บทที่ 39 ดวงไฟอมตะ
ประตูถูกเปิดออก คนที่เขามาคือหลานเฟิง
หลานเยี่ยมองหลานเฟิงที่อยู่หน้าประตูอย่างตื่นตกใจ หลายปีมานี้ไม่ว่าหลานเยี่ยจะมาโถงบรรพชนที่เขาเทียนปี้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง และไม่ว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นหลานเฟิงก็ไม่เคยเข้ามาแม้แต่ครั้งเดียว อาจเป็นเพราะปัญหาสถานะตัวตน และอาจเป็นเพราะมีความรู้สึกผิดติดอยู่ในใจ ไม่ยินยอมเห็นป้ายวิญญาณของอวิ๋นหรง จะได้หลีกเลี่ยงมองเห็นภาพที่จะทำให้รู้สึกสะเทือนใจ
เห็นหลานเฟิงเดินเข้ามาอวิ๋นอี้ที่กำลังโมโหถึงขีดสุดก็ตัวสั่นสะท้านขึ้นมาทันที จากนั้นก็ผลักอวิ๋นหรูออกเต็มแรง
“พ่อ!” อวิ๋นหรูรู้ว่าอวิ๋นหรงตายอย่างไร และนางก็รู้ว่าอวิ๋นอี้มีความฝังใจต่อการตายของอวิ๋นหรงลึกมากเพียงใด ดังนั้นไม่ถึงขั้นจนตรอกนางก็ไม่ยินยอมให้เหตุการณ์ดำเนินไปถึงขั้นที่เห็นหน้ากันไม่ได้โดยเด็ดขาด
“เจ้าเข้ามาทำไม ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่เจ้าสมควรมา เจ้าออกไปเดี๋ยวนี้ ให้เจ้าอยู่หน้าประตู สำหรับเจ้าแล้วนี่ถือว่าเป็นการให้อภัยมากที่สุดแล้ว คนที่แย่งชีวิตน้องสาวของข้าไปจากมือด้วยตัวเจ้าเอง” อวิ๋นอี้ควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ ฝ่ามืออากาศฟาดเข้าไปที่หลานเฟิงเต็มแรง
หลานเฟิงไม่ได้หลบป้องกัน รับแรงตีนั้นเข้าเต็มที่ ส่งเสียงร้องต่ำอยู่ในลำคอ
“หลานเฟิง!” หลานเยี่ยรีบก้าวขึ้นไปข้างหน้า แต่กลับถูกหลานเฟิงห้ามเอาไว้ ภายในช่วงเวลาที่ไม่มีใครได้สังเกต ทันใดนั้นสีหน้าของอวิ๋นหรูก็เปลี่ยนไป มีเสี้ยวนาทีสั้นๆ ที่ทำให้คนจับไม่ได้ ไล่ไม่ทัน
จากนั้นหลานเฟิงก็สะบัดชายเสื้อแผ่ต่อหน้าอวิ๋นอี้ คุกเข่าลงไปเสียงดัง
อวิ๋นอี้เห็นท่าทีของหลานเฟิงก็หัวเราะออกมาอย่างไม่มีเหตุผล ไม่รู้ว่ากำลังหัวเราะคนอื่น หรือว่ากำลังหัวเราะตัวเอง
“เจ้าหมายความว่าอะไรกัน? ไถ่โทษหรือ? ยากเกินไปแล้ว เจ้าคิดว่าแค่คุกเข่าทีเดียวจะสามารถหักล้างชีวิตคนได้หรืออย่างไร? คนโง่ ข้าจะบอกเจ้าให้ฟัง ไม่มีทาง นอกจากจะให้ทั้งตระกูลเยี่ยมาชดใช้”
“จะเข้าใจอย่างไรข้าก็ไม่สนใจทั้งนั้น การคุกเข่าของข้าครั้งนี้เป็นทั้งตัวแทนของตระกูลหลาน และเป็นตัวแทนของตระกูลเยี่ย”
“ตัวแทนตระกูลเยี่ย เจ้าจะเป็นตัวแทนอย่างไร? เจ้าคิดว่าเจ้ายังเป็นนายน้อยตระกูลเยี่ยอย่างนั้นหรือ?”
“ในกายของชิวเย่ว์ยังมีเลือดตระกูลเยี่ยไหลเวียนอยู่ ยินยอมใช้ชีวิตแลกชีวิต หากนายท่านไม่ปล่อยวาง เช่นนั้นก็ฆ่าชิวเย่ว์ ชำระแค้นฮูหยินในตอนนั้น จะฆ่าจะแกงชิวเย่ว์ไม่มีคำกล่าวโทษใดๆ แต่หลานเฟิงหวังว่าหลังจากหลานเฟิงตายไป นายท่านจะฟังความคิดเห็นของนายน้อย ยินยอมให้คนตระกูลหลานเข้ามาในเขาเทียนปี้ กำจัดตระกูลเยี่ยไปด้วยกัน”
หลานเฟิงพูดจบก็ไม่พูดอะไรต่ออีก คุกเข่าอยู่ตรงนั้นด้วยท่าทีเช่นเดิม
หลานเยี่ยกลับมองเขาอย่างเป็นกังวล แม้ฝ่ามือนั้นของอวิ๋นอี้จะไม่ได้ตั้งใจลงมือเพื่อฆ่าเขา แต่อย่างไรก็รับเข้าไปเต็มแรง
อวิ๋นอี้หมุนตัว มองป้ายวิญญาณของอวิ๋นหรง แล้วค่อยๆ หลับตาลงช้าๆ ผ่อนหายใจออกมายาว
ท่ามกลางการรอคอยอย่างยาวนาน แต่ละคนมีเรื่องให้คิด แต่ล้วนแอบปาดเหงื่อกันทั้งนั้น
สุดท้ายอวิ๋นอี้ก็ลืมตาขึ้นมา แต่ยังคงหันหลังให้หลานเฟิงเหมือนเดิม
“เจ้าไม่ใช่นายน้อยตระกูลเยี่ยอะไรนั้น เจ้าไม่อาจเป็นตัวแทนตระกูลเยี่ยได้ เจ้าเป็นเพียงองครักษ์ของตระกูลหลานคนหนึ่งเท่านั้น แต่เจ้าจำเอาไว้ความจริงที่เจ้าเห็นหรงเอ๋อร์ตายต่อหน้านั้นไม่อาจเปลี่ยนแปลง ชีวิตนี้ให้เจ้าติดหนี้เอาไว้ก่อน รอจนกำจัดตระกูลเยี่ยแล้ว ข้าย่อมต้องมาเอา”
หลายคนผ่อนลมหายใจออกมา
อวิ๋นอี้เอาดวงไฟอมตะของอวิ๋นหรงลงมาจากกำแพง มองอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็วางลงไปในกองไฟของคนที่ลับไปแล้ว
หลานเยี่ยยิ้มรู้ใจ หลายปีมานี้สุดท้าย…
“ขอบคุณท่านลุง มอบเรื่องทุกอย่างให้เยี่ยเอ๋อร์ก็พอแล้ว”
อารมณ์อึมขรึมตอนมาถึงนั้นถูกกวาดหายไป ตอนกลับหลานเยี่ยเดินไปพลาง จับมือของหลานเฟิงไปพลาง จากนั้นก็แอบรักษาอาการบาดเจ็บให้เขา ที่ทำให้หลานเยี่ยดีใจก็คือครั้งนี้หลานเฟิงไม่ได้ปฏิเสธ แต่กลับปล่อยให้เขาทำได้ตามใจ
