกำเนิดที่ยังเหลืออยู่จากซากศพของเทพเจ้าที่ตายไปพวกนั้น ตลอดจนเก็บสิ่งของที่ยังมีค่าอยู่”
“เพื่อให้สงครามของฝ่ายเราสามารถเลี้ยงตัวเองได้ในระดับหนึ่ง”
“ยิ่งมีสงครามมากเท่าไหร่ พวกเขาก็ยิ่งเคลื่อนไหวมากขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา จากความถี่ในการต่อสู้ขนาดเล็กกับระบบดาวที่ 4 เพิ่มขึ้น เงาร่างของพวกเขาก็แทบจะมารวมตัวกันที่นั่นทั้งหมด”
เมื่อซิงหวนจื่อพูดจบ เขามองไปที่สวี่ชิงและกล่าวอย่างสงบ “เช่นนั้นที่เจ้าให้พวกเราสังเกตคนกลุ่มนี้ เป็นเพราะอะไร”
สวี่ชิงคิดอยู่ครู่หนึ่ง สายตากวาดมองไปยังคน 10 กว่าคนที่อยู่รอบตัว แต่ละคนในนี้ หลังจากผ่านเรื่องราวมากมายขนาดนี้ เขาก็คุ้นเคยเป็นอย่างดี
ดังนั้น หลังจากนั้นครู่หนึ่ง สวี่ชิงก็เอ่ยขึ้นเบาๆ “หลังจากที่เราส่งมอบพลังงานต้นกำเนิดแล้ว ก็ถูกจัดให้อยู่ที่นี่เพื่อพักฟื้น 3 เดือนแล้ว”
“ระหว่างนี้ ท่านแม่ทัพท่านนั้นก็ไม่ได้ให้การจัดสรรภารกิจอะไรเลย…”
“ดังนั้นข้าจึงคิดว่า แทนที่จะรอให้ท่านแม่ทัพจัดสรรให้ พวกเรามิสู้หาหน้าที่ที่เหมาะสมกับตัวเอง…เสนอตัวอาสาจะดีกว่าหรือไม่”
เมื่อคำพูดของสวี่ชิงออกมา ดวงตาของซิงหวนจื่อเปล่งประกายประหลาด โจวเจิ้งลี่ยิ้มเล็กน้อย เสียหลิงจื่อเลียริมฝีปาก เชียนจวินและปี้อี้ 2 พี่น้องตัวกระบี่ก็มีเสียงดังแผ่วเบาขึ้นมา
แม้แต่หย่วนซานซู่ที่ปกติพูดน้อย ก็ยังมีประกายแสงประหลาดในดวงตา
ผู้โบยบินสู่สวรรค์คนอื่นๆ ยิ่งเป็นเช่นนั้น บนร่างต่างมีจิตสังหารเข้มข้นพวยพุ่งขึ้นมา ทำให้หิมะที่ตกลงมาจากท้องฟ้าสั่นสะเทือนและค่อยๆ กลายเป็นสีดำ
หลี่เมิ่งถู่ยิ่งพูดออกมาตรงๆ “ข้าอยากจะทำมานานแล้ว!”
คำพูดที่ตรงไปตรงมานี้ เหมือนจะพูดแทนใจของทุกคน ดังนั้นสายตาของฝูงหมาป่าแต่ละทาง…แต่ละทาง ต่างก็จ้องมองมาที่สวี่ชิง
พวกเขาทุกคนล้วนฝ่าฟันสังหารออกมาจากเมืองเซียน ทั้งยังผ่านการฝึกฝนมามากมายขนาดนี้ เป็นผู้ที่กระหายเลือดดุร้ายตั้งนานแล้ว และในอุปนิสัยก็ไม่ได้ขาดความดื้อรั้นไม่ยอมใคร
ดังนั้นในช่วง 3 เดือนนี้ ต่างก็อดใจกันจะไม่ไหวแล้ว
ตอนนี้เมื่อได้ยินคำพูดของสวี่ชิง ในใจย่อมเกิดความกระตือรือร้นขึ้นมาเป็นธรรมชาติ
ดังนั้นหลังจากที่สวี่ชิงมองหน้าพวกเขาแล้ว ก็พยักหน้าเล็กน้อย ไม่เสียเวลา ลุกยืนขึ้น หยิบป้ายที่แม่ทัพใหญ่มอบให้ออกมาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
หลังจากถือไว้ในมือ ตัวอ่อนเซียนของเขาก็ส่องประกาย ก่อตัวเป็นจิตเซียนมหาศาล ผสานหลอมรวมเข้าไป
แปรเปลี่ยนเป็นเสียงเต๋า สั่นสะเทือนป้ายคำสั่ง
“สวี่ชิงแห่งกลุ่มย่อยผู้รวบรวมทรัพยากรและผู้ขนส่ง ขออนุญาตรายงานแม่ทัพใหญ่!”
“กลุ่มของข้าพักฟื้นเสร็จสิ้นแล้ว อาการบาดเจ็บฟื้นฟูกลับเป็นปกติ สภาพร่างกายดีเยี่ยม ขณะนี้เมื่อเห็นสหายร่วมรบในแนวหน้าสังหารเทพเจ้าในใจก็เกิดความฮึกเหิม เลือดยิ่งเดือดพล่าน ตอนนี้จึงขอรับอาสา…”
“ยินดีที่จะไปยังแนวหน้าที่เป็นจุดทำสงคราม รับหน้าที่เป็นกลุ่มย่อยกองทัพเก็บกวาด…รวบรวมพลังงานต้นกำเนิดต่อไป!”
จากจิตเซียนของสวี่ชิงที่ส่งเข้าไป คนอื่นๆ ก็ลุกขึ้นยืน รอคอยด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
เพียงแต่ป้ายคำสั่งไม่มีปฏิกิริยาใดๆ ราวกับว่าจิตเซียนของสวี่ชิงกลายเป็นวัวหินที่จมลงสู่ทะเล แต่ทุกคนรวมถึงสวี่ชิง ต่างก็มีความอดทนมาก ยังคงรอต่อไป
จนกระทั่งผ่านไปครึ่งชั่วยามเต็มๆ…
ป้ายคำสั่งในมือของสวี่ชิงก็พลันสั่นสะเทือนขึ้น มีประกายแสงสีแดงปะทุออกมาจากในนั้น ในขณะที่แผ่ออกไปรอบๆ จิตเซียนอันกว้างใหญ่ทางหนึ่งก็แผ่ออกมาจากป้ายคำสั่ง
“อนุมัติ!”
เมื่อจิตนี้ปรากฏออกมา สวี่ชิงก็กล่าวเสียงดังในทันที “น้อมรับคำบัญชา!”
ทุกคนที่อยู่ข้างหลังเขาก็พูดพร้อมกัน เสียงรวมกับเสียงของสวี่ชิง ท่ามกลางลมและหิมะ ท่ามกลางแสงสีแดง มีรัศมีอำนาจความฮึกเหิมพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า
ราวอาทิตย์ยามรุ่งอรุณ!
(>>>พิสูจน์อักษร By Zank<<<)
