บทที่ 1252 : 19 เมล็ดพันธุ์วิถีจับธิดาเทพ
นอกค่ายกลส่งข้าม สายตามากมายจับจ้อง
ตอนนี้หมื่นสายตาเพ่งเล็ง เสียงวิจารณ์ดังเป็นระลอก
ทว่า…เทียบกับความรู้สึกของโจวเจิ้งลี่ที่สร้างกระแสให้สวี่ชิงแล้ว ตอนนี้ธิดาเทพตรงมือสวี่ชิง ในใจกลับมีความเคียดแค้นท่วมท้น
แม้ว่าองค์ท่านหายใจรวยริน ไม่มีราศีเหมือนก่อนอีก ผิวพรรณยิ่งแห้งเหี่ยวไม่เปล่งปลั่ง แต่กลับไม่ได้หมดสติจริงๆ
ด้วยสวี่ชิงไม่ยินยอม
จากประสบการณ์เก็บเกี่ยวทั้งเป็นหลายครั้งของสวี่ชิง ยิ่งจิตวิญญาณศัตรูที่เก็บเกี่ยวเกิดคลื่นสะเทือน ยิ่งมีชีวิตชีวา คุณภาพการเก็บเกี่ยวก็ยิ่งดี
ดังนั้นตลอดทางมานี้ ธิดาเทพซิงโหมวจึงยังมีสติ
ถูกเก็บเกี่ยวทั้งเป็น
ทุกครั้งยามองค์ท่านเกือบหมดสติจะถูกปลุกขึ้นมา
หมุนเวียนเป็นวัฏจักร…
ตลอดทางมานี้สำหรับองค์ท่านแล้ว ความเจ็บปวดยากบรรยายเป็นคำพูด
สำหรับองค์ท่านที่มีสายเลือดสูงส่งเหนือผู้อื่น ทั้งชีวิตไม่เคยเจอมาก่อน เรียกได้ว่าจดจำลึกซึ้งถึงกระดูก
นี่คือสาเหตุที่องค์ท่านเดือดดาลและเคียดแค้นสวี่ชิงยิ่ง
ท่ามกลางสายตามวลชน ต่อให้องค์ท่านอ่อนแอก็ยังลืมตา จ้องมองสวี่ชิงเขม็ง
แต่สายตาเช่นนี้สวี่ชิงเคยชินแล้ว ตอนนี้ใบหน้าเขาไร้ความรู้สึก มีเพียงมือที่บีบคอซิงโหมวออกแรงอีกครั้ง
ดูดซับอีกครา!
ซิงโหมวตัวสั่นทันที คล้ายมีสายฟ้าแล่นผ่านกาย แทรกซึมถึงจิตวิญญาณ เปลี่ยนเป็นความรู้สึกเหมือนจิตวิญญาณกำลังถูกพรากไป ทำให้องค์ท่านอ่อนแอยิ่งกว่าเดิม
คิดร้องครวญคราง แต่ลำคอถูกบีบ ไม่อาจส่งเสียงใด
ท่ามกลางความคลุ้มคลั่ง ความเกลียดชังทั้งหมดขององค์ท่านรวมตัวตรงนัยน์ตา กลายเป็นคำสาปแช่งร้ายกาจในใจ
‘หากพ้นเคราะห์ไปได้ ข้าจะใช้ทั้งชีวิตทำให้คนตรงหน้า รวมถึงเหล่าสหายของเขา…ตายทั้งเป็น!!!’
สวี่ชิงยังคงมองข้าม
สำหรับเขาการยกระดับพลังบำเพ็ญ เลื่อนขั้นเป็นเซียนชั้นล่าง กลับแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์โดยเร็ว นี่แหละคือเรื่องที่เขาใส่ใจยิ่ง
‘รางวัลจากการจับธิดาเทพครั้งนี้…’
‘คุณสมบัติธิดาเทพก็พิเศษมาก…หากถือครองระยะยาว พลังบำเพ็ญทะลวงระดับกึ่งเซียนขั้นกลางย่อมนับวันรอได้!’
ภายใต้การคุ้มกันของกองทัพเกล็ดคำนึง สวี่ชิงหิ้วตัวซิงโหมว ดูดซับตามสัญชาตญาณพลางใคร่ครวญในใจ ออกจากค่ายกลส่งข้ามไปไกล
มุ่งหน้าไปยังดาวยักษ์แดงซึ่งแม่ทัพใหญ่ประจำการตรงแนวหน้าปีกซ้าย
เหล่าผู้บำเพ็ญที่เฝ้ามองรอบๆ เห็นเงาร่างพวกสวี่ชิงจากไปไกล กระทั่งหายลับไป พวกเขาค่อยเกิดคลื่นสะเทือนในใจ ความรู้สึกหลายหลาก
“เดิมพวกเขาก็เป็นเมล็ดพันธุ์วิถี ไม่ขาดการขัดเกลา ตอนนี้ยังสร้างผลงานใหญ่ ต่อจากนี้ย่อมประสบความสำเร็จ!”
“โดยเฉพาะสวี่ชิงนั่น ไม่นานชื่อเสียงเขาคงเลื่องลือทั่ววงแหวนที่ 5 !”
ระหว่างทอดถอนใจ เปี่ยมความรู้สึกนานัปการ ไม่ว่าอิจฉาหรือริษยา สวี่ชิงที่ห่างไปไกลล้วนทิ้งสิ่งเหล่านี้ไว้เบื้องหลัง
เวลาล่วงเลยไปเช่นนี้
ครึ่งเดือนต่อมา กองทัพเกล็ดคำนึงคุ้มกันต่อเนื่อง พวกสวี่ชิงตัดผ่านทะเลดารา สุดท้ายก็ถึงกองบัญชาการแนวหน้าศูนย์กลางของแนวรบปีกซ้าย!
นั่นคือดาวมหึมารูปทรงไม่สม่ำเสมอ!
คล้ายดาวปีศาจแดงก่ำ ลอยกลางฟ้าดารา
เมื่อมองจากไกลๆ คล้ายนัยน์ตาควบรวมจากน้ำตาเทพเจ้าก้มมองจักรวาล
ต่อให้เคยมาที่นี่ครั้งหนึ่ง แต่เมื่อเห็นดาวนี้กับตาอีกครั้ง ในใจสวี่ชิงยังเกิดคลื่นสะเทือน
ดาวดวงนี้ใหญ่โตนัก คล้ายลูกไฟขนาดใหญ่ลุกโชนกลางจักรวาล เปล่งแสงเจิดจ้าร้อนแรงออกมา
แสงนั่นเหมือนตัดผ่านความมืดไร้สิ้นสุดได้ ทำให้มันกลายเป็นที่จับตามองกลางฟ้าดารากว้างใหญ่
เมื่อส่งถึงที่นี่ กองทัพเกล็ดคำนึงไม่เดินหน้าอีก ทยอยหยุดลง ผู้บำเพ็ญที่เป็นหัวหน้าคารวะสวี่ชิงด้วยท่าทางเคร่งขรึม
หลังจากสวี่ชิงคารวะตอบก็รู้ว่าภารกิจของพวกเขาจบลงแล้ว ต่อจากนี้คือหน้าที่ของพวกตน
เขาหันกลับมามองดาวยักษ์แดง ร่างวาบไหว มุ่งตรงไปยังดาวนี้พร้อมพวกซิงหวนจื่อ
เมื่อเข้าใกล้ก็เห็น ‘ทะเลเพลิง’ กระหน่ำบนพื้นผิวดาวสีแดง เปลวไฟลุกโชนม้วนซัดไม่หยุด หมอกควันแดงก่ำพวยพุ่ง
ขณะเดียวกันสิ่งที่ถาโถมเข้าใส่ยังมีปริศนาที่สวี่ชิงสัมผัสไม่ได้ด้วยพลังบำเพ็ญก่อนหน้านี้ ดังนั้นจึงไม่เคยรับรู้
นั่นคือเสียงหัวใจระดับหลักบัญญัติ!
คล้ายเสียงกลองรบบรรพกาล ดังก้องทะเลเพลิงแห่งนี้
ตึกๆ ตึกๆ!
คล้ายดาวนี้เป็นสิ่งมีชีวิต!
สร้างกระแสธารสีเลือดล้นฟ้า ม้วนกลืนแดนดารา ทำลายสรรพสิ่งในแดนดาราแห่งนี้เป็นจุณได้ทุกเมื่อ
ภาพนี้ทำให้สวี่ชิงพลันชะงัก
ทุกคนด้านหลังเขาก็ใจสั่นระรัว
ยามทุกคนหยุดเท้า เสียงเปี่ยมประสบการณ์ดังมาจากความว่างเปล่า แฝงความเก่าแก่ คล้ายสายลมแห่งกาลเวลา
“ดีมาก…”
สิ่งที่มาพร้อมเสียงคือเบื้องหน้าพวกสวี่ชิงพลันเกิดเปลวสุริยะมหึมา ก่อตัวเป็นแสงเจิดจ้า ส่องห้วงอากาศโดยรอบ
คล้ายดอกไม้ไฟยักษ์เบ่งบานกลางจักรวาล
ม่านตาแนวตั้งสีเงินนับแสน พลันเบิกโพลงในทะเลแสงแห่งนี้
ทุกนัยน์ตาสะท้อนภาพการห้ำหั่นระหว่างพวกสวี่ชิงกับธิดาเทพ
คล้ายกำลังตรวจสอบกระบวนการ
ไม่กี่อึดใจภาพห้ำหั่นเหล่านั้นค่อยหายไป ดวงตานับแสนจ้องมองพวกสวี่ชิง
โดยเฉพาะธิดาเทพซิงโหมวในเงื้อมมือสวี่ชิง
ต่อจากนั้นแรงดึงดูดหนึ่งพลันปรากฏ
เมื่อสัมผัสถึงความยิ่งใหญ่ของพลังนี้ สวี่ชิงได้แค่ปล่อยมือ ให้แรงดึงดูดปกคลุมตัวธิดาเทพ ดึงเข้าไปในทะเลแสง ก่อนหายลับไปช้าๆ
สวี่ชิงมองภาพนี้อย่างค่อนข้างเสียดาย
เขายังเก็บเกี่ยวไม่พอ
ตลอดทางนี้เหมือนเขาว่องไว แต่ความจริงพยายามถ่วงเวลาเต็มที่ เป้าหมายก็เพื่อดูดซับเพิ่มอีกหน่อย
แก่นตั้งต้นในตัวธิดาเทพคนนี้ เห็นชัดว่าต่างจากเทพองค์อื่น แม้ว่าไม่ถึงขั้นต่อเนื่อง แต่เมื่อดูดซับเกือบหมดจะเจริญเติบโตขึ้นอีกครั้ง
ต่อให้ปริมาณการสร้างใหม่น้อยลงเรื่อยๆ แต่คุณภาพยังดีเยี่ยม
‘หากดูดซับอีกช่วงหนึ่ง พลังบำเพ็ญข้าย่อมทะลวงระดับได้’
สวี่ชิงลอบถอนใจ แต่ทราบว่าผู้นำเซียนจั้นหลูอยู่ตรงนั้น ด้วยต้องการตัวธิดาเทพคนนี้ ไม่มีทางให้ตนถือครองตลอด
ดังนั้นจึงได้แค่เก็บความคิดนี้
จากนั้นค่อยนึกถึงรางวัลการจับกุมธิดาเทพ สวี่ชิงค้อมตัวคารวะไปข้างหน้า
ทุกคนด้านหลังเขาก็เช่นกัน
สักพักเสียงเปี่ยมประสบการณ์แฝงกลิ่นอายกาลเวลาดังก้องอีกครั้ง
“ผู้แจ้งร่องรอยธิดาเทพ ได้ล้านแต้มกองทัพกับแก่นตั้งต้น 10 ตาราง ผู้จับเป็น ได้ 10 ล้านแต้มกองทัพกับแก่นตั้งต้น 100 ตาราง!”
“พวกเจ้าได้ทั้งร่องรอยและจับตัวธิดาเทพ ถือเป็นผลงานใหญ่!”
เมื่อเสียงนี้ดังขึ้น ทุกคนต่างฮึกเหิม
“สวี่ชิง!”
สวี่ชิงได้ยินแล้วสีหน้าเคร่งขรึม ก้าวออกมาข้างหน้า
ในทะเลแสง ดวงตานับแสนจ้องมองมา
เสียงแหบชราดังก้อง
“ธิดาเทพคนนี้ ข้าจะส่งตัวให้ผู้นำเซียนจั้นหลู แต่งตั้งสมญาอริยะเซียนแก่เจ้า รวมถึง…ศัสตรามรรคผู้นำเซียนด้วย!”
“สำหรับศัสตรามรรค เจ้ามีข้อเรียกร้องหรือไม่”
นัยน์ตาสวี่ชิงฉายแววประหลาด ครุ่นคิดสักพัก ก่อนประสานหมัดกล่าวเสียงทุ้มต่ำ “ข้าน้อยต้องการศัสตรามรรคเพื่อสังหารเป็นหลัก!”
“ได้ ข้าจะถ่ายทอดคำพูดให้เจ้า”
“รางวัลทั้งหมดจะส่งให้ใน 7 วัน พวกเจ้ารอตรงหอคอยดารา ดาวนี้มีแก่นตั้งต้นซ่อนเร้น พวกเจ้าจงคว้าโอกาสไว้”
เสียงซ่านสลาย
นัยน์ตาสีเงินนับแสนปิดลงช้าๆ ชั่วไม่กี่อึดใจทะเลแสงก็หายไป แต่กลับมีหอคอยที่สร้างจากหินหนืด 12 แห่ง ทยอยผุดขึ้นมาจากพื้นดิน
ตั้งตระหง่านหน้าพวกสวี่ชิงทั้ง 12 คน
เจดีย์เพลิง 12 แห่งนี้ แผ่แก่นตั้งต้นเข้มข้น กระทั่งสวี่ชิงรู้สึกว่าบัญญัติตนเกิดคลื่นสะเทือน
พวกซิงหวนจื่อกับโจวเจิ้งลี่ที่อยู่ด้านหลังล้วนหวั่นไหว
“ก่อนหน้านี้ข้าได้ยินเรื่องเกี่ยวกับดาวยักษ์แดง เมื่อปีนั้นผู้นำเซียนจั้นหลูเข่นฆ่าสังหารระดับเทพแท้ขั้นสูงสุดหลายคน ใช้กระดูกกับโลหิตเทวะของเหล่าองค์ท่านหลอมรวมเป็นดาวมหึมา!”
“ทั้งผสานบัญญัติหนึ่งของตนเข้าไปด้วย”
“ด้วยเหตุนี้ต่อให้เป็นระดับเซียนชั้นล่าง เมื่อฝึกบำเพ็ญที่นี่ก็มีประโยชน์มาก ทว่าดาวนี้กลับไม่แน่นอน นอกเสียจากอนุมัติเป็นพิเศษ ไม่อย่างนั้น…ก็ห้ามอยู่ที่นี่!”
โจวเจิ้งลี่กล่าวเสียงเบา
สวี่ชิงพยักหน้าเล็กน้อย หันมามองคนด้านหลัง ต่างฝ่ายต่างสบตากัน เห็นถึงความยากลำบากตลอดทางมานี้
จากนั้นสวี่ชิงค่อยทำหน้าจริงจัง ค้อมตัวคารวะ
“รางวัลครั้งนี้ นอกจากสมญาอริยะเซียนซึ่งไม่อาจแบ่งปันแล้ว แก่นตั้งต้น แต้มความชอบ พวกเราล้วนมีส่วนร่วม!”
“ศัสตรามรรคผู้นำเซียน แม้ว่าข้าครอบครอง แต่เป็นสิ่งของร่วมกัน!”
โจวเจิ้งลี่เลื่อมใส ซิงหวนจื่อเงียบไป หลี่เมิ่งถู่แสยะยิ้ม เสียหลิงจื่อกระแอมคราหนึ่ง ฝ่ายหย่วนซานซู่หลุบตาลง
คนอื่นก็เช่นกัน
แต่ละคนคารวะตอบ
เชียนจวินกับปี้อี้คือหนึ่งในนั้น ทั้งเหมือนตื่นเต้นยิ่งกว่า คล้ายว่าการที่สวี่ชิงคารวะ ทำให้พวกเขายินดียิ่งกว่าได้รางวัล
จากนั้นสวี่ชิงค่อยหันหลังกลับ ก้าวเข้าเจดีย์เพลิง
คนอื่นก็ทยอยก้าวเดิน เลือกเจดีย์ของตน เริ่มฝึกบำเพ็ญ
เวลาผ่านไปวันแล้ววันเล่า
ระหว่างที่พวกเขารอรางวัล เมื่อธิดาเทพถูกส่งตัวให้ผู้นำเซียนจั้นหลู ปราณขาวดำเหนือเขตสงครามระหว่างวงแหวนที่ 4 กับที่ 5 เกิดคลื่นสะเทือนโดยไร้สุ้มเสียง
ทั้งชัดเจนว่า…ปราณขาวซึ่งสื่อแทนวิญญาณเซียนกำลังม้วนกลืน ทำให้ปราณดำซึ่งเป็นตัวแทนไอพลังประหลาดถอยร่นอย่างต่อเนื่อง
การพลิกสถานการณ์ส่งผลต่อแนวหน้าทันที ทำให้สงครามของ 2 ฝ่ายดุเดือดยิ่งกว่าเดิม ผู้บำเพ็ญเป็นฝ่ายได้เปรียบ
สถานการณ์ระหว่างจักรพรรดิเทพหลีจูกับผู้นำเซียนจั้นหลูเหมือนคืบหน้า
ในความรางเลือนเห็นร่างมหึมาทั้ง 2 จับจ้องกันกลางปราณขาวดำ
จากนั้น…จิตเทพซึ่งต่างระดับไม่ได้ยินพลันดังก้อง
“จั้นหลู เจ้าย่อมรู้ว่าเมื่อแนวหน้าเสียการควบคุม ข้าถอยร่นก้าวหนึ่ง ศึกนี้ย่อมยกระดับถึงขั้นเป็นศึกตัดสินระหว่างเจ้ากับข้า รวมถึงระดับราชาเทพกับราชาเซียน พวกเจ้า…เตรียมพร้อมหรือยัง”
…
ขณะเดียวกันบนวงแหวนที่ 4 ห่างจากกลางสมรภูมิ ไอพลังประหลาดที่นั่นเข้มข้นยิ่ง
ในฟ้าดาราตรงเขตแดน มีกลิ่นอายเก่าแก่แผ่ออกมา เทพชราร่างมหึมาเหมือนหินอุกกาบาตกำลังร่อนเร่
องค์ท่านหายใจรวยริน ไม่มีสติสัมปชัญญะ คล้ายเหลือเพียงสัญชาตญาณ…
วงจรการร่อนเร่เหมือนมีทิศทางแน่นอน มีแรงดึงดูดลึกลับ กลับไปยังสถานที่ซึ่งไม่อาจระบุ
ในตัวเทพชรา ตรงหัวใจปราศจากเลือดเนื้อ มีร่างชายหนึ่งหญิงหนึ่งขัดสมาธิอยู่
เนิ่นนานกว่าหนึ่งในนั้นจะลืมตา สัมผัสถึงโลกภายนอก ก่อนกล่าวเสียงเบา “ท่านพี่ พวกเราใกล้ถึงแล้ว…”
เมื่อเสียงดังก้อง อีกคนค่อยลืมตา พยักหน้าเล็กน้อย
“แสงตะเกียงตรงแนวหน้าดึงดูดสายตาเกือบทั้งหมดไป แต่…หนทางต่อจากนี้ พวกเราต้องซ่อนตัวยิ่งกว่าเดิม”
ตอนนี้ถ้าสวี่ชิงอยู่ที่นี่ หลังจากเห็นทั้งสองคนแล้ว เขาย่อมจำได้ในพริบตา
นั่นคือนายน้อยจี๋กวงกับเซียนหลิงหวงคู่บำเพ็ญของเขา!
(>>>พิสูจน์อักษร By Zank<<<)
