Skip to content

Outside Of Time 520


บทที่ 520 ความจริงของการเปิดแดนต้องห้ามเซียน!

“เจ้าใหญ่ เจ้าสี่ พวกเจ้าสองคนขึ้นไปคารวะไป”

นายท่านเจ็ดมองรูปปั้น เอ่ยช้าๆ

เมื่อสวี่ชิงได้ยิน กำลังจะเข้าไปคารวะ จู่ๆ นายกองข้างๆ ก็เอ่ยว่า

“ข้าไม่คารวะแล้วกัน”

สวี่ชิงกะพริบตาปริบๆ หยุดคารวะ เมื่อนายท่านเจ็ดได้ยินก็ขมวดคิ้วมองไปทางนายกอง

“เจ้าจะเล่นลูกไม้อันใดอีก”

ดวงตานายกองเผยความร้อนแรง มองไปทางนายท่านเจ็ด

“อาจารย์ ในโลกของศิษย์ ท่านคือตัวตนที่ไม่เป็นสองรองใคร เหนือกว่าใครในใต้หล้า สำหรับคนอื่น เห็นมหาจักรพรรดิต้องคารวะ แต่ทุกครั้งที่ศิษย์เห็นท่านอาจารย์ก็คารวะ ถือว่าเป็นการคารวะมหาจักรพรรดิสูงสุดในใจไปหลายครั้งแล้ว

“ดังนั้น ศิษย์ไม่ต้องซื่อสัตย์กับมหาจักรพรรดิองค์อื่นแล้ว คารวะไปก็ไร้ประโยชน์ เพราะในใจศิษย์มีเพียงอาจารย์เท่านั้น จึงไม่จำเป็นต้องไปคารวะผู้อื่นอีก!”

คำพูดนี้ นายกองพูดอย่างเป็นเหตุเป็นผล จับโกหกไม่ได้เลยแม้แต่น้อย ราวกับว่าเดิมในใจเขาก็คิดเช่นนี้ พูดจบ เขาก็ทำหน้าเคารพเลื่อมใส

ราวกับอาจารย์ ไม่ได้เป็นเพียงมหาจักรพรรดิสำหรับเขา แต่เป็นเทพเจ้าในใจเขา

โดยเฉพาะในสีหน้าเคารพเลื่อมใสของเขา ยังผสานความกตัญญูต่อบิดามารดาเล็กน้อยด้วย

ดังนั้นสีหน้านี้กล่าวได้ว่ายอดเยี่ยมจริงๆ

เมื่อนายท่านเจ็ดได้ยินก็แค่นเสียงขึ้นจมูก สีหน้าดูอย่างไรก็ยังคงเย็นชา แต่หากดูอย่างละเอียดจะพบว่าคิ้วของนายท่านเจ็ดผ่อนคลายลงแล้ว แววตาฉายความพึงพอใจมากขึ้น

กระทั่งสายตาที่มองนายกองก็อ่อนลงไม่น้อย

เหมือนรู้สึกว่าศิษย์คนนี้ แม้จะมีปัญหาสารพัด แต่สุดท้ายท่าทีก็ไม่เลวนัก การเคารพอาจารย์เป็นคุณสมบัติที่ดี เป็นข้อดีข้อใหญ่

จุดด่างพร้อยมิอาจปิดบังจุดเด่น

คิดถึงตรงนี้ นายท่านเจ็ดก็เอ่ยเสียงเรียบ

“เจ้าเองก็โตแล้ว วันๆ เอาแต่เล่นลิ้น ทำหน้าทะเล้น ไม่เอาจริงเอาจัง เอาล่ะ ข้ารู้เจตนาของเจ้าแล้ว เจ้าไม่อยากคารวะก็เรื่องของเจ้า”

พูดจบ นายท่านเจ็ดก็เงยหน้า มองหน้ากากหนังมนุษย์ในศาลเจ้าเหล่านั้น เหมือนกำลังค้นหา

นายกองก็ฮึกเหิม คารวะให้อาจารย์สุดตัว จากนั้นก็กวาดตามองสวี่ชิงอย่างได้ใจ

สวี่ชิงเห็นทั้งหมดกับตา อดนับถือนายกองเข้มข้นขึ้นอีกหลายส่วนไม่ได้ นับว่าเขามองออกแล้วว่าก่อนหน้าที่ตนจะฝากตัวเป็นศิษย์ นายกองต้องเป็นคนที่อาจารย์รักมากที่สุดแน่นอน

จะอย่างไร คนส่วนใหญ่ก็ชอบการประจบสอพลอที่ใช้ได้ตลอดเวลาและเปลี่ยนแปลงได้หลายรูปแบบเช่นนี้มาก

คิดถึงตรงนี้ สวี่ชิงยังคงประสานหมัดคารวะรูปปั้นมหาจักรพรรดิมนุษย์นั้น จากนั้นก็โค้งคารวะอาจารย์สามครั้ง

ประสานหมัดคารวะหนึ่งครั้งคือ การเคารพคนภายนอก

โค้งคารวะสามครั้ง คือการเคารพความรักของบิดามารดา

นายกองมองภาพนี้ ก็หัวเราะหึๆ ใส่สวี่ชิง

มุมปากนายท่านเจ็ดยกขึ้น ยกมือขวาขึ้นคว้าไปด้านบน ฉับพลันเขาก็ดึงหน้ากากหนังมนุษย์ในตำแหน่งที่ค่อนข้างสูงดวงหนึ่งลงมาจากผนังในศาลเจ้า

พริบตานั้น หน้ากากหนังมนุษย์ลอยมาที่มือนายท่านเจ็ด

นี่เป็นหน้ากากของชายหนุ่มคนหนึ่ง หน้าตาดุดัน เผยความโหดเหี้ยมไร้ที่สิ้นสุดออกมา ตอนอยู่ในมือของนายท่านเจ็ดก็แผ่ความปรารถนาเลือดเนื้อออกมาเป็นระยะ ห่อหุ้มมือของนายท่านเจ็ดไว้ราวกับจะกลืนกิน

“เจ้าใหญ่ ดวงนี้เหมาะกับเจ้า”

นายท่านเจ็ดโบกมือขวา หน้ากากหนังมนุษย์วิชาเซียนดวงนี้ก็ลอยไปหานายกอง

นายกองคว้าไว้

หน้ากากหนังมนุษย์ดวงนั้นพลิกกลับโอบรัดในพริบตา ห่อหุ้มมือขวาของนายกอง ด้านในมีเสียงเคี้ยวดังออกมา ราวกับกำลังกัดแทะ

นายกองสะบัด พบว่าสะบัดไม่หลุด

สำหรับผู้อื่น ตอนนี้สีหน้าอาจจะเปลี่ยนไป ถึงอย่างไรฝ่ามือก็กำลังถูกกัดแทะ

แต่นายกองไม่สนใจ กลับเผยความรู้สึกสงสัยใคร่รู้ออกมา ยอมให้หนังมนุษย์นี้ห่อหุ้มฝ่ามือแล้วกลืนกินไปเรื่อยๆ

“กัดข้าด้วยหรือนี่” นายกองรู้สึกว่าน่าสนุก จึงนำมันเข้าใกล้ใบหน้า

พริบตาต่อมา หน้ากากหนังมนุษย์นี้ก็มีปฏิกิริยา ปล่อยฝ่ามือของนายกองอย่างรวดเร็ว เผยให้เห็นฝ่ามือที่เต็มไปด้วยรอยกัดที่มีเลือดไหลซึมออกมา จากนั้นก็มาพร้อมความชั่วร้ายและความละโมบเข้มข้น โถมไปที่ใบหน้าของนายกอง

ชั่วพริบตา ก็ห่อหุ้มหน้าของนายกองอย่างรวดเร็ว สุดท้ายก็กลายเป็นหน้ากากโดยสมบูรณ์ สวมอยู่บนหน้าของนายกอง

กลิ่นอายของเขาเปลี่ยนไปฉับพลัน หน้าตาก็เปลี่ยนไปด้วย เผยความรู้สึกแปลกหน้าออกมา

ยิ่งมีเจตจำนงเยือกเย็นมืดหม่นแผ่ซ่านไปรอบๆ ราวกับเปลี่ยนไปเป็นอีกคน

ร่างนายกองสั่นเทิ้ม หลับตาลง

ภาพนี้ ทำให้ดวงตาสวี่ชิงเผยประกายประหลาดออกมา เมื่อสัมผัสอย่างละเอียด สีหน้าก็จริงจังเล็กน้อย

เขาพบว่าจ่อให้ตนรู้จักจักนายกองดี ในตอนนี้ ตอนที่มองนายกองที่สวมหน้ากากอยู่ ก็ไม่รู้สึกถึงความคุ้นเคยแม้แต่น้อย

กระทั่งถ้าไม่ได้เห็นเขาเปลี่ยนไปด้วยตาตนเอง ถ้าไปเจอกันที่อื่น จะต้องไม่มีทางจำได้เป็นแน่

ภายใต้หน้ากากนี้ ไม่ใช่แค่กลิ่นอายของนายกองที่เปลี่ยนไป กระทั่งคลื่นพลังจิตวิญญาณก็ไม่ใช่

“หน้ากากหนังมนุษย์วิชาเซียนนี้ เดิมมีพลังอำพรางอยู่ระดับหนึ่ง” นายท่านเจ็ดมองศิษย์คนโตของตน เอ่ยกับสวี่ชิง

ตอนที่สวี่ชิงพยักหน้า จู่ๆ นายกองก็ลืมตาขึ้น แววตาไม่คุ้นเคย หลังจากมองสวี่ชิงอย่างเย็นชา ก็กวาดมองไปทางนายท่านเจ็ดอย่างเย็นชาด้วย

สวี่ชิงสีหน้าไร้อารมณ์ นายท่านเจ็ดก็แค่นเสียงเย็นชา

“ยังจะเล่นอีก! คันเนื้อคันตัวหรือไร”

นายกองได้ยินก็หัวเราะแหะๆ ท่ามกลางเสียงหัวเราะนี้ แม้จะยังไม่คุ้นชินกับกลิ่นอาย แต่ความรู้สึกคุ้นเคยก็กลับมาไม่น้อย

“อาจารย์ ศิษย์น้องเล็ก หน้ากากนี้ค่อนข้างน่าสนใจจริงๆ ข้าสัมผัสได้ว่ามันอยากจะผสานกับหน้าข้า อีกทั้งยังแฝงเจตนาร้ายลึกๆ ไว้ด้วย ขณะเดียวกันยังมีเสียงของชายหญิงแก่เฒ่าเยาว์วัยรวมกัน ตะโกนในหัวสมองข้าอยู่สองคำ”

“เสียงก้องในสมองเจ้าคือชื่อของวิชาเซียน เมื่อเจ้าท่องออกมา ก็สามารถใช้วิชาเซียนได้ ทว่าแตกต่างไปตามพลังบำเพ็ญ พลานุภาพก็เช่นกัน”

หลังจากนายท่านเจ็ดบอกวิธีการใช้ให้รู้ ท่ามกลางการจับตาดูของสวี่ชิง นายกองครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก็เอ่ยออกมาสองคำ

“สุนัขสวรรค์!”

พริบตาต่อมา นายกองก็สั่นเทิ้มไปทั้งร่าง ในหน้ากากแผ่ปราณหมอกสีแดงออกมามหาศาล หลังจากปกคลุมไปทั้งตัว ปราณหมอกเหล่านั้นก็กลายเป็นสุนัขสีแดงขนาดยักษ์ตัวหนึ่งจากการมาถึงของพลานุภาพยิ่งใหญ่

น้ำลายหยดลงมา เจตจำนงละโมบพวยพุ่ง ดวงตาแดงฉานเช่นเดียวกัน ลมหายใจหอบกระชั้นก็ทำให้พรั่นพรึง

สภาพเช่นนั้น ราวกับว่าหิวโหยถึงขีดสุด คิดจะจับคนมากลืนกิน

ตอนที่สวี่ชิงถอยหลังออกมาหลายก้าวตามสัญชาตญาณ สุนัขสวรรค์ที่นายกองจำแลงขึ้นมา ก็ส่งเสียงคำราม สั่นคลอนไปทั้งศาลเจ้า จากนั้นก็สลายหายไปอย่างรวดเร็ว กระทั่งร่างของนายกองปรากฏกลับมาอีกครั้ง เขาก็ปลดหน้ากากนี้

ไม่ได้ปลดราบรื่นเท่าไรนัก เห็นรยางค์สีแดงนับไม่ถ้วนระหว่างหน้ากากกับใบหน้าของนายกองได้

ใช้แรงระดับหนึ่ง นายกองถึงปลดหน้ากากออกได้

แต่เขาก็ไม่ได้ตึงเครียดแม้แต่น้อย แต่สีหน้ากลับเผยความตื่นเต้นละยินดีออกมา

“ท่านอาจารย์ วิชาเซียนนี้สมบูรณ์แบบมาก มีมิติเก็บของด้วย หากสิ่งของที่กลืนกินลงไปไม่ย่อยก็คายออกมาได้ เหมาะกับข้ามากจริงๆ!”

สวี่ชิงได้ยิน ก็พยักหน้าเห็นด้วยอย่างสุดซึ้ง

นายท่านเจ็ดก็ยิ้ม

“เหมาะกับเจ้าจริงๆ”

พูดจบ นายท่านเจ็ดก็ยกมือขวาขึ้นคว้าไปด้านบนของศาลเจ้า ฉับพลันเขาก็หยิบน้ากากหนังมนุษย์อีกดวงลงมา

นี่เป็นหน้ากากหนังมนุษย์ของชายชราคนหนึ่ง มีความทุกข์ระทม เต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่น แตกต่างกับวิชาเซียนสุนัขสวรรค์ก่อนหน้านี้ หน้ากากหนังมนุษย์ดวงนี้ไม่มีการดิ้นรนหรือเจตนาชั่วร้ายใดในมือของนายท่านเจ็ดเลย

มันเงียบสงบ มีเสียงถอนใจรำไรดังก้องไปทั้งสี่ทิศ

หลังจากนายท่านเจ็ดสัมผัสก็ส่ายหัวเล็กน้อย

“เจ้าสี่ สุนัขสวรรค์ของศิษย์พี่เจ้ากับหน้ากากหนังมนุษย์ดวงนี้ เป็นระดับสูงที่สุดของที่นี้แล้ว แต่น่าเสียดายที่ดวงนี้ไม่เหมาะกับเจ้า ค่อนข้างน่าผิดหวัง ข้าเปลี่ยนให้เจ้าอีกดวงแล้วกัน ทว่าดวงอื่น ระดับไม่สูงเท่าสองดวงนี้”

เมื่อสวี่ชิงได้ยิน ก็มองไปที่หน้ากากหนังมนุษย์ดวงนั้น

“ท่านอาจารย์ วิชาเซียนนี้คือ?”

“เมตตา”

นายท่านเจ็ดถอนหายใจ เงยหน้ามองไปที่หน้ากากอื่น เมื่อคิดว่าเจ้าศิษย์คนโตได้ของดีถึงเพียงนั้น แต่หากของเจ้าสี่เป็นของไม่ดี เขาก็รู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไร

เมื่อนายกองได้ยิน ก็เดินมายื่นหน้ากากสุนัขสวรรค์ให้สวี่ชิง

“อันนี้ให้เจ้า ฮ่าๆ ศิษย์น้องเล็ก ถึงวิชาเซียนนี้จะไม่เลว แต่สำหรับศิษย์พี่มันไม่มีประโยชน์เท่าไร”

สวี่ชิงรู้ว่านี่คือเจตนาดีของนายกอง ก็รู้สึกอบอุ่น หลังจากปฏิเสธก็เอ่ยกับอาจารย์เสียงแผ่วว่า

“อาจารย์ ประโยชน์ของวิชาเซียนเมตตาคืออะไรหรือขอรับ”

“เมื่อสวมหน้ากากหนังมนุษย์นี้ สำแดงวิชาเซียนเมตตา จะสามารถทำให้ลดอาการบาดเจ็บและความทรมานของคนที่เห็นทั้งหมดได้ครึ่งหนึ่ง”

เมื่อนายท่านเจ็ดอธิบายจบก็หาหน้ากากหนังมนุษย์ดวงอื่นต่อ คิดจะหาวิชาเซียนที่เหมาะสมกับสวี่ชิง

นายกองได้ยิน ก็ยิ้มออกมา

“ท่านอาจารย์ ยังจะเลือกอะไรอีกเล่าขอรับ วิชาเมตตานี้เหมาะกับข้ามาก ข้าก็เมตตากับคนมากขอรับ”

นายท่านเจ็ดไม่ฟังคำไร้สาระของนายกอง แต่เขารู้ระดับการฟื้นฟูกายเนื้อของศิษย์คนโต และรู้ว่าแม้ปกติพวกเขาศิษย์พี่ศิษย์น้องจะชอบขุดหลุมฝังกันเอง แต่ความสัมพันธ์ลึกซึ้งอย่างมาก

ขณะที่กำลังจะเอ่ยปาก แต่จู่ๆ สวี่ชิงก็เอ่ยออกมา

“อาจารย์ อันที่จริงวิชานี้ยิ่งเหมาะกับข้าเลยขอรับ”

“อาชิงน้อย เจ้าเป็นคนเมตตาหรือ” นายกองประหลาดใจ

นายท่านเจ็ดก็รู้สึกสงสัยเช่นกัน

“ข้ามีเพื่อนคนหนึ่ง มันเป็นคนที่เมตตามาก” สวี่ชิงสีหน้าตั้งใจ เอ่ยเสริมอีกประโยค

“หน้าตาของมันก็เหมาะมากด้วย”

สวี่ชิงพูดจบ ในวังสวรรค์ติงหนึ่งสามสองก็สั่นสะเทือน เจ้าศีรษะที่กำลังหมดอาลัยตายอยากด้านใน ก็หายไปในพริบตา ถูกสวี่ชิงย้ายออกมาด้านนอกวังสวรรค์ โยนลงมาบนพื้น

จู่ๆ ถูกดึงออกมาจากวังสวรรค์ และถูกโยนลงบนพื้น เจ้าศีรษะก็กลิ้งหลุนๆ มึนๆ งงๆ

“เกิดอะไรขึ้น”

มันไม่ทันได้มองรอบๆ อย่างชัดเจน สวี่ชิงก็ยกเท้า เหยียบไปเสียงดังกร๊อบ ขยี้มันจนเละ

นายกองกับนายท่านเจ็ดมึนงงไปตามๆ กัน

“เพื่อนของเจ้า?” นายกองมองกองเศษเนื้อบนพื้น

ตอนที่สวี่ชิงพยักหน้า กองเนื้อนั้นก็ผสานกลับมาอย่างรวดเร็ว จากนั้นเจ้าศีรษะก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง มันทำหน้าจะร้องไห้อยู่รอมร่อ มองไปทางสวี่ชิง โอดครวญขึ้นมา

“ใต้เท้า ข้าทำผิดอะไร วันนี้ข้าไม่ได้ด่าท่านเลยนะ”

สวี่ชิงหน้าไร้อารมณ์ ขณะโบกมือ ก็ส่งเข้าไปในวังสวรรค์ จากนั้นก็เงยหน้ามองนายกองกับอาจารย์ที่ทำหน้าแปลกประหลาด เอ่ยปากด้วยสีหน้าตั้งใจ

“มันเป็นเพื่อนของข้า เมตตามาก”

นายกองกะพริบตาปริบๆ นายท่านเจ็ดกระแอมไอ ส่งหน้ากากเมตตาในมือให้กับสวี่ชิง

“ในเมื่อเพื่อนของเจ้าสี่เมตตาถึงเพียงนี้ เช่นนั้นก็เหมาะมากจริงๆ นั่นล่ะ!”

สวี่ชิงรับหน้ากากหนังมนุษย์มา คิดๆ ก็เอ่ยเสียงทุ้มต่ำ

“ท่านอาจารย์ ข้ายังมีเพื่อนอีกหลายคน มีเมตตากันทั้งสิ้น ในเมื่อที่แห่งนี้รับหน้ากากได้คนละชิ้น เช่นนั้นพวกมันก็จะรับวิชาที่คล้ายกับวิชาเซียนเมตตาได้คนละอย่างด้วยใช่หรือไม่ขอรับ”

ข้อเสนอของสวี่ชิง เมื่อนายกองได้ยินก็ดวงตาเป็นประกาย นายท่านเจ็ดก็ครุ่นคิด ผ่านไปครู่หนึ่งเขาก็มองใบหน้าที่อยู่รอบๆ สุดท้ายก็ส่ายหัว

“จากการเป็นอาจารย์ในหลายปีมานี้ หลังจากผ่านเรื่องต่างๆ มากมาย ได้รับมาบทเรียนหนึ่งก็คือ ไม่ว่าเรื่องอะไรสิ่งที่มากเกินไปก็ใช่จะเป็นเรื่องดี

“โดยเฉพาะวิชาเซียน ทุกเคล็ดวิชาแฝงไว้ด้วยผลกรรมใหญ่ และวิธีการก่อร่างแปลกประหลาด วิชาคำสาปก็คาดเดาไม่ได้ อย่านำไปมากจะดีกว่า

“ต่อให้เพื่อนของเจ้าเหล่านั้นจะได้ไปคนละชิ้น แต่สุดท้ายก็จะรวมผลกรรมมาไว้ในตัวเจ้าด้วย

“ยิ่งถ้าไม่ใช่เผ่ามนุษย์ หลังจากนำไปอาจจะยิ่งทำให้ผลกรรมมากขึ้น หรืออาจสัมผัสกับคำสาปที่ซ่อนเร้นอื่นหรือไม่ ก็ไม่อาจทราบได้

“ดังนั้นอาจารย์แนะนำว่า ครั้งหน้าถ้าไปสถานที่เช่นนี้ พวกเจ้าล่อคนที่ขัดหูขัดตามาใช้วิธีการคล้ายๆ กันนี้ได้ หากอีกฝ่ายไม่ตาย ไม่มีภัยพิบัติอะไรตามมาภายหลัง พวกเจ้าค่อยลงมือแย่งชิงมา อย่างนี้จะปลอดภัยกว่า

“ต่อให้ไม่แย่ง หลังจากลองแล้วปลอดภัย พวกเจ้าก็ใช้วิธีการคล้ายๆ กันก็พอ ถึงอย่างไรตำหนักวิชาเซียนก็ไม่หนีไปที่ใด ส่วนพระราชนิเวศน์ก็ไม่ได้มีแค่แห่งเดียว”

นายท่านเจ็ดทำเรื่องที่มั่นคงมาโดยตลอด จุดนี้สวี่ชิงรู้อยู่แล้ว ตอนนี้เมื่อได้ยินคำพูดนี้ก็ยิ่งเห็นด้วย รู้สึกว่าตนได้เรียนรู้อะไรมาเพิ่มอีกเล็กน้อย

นายกองรู้สึกเสียดายอยู่บ้าง แต่ก็ไม่กล้าคัดค้าน ทว่าจะมากน้อยก็ยังรู้สึกว่าตาแก่คนนี้อายุยิ่งมาก แต่ความกล้าก็ยิ่งน้อยลง

ตอนนี้นำวิชาเซียนออกมา นายท่านเจ็ดไม่ได้หยุดอยู่ที่นี่ พาสวี่ชิงกับนายกองออกไปจากตำหนักวิชาเซียน และจากการออกไปของพวกเขา ท่ามกลางไอพลังประหลาดที่คละคลุ้งของที่นี่ ก็ค่อยๆ มีเลือดเนื้องอกออกมาใหม่

ในพริบตา ใบหน้าเลือดเนื้อที่เคยบิดเบี้ยวอย่างทรมานก็ฟื้นคืนกลับมาอีกครั้ง ตั้งตระหง่านอยู่ตรงนั้น อ้าปากกว้างเหมือนกำลังกรีดร้องอย่างไร้ซุ่มเสียง

มองใบหน้าเลือดเนื้อ นายท่านเจ็ดเงยหน้ามองท้องฟ้ามืดมิดที่ราบเรียบราวกับกระจก ครู่หนึ่งก็เอ่ยอย่างช้าเนิบว่า

“คงห่างจากการลืมตื่นของพระจันทร์สีชาดไม่ไกลแล้ว เดาว่าพวกเจ้าทั้งสองคนก็คงไม่กลับไปกองทัพใหญ่อย่างเชื่อฟังแน่ แต่ก็ช่างเถอะ แดนต้องห้ามเซียนยังมีการวาสนามหัศจรรย์อีกมากมาย พวกเจ้าต้องระวังหน่อย อย่าบ้าบิ่นเกินไปนัก

“อาจารย์ต้องแยกตัวไปจัดการบางอย่างก่อน

“เรื่องนี้ หลังจากพวกเจ้าพูดกับข้าครั้งที่แล้ว ข้าก็แอบตรวจสอบมาบ้าง ผนวกกับการวิเคราะห์ ก็พิจารณาและคาดเดาไว้แล้ว”

สวี่ชิงกับนายกองได้ยิน ก็ตั้งใจฟังทันที

โดยเฉพาะสวี่ชิง เขาอยากรู้เบื้องหลังการเปิดแดนต้องห้ามเซียนนี้อย่างมาก อันที่จริงเขาไม่เข้าใจว่าการเปิดที่นี่ในช่วงนี้ ปลุกเทพเจ้าที่หลับใหลป้อนให้กับพระจันทร์สีชาด มีประโยชน์อะไรกับที่นี่

พระจันทร์สีชาดเป็นเทพเจ้าของเผ่าฟ้าทมิฬ และตอนนี้เผ่าฟ้าทมิฬกำลังทำศึกสงครามกับเผ่ามนุษย์ การบวงสรวงพระจันทร์สีชาดในตอนนี้ ความรู้สึกแรกสุดที่สวี่ชิงสัมผัสได้ก็คือแยกจะเอาใจพระจันทร์สีชาด

แต่การทำเช่นนี้มีความหมายอะไรเล่า

ทว่าเพราะความรู้ความเข้าใจที่มี เขาจึงมองแก่นแท้ไม่ออก เบื้องหน้ามีแต่หมอกลวงตาบดบังทุกสิ่งเอาไว้

“การคาดเดาของอาจารย์คืออันใดหรือขอรับ” สวี่ชิงถาม

นายท่านเจ็ดจ้องไปทางใจกลางหมู่ตำหนักวังไกลๆ แววตาฉายแววล้ำลึก เอ่ยเสียงทุ้มต่ำว่า

“เรื่องนี้ น่าจะไม่ใช่การกระทำขององค์ชายเจ็ดคนนั้น แม้เขาจะเป็นบุตรจักรพรรดิ ข้างกายมีผู้แข็งแกร่งนับไม่ถ้วน กองทัพใหญ่อยู่ในกำมือ ดูเหมือนยิ่งใหญ่ แต่อันที่จริงจักรพรรดิยังอยู่บนบัลลังก์ อีกทั้งยังหนุ่มแน่นกำลังรุ่งโรจน์ ลือกันว่าวิธีการประดุจสายอัสนี มีเจตจำนงยิ่งใหญ่ในใจ ต่อให้สิ่งเหล่านี้เป็นแค่คำพูดปากต่อปาก แต่เรื่องทุกเรื่องล้วนมีมูล อย่างน้อยเผ่ามนุษย์ในตอนนี้ยังห่างไกลจากการแย่งชิงบัลลังก์”

สายตานายท่านเจ็ดล้ำลึกขึ้นเรื่อยๆ

“แต่ว่าองค์ชายเจ็ดคนนี้ก็นิสัยเด็ดขาดโหดเหี้ยม และไม่ว่าเขาจะทำอย่างไร ผลลัพธ์สุดท้ายคือเขานำข่าวมาคลี่คลายสถานการณ์ที่เผ่าฟ้าทมิฬปิดล้อมเมืองหลวงจักรพรรดิและพวกเผ่าโจรที่ทะลักเข้ามาทั้งแปดทิศได้สำเร็จ ทำให้สถานการณ์เมืองหลวงจักรพรรดิผ่อนคลายลง

“ผลลัพธ์นี้ เป็นประโยชน์สำหรับเผ่ามนุษย์ ต่อให้ระหว่างนี้จะมีการสละชีพ อีกทั้งยังแฝงเงื่อนงำมากมายเอาไว้ แต่ไม่สำคัญ สถานการณ์ใหญ่เป็นเรื่องสำคัญ!

“ทว่า เรื่องทั้งหมดก็มีขีดจำกัดทั้งสิ้น เช่นเรื่องที่แดนต้องห้ามเซียนเกี่ยวข้องกับเทพเจ้า จึงเป็นไปไม่ได้ที่คำพูดเพียงประโยคเดียวขององค์ชายเจ็ดจะตัดสินใจได้ทุกสิ่ง

“ดังนั้น การเปิดแดนต้องห้ามเซียน เป็นคำสั่งของจักรพรรดิมนุษย์ องค์ชายเจ็ดเพียงปฏิบัติตามเท่านั้น!

“เมื่อรู้เช่นนี้ อันที่จริงก็สหายหมอกลวงตาไปได้ส่วนหนึ่งแล้ว”

เสียงราบเรียบของนายท่านเจ็ดดังก้องอยู่ในหูสวี่ชิงกับนายกอง นายกองเหมือนจะกระจ่าง สวี่ชิงคล้ายครุ่นคิด

“ดูสถานการณ์ทั้งหมดในมุมมองของจักรพรรดิมนุษย์ พวกเจ้าก็จะพบสิ่งที่จักรพรรดิมนุษย์อยากจะทำมากที่สุดในตอนนี้ จะต้องเกี่ยวข้องกับสงครามอย่างแน่นอน ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นการสิ้นสุดสงครามหรือได้รับชัยชนะ ทั้งหมดทั้งมวลล้วนเกี่ยวข้องกับสงคราม

“เช่นนั้นทำเช่นไร ถึงจะสิ้นสุดหรือได้รับชัยชนะมาได้เล่า”

ดวงตานายท่านเจ็ดเผยประกายหม่น เหมือนแฝงไว้ด้วยความบรรพกาล

“นั่นก็คือ ให้เผ่ามนุษย์มีสมบัติในแดนสงครามที่ทรงพลานุภาพไปทั่วสารทิศ”

เสียงของนายท่านเจ็ดเด็ดเดี่ยวหนักแน่น

“แต่เพียงแค่นี้ยังไม่เพียงพอ เบื้องหลังเผ่าฟ้าทมิฬเป็นถึงเทพเจ้าพระจันทร์สีชาด ด้วยการติดต่ออัญเชิญของกรมบวงสรวงทั้งหมดของเผ่าฟ้าทมิฬ บูชาชีวิตเพื่ออัญเชิญวิชาเทพ มีความเป็นไปได้ว่าจะอัญเชิญเงาพระจันทร์สีชาดมา

“ดังนั้น การคิดหาวิธีเพื่อครอบครองสมบัติในแดนสงครามที่ทรงพลานุภาพไปทั่วสารทิศ เป็นแค่ข้อหนึ่ง ส่วนข้อสอง ยังต้องหาวิธีให้พระจันทร์สีชาดจุติลงมาไม่ได้ด้วย

“เช่นนั้น ทำอย่างไรจึงจะไม่ให้พระจันทร์สีชาดลงมาจุติเล่า

“เผ่ามนุษย์ควบคุมพระจันทร์สีชาดไม่ได้ นำโชคชะตาของเผ่าหนึ่งเจรจากับพระจันทร์สีชาดอย่างเสียเปรียบก็ไม่ได้เช่นกัน ดังนั้นการเจรจาจึงไม่จีรังยั้งยืน เช่นนั้นต้องทำอย่างไรถึงจะทำให้องค์ท่านไม่จุติลงมาหรือมาช้าเล่า”

นายท่านเจ็ดมองไปทางสวี่ชิงกับนายกอง

“ทำให้พระจันทร์สีชาดไม่จุติลงมาด้วยเรื่องที่เกินความคาดหมาย อย่างเช่นการหลับใหลหรือขอรับ” จู่ๆ สวี่ชิงก็เอ่ยขึ้นมากับพร้อมนายกองข้างๆ

“ทุกครั้งที่ข้ากินจนท้องตึง ก็จะหลับใหลสูดรับตามสัญชาตญาณ…”

ทั้งสองคนพูดจบ ดวงตาก็เบิกกว้างขึ้นพร้อมกัน สมองก็เหมือนถูกฟ้าฟาดผ่า ต่างสูดลมหายใจ

นายท่านเจ็ดยิ้ม แววตาฉายความหลักแหลมออกมา

“นี่เป็นแค่หนึ่งในหลักฐานเท่านั้น ยังยืนยันไม่ได้ว่าเป็นเช่นนี้ ดังนั้นต้องวิเคราะห์เรื่องนี้จากอีกมุมมองหนึ่ง

“เช่นหลังจากที่จักรพรรดิมนุษย์ไตร่ตรองคำตอบไปแล้ว ตอนที่สถานการณ์สงครามกำลังคลี่คลาย ก็คิดจะเปิดแดนต้องห้ามเซียน แล้วยังคิดจะช่วยปลุกพระจันทร์สีชาดที่อยู่ในนตัวจางซืออวิ้นให้ตื่นขึ้นอีก

“เรื่องนี้ ก่อนหน้านี้ที่พวกเจ้าเห็นเป็นหมอกลวงตา นิ้วมือเทพเจ้าเองด้วยความรู้ความเข้าใจและสาเหตุของร่างตน ดังนั้นสิ่งที่เห็นจึงเป็นการที่ร่างของตนจะถูกกลืนกิน อันที่จริงองค์ท่านกล่าวคำตอบออกมาแล้ว

“สวี่ชิง จะอย่างไรเจ้าก็ยังเด็ก ต่อให้จะระมัดระวังสักเพียงใด แต่ก็ยังมีจุดที่ประมาทอยู่”

นายท่านเจ็ดจ้องสวี่ชิง สั่งสอนอย่างจริงใจ

สวี่ชิงฟังถึงจุดนี้ก็มีความคิดมากมายผุดขึ้นมาในสมอง เมื่อนึกย้อนอย่างละเอียดถึงคำพูดนิ้วมือเทพเจ้าก่อนหน้า จู่ๆ ก็เอ่ยขึ้นว่า

“อาจารย์ ความหมายของท่านคือ ทำไมในตอนแรกนิ้วเทพเจ้าถึงมั่นอกมั่นใจว่าพระจันทร์สีชาดจะกลืนกินร่างของตนเช่นนั้นใช่หรือไม่ขอรับ”

นายท่านเจ็ดดวงตาเผยความชื่นชม พยักหน้า

“ถูกต้อง คำตอบที่องค์ท่านมั่นใจเช่นนี้ มีเพียงหนึ่งเดียว นั่นก็คือองค์ท่านมั่นใจว่าแค่พระจันทร์สีชาดเห็นร่างของเขาก็จะต้องกลืนกินอย่างแน่นอน

“นี่คือความรู้ความเข้าใจของเขา เช่นนั้นคุณสมบัติที่ความรู้ความเข้าใจนี้แสดงออกมาก็คือเทพถ้าเจ้ามาเจอกัน ผู้แกร่งกว่าจะกลืนกินผู้ที่อ่อนแอกว่าอย่างแน่นอน

“ผนวกกับเทพเจ้าแดนต้องห้ามเซียนที่หลับใหลอยู่ที่นี่ ไม่ยอมออกไปด้านนอก ความแม่นยำของคำตอบนี้จึงสูงไปถึงแปดส่วน

“และเป็นอย่างที่ข้าเคยพูดกับพวกเจ้าก่อนหน้านี้ หลังจากข้าศึกษาก็พบว่า อันที่จริงเทพเจ้าไม่มีอะไร เป็นแค่ตัวตนที่ระดับสูงกว่าเราเท่านั้น

“คนปกติเวลากินอิ่มมากก็จะง่วง ขี้เกียจจนไม่อยากคิดทำอะไร ผู้บำเพ็ญก็เช่นกัน เช่นเมื่อพี่ใหญ่กินอิ่ม เขาก็จะหลับใหลตามสัญชาตญาณ อาจารย์กินอิ่มก็เช่นกัน เจ้าเองก็เช่นเดียวกัน ต่อให้ไม่ได้หลับใหลไม่ได้สติทั้งหมด แต่ก็ต้องปิดด่านเพื่อสูดรับ

“ส่วนความสั้นยาวในการปิดด่านหรือการหลับใหล ก็ขึ้นอยู่กับอาหารที่กิน”

สวี่ชิงในใจคลื่นซัดโหมกระหน่ำ นายกองก็แลบลิ้นเลียปากไม่หยุด เห็นได้ชัดว่าหลังจากหลักฐานสองอย่างนี้ สุดท้ายก็ชี้ไปที่คำตอบเดียว

“เช่นนั้นตอนนี้ ไม่ใช่ว่าคำตอบชัดเจนแล้วหรือ” นายท่านเจ็ดเอ่ยเสียงแผ่วเบา

“ที่จักรพรรดิมนุษย์ช่วยปลุกพระจันทร์สีชาด ส่งองค์ท่านเข้ามาในแดนต้องห้ามเซียน ให้เขากลืนกินเทพเจ้าในแดนต้องห้ามเซียน จากนั้นก็เข้าสู่กระบวนการการย่อยและสูดรับ!

“เช่นนั้นในตอนนี้ หากเผ่าฟ้าทมิฬเกิดปัญหาใดขึ้น พระจันทร์สีชาดก็จะไม่สนใจ เพราะสำหรับองค์ท่านแล้ว เดิมก็เป็นแค่พวกข้าทาส ไม่มีทางไม่กินข้าวไม่หลับนอนเพื่อพวกข้าทาสหรอก!

“ส่วนตอนที่พระจันทร์สีชาดย่อยและสูดรับก็ต้องใช้เวลาระยะหนึ่ง ในช่วงนี้…ก็เท่ากับว่าเผ่าฟ้าทมิฬไม่มีเทพเจ้าคุ้มครอง!

“ที่จักรพรรดิมนุษย์รออยู่ก็คือโอกาสนี้!”

สวี่ชิงจัดระเบียบความคิด เอ่ยอย่างรวดเร็ว ความกระจ่างแจ้งปะทุขึ้นมาในใจเขา ตอนนี้ ราวกับฟ้าดินสว่างไสว เมฆหมอกสลายไป ความรู้ความเข้าใจกระจ่างแจ้งอย่างยิ่ง

กระทั่งด้วยความคิดที่ปรุโปร่ง ในร่างเขาก็กำลังก่อร่างวังสวรรค์วังที่สิบสอง และในพริบตานั้นก็เหมือนจะเพิ่มความเร็วในการก่อร่างด้วย เข้าใกล้ความสมบูรณ์มากขึ้นเรื่อยๆ

นี่คือการคิดอย่างปรุโปร่ง!

จากการชี้แนะของนายท่านเจ็ด ขอบเขตความรู้ของสวี่ชิงก็ถูกขยายออกไปอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน จิตใจก็ถูกหนุนนำไร้ที่สิ้นสุด ความรู้ความเข้าใจรวมถึงวิธีการคิดไม่ได้ถูกจำกัดแค่เบื้องหน้าแล้ว แต่ยกระดับขึ้นไปเป็นการก้มหน้ามองสถานการณ์ทั้งหมด

เดิมนายท่านเจ็ดจะไม่พูด บอกคำตอบออกมาตรงๆ เลยก็ได้ แต่หากทำเช่นนั้น ก็จะเป็นการจำกัดการยกระดับความรู้ความเข้าใจของสวี่ชิง

และภายใต้การชี้นำของเขา ทำให้สวี่ชิงค่อยๆ วิเคราะห์ทั้งหมดออกมาช้าๆ การทะลวงขั้นในด้านความรู้ความเข้าใจนี้ เป็นวาสนาอย่างไม่ต้องสงสัย!

ถ่ายทอดความรู้และรับความรู้ได้ตลอดเวลา

ดวงตาสวี่ชิงฉายแววเลื่อมใส มองไปทางนายท่านเจ็ด คารวะสุดตัว

นายท่านเจ็ดยิ้มน้อยๆ เห็นสวี่ชิงชื่นชมยินดีด้วยใจจริงเช่นนี้ ก็ความภาคภูมิอย่างยิ่ง และยิ่งรู้สึกดีด้วย

“เช่นนั้นสมบัติในแดนสงคราม อาจารย์ท่านเห็นว่าอย่างไร ต้องชิงมาหรือขอรับ” นายกองก็สั่นสะท้านเช่นกัน มองอาจารย์อย่างเลื่อมใส

รอยยิ้มนายท่านเจ็ดแข็งค้างไป คำถามที่นายกองถาม เขาก็ยังคิดคำตอบไม่ออก โดยเฉพาะตอนที่เห็นสวี่ชิงมองตนอย่างอยากรู้ นายท่านเจ็ดก็รู้สึกปวดหัวขึ้นมา

บอกกับตนเองว่าด้วยภาพพจน์ที่เพิ่งสร้างขึ้นเมื่อครู่ จะบอกว่าตนไม่รู้ก็คงไม่ได้…

“เจ้าพี่ใหญ่คนนี้ ไยตาไร้แววเช่นนี้!” นายท่านเจ็ดไม่สบอารมณ์ ทว่าไม่แสดงสีหน้าแม้แต่น้อย เอ่ยเสียงราบเรียบว่า

“เรื่องนี้อาจารย์พิจารณาไว้นานแล้ว

“แต่ว่าเรื่องอะไร ให้ข้าเอาแต่บอกตรงๆ ไม่ได้สิ เรื่องนี้…ถือว่าเป็นการบ้านสำหรับบทเรียนนี้ของพวกเจ้าแล้วกัน พวกเจ้ากลับไปขบคิดให้ดี ข้าจะดูว่าพวกเจ้าทั้งสองใครทำเข้าใจได้ดีกว่า อาจารย์จะตบรางวัลให้”

สวี่ชิงพยักหน้า ในใจก็ยิ่งศรัทธาอาจารย์มากขึ้น

นายกองกลับดูสงสัยเล็กน้อย กวาดตามองอาจารย์

เห็นว่าเฉินเอ้อร์หนิวจะพูดอะไรอีก นายท่านเจ็ดก็แค่นเสียงขึ้นจมูก จดบัญชีนี้ไว้ในใจแล้ว จากนั้นก็ล้วงหน้ากากหนังมนุษย์กึ่งโปร่งใสที่ดูพิเศษชิ้นหนึ่งออกมายื่นให้สวี่ชิง

“หน้ากากนี่ คือวิชาเซียนที่อาจารย์ได้รับมาจากตำหนักวิชาเซียนหนึ่งในอดีต ประโยชน์มีเพียงอย่างเดียว นั่นก็คือการพรางตัว พรางตัวขั้นสุด

“เจ้าสี่ ตอนที่พระจันทร์สีชาดลืมตื่น เจ้าต้องสวมหน้ากากหนังมนุษย์นี้ทันที นี่เป็นการอำพรางชั้นที่หนึ่ง แต่ยังไม่พอ เจ้าต้องจำไว้ว่าต้องหาจุดที่มีเลือดเนื้อในที่นี้จำนวนมากทันที ขุดหลุมแล้วฝังตัวเองไว้ด้านใน ให้ร่าเจ้าซ่อนอยู่ใต้กลิ่นอายของเทพเจ้าที่หลับใหล นี่เป็นการอำพรางชั้นที่สอง

“เมื่อเป็นเช่นนี้ ขอแค่ไม่ใช่พระจันทร์สีชาดทุ่มสุดกำลังเพื่อค้นหาเจ้าโดยเฉพาะที่นี่ เจ้าก็ไม่เป็นอันใดชั่วคราว และเมื่อพระจันทร์สีชาดตื่นขึ้นมาจะต้องดึงดูดเทพเจ้าที่หลับใหลแน่นอน ดังนั้นเจ้าระมัดระวังสักหน่อยก็จะปลอดภัย

“แต่จำไว้อย่างหนึ่ง หลังจากสวมหน้ากาก ห้ามเคลื่อนไหวเด็ดขาด พลังบำเพ็ญเจ้ายังไม่เพียงพอ ถ้าเคลื่อนไหวแล้วการอำพรางจะเกิดช่องโหว่”

ฟังคำพูดของอาจารย์ สวี่ชิงก็รู้สึกอบอุ่นใจ ค้อมศีรษะคารวะ

“ท่านอาจารย์ ท่านก็ดูแลตัวเองด้วยนะขอรับ”

นายท่านเจ็ดยิ้ม ดวงตาฉายแววชื่นชม เขาให้ความสำคัญกับเจ้าสี่คนนี้ และชื่นชมเป็นอย่างมาก

จึงยกมือขวาขึ้นตบที่บ่าสวี่ชิง หลังจากสนับสนุนเขาแล้ว หันหน้าจะเดินไป

นายกองรีบเอ่ย

“ท่านอาจารย์ ข้าเล่าของข้าเล่าขอรับ”

นายท่านเจ็ดมองอย่างรังเกียจ

“กลิ่นอายแค่นั้นของเจ้า เทียบกับเทพเจ้าที่หลับใหลแล้วใครสนใจ”

แม้จะพูดเช่นนี้ แต่นายท่านเจ็ดก็ยังโบกมือ ใช้วิชาเทพอำพรางสนับสนุนให้ จากนั้นก็ไหววูบหายไปจากจุดที่ยืนอยู่

เห็นอาจารย์จากไป นายกองก็ถอนหายใจยาวออกมา จากนั้นก็ฮึกเหิม ดวงตาเปล่งประกายมองไปทางสวี่ชิง

“อาชิงน้อย ระหว่างทางที่มา ข้าเห็นของดีอย่างหนึ่งด้วย ตอนนั้นตาแก่เดินเร็วเกินไป ข้าจึงยังไม่ได้บอก ไปๆๆ พวกเราไปดูเจ้าของเล่นนั่นว่าเป็นอะไรกันดีกว่า”

ACAC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!
Exit mobile version