บทที่ 801 : ใครจะออกมาสู้อีกไหม? (ปลาย)
สำนักแมวดำและดินแดนจักรวาลดาวเว่ยหยางต่างฝ่ายต่างท้าทายซึ่งกันและกัน ยอมปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ที่ทั้งสองฝ่ายเป็นผู้กำหนดขึ้นมา การต่อสู้ตัวต่อตัวโดยไม่มีใครสามารถแทรกแซงได้
หลายปีที่ผ่านมา ไม่มีฝ่ายใดฝ่าฝืนกฎเกณฑ์ดังกล่าว
กฎเกณฑ์ที่ว่าไม่มีทางถูกละเมิด ด้วยทั้งสองฝ่ายต่างมีความทระนงในตนเอง
แน่ล่ะ ถ้ามีฝ่ายใดที่คิดว่าตนเองไม่มีทางเอาชนะอีกฝ่ายได้ ตนจะปฏิเสธก็ย่อมได้
จ้านจุนไปตามเยี่ยฉวนมาถึงกำแพงด้วยเวลาไม่นานนัก ชายหนุ่มมองลงไปยังพื้นด้านล่าง จึงพบกับบุรุษที่ตนไม่เคยรู้จักหน้าค่าตา ชายคนนี้ไม่เหมือนคนสวมผ้าคลุมยาวสีเขียว เทียนซา หรือตี้ซาจากสำนักแมวดำด้วยซ้ำไป
‘อาจเป็นไปได้ว่าคนผู้นี้ไม่ใช่คนของสำนักแมวดำ!’
เยี่ยฉวนนึกเดาในใจ
ขณะนั้น จ้านจุนพูดขึ้นที่ข้างตัวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “พี่เยี่ยเจ้าไม่ลงไปก็ได้ แต่ข้ายังอยากจะให้เจ้าลงไปอยู่ดี เพราะหลายปีที่ผ่านมาพวกเราไม่เคยปฏิเสธคำท้าของสำนักแมวดำมาก่อน”
ขณะนั้น บุรุษผู้ที่ยืนอยู่ข้างล่างเงยหน้าขึ้นมองมายังเยี่ยฉวนพลางชูนิ้วโป้งให้ ทว่าฉับพลันต่อมาเขาตวัดนิ้วมือกลับลงอย่างรวดเร็ว
พลันร่างของเยี่ยฉวนสั่นเล็กน้อยก่อนวูบมาปรากฏที่เบื้องหน้าชายคนดังกล่าว คนข้างล่างขยับกำมือเข้าหากันช้าๆ ลมหายใจแกร่งกล้าแผ่กระจายออกจากกายของคนตรงหน้าเยี่ยฉวน
ขั้นพลังศักดิ์สิทธิ์!
ชายแปลกหน้าบิดมุมปากยกยิ้ม เคลื่อนไหวพร้อมต่อสู้ พลันเยี่ยฉวนเอ่ยขัดจังหวะขึ้นว่า “พลังแข็งแกร่งเสียจริง ข้าไม่เคยเผชิญหน้ากับลมหายใจแกร่งกล้าเช่นนี้มาก่อนเลย… คงไม่ใช่คนของสำนักแมวดำ ไม่มีทางที่สำนักแมวดำจะมีอัจฉริยะอย่างเจ้าอยู่ในสำนัก!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นชายแปลกหน้าถึงกับนิ่งงันไป จากนั้นจึงค่อยๆ เผยยิ้มออกมา “ถูกแล้ว ข้าไม่ใช่คนของสำนักแมวดำ ข้าเป็น…”
เสียงพูดขาดห้วง ขณะเดียวกันสีหน้าของชายแปลกหน้าพลันแปรเปลี่ยนไปทันที พร้อมกับดึงฝ่ามือประกบเข้าหากันอย่างรุนแรง
ตูม!
เสียงระเบิดดังสนั่นครั่นครื้นไปทั่วบริเวณ!
หลังจากนั้นความเงียบงันเข้าครอบงำทันที!
ไม่ไกลกันนัก เยี่ยฉวนหมุนตัวกลับหลังแล้วเดินออกไป
คนที่อยู่ข้างหลัง ที่กลางแสกหน้าของชายคนนั้นปรากฏหยาดโลหิตแดงฉานไหลหลั่งพรั่งพรู
ชายแปลกหน้าจ้องเขม็งตามหลังเยี่ยฉวน “เจ้ามัน… เล่นสกปรก!”
ทันใดนั้น ร่างคนพูดล้มตึงลงไปกองกับพื้น
ทั่วบริเวณเงียบกริบ!
เขาตายแล้วงั้นหรือ?
เยี่ยฉวนกลับขึ้นไปบนกำแพงเมือง จ้านจุนกระแอมเบาๆ “พี่เยี่ย…”
ชายหนุ่มหันไปมองพลางยิ้มน้อยๆ จากนั้น ดีดนิ้วมือครั้งหนึ่งแล้วชี้ออกไป พลันนั้นเอง วงแหวนสัมภาระปรากฏต่อหน้าจ้านจุน “ข้างในมีผลหยางเถ่าของเจ้ากับเจ้าหัวโล้น”
ว่าแล้วคนพูดหันกลับจากไปทันที
จ้านจุนรับวงแหวนสัมภาระมาด้วยความงงงัน เหลือบมองไปยังร่างชายแปลกหน้าที่กองอยู่ด้านล่าง มีทีท่าจับต้นชนปลายไม่ถูก
จ้านจุนเองรวมทั้งกับคนอื่นๆ ที่อยู่บนขอบกำแพงก็ใช่ว่าจะจับต้นชนปลายได้!
พวกเขายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเยี่ยฉวนเริ่มจู่โจมเมื่อไร!
ณ มุมบนกำแพงเมือง ท่านไป่มองลงไปข้างล่าง เงียบอยู่ครู่หนึ่ง “เจ้าสอนเขางั้นหรือ?”
คนที่ยืนเยื้องไปทางข้างหลังท่านไป่ อากุ้ยมองดูพลางนิ่งไปชั่วขณะก่อนจะพูดขึ้นว่า “คนอย่างข้ามีหรือจะใช้อุบายต่ำช้า!”
ท่านไป่ส่ายหน้าขณะเปรยเบาๆ “เขาไม่เหมือนผู้ฝึกกระบี่ที่ข้าเคยพบเจอเลยสักนิด!”
อากุ้ยนิ่งอึ้งด้วยไม่รู้ว่าจะตอบว่ากระไร
พลันนั้น มีเสียงของท่านไป่พูดมาอีกว่า “ตอนนี้คนจากต่างดินแดนหันไปร่วมมือกับสำนักแมวดำสินะ”
อากุ้ยผงกศีรษะ “ยอดฝีมือจากต่างดินแดนตบเท้าไปที่สำนักแมวดำกันเป็นแถว เวลานี้เป้าหมายของพวกนั้นมุ่งไปที่เขาเพียงคนเดียว”
อีกฝ่ายพูดเสียงเบาราวกระซิบ “คนที่มาจากต่างดินแดนพวกนี้ไม่ยึดตามกฎกติกาแน่นอน ระหว่างนี้เจ้าต้องคอยจับตาดูพวกมันไว้อย่าให้คลาดสายตา ถ้าเมื่อไรที่เข้าตาจน พวกนั้นอาจถึงขั้นทำอะไรบ้าระห่ำขึ้นมาก็ได้!”
อากุ้ยรับคำแล้วถอยออกไปอย่างเงียบเชียบ
หลังจากที่อากุ้ยลับกายไป ท่านไป่ทำท่าลังเลอะไรบางอย่างก่อนจะหมุนตัว ไม่นานก็หายลับตามไป
ท่ามกลางขุนเขา ขณะที่เยี่ยฉวนกำลังฝึกฝนกระบี่ ทันใดนั้นจู่ๆ หันขวับไปอีกด้าน ไม่ห่างกันนักท่านไป่ยืนอยู่เงียบๆ
ชายหนุ่มรีบคารวะอีกฝ่าย “คารวะท่านไป่!”
เขายังคงให้ความนับถือบุคคลที่ยืนอยู่ต่อหน้า ด้วยถ้าไม่เพราะบุคคลผู้นี้ เห็นทีเขาคงถูกยอดฝีมือมากพลังสังหารไปแล้ว
ท่านไป่พยักหน้ารับ “ข้ารู้มาว่าขั้นพลังของเจ้าเป็นทะยานสวรรค์ ใช่ไหม?”
เยี่ยฉวนผงกศีรษะ
ท่านไป่กล่าวด้วยเสียงอ่อนโยน “ขั้นพลังที่แท้จริงมิใช่ทะยานสวรรค์นี่ เจ้ากำลังฝึกฝนบ่มเพาะพลังชี่ด้วยความยากลำบาก……สินะ?
ชายหนุ่มยอมรับ “ขอรับ!”
ท่านไป่ถามด้วยสีหน้าข้องใจ “เพราะอะไร?”
ชายหนุ่ม “ข้ารู้สึกตัวเองไม่ค่อยเข้าใจขั้นพลังแต่ละขั้นอย่างถ่องแท้เลยขอรับ”
คนตรงข้ามมองหน้าเยี่ยฉวนนิ่งนาน “มีใครบอกหรือว่าเจ้าคิดได้เอง?”
เยี่ยฉวนตอบว่า “ข้าคิดได้เอง ขอรับ”
ท่านไป่หันกลับพร้อมบอกเบาๆ “มากับข้า!”
จากนั้นคนพูดเดินนำออกไปในระยะไกลอย่างรวดร็ว
คนหลังมองตามด้วยสีหน้าลังเล หากในที่สุดจึงเดินตามไป
ระหว่างทางที่ไปนั้น ท่านไป่ซึ่งเดินเงียบๆ ได้เอ่ยขึ้นว่า “บุรุษสวมเสื้อคลุมยาวสีเขียวคนที่เจ้าต่อสู้ด้วยคราวก่อนชื่อว่าจั่วชิง เป็นคนหนึ่งที่มีกายาวิญญาณธรรมชาติ อยู่ขั้นพลังศักดิ์สิทธิ์นับว่าเป็นคนที่แกร่งกล้าอย่างแท้จริง!”
เยี่ยฉวนหันไปมองผู้พูด “กายาวิญญาณธรรมชาติ?”
ท่านไป่พยักหน้านิดหนึ่ง “เป็นคนที่ฆ่าไม่ตาย เจ้าคงจำได้ ตอนที่เขาใช้กระบี่แบนกว้าง?”
คนฟังตอบทันที “ขอรับ!”
ท่านไป่กล่าวว่า “การรวมดวงวิญญาณของสรรพสิ่งในโลก ซึ่งคนที่มีขั้นพลังก่อเกิดชั้นเนรมิตเท่านั้นจึงสามารถทำเช่นนี้ได้ ทว่าชายคนนั้นทำได้อย่างง่ายดาย”
เยี่ยฉวนมองดูพลางถาม “ท่านกำลังจะบอกอะไร?”
คนตรงหน้าพูดเสียงอ่อน “เจ้าเป็นคนฉลาดทว่าในโลกนี้ยังมีคนที่ฉลาดหลักแหลมอยู่อีกมากมายเหมือนกัน โดยเฉพาะสำนักแมวดำ……เป็นสำนักที่ข้าให้ความเลื่อมใสอย่างแท้จริง!”
เยี่ยฉวนชะงักงัน “ทะ……ท่านเลื่อมใสสำนักแมวดำ?”
ตอนนั้นท่านไป่หยุดเดิน ชายหนุ่มจึงเพิ่งสังเกตว่าพวกเขาหยุดอยู่ตรงหน้าบริเวณที่หลุมฝังศพแห่งหนึ่ง
ท่านไป่กล่าวเสียงเรียบ “คนของสำนักแมวดำถูกฝังร่างไว้ที่นี่คนหนึ่ง”
จากนั้นเสียงพูดยิ่งอ่อนเบาลงกว่าเดิม “ในเวลานั้นท่านประมุข เจ้าเกา และข้าร่วมกันต่อสู้กับสำนักแมวดำ ในการประลอง เราสามคนเกือบทำลายสำนักแมวดำได้สำเร็จ……ทว่าคนที่อยู่ในหลุมตรงหน้าเจ้าเข้ามาขัดขวางพวกเราไว้ ในการปะทะคราวนั้น เขาพายอดฝีมือแห่งสำนักแมวดำมาด้วยถึงสิบสองคน ทั้งหมดทยอยระเบิดตัวเองทีละคนๆ……”
