Skip to content

หนึ่งกระบี่นิจนิรันดร์ 327


บทที่ 327 ใครจะสู้กับกองทัพเพลิงโลกันตร์? (ปลาย)

หลังพิจารณาให้ดี อีกนัยหนึ่งจึงอาจกล่าวได้ว่า อาวุธประจำมือของแต่ละคนล้วนมีมูลค่าไม่ต่ำกว่าหนึ่งพันล้านเหรียญทอง!

ที่โดดเด่นเห็นจะเป็นม้าซึ่งพาหนะของทหาร ด้วยมิใช่ม้าธรรมดาเหตุเพราะรูปร่างที่สูงใหญ่กว่าปกติ ทั้งลำตัวปกคลุมด้วยขนหนาสีดำสนิท ข้อเท้าห่อหุ้มด้วยหนังหนาสีดำ และทุกตัวสวมเกราะสีทองปนดำ! นอกจากนี้ พื้นแผ่นดินที่ม้าเหล่านี้ควบผ่านยังจะบังเกิดเปลวไฟสีดำในทุกที่ที่ฝีเท้าม้าเหยาะย่าง……ด้วยความเร็วเกินพิกัด!

ม้าศึกเพลิงโลกันตร์! ม้าเหล่านี้คือหนึ่งในสัตว์อสูรซึ่งหาได้ยากในแผ่นดินชิง แต่อาณาจักรต้าอวิ๋นเป็นดินแดนที่ร่ำรวยจึงสามารถซื้อหาสัตว์อสูรเหล่านี้มาจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ สมรรถนะของพวกมันเหนือกว่าสัตว์อสูรทั้งหลายในแผ่นดินชิง ว่ากันว่าถ้าให้พวกมันวิ่งเต็มฝีเท้า แม้แต่ยอดยุทธ์ขั้นสุดยอดผสานเทพก็ไล่ตามไม่ทัน!

กองทัพเพลิงโลกันตร์! กองทัพยิ่งใหญ่ที่อาณาจักรต้าอวิ๋นทุ่มเททั้งทุนทรัพย์และสรรพกำลังสร้างสรรขึ้นมาตราบจนบัดนี้ พวกมันกลายเป็นกองทัพที่ไม่เคยแพ้ใครในแผ่นดินชิง! เวลานี้พวกเขาหวังมีชัยชนะเหนือแคว้นเจียง!

.

ณ เมืองไค่หยาง

ตอนนี้ทั่วทั้งไค่หยางพร้อมที่จะเข้าสู่สถานการณ์ฉุกเฉิน นับว่าเคราะห์ดีที่ประชานชนพลเมืองยังอยู่ในความสงบ เพราะพวกเขาต่างรู้ดีว่าองค์หญิงเก้ามาอยู่ด้วยที่นี่แล้ว นั่นหมายความว่าแคว้นเจียงไม่อาจยอมเสียเมืองและจะเสียไม่ได้ เพราะถ้าเมื่อใดที่เมืองไค่หยางแตก เพียงไม่ถึงครึ่งวันทหารแคว้นชูกว่าแสนนายจะสามารถยกทัพบุกเข้าโจมตีเมืองหลวงได้ทันที! ฉะนั้น เมืองนี้จึงเสมือนปราการด่านสุดท้ายของแคว้นเจียง!

บนกำแพงเมืองเจียงจิ่วยืนนิ่งในชุดเกราะเงิน ทีท่าสงบเยือกเย็นแววตาแฝงความความเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้าอย่างไม่อาจปกปิด นับตั้งแต่เหยียบย่างมาถึงเมืองไค่หยาง นางไม่อาจข่มตาหลับลงได้แม้สักงีบเดียว แววตาเยือกเย็นทอดมอง ไกลออกไปกองทหารแคว้นชูซึ่งตั้งทัพอยู่ที่นั่น

สตรีนางนี้ยืนเผชิญหน้ากับฝ่ายตรงข้ามที่อยู่เบื้องหน้า! สงครามครั้งนี้ เป็นสงครามที่จะชี้เป็นชี้ตายทั้งชีวิตของพลเมืองแคว้นเจียงและแม้แต่ตัวของนางเอง ขณะนั้น เจียงจิ่วซึ่งกำลังเพ่งตามองกองทหารในที่ไกล พลันนางหรี่ตาลงกระทันหัน ด้วยสายตาจับความเคลื่อนไหวประหลาดที่เกิดขึ้นทางกองทัพทหารม้า

ความเคลื่อนไหวกำลังเคลื่อนที่เข้ามา! ฉับพลันทหารบนกำแพงเริ่มขยับตัวระแวดระวัง! ทัพม้ามิได้เคลื่อนเข้ามาด้วยความรวดเร็ว ทว่าค่อยเคลื่อนตรงมาทางเมืองไค่หยาง ความที่ทหารม้ามีจำนวนเรือนแสน การเคลื่อนขบวนพร้อมกันจึงส่งผลให้พื้นดินบังเกิดสั่นครั่นครืนก่อให้เกิดความน่าเกรงขามยิ่ง มองไปคล้ายฝูงแมลงมหึมาบินตรงมา ทำให้บรรยากาศที่บนกำแพงเมืองตึงเครียดขึ้นนับแต่นั้น

ครู่ใหญ่ถัดมาทหารม้าเคลื่อนใกล้เข้ามาทุกขณะจวบจนระยะห่างจากไค่หยางราวเก้าร้อยจั้ง จู่ๆ กองทัพกลับหยุดนิ่ง ทั้งไม่ได้ส่งทหารราบเข้าโอบล้อมพังทลายประตูเมืองในทันทีทว่าพวกทหารมีท่าทางกำลังรอบางสิ่งบางอย่าง คนที่ยืนม้าอยู่เบื้องหน้าเขาคือหลีมู่ผู้นำทัพแห่งฉางมู่และดินแดนอันธการ!

หลีมู่ทอดสายตามองตรงมาทางกำแพงเมืองไค่หยาง ขณะนั้น เสียงพึมพำกับคนใกล้ “อีกไม่เกินครึ่งชั่วยาม กองทัพเพลิงโลกันตร์ก็จะมาถึง เมื่อถึงตอนนั้น ทหารแสนและขุนศึกเต๋าของท่านจงเคลื่อนกำลังเข้าพังประตูเมืองทันที”

จ้าวทมิฬถามเสียงห้าว “ใครจะรับมือเยี่ยฉวน?” หลีมู่เหยียดมุมปากขณะตอบด้วยเสียงเยาะหยัน “วางใจเถอะ นอกจากหลีมู่หลินและมือธนูที่ตามมาสมทบ สักครู่จะมีคนจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ เวลานั้น ให้พวกเขาสามคนร่วมกับขุนศึกเต๋าของเจ้าจู่โจมเข้าพร้อมกัน ถึงตอนนั้นจะฆ่าเยี่ยฉวนก็คงไม่เหลือบ่ากว่าแรง! แต่ถึงแม้จะพลาดก็ยังมีกองกำลังแสนนาย ไหนจะกองทัพเพลิงโลกันตร์อีกเล่า จริงไหม? คนมากมายเช่นนี้ ดูสิว่ามันจะยังหนีรอดได้อีกไหม?”

อีกฝ่ายกลับส่ายหน้าน้อยๆ “ถ้ามันหนีไปได้?” หลีมู่เปล่งเสียงหัวเราะในลำคอ “เจ้าวางใจเถอะ มันหนีไม่รอดหรอก!” จ้าวทมิฬมิได้เห็นคล้อยตาม เขาจับตามองคนตรงหน้าเงียบๆ ก่อนกล่าววาจาเจือน้ำเสียงเย้ย “คนผู้นี้เปรียบเหมือนตัวหายนะสำหรับเรา แต่นิสัยมิใช่คนรักตัวกลัวตายทั้งยังให้ความสำคัญกับมิตรภาพพวกพ้องมาเป็นอันดับหนึ่ง มันจะไม่หนี! และไม่เคยคิดหนี!” น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความมั่นใจ

คนพูดถามมาอีกว่า “ถ้าเซียนกระบี่เข้าร่วมต่อสู้ด้วยจะทำอย่างไร?” ถ้าเซียนกระบี่ร่วมต่อสู้ด้วยจะเกิดอะไรขึ้นงั้นหรือ? หลีมู่หรี่ตาเล็กน้อยอย่างใช้ความคิด ขณะมือทั้งสองข้างกำหมัดเข้าหากัน ถ้าเซียนกระบี่มาร่วมด้วยจะเป็นอย่างไร? จากนั้น เขาเอ่ยตอบไม่วายเยาะเย้ย “ถ้านางมา เท่ากับนางฝ่าฝืนกฎที่ตัวเองตั้งไว้ก่อน.”

คนพูดหยุดนิดหนึ่งมุมปากบิดยก รอยยิ้มเหี้ยมแฝงความอาฆาตมาดร้าย “สังหารนางให้ตายตกไปตามกันเสียเลย ดีเสียอีกรางวัลค่าหัวจะได้เพิ่มขึ้น!” จ้าวทมิฬนิ่งฟังเงียบงัน

ค่าหัว! เหตุที่สถานศึกษาฉางมู่และดินแดนอันธการไม่ประสงค์ที่จะเผชิญหน้ากับเซียนกระบี่ตั้งแต่ทีแรกเพราะพวกมันยังมีความหวังอยู่บ้างเล็กน้อย ด้วยเมื่อใดที่เผชิญหน้ากันรังแต่จะก่อให้เกิดความเจ็บปวดทั้งสองฝ่าย ถึงแม้ฉางมู่และดินแดนอันธการจะต้องสูญเสียกำลังคนไปบ้าง แต่สำหรับพวกเขาแล้วนั่นเป็นเพียงส่วนน้อย! เพราะกำลังหลักอย่างยอดยุทธ์ผนึกยุทธ์ยังมีอยู่มิได้สูญเสียไปมากนัก

ตราบใดที่พวกเขายังสามารถรักษายอดยุทธ์ขั้นนี้ไว้ได้มากที่สุด สถานการณ์ก็ยังไม่น่าห่วง! นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้พวกเขายังรักษากฎที่เซียนกระบี่เป็นผู้กำหนดไว้อย่างดี! สำหรับดินแดนอันธการและฉางมู่ การศึกครั้งนี้อาจเป็นศึกครั้งสุดท้ายของฟากฝ่ายตนเช่นเดียวกัน!

ณ สนามรบ คู่ต่อสู้ทั้งสองฝ่ายประจันหน้าซึ่งกันและกัน ต่างฝ่ายต่างสงบนิ่ง บนกำแพงเมืองไค่หยาง ทหารประจำการในท่าเตรียมพร้อมสู้ศึก สีหน้าเคร่งเครียดหากแสดงออกถึงความมุ่งมั่น! พวกเขาถอยหลังไม่ได้แล้ว! และในเมื่อถอยหลังไม่ได้ ก็ต้องเดินหน้าสู้!

เจียงจิ่วยืนนิ่งท่าทีสงบเยือกเย็น ขณะเดียวกัน สมองคิดทบทวนถึงผลที่จะตามมา เลวร้ายที่สุดก็แค่ตาย! ตอนนั้นเอง หลีมู่เบือนหน้าไปทางด้านขวา พลันมุมปากยกยิ้มเมื่อเห็นบางสิ่ง “มากันโน่นแล้ว! ถึงเวลาโจมตี!”

สิ้นเสียงคำราม เสียงโห่ร้องกึกก้องของทหารม้ากว่าแสนนายดังกระหึ่ม “บุก!”

โจมตี! ขณะนั้นเอง ทหารราบจำนวนมากที่ห้อมล้อมกองพันทหารม้าทั้งสองด้าน พากันเดินทัพดาหน้าตรงมาทางกำแพงเมืองไค่หยาง

เจียงจิ่วซึ่งจับตามองจากที่บนกำแพงเมือง ยามนี้ นางค่อยหลับตาลงช้าๆ ก่อนจะกระพือเปลือกตาเปิดอย่างรวดเร็ว เสียงเฉียบขาดบัญชาการ “สู้ตาย!”

“สู้ตาย!” เสียงดังสนั่นปานพสุธากัปนาทของทหารบนกำแพงโห่ร้องขานรับกันเป็นทอด!

ACAC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!
Exit mobile version