Skip to content

หนึ่งกระบี่นิจนิรันดร์ 650


บทที่ 650 เก็บสิ! เก็บเสียทีเถอะน่า! (ต้น)

คิดใหม่!

สิ้นเสียงคนพูด บรรยากาศในกระท่อมไม้ไผ่ก็ตกอยู่ในความเงียบงัน

แม้แต่มู่เหลี่ยนเองก็จนด้วยคำพูด

ในตอนนั้นเฟิงจิ้งเป็นคนพูดขึ้นอีกครั้ง “สถานศึกษาของเรากำลังอยากได้ผู้ฝึกฝนกระบี่”

อยากได้ผู้ฝึกกระบี่!

เมื่อได้ฟังหวังเชี่ยนหยา สีหน้าของทุกคนล้วนดูแปลกใจไปตามๆ กัน เห็นอากัปกิริยาเช่นนั้นเฟิงจิ้งและมู่เหลี่ยนคงจะฉุกคิดขึ้นมาได้จึงสีหน้าแปรเปลี่ยนฉับพลัน

ขณะต่อมามู่เหลี่ยนพึมพำเสียงแผ่วว่า “เจ้าหนุ่มนั่นดูไม่ใช่คนดีนัก……”

เฟิงจิ้งจึงหันไปถามกับฝ่ายที่พูดว่า “ถ้าไม่ดีกับศัตรูจะไม่ยิ่งทำให้กระบี่คมกริบขึ้นงั้นหรือ?”

อีกฝ่ายจึงชะงักงันไป จากนั้นก็ได้แต่ส่ายหน้าและไม่ได้พูดอะไรอีก

เสียงเฟิงจิ้งพูดเปรยมาอีกว่า “คนผู้นี้อายุยังไม่ครบยี่สิบสำเร็จเป็นเซียนกระบี่ ยอดฝีมือหาตัวจับยากเช่นนี้แม้แต่สำนักเซียนเจี้ยนไม่ใช่ว่าจะพบเห็นได้ง่ายๆ”

มู่เหลี่ยนสั่นหน้าขณะพูดว่า “เจ้าพูดมีเหตุผลดีอยู่ ทว่าเขาสังหารอาจารย์มู่ฉางเจ้าแค่ปล่อยไปเฉยๆ อย่างนั้นหรือ?”

เฟิงจิ้งตอบเสียงเย็นเยียบ “อาจารย์มู่ฉางลอบกระทำการคุกคามต่อชีวิตศิษย์สถานศึกษาเต๋าอี้ และคนผู้นั้นยังเป็นศิษย์ขั้นอัจฉริยะ ข้าคิดว่าตัวเขาเองนั่นล่ะที่ฝ่าฝืนกฎขั้นร้ายแรงของสถานศึกษาเต๋าอี้ ก็สมควรแล้วที่ต้องพบจุดจบเช่นนั้น!”

จากนั้นคนหยุดพูดพลางกวาดตามองไปที่บุคคลตรงหน้าทั้งสอง “สมัยนี้ให้ความสำคัญกับคนยอดฝีมือ เยี่ยฉวนเป็นยอดฝีมือชั้นเลิศในเต๋าแห่งกระบี่ ข้ามีความเห็นว่าเราควรเก็บเขาไว้ แน่นอน คนคนนี้เป็นผู้ที่มีบุคลิกใช้ความรุนแรงจึงต้องควบคุมด้วยกฎที่เข้มงวด!”

ขณะที่มู่เหลี่ยนทำท่าขยับจะพูดนั้นเอง พลันมีเสียงจากหวังเชี่ยนหยาขึ้นเสียก่อนว่า “เก็บเขาไว้!”

คำพูดของฝ่ายนั้นทำให้คนสองคนหันไปมอง ขณะนั้นเขาพูดต่อไปอีกว่า “ข้ามาพิเคราะห์ดูให้ละเอียด เป็นมู่ฉางที่ทำผิดก่อน ส่วนเยี่ยฉวนเพียงต้องการป้องกันตัวเอง ถึงกระนั้นพวกเราจะปล่อยเรื่องนี้ไปเฉยๆ ไม่ได้ ข้าควรให้ระงับสถานะการเป็นศิษย์สาขานอกของเขาไว้ก่อนเป็นการชั่วคราว นับแต่นี้ลดชั้นไปช่วยงานที่ธุรการสาขานอกและให้ทำหน้าที่ปัดกวาดลานไป้กั๋ว!”

ศิษย์ที่อยู่ธุรการสาขานอกพูดง่ายๆ ก็คือคนที่ทำหน้าที่ปัดกวาดเช็ดถูนี่เอง!

เฟิงจิ้งนิ่งคิดอยู่ชั่วครู่จากนั้นจึงพยักหน้า “ตกลง ถ้างั้นทำลายจิตวิญญาณของเขาเสีย มิเช่นนั้นเขาอาจสร้างปัญหาขึ้นในสถานศึกษาอีกก็เป็นได้!”

มู่เหลี่ยนผงกศีรษะ “ให้ไปอยู่ที่ลานไป้กั๋วนั่นล่ะ”

ด้วยเหตุนี้ทั้งสามจึงลงความเห็นเป็นเอกฉันท์

หลังจากที่มู่เหลี่ยนและเฟิงจิ้งกลับไปแล้ว หวังเชี่ยนหยาได้หยิบม้วนกระดาษออกมาคลี่ออกดู และบนนั้นมีบันทึกเรื่องราวของเยี่ยฉวนทั้งหมดเต็มหน้ากระดาษ

เขามองดูข้อความที่ปรากฏบนหน้ากระดาษในมือพักใหญ่ หวังเชี่ยนหยาถึงกับนิ่งอึ้งไปทันที

แถวตัวหนังสือที่เรียงรายออกสู่สายตาที่แท้คือ รายการสิ่งล้ำค่าชั้นยอดซึ่งระบุไว้ในทำเนียบขุมทรัพย์จักรดารา!

ราวครึ่งชั่วยามให้หลัง เยี่ยฉวนถูกเฟิงจิ้งควบคุมตัวไปยังลานแห่งหนึ่ง ลานที่ว่ามีลักษณะเป็นลานโล่งกว้างอาณาเขตครอบคลุมไปในหลายพื้นที่ และทุกตารางนิ้วมีการเพาะปลูกพืชพรรณนานาชนิดทั้งผลไม้วิเศษและหญ้าวิเศษ

เฟิงจิ้งหันกลับมามองชายหนุ่มซึ่งเดินตามมาและหยุดยืนด้านหลัง จากนั้นจึงบอกว่า “ที่นี่คือลานไป้กั๋ว เจ้าต้องมารดน้ำพืชที่เพาะปลูกไว้ในเขตวสันตกาลวันละสามครั้ง ส่วนเขตวสันตกาลนั้นอยู่ห่างจากที่นี่ไปทางเหนือราวลี้ครึ่ง ห้ามละเลยเป็นอันขาด จำเอาไว้ไม่เช่นนั้นเจ้าจะถูกลงโทษสถานหนัก”

เยี่ยฉวนนิ่งเงียบ

คนนำหน้าจับตามองนิดหนึ่ง เขาถอนใจหนักๆ และพูดว่า “ข้าเคยบอกเจ้าแล้วว่าคนหนุ่มอย่าทำอะไรตามอำเภอใจนักโดยเฉพาะเมื่ออยู่ในสถานศึกษา เจ้าอาจคิดว่าตัวเองเป็นอัจฉริยะแต่จงรู้ไว้ว่าที่นี่มีคนยอดฝีมือยิ่งกว่า เจ้าอาจคิดว่าตัวเองมีกำลังแข็งแกร่งหนุนหลัง แต่จงรู้ไว้ว่าที่นี่หลายคนมาจากกองกำลังที่แข็งแกร่งทั้งสิ้น! เวลานี้เจ้าโชคดีมิเช่นนั้นเป็นได้มีปัญหาแน่!”

จากนั้นเขาหยุดคิดนิดหนึ่งก่อนที่จะพูดต่อไปว่า “เห็นแก่ความที่เจ้าเป็นยอดฝีมือ ไม่งั้นสถานศึกษาคงไม่เก็บไว้อย่างนี้ เจ้าอดทนอยู่ที่นี่สักพักและเมื่อเหตุการณ์ผ่านไป ข้าจะขอให้อาจารย์ใหญ่หวังคืนสถานะศิษย์ให้กับเจ้าเอง!”

เยี่ยฉวนนิ่งไตร่ตรองเพียงครู่เดียว ก่อนแสดงคารวะอีกฝ่าย “ขอบพระคุณมากขอรับ!”

จากนั้นเขาจัดการหยิบวงแหวนสัมภาระออกมาและส่งให้กับเฟิงจิ้ง

ชายชราพิจารณาดูสิ่งนั้นจึงพบว่าข้างในบรรจุเพชรน้ำค้างสีม่วง 10,000 ชิ้นเลยทีเดียว!

เฟิงจิ้งเมื่อเห็นแล้วถึงกับนิ่วหน้า “หมายความว่ายังไง?”

เยี่ยฉวนรีบพูดเสียงเร็วว่า “ขอบคุณที่ท่านคอยสั่งสอน สิ่งนี้เป็นการตอบแทนจากข้า แม้จะมีจำนวนไม่มากนักขอท่านโปรดอย่าถือสาและรับไว้เถิดขอรับ!”

เฟิงจิ้งมองชายหนุ่มเต็มสายตา จากนั้นจึงส่ายหน้าเบาๆ พลางบอกกับอีกฝ่ายว่า “อีกด้านหนึ่งเจ้าเป็นคนดื้อรั้นและมีนิสัยประเภทยอมหักแต่ไม่ยอมงอ ในขณะที่อีกด้านเป็นไปตามวิถีแห่งโลก เจ้านี่มัน……”

ชายชราชะงักคำพูดไว้เพียงแค่นั้นขณะจัดการเก็บวงแหวนสัมภาระพร้อมกับพูดว่า “เอาละอยู่ที่นี่ อย่าสร้างปัญหาขึ้นอีก จดจำเป้าหมายที่ต้องทำเป็นประจำทุกวันไว้ให้ดี!”

หลังจากนั้นเขาหันหลังกลับออกไป

เยี่ยฉวนเห็นว่าเฟิงจิ้งยอมรับไว้แต่โดยดี จึงยิ้มออกเล็กน้อย

ในโลกนี้ไม่มีใครเกิดมาเพื่อคอยช่วยแต่คนอื่น เมื่อได้รับความช่วยเหลือจากใครสักคน อย่างน้อยเขาจึงควรมอบสิ่งตอบแทนแสดงกตัญญุตาต่อคนนั้น

อย่างไรก็ตามทรัพย์สินเงินทองเป็นสิ่งที่ใครก็ไม่ปฏิเสธ!

ชายหนุ่มรีบดึงความคิดกลับสู่ปัจจุบันก่อนจะก้าวเท้าเดินตรงไปยังลาน ลานนั้นใหญ่โตกว้างขวางมาก มีหญ้าวิเศษและผลไม้วิเศษหลากหลายชนิดขึ้นเต็มไปหมด เพียงเห็นแวบเดียวเขาก็รู้ทันทีว่าต้นหญ้าวิเศษและผลไม้วิเศษเหล่านี้ไม่ใช่พืชพรรณธรรมดา โดยเฉพาะพื้นที่เพาะปลูกบริเวณกลางลานมีผลไม้วิเศษสีเหลืองทองสุกปลั่ง ซึ่งปล่อยลำแสงสีทองจางๆ ซึมออกมารอบนอกผล

ในขณะนั้นเองอาหลิงวิ่งพรวดออกมาทันทีและมองไปยังผลไม้สีทองสุกปลั่ง นัยน์ตาของเด็กน้อยเบิกกว้าง ขณะทำท่าจะพุ่งตัวเข้าไปหานั้นพลันเยี่ยฉวนรีบร้องห้าม

อาหลิงชะงักกึกหันมามองอีกฝ่ายด้วยแววตาสงสัย “จะทำอะไรน่ะ!”

เยี่ยฉวนบิดมุมปากยกยิ้มก่อนจะพูดต่อว่า “นั่นมันของคนอื่นนะ!”

เด็กหญิงกะพริบตาปริบๆ “ถ้าเป็นของคนอื่น ข้ากินไม่ได้งั้นหรือ?”

เยี่ยฉวนอึกอักสีหน้าพิกล ถ้าเด็กน้อยขืนกินผลไม้นั่นเข้าไปจริง เห็นทีเขาคงเดือดร้อนแน่!

เพราะชายหนุ่มสังเกตเห็นว่าเหนือลานแต่ละแห่งมีพลังชี่จิตวิญญาณเคลื่อนไหววูบวาบ แสดงว่าแถวนี้มีการวางค่ายกล และผลไม้วิเศษก็ล้วนเป็นวัตถุสวรรค์และสมบัติปฐพีจึงต้องมีค่ายกลไว้คอยกำกับ

ทันใดนั้นอาหลิงห่อกำปั้นและมองมายังคนตรงข้างด้วยสายตาวิงวอนขอร้อง “ข้า……ข้าอยากกิน นะๆ”

ACAC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!
Exit mobile version