ตอนที่ 270 เจ้ม่วยฝาแฝด
ฉินมู่และราชาพิษน้อยเปลี่ยนตํารับยาเจ็ดแปดครั้ง และพวกเขาก็ร้อนรนขึ้นมา เป็นครั้งแรกที่พวกเขาร่วมมือกัน ดังนั้นย่อมมีหลายแห่งที่ไม่เป็นไปตามที่พวกเขาต้องการ บางเรื่องที่พวกเขาไม่อาจเสริมส่งกันอย่างสมบูรณ์แบบ
ยิ่งไปกว่านั้นทั้งคู่ยังหมายจะเอาชนะคะคานกัน ทําให้ยาบํารุงที่ฉินมู่ส่งให้ราชาพิษน้อยนั้นมิใช่เพียงแค่แรงกว่าปกติสามสิบสี่สิบเท่า แต่กลับเป็นหกสิบเท่าแทนขวดนํ้าพิษที่ราชาพิษน้อยส่งให้ฉินมู่ก็มีความเป็นพิษสูงกว่าที่บอกเอาไว้
ทั้งคู่คัดง้างฝีมือเข้าด้วยกันและผู้ประสบเคราะห์กรรมก็คือจักรพรรดิและราชครูสันตินิรันดร์ซึ่งต้องทนทรมานอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ยิ่งไปกว่านั้นคนไข้ทั้ง 2 ยังขยับดิ้นรน หรือร้องให้คนช่วยก็ไม่ได้อีกต่างหาก
ร่างของจักรพรรดิเริ่มหดเล็กลง กลับสู่ขนาดปกติในเวลาไม่นานแต่ทว่าเขาไม่ได้หยุดการหดเล็กลงแค่นั้นและย่อไปจนถึงขนาดของทารกแรกคลอด
ข้าน่าจะวางราชมัลไว้ในโถงนี้จะได้ประหารหมอเทวดาผีสาง 2 คนนี่เสีย… จักรพรรดิคิดในใจระหว่างที่จมอยู่ในกองเส้นผมของเขา
อีกข้างหนึ่ง ราชครูสันตินิรันดร์ก็มีร่างเบ่งพองอย่างไม่หยุดยั้ง และไม่เพียงแค่นั้น เขายังรู้สึกเหมือนมีอะไรงอกมาที่บั้นเอวด้านหลัง เหมือนกับจะเป็นหางขน
รักแร้เขาคันคะเยอและเขารู้สึกถึงกระดูกงอกเพิ่มขึ้นมาจากรักแร้เขา เมื่อมันแตกเปรี๊ยะปร๊ะและงอกออกมาข้างนอก ก็ดูเหมือนเขาจะมีปีกเพิ่มอีกหนึ่งคู่
มันก็คงจะดีหรอกถ้าเขาจะงอกปีกใหญ่ๆ ออกมาเลย แต่นี่ปีกมันหยุดงอกเมื่อโตขึ้นได้ราวๆ คืบหนึ่ง
ร่างของคนไข้ทั้ง 2 บางทีก็ร้อน บางทีก็เย็น บางครั้งพวกเขาก็รู้สึกเหมือนกลิ้งผ่านภูเขามีดในนรก และบางทีพวกเขาก็รู้สึกสบายเหมือนกลายเป็นเซียน แต่ทว่าความรู้สึกฟูฟ่องแสนสบายนี้ต่างหากที่อันตรายร้ายกาจที่สุด เพราะดวงวิญญาณของพวกเขากําลังละลายหายสูญ
บางครั้งความเจ็บปวดสาหัสก็ท่วมท้นมาจากทั่วสรรพางค์กาย อันเจ็บกว่าปวดหัวใจเป็นร้อยเท่า บางครั้งพวกเขาก็รู้สึกเหมือนถูกเข็มหมื่นเล่มทิ่มแทงร่าง และบางครั้วพวกเขาก็รู้สึกราวกับถูกแช่ในหม้อนํ้ากรดอันกัดกร่อน
ในโถงวัง ฉินมู่นั่งอยู่บนเส้นผมที่แผ่อยู่เต็มพื้น ถือพู่กันในมือหนึ่ง และท้าวคางในอีกมือพลางเหม่อมองไปข้างหน้า
ไม่ไกลนักราชาพิษน้อยก็ขมวดคิ้วอย่างหนักและเดินกลับไปมาอย่างกระสับกระส่าย เขากําลังเค้นสมองคิดว่าจะทําการรักษาต่ออย่างไรดี
ทั้งคู่ประสบเข้ากับปัญหายุ่งยาก
ฉินมู่ยกพู่กันขึ้นหลายครั้งแต่ก็ไม่อาจเขียนอะไรลงไปได้
ราชาพิษน้อยเองก็ยกพู่กันขึ้นหลายคราว แต่แล้วก็วางมันลงไป
ในตอนนั้นเองหลิงอวี้จิวก็ยื่นหน้าเข้ามา และเห็น 2 ชายที่กําลังยุ่งยากใจ นางจึงถามด้วยเสียงเบา “เด็กเลี้ยงวัว เป็นอย่างไรบ้าง”
ก่อนที่ฉินมู่จะทันได้ตอบ ราชาพิษน้อยก็หัวเราะในคอ “เจ้าคือองค์หญิงหกใช่หรือไม่”
หลิงอวี้จิวคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าว “ในตอนนี้เมื่อพี่ชายของข้าเป็นองค์ชายใหญ่ ข้าก็ย่อมเป็นองค์หญิงหก”
“องค์ชายใหญ่ตอนนี้ก็ยังเป็นรัชทายาทอวี้ชู้อีกด้วย” ราชาพิษน้อยกล่าวเสริมด้วยเสียงแหบของเขา “ยินดีด้วยองค์หญิง จากการรักษาอย่างไม่เอาถ่านของหมอบางคน ไม่นานพี่ชายของท่านก็จะได้ขึ้นครองราชย์เป็นจักพรรดิ”
หลิงอวี้จิวกระโดดโหยงด้วยความตกใจและมองไปยังฉินมู่อย่างกระวนกระวาย นางตะกุกตะกักด้วยเสียงแทบจะสะอื้น “ดะ.. เด็กเลี้ยงวัว เจ้าจะรักษาพ่อข้าจนตายเลยหรือ”
“อย่ากลัวไปเลยน้องสาว เขาไม่ตายหรอก” ฉินมู่ปลอบใจ จากนั้นก็ยิ้มหยัน “ก่อนที่ข้าจะรักษาจักรพรรดิจนตาย ราชครูก็คงตายในมือการเยียวยาของไอ้โง่นั่นก่อน โดยปราศจากการสนับสนุนของราชครู พี่ชายของเจ้าคงถูกรัฐประหารในวันเดียว หากว่าเขาขึ้นเป็นจักรพรรดิ!”
หลิงอวี้จิวเกือบจะร้องไห้ “พวกเจ้าแกล้งหลอกข้าให้กลัวใช่ไหม”
ราชาพิษน้อยกล่าวเย้ย “แม้ว่าราชครูจะตายในมือของข้า แต่ก็เพราะว่าเขาถูกบํารุงหนักจนตายด้วยยาบํารุงของเจ้า!”
ฉินมู่จึงเสียดสีเขากลับ “จักรพรรดิอาจจะถูกรักษาจนตายในมือข้า แต่สาเหตุการตายก็มาจากยาพิษของเจ้า เจ้าลืมไปได้เลยว่าจะได้เดินออกจากวังทั้งเป็น!”
ทั้งคู่จ้องหน้ากันเขม็ง ไฟโทสะแผดเผาในดวงตาพวกเขา และพวกเขาไม่หวังอะไรนอกจากจะวางยาอีกฝ่ายให้ตายๆ ไปเสีย
หลิงอวี้จิวโมโหเดือดและตะโกนออกมาก “พวกเจ้าทั้ง 2 หากว่าท่านพ่อและราชครูตายจากการรักษาของพวกเจ้า ลืมไปได้เลยว่าจะได้ออกจากวังทั้งเป็น! ราชมัลอยู่ไหน ราชมัล!”
จักรพรรดิเอี้ยนเฝิงและราชครูสันตินิรันดร์ถอนหายใจอย่างโล่งอกและคิดในใจ อวี้จิว องคห์ญิงหก ก็ยังเป็นคนทีมี่สติสตังอยู่ ไม่อย่างนั้นหากปล่อยให้ไอ้พวกเวรตะไลนี่ต่อสู้กันอย่างนี้ พวกเราคงลงหลุมไม่ก็ปางตาย
องครักษ์วังหลวงกรูกันเข้ามาและยืนพิทักษ์ที่ข้างนอกโถง หลิงอวี้จิวมองพวกเขาด้วยสายตากินเลือดกินเนื้อ นางเท้าสะเอวแล้วติเตียนทั้ง 2 คน “ราชมัลอยู่ข้างนอกแล้ว ดังนั้นพวกเจ้าต้องฟังข้า! ในเมื่อเจ้าคนนึงไม่อาจสยบยาบํารุงของอีกฝ่าย และอีกคนก็ไม่อาจสยบยาพิษของฝ่ายตรงข้าม เช่นนั้นพวกเจ้าก็สลับกัน! เจ้าคนน่าเกลียด เจ้าไปรักษาท่านพ่อ เด็กเลี้ยงวัว เจ้าไปรักษาราชครู!”
ฉินมู่ลุกขึ้นมองราชาพิษน้อยและกล่าวอย่างเคร่งขรึม “แลกตัวผู้ป่วย!”
ราชาพิษน้อยดวงตาลุกวาบ และกล่าว “หากเจ้าไปรักษาราชครู และข้าไปรักษาจักรพรรดิ อาจจะมีปาฏิหาริย์เกิดขึ้น!”
ทั้งคู่รีบแลกตัวผู้ป่วยทันทีและตรวจดูอาการของผู้ป่วยที่สลับมา
หลังจากนั้นพวกเขาก็ถอนใจโล่งอกและหันไปสบตากัน เมื่อครู่ ฉินมู่กําลังคิดว่าจะขี่กิเลนมังกรหนีไปซ่อนตัวในแดนโบราณวินาศ ส่วนราชาพิษน้อยก็กําลังคิดหาลู่ทางหนีและซ่อนตัวในยุทธภพสักพัก ส่วนยอดฝีมือข้างนอกถ้าพวกเขาอยากจะขัดขวาง 2 หมอเทวดาเอาไว้ ก็แก้ได้ด้วยยาพิษนิดๆ หน่อยๆ
แต่ว่าหลังจากที่พวกเขาสลับตัวผู้ป่วย พวกเขาก็พบว่าสามารถเช็ดล้างความเละตุ้มเป๊ะที่อีกฝ่ายก่อเอาไว้ได้ แบบนี้พวกเขาก็ไม่จําเป็นต้องกังวลเรื่องวิธีหลบหนีหลังจากที่จักรพรรดิและราชครูตายคาเตียงคนไข้
ฉินมู่และราชาพิษน้อยยกพู่กันขึ้นและเขียนใบสั่งยาให้พวกหมอหลวงไปนําสมุนไพรมา
ทั้ง 2 คนตรวจพิจารณาอาการและรักษาผู้ป่วยด้วยความเอาใจใส่ยิ่ง เปลี่ยนตํารับยาซํ้าแล้วซํ้าเล่า หลังจากผ่านไปเกือบ 3 วัน เส้นผมและขนบนร่างจักรพรรดิก็ร่วงลงและรังไหมรอบๆ ร่างราชครูก็ค่อยๆ หายไป
อาการบาดเจ็บในร่างราชครูทุเลาลงเรื่อยๆ และเศษซากทักษะเทวะของเทพเจ้าก็อ่อนแอลง ราชครูสันตินิรันดร์สามารถขับเคลื่อนพลังวัตรของตนได้บางส่วน
แม้ว่าสมบัติเทวะของจักรพรรดิจะยังอยู่ในสภาพหักพัง ราชาพิษน้อยก็ได้ใช้แมงมุมพิษจํานวนนับไม่ถ้วนเพื่อนําปราณชีวิตและพลังชีวิตไปก่อสร้างพวกมันขึ้นมาใหม่ ด้วยพลังชีวิตอันแข็งแกร่ง
เข้มข้นจากยาที่ฉินมู่ใช้สําหรับฟื้นฟู ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอื่นมากไปกว่านี้
บาดแผลของพวกเขาจะหายเมื่อไหร่ก็ขึ้นอยู่กับเวลาแล้ว หลิงอวี้จิวเรียกขันทีจํานวนหนึ่งมาทําความสะอาดวัง ขันทีเหล่านี้เข็นเส้นผมออกไปหลายคันรถเข็น ส่วนบางพวกก็เข็นรถที่เต็มไปด้วยหาง ปีก แขนและขาส่วนเกินที่ร่วงออกมาจากร่างราชครู
“ตอนนี้ก็ไม่มีปัญหาใหญ่อื่นแล้ว” ฉินมู่มองไปยังราชาพิษน้อย และราชาพิษก็มองมายังเขาในเวลาเดียวกัน ทั้งคู่ยิ้มหยันใส่กัน
หลิงอวี้จิวตัวสั่นเหมือนกับพบศัตรูร้าย และรีบกล่าวอย่างกระวนกระวาย “เลิกสู้กันได้แล้ว!”
ฉินมู่เขียนใบสั่งยาแล้วส่งให้หมอหลวงไปนําสมุนไพรตามใบสั่งมา เขายืดเหยียดร่างกายแล้วยิ้ม “ข้าไม่สู้กับเขาหรอก ข้าเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าจากการตรวจรักษาจักรพรรดิและราชครูมาตั้งหลายวัน ข้าจะกลับไปพัก”
ราชาพิษน้อยก็กล่ายด้วยนํ้าเสียงเย็นเยือก “ข้าเหนื่อยและก็จะกลับไปนอนเหมือนกัน เรื่องที่เหลือให้ไอ้พวกหมอเก๊หน้าประตูทําต่อล่ะกัน”
หลิงอวี้จิวมองไปที่ราชาพิษน้อย หลังจากนั้นก็หันไปหาฉินมู่ “เด็กเลี้ยงวัว ให้ข้าไปส่งเจ้าที่มหาวิทยาลัยจักรวรรดิ”
ฉินมู่ลังเล จากนั้นส่ายหน้า “ไม่ต้องหรอกเจ้าเองก็ไม่ได้พักเลยตลอด 2 วันมานี้”
“ต้องสิ!” เด็กสาวยืนยัน ฉินมู่เห็นว่านางยืนกรานที่จะไปส่งเขาก็ได้แต่ผงกหัวรับ ทั้งคู่จึงรออยู่พักหนึ่งให้หมอหลวงนําสมุนไพรที่สั่งมาให้
ราชาพิษน้อยสูดจมูกฟุดฟิดดมกลิ่นสมุนไพร แต่ในเมื่อพวกเขาดมกลิ่นสมุนไพรมากมายตลอด 3 วันมานี้ กลิ่นในโถงวังก็อบอวล ทําให้เขาระบุชนิดมันไม่ออก
ฉินมู่นําสมุนไพรไปและหลิงอวี้จิวก็รีบตามเขาไปติดๆ ราชาพิษน้อยก็ตามไปข้างหลังอีกคน เมื่อพวกเขาเดินผ่านแม่นํ้าสายคาดหยกในวัง ราชาพิษน้อยก็กระโดดลงไปนํ้าแล้วจมบุ๋มไปโดยไม่มุดออกมาอีก
หลิงอวี้จิวมองลงไปและร้องอย่างตื่นตระหนก “เขาหนีไปทางแม่นํ้า เด็กเลี้ยงวัว หรือว่าเขากลัวเจ้า?”
ฉินมู่ส่ายหน้า “เขาไม่ได้กลัวข้าหรอกเขากลัวพระพันปีหลวง”
ขณะที่เขาพูดอยู่นั่นเอง แม่นํ้าสายคาดหยกก็พลันพวยพุ่งสู่ท้องฟ้า และนํ้าก็เลื้อยขึ้นไปบนฟ้าราวกับงูเหลือมสีเงินตัวหนึ่ง นางกํานัล 2 คนเดินถือโคมไฟเข้ามาเพื่อส่องแสงโคมลงไปในแม่นํ้า
แสงกระบี่จํานวนนับไม่ถ้วนจากเปลวไฟในโคมยิงออกไปยังแม่นํ้าสายคาดหยก
“พระพันปีหลวง คนผู้นั้นมิได้อยู่ในแม่นํ้า” นางกํานัลทั้ง 2 หันไปย่อกายคารวะไปยังหอสูงใกล้ๆ
ฉินมู่และหลิงอวี้จิวรีบหันไปดูและเห็นพระพันปีหลวงยืนอยู่ที่ระเบียง เมื่อครู่นางยกมือข้างหนึ่งขึ้นและตอนนี้นางก็ค่อยๆ วางมันลงไป
นํ้าในแม่นํ้าสายคาดหยกพลันร่วงลงมาและเติมเต็มคลองอีกครั้ง
ฉินมู่คารวะไปยังระเบียง และพระพันปีหลวงก็แย้มยิ้มกลับมา
“หมอเทวดาน้อย จักรพรรดิรักษาหายแล้วหรือไม่”
ฉินมู่กล่าว “เขายังคงต้องพักฟื้นอีกสักหน่อย และจะกลับมาแข็งแรงสมบูรณ์ในอีกไม่กี่ปี”
พระพันปีหลวงพยักหน้าแล้วกล่าว “อวี้จิว นํานางกํานัล 2 คนนี้ไปกับเจ้าเพื่อส่งหมอเทวดาน้อยกลับให้ข้า”
หลิงอวี้จิวยิ้มกล่าว “ข้าก็คิดว่าจะกลับมหาวิทยาลัยจักรวรรดิพร้อมกับเขาพอดี”
พระพันปีหลวงเดินกลับเข้าไปในหอสูง และ 2 นางกํานัลก็ถือโคมเดินตามฉินมู่และหลิงอวี้จิว
เมื่อเดินออกจากวัง ฉินมู่พลันหยุดเท้าและบอกนางกํานัล 2 คน “กลับไปเถอะ ทางข้างหน้าไม่จําเป็นต้องให้เจ้าไปส่งหรอก”
นางกํานัล 2 คนนี้เป็นฝาแฝดและนางหน้าตาเหมือนกัน พวกนางทั้งเฉลียวฉลาดและมีเชาว์ไว เมื่อนางส่ายหน้าพร้อมๆ กัน “พระพันปีหลวงบัญชาให้พวกเราไปส่งหมอเทวดากลับไปยั งมหาวิทยาลัยจักรวรรดิ”
ฉินมู่ขมวดคิ้วเล็กน้อย “น้องสาว กลับไปกับพวกนางเถอะ”
หลิงอวี้จิวส่ายหัว “มีข้าอยู่ข้างๆ ราชาพิษน้อยไม่กล้าลงมือกับเจ้าหรอก”
ฉินมู่ถอนหายใจ “สําหรับนักปรุงยาอย่างพวกเรา ไม่มีใครที่พวกเราไม่กล้าวางยาให้ถึงตายหรอกนะ แต่เดิมข้าเพียงแต่ต้องปกป้องตนเอง แต่ตอนนี้ข้าต้องปกป้องพวกเจ้าด้วย ข้าเกรงว่าคงจะค่อนข้างลําบากยากเข็ญ”
นางกํานัล 2 คนหัวเราะคิกคัก “หมอเทวดาน้อยพูดได้น่าสนใจจริงๆ เจ้านั้นอยู่ในขั้นห้าธาตุอยู่เลย ขณะที่ราชาพิษน้อย และพวกเรา 2 เจ้ม่วยอยู่ในขั้นเจ็ดดาว ยิ่งไปกว่านั้นพระพันปีหลวงยังประทานสมบัติวิเศษให้พวกเราใช้จัดการกับราชาพิษน้อยด้วย พวกเรา 2 เจ้ม่วยใกล้ๆ หากว่าราชาพิษน้อยกล้าโผล่หัวมา เขาจะต้องถูกพวกเราจัดการแน่นอน!”
ฉินมู่ส่ายหน้าและไม่ได้โน้มน้าวให้พวกเขาจากไปอีก “นักปรุงยาสามารถปลิดชีวิตผู้คนโดยไม่สนใจขั้นวรยุทธ์ พวกเจ้าทั้ง 2 ยังอ่อนต่อโลกมากเกินไป แม้แต่ตัวข้าเอง การวางยาพิษยอดยุทธ์ระดับชาวสวรรค์มิใช่เรื่องยาก แล้วเจ้าคิดสําหรับราชาพิษเขาจะทําได้ถึงขนาดไหน ถ้าพวกเจ้าอยากตามข้ามาก็ได้ แต่ระแวดระวังมากหน่อย ข้าเกรงว่าข้าไม่สามารถดูแลพวกเจ้าได้”
นางกํานัลทั้ง 2 หัวเราะคิกคักไม่หยุด บนถนนมีผู้คนมากมาย นางกํานัลคนหนึ่งถือโคมเดินนําหน้า
อีกคนถือโคมเดินตามหลัง การถือโคมไฟในยามเช้านั้นสะดุดตาอย่างยิ่ง แต่ในเมื่อพวกนางแต่งกายในชุดในวัง จึงไม่มีใครเข้ามาไต่ถาม
มหาวิทยาลัยจักรวรรดินั้นไกลจากวังหลวง แต่หลังจากเดินไปได้สักหกเจ็ดลี้ พวกเขาก็ยังไม่พบอะไรผิดปกติ ฉินมู่หลอมปรุงยาไปด้วยระหว่างทาง และในที่สุดก็ใช้สมุนไพรหมดไปสี่ห้าห่อที่เขาเอามาด้วย จากนั้นเขาจึงยื่นมือเข้าไปในถุงเต๋าตี้ เห็นเพียงแค่หัวไหล่กับต้นแขนของเขาที่สั่นไหวเบาๆ วิชามือที่เขาช่วงใช้และตัวยาที่เขาหลอมปรุงอยู่ในถุงเต๋าตี้นั้นคนภายนอกมิอาจมองเห็นได้
2 นางกํานัลระแวดระวังเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นแมลงวัน หรือแมงมุม ระหว่างทางนางก็จะฆ่าเสียหมดด้วยแสงกระบี่ ไม่มีแมลงตัวใดที่เข้าใกล้พวกเขาได้
เมื่อพวกเขาเดินทางต่อไป ก็มีลมหนาวพัดมา หญิงสาว 2 นางพลันแผ่พุ่งปราณชีวิต แสงของโคมไฟส่องสว่างขึ้น และแสงนั้นก็สร้างม่านคุ้มกันเป็นวงล้อมรอบพวกเขา มิปล่อยให้ลมพัดเข้ามา
หนึ่งในนางกํานัลหัวเราะ “ราชาพิษน้อยมีฝีมือแค่นี้เองหรือ…”
ขณะที่นางกล่าวเช่นนั้น ใบหน้าละเอียดงดงามของนางก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นสีดําและล้มควํ่าลงไป น้องสาวของนางทางด้านหลังก็ล้มดังตึง ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้อีกต่อไป
หลิงอวี้จิวสะดุ้งและมองไปรอบๆ อย่างเร่งร้อนก่อนจะถาม “เมื่อกี้พวกเรายังดีๆ…”
ตึง
นางก็ล้มหงายหลังไปอีกคน หลังจากที่หญิงสาวทั้ง 3 ร่วงลงไป หนวดรากสีดําเมี่ยมอันมีหนามไปทั่วก็คืบคลานออกมาจากพื้น เท้าของพวกนางถูกหนามบนหนวดรากนี้ทิ่มแทง ทําให้ต้องพิษ
ฉินมู่ดีดนิ้ว และหนวดรากเหล่านั้นก็โงนเงนก่อนจะละลายเป็นกองนํ้าสีดําเล็กๆ พื้นดินสั่นไหว และดูราวกับว่ามีสิ่งมีชีวิตขนาดยักษ์เคลื่อนไหวอยู่ใต้พื้น
ฉินมู่นํายาวิญญาณสําหรับสะกดพิษออกมาเพื่อให้ทั้ง 3 ฟื้นคืนสติสัมปชัญญะ
ทันใดนั้น เสียงครางหนักก็ดังมาแต่ไกล “เจ้าป้อนยาบํารุงให้เด็กๆ ของข้า?”
ตูม!
พื้นดินสั่นไหวและแยกออก ทําให้บ้านเรือนหลายหลังถล่มลงไป แมลงประหลาดสูงใหญ่เกือบ 15 วาและยาวกว่า 50 วาก็มุดออกมา ทั้งร่างของมันเต็มไปด้วยหนวดราก และมันคือราชาแมลง ที่ราชาพิษน้อยเลี้ยงเอาไว้!
เมื่อราชาพิษเรียกราชาแมลงกลับไปข้างกายเขา ร่างของราชาแมลงก็ขยายใหญ่ขึ้นมาจากยาบํารุงของฉินมู่ เขาไม่อาจสยบมันเอาไว้ได้แม้ว่าอยากจะทําสักเท่าใด
ในตอนนั้นเอง ราชาพิษน้อยก็คลานไต่ขึ้นไปบนหลังราชาแมลงอย่างทุลักทุเล
“พวกเจ้าจะรออะไรอีก” ฉินมู่ถาม 2 นางกํานัลข้างๆ พวกนางยังคงสะโหลสะเหล แต่ก็ถ่ายเทปราณชีวิตเข้าไปในโคมไฟอันได้ยินที่ฉินมู่ถาม โคมไฟพลันเปล่งแสงไปยังราชาแมลงราวกับกระบี่ และเสียบแทงสิ่งมีชีวิตนั้น เปลี่ยนมันให้พรุนเป็นรังผึ้ง
ราชาพิษน้อยได้รับบาดเจ็บจากแผลกระบี่จํานวนมาก และหายวับไปกับควัน
2 นางกํานัลรีบฉายแสงโคมลงบนพื้นดินและด้วยแสงจากโคมไฟ พื้นดินก็กลับกลายเป็นโปร่งใส แสงนี้สามารถส่องทะลุพื้นดินไปได้กว่า 10 วา
แต่ทว่าพิษในร่างของสตรีทั้ง 2 นางยังไม่ถูกขจัดออกไป มันเพียงแค่ถูกฉินมู่สะกดข่มไว้ชั่วคราว พวกนางรู้สึกทันทีว่าพิษในร่างกําลังจะกําเริบขึ้นมาอีกครา ดังนั้นจึงไม่กล้าใช้พลังวัตรมาก
ฉินมู่กล่าว “ไม่จําเป็นต้องไล่ตามเขา เขาประสบความพ่ายแพ้แล้ว หากว่าเจ้าไล่ให้เขาจนตรอก บางทีเขาอาจจะวางยาพิษผู้คนทั้งเมืองหลวง แทนที่จะทําอย่างนั้น ให้ข้าขจัดพิษที่พวกเจ้าได้รับก่อนดีกว่า มิเช่นนั้นมันจะสายเกินไป”
ฉินมู่เจาะเอาเลือดจากพวกนางคนละหยดเพื่อตรวจดู และพบว่าโลหิตของพวกนางเปลี่ยนเป็นสีดําแล้ว แม้ว่าพวกนางจะต้องพิษจากราชาแมลงตัวเดียวกันแต่ปริมาณของพิษในร่างพวกนางนั้นแตกต่างกัน ดังนั้นเขาจึงต้องช่วยแก้พิษให้พวกนางแยกกันไปทีละคน
ระหว่างทาง ฉินมู่ง่วนกับการระบุองค์ประกอบของยาพิษและแก้ไขมัน เมื่อพวกเขามาถึงบัณฑิตนิเวศน์ แม้ว่าพิษในร่างของหญิงสาวทั้ง 3 จะถูกขจัดออกไปแล้ว แต่ก็ยังมีเศษซากหลงเหลือ ที่ทําให้พวกนางวิงเวียนหน้ามืด ไม่ทันที่พวกนางจะไปถึงเรือนฉินมู่ ก็ล้มแผ่ลงกับพื้น
ฉินมู่ขมวดคิ้วและลากพวกนางทั้งหมดเข้าไปในเรือน เขาโยนหลิงอวี้จิวและนางกํานัล 2 คนขึ้นไปบนเตียง ก่อนจะหันกลับไปปิดประตู
ที่ประตู กิเลนมังกรกล่าว “เจ้าลัทธิไม่ต้องห่วง ข้าจะไม่ให้ใครเข้ามาข้างในเด็ดขาด! ข้าเข้าใจเรื่องแบบนี้ดี…”
“เจ้าทําได้ดี” ฉินมู่ชมเขา
เขานั้นเหนื่อยจนเกินไปจากช่วงสามสี่วันที่ผ่านมา ดังนั้นเมื่อเขากลับเข้ามาในห้อง เขาก็ล้มตัวลงท่ามกลางหญิงสาวทั้ง 3 และหลับปุ๋ยไป เมื่อเขาหลับ เขาก็พลันรู้สึกจั๊กจี้ที่จมูก และเดาว่ามัน
น่าจะเป็นเส้นผมจากหญิงสาวคนใดคนหนึ่ง ด้วยความง่วงงุน เขาผลักนางหนึ่งร่วงลงจากเตียง
