ตอนที่ 187 ไม่มีอะไรไม่จากลา ไม่แน่ว่าจะต้องจากกัน
เห็นเด็กอ้วนที่เล่นกับตนมาทุกวันสวมชุดมังกร สีหน้าเคร่งขรึมยืนอยู่บนแท่นไม้ เด็กๆ ก็เอ็ดอึงกันเสียงดังลั่น
ลืมไปชั่วขณะหนึ่งว่าเมื่อพบฮ่องเต้ต้องคุกเข่าและกล่าววาจาใดบ้าง ต่างงงไม่รู้จะทำเช่นไร มีบางคนเบิกตากว้างมองไปรอบด้าน มีบางคนดึงเพื่อนที่อยู่ข้างๆ
ขันทีที่รับหน้าทีสอนสั่งเมื่อครู่สีหน้าซีดเผือด รีบเร่งเตือนไม่หยุดว่า
“คุกเข่าลง รีบคุกเข่าลง! ถวายบังคมทูลฝ่าบาททรงพระเจริญเร็ว เร็วสิ!”
เด็กๆ ในลานฝึกทยอยกันได้สติ คุกเข่าลงด้วยความคิดที่ต่างกัน บ้างก็ตื่นเต้นยินดี บ้างใจเต้นหวาดหวั่น โดยเฉพาะตอนที่เปิดลานฝึกใหม่ๆ พวกที่เคยล้อมหวังทง ว่านลี่และหลี่หู่โถว แกนนำอย่างลี่เทาสีหน้าก็ยิ่งซีดขาวกว่าผู้ใด
เฉินซือเป่ากับคนข้างๆ ตื่นเต้นกันจนเป็นใบ้ เป็นลูกหลานชนชั้นสูงในเมืองหลวง พวกเขารู้ว่าเรื่องนี้หมายถึงสิ่งใด ชาตินี้ตนเองคงไม่ต้องมีความยากลำบากในเรื่องวาสนาเงินทองแล้ว
ฟ้าทรงเมตตา โชคดีที่ครั้งนั้นไปดื่มกินกันที่หอรุ่งเรือง โชคดีที่วันรุ่งขึ้นมาหาถึงที่ โชคดีที่มีเรื่องกับคนอันผิงโหวที่ตรอกม้าหินนั่น จึงได้ใกล้ชิดฝ่าบาทอยู่บ้าง ไม่แน่ว่าชาตินี้อาจมีกินมีใช้ไม่หมดไม่สิ้น!
เด็กๆ คุกเข่าลง มีเพียงหลี่หู่โถวที่อ้าปากค้างยืนนิ่งไม่ขยับ ผู้ที่สนิทสนมที่สุดในลานฝึกเป็นถึงฮ่องเต้ หลี่หู่โถวไม่อยากจะเชื่อเลยจริงๆ
ผู้ที่สวมชุดมังกรบนแท่นไม้นั่น สีหน้าเคร่งขรึม ไม่ใช่เจ้าอ้วนนั่นหรอกหรือ ผอมกว่าเมื่อตอนเพิ่งเจอกันมาเล็กน้อย นอกนั้นแล้วก็ไม่มีอะไรแตกต่าง
มีแต่หลี่หู่โถวที่ยืนอยู่คนเดียว องครักษ์รอบๆ หลายคนก็เริ่มไม่พอใจเดินเข้ามาจะกดเด็กน้อยที่ไร้ธรรมเนียมให้คุกเข่าลง คิดไม่ถึงว่ายังไม่ทันได้ก้าวมาถึง ก็ได้ยินเสียงตะโกนดังจากบนแท่นว่า
“ผู้ใดกล้าแตะต้องเขา ข้าจะลงดาบผู้นั้น!”
องครักษ์รีบหยุดการเคลื่อนไหว ทิ้งมือลงข้างกายก้มหน้าถอยหลบไปด้านข้าง ฮ่องเต้ยกมือแสดงการกดลง ตรัสว่า
“หู่โถว เจ้าคุกเข่าลงก่อน มิเช่นนั้นจะผิดธรรมเนียม!”
หลี่หู่โถวยังคงงงอยู่ พอได้ยินก็ร้องรับว่า ‘อืม’ ก่อนจะคุกเข่าลง นี่ยังคงเป็นรูปแบบการพูดที่ใช้กันในลานฝึก ทุกคนได้ยินก็อดผ่อนคลายลงไม่ได้
เฉินซือเป่าที่อยู่ด้านหลังอดเงยหน้ามองหลี่หู่โถวไม่ได้ สายตาอิจฉายิ่ง เจ้าเปี๊ยกนี่ชาตินี้ไม่รู้ว่าจะมีวาสนาเพียงใด ถึงกับเป็นสหายสนิทฮ่องเต้ได้ ชาตินี้ไม่รู้จะมีเงินทองวาสนาเช่นไร!
“เราคือโอรสสวรรค์แห่งราชวงศ์หมิง ใช้ชีวิตร่วมกันทุกท่านที่ลานฝึกมาได้ปีหนึ่ง หวังทงเป็นสหายสนิทใกล้ชิดเรา เป็นผู้สร้างลานฝึกนี้ขึ้น”
พระดำรัสยังไม่ทันจบ หวังทงก็เดินเข้ามา ยืนอยู่หน้าพระแท่น เงยหน้ายืดอกประสานมือคารวะเด็กๆ ทุกคน
หนังสือแต่งตั้งจากกรมทหารได้ผ่านสำนักองครักษ์เสื้อแพรลงมาแล้ว สถานะหวังทงตอนนี้เป็นถึงนายกองพันแห่งสำนักองครักษ์เสื้อแพร เหน็บป้ายคำสั่งสีเงินวาววับไว้ที่เอว
“ได้อยู่ร่วมกับทุกคนที่นี่มาปีหนึ่ง เราได้เรียนรู้มากมาย ทุกวันมีความสุขอย่างมาก วันนี้ต้องลาจาก เรารู้สึกยังทำใจไม่ได้”
ลาจาก? เด็กๆ ลืมว่าหวงอี้จวินเป็นฮ่องเต้ไปครู่หนึ่ง มองหน้ากันไปมา ไม่รู้ว่าคำพูดนี้หมายความว่าอย่างไร ฮ่องเต้ว่านลี่ที่อยู่ด้านบนยังตรัสต่อว่า
“เรามีงานแผ่นดินมาก หวังทงก็ต้องไปรับตำแหน่งที่เทียนจิน ลานฝึกอีกสองวันก็จะปิดลง ทุกคนแค่ไม่ได้อยู่ลานฝึกด้วยกัน แต่ใจยังคงผูกพัน ทุกวันขยันฝึกฝน รีบมาเป็นกำลังสำคัญให้กับราชวงศ์หมิงเรา รีบมาตอบแทนคุณแผ่นดิน ตอบแทนเรา หนึ่งร้อยคนที่ออกไปจากที่นี่ พวกเจ้าต้องนำสิ่งที่เรียนรู้มาสอนผู้อื่นต่อไป ในทุกที่ของราชวงศ์หมิง เปิดลานฝึกเช่นนี้ขึ้น ไม่สิ เป็นลานฝึกกองทัพ!!”
เด็กๆ ได้ยินก็มีใจฮึกเหิมขึ้น พากันหมอบกราบลง ขานรับเสียงดังพร้อมกันว่า
“น้อมรับพระบัญชา กระหม่อมจะเป็นขุนนางภักดีตอบแทนคุณแผ่นดิน ยอมสละชีพ”
ได้ยินเช่นนี้ ฮ่องเต้ว่านลี่ก็มีสีพระพักตร์ไม่พอพระทัยผินพระพักตร์ไปทางขันทีผู้หนึ่ง ตรัสตำหนิว่า
“เราไม่ต้องการเรื่องจอมปลอมพวกนี้ บัดนี้ทำเอาเก้กังเช่นนี้ได้”
ขันทีผู้นั้นก้มหน้าลงยิ้มทูลว่า
“ฝ่าบาท ธรรมเนียมเหล่านี้บกพร่อมมิได้ หากไม่ทำเช่นนี้ ไม่รู้ว่าจะผู้กล่าวติเตียนมากเท่าไรนะพะยะค่ะ”
ฮ่องเต้ว่านลี่ส่ายหน้า ไม่สนใจต่อ หันไปตรัสเสียงดังว่า
“เราให้ทุกคนเป็นทหารระดับหก เมื่อกลับบ้านเกิด กองทัพจะให้ตำแหน่งเจ้าปฏิบัติงาน ที่เหลือก็ขึ้นกับความสามารถของพวกเจ้าแล้ว สร้างความดีความชอบ ย่อมมีวาสนาเงินทองรอพวกเจ้าอยู่ อนาคตไร้ขอบเขต หากพวกเจ้าอ้างชื่อเราทำเรื่องเหลวไหล เราก็จะไม่ละเว้นเช่นกัน!!!”
เด็กๆ ขานรับพร้อมเพรียง ฮ่องเต้ว่านลี่ตรัสไปตรัสมาก็บังคับพระอารมณ์ของพระองค์เองไม่อยู่ จะตรัสก็ตรัสไม่ออก ยกพระหัตถ์ขึ้นปิดพร้อมก้มพระพักตร์ลง เงียบอยู่นาน พอเงยขึ้นก็สุรเสียงสั่นเครือว่า
“เราไม่อยากจากพวกเจ้าไปเลย เราไม่อยากให้พวกเจ้าไปเลย!”
เด็กๆ ก็เริ่มพากันมีอารมณ์ความรู้สึกร่วมด้วย บางคนหมอบลงไม่ยอมเงยหน้าขึ้น บางคนกัดฟันกลั้นเสียงสะอื้น หลี่หู่โถวเงยหน้าขึ้น สองตาแดงก่ำ แม้จะไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่ตอนนี้ก็พอรู้ว่า วันหน้าหากต้องการพบหวงอี้จวิน ก็คงไม่ใช่เรื่องง่าย
ขณะที่ทุกคนกำลังคิดว่าจะเสร็จพิธีแล้ว ฮ่องเต้ว่านลี่เดินลงมา ส่งสายตาห้ามปราบขันทีที่ปรี่เข้ามา ตะโกนเสียงดังว่า
“พลทหารทุกคน พวกเจ้ามาล้อมเราไว้ตรงกลาง ล้อมเป็นวงกัน!”
แม้ว่าทุกคนจะแปลกใจ แต่ก็ทำตามรับสั่งล้อมเป็นวงใหญ่รอบฮ่องเต้ว่านลี่ นี่ก็เป็นการฝึกแบบหนึ่งในการจัดขบวนปกติ
พอล้อมไว้เป็นวงกลมแล้ว ฮ่องเต้ว่านลี่ประทับตรงกลางตรัสว่า
“เรากับพวกเจ้าได้มารู้จักกันที่ลานฝึกนี่ รู้จักกันมาหนึ่งปี นับว่ามีวาสนา ทุกคนวันหน้าต้องประคับประคองกัน ทุกคนคุกเข่าคำนับ ก็นับว่าคำนับกันและกันแล้ว
เด็กๆ ที่มีฮ่องเต้เป็นแกนกลางพากันคุกเข่าลงคำนับอย่างพร้อมเพรียงกัน คนที่ระงับอารมณ์ความรู้สึกไว้ไม่อยู่ก็รู้สึกมีก้อนสะอื้นติดคอ ฮ่องเต้ว่านลี่มิได้คุกเข้าลง แต่ยกพระหัตถ์ทั้งสองกุมกัน หันไปทั้งสี่ทิศเป็นการแสดงการคำนับ
ขันทีที่ติดตามมาเห็นฮ่องเต้ทรงทำเช่นนี้ ก็ร้อนใจขึ้นมาทันใด สถานะองค์ฮ่องเต้ไหนเลยจะทำเช่นนี้กับเด็กน้อยต่ำต้อยเช่นนี้ได้ กำลังจะวิ่งออกไป จางเฉิงก็รั้งเอาไว้ ค่อยๆ ส่ายหน้า ทุกคนไม่กล้าทำอะไรโดยพลการ
***********
คืนนี้ที่หอเลิศรสเตรียมของอร่อยไว้มากมาย พ่อครัวหอรุ่งเรืองและคนงานก็มาช่วยงานที่นี่ นำโดยเจียงจงกาวพ่อครัววังหลวง มาปรุงอาหารเลิศรสชั้นดี
หากเป็นเมื่อก่อน เด็กๆ คงต้องส่งเสียงดังเอะอะโหวกเหวกโวยวาย แต่คืนนี้บรรยากาศที่หอเลิศรสกลับไม่ค่อยดีนัก ทุกคนพากันเอาแต่มองอาหารเลิศรสตรงหน้า ไม่ยอมขยับตะเกียบกัน
พวกจางหงอิงที่เดิมออกไปอยู่ที่โรงบ้านนอกเมืองก็พากันกลับมา มายุ่งชุลมุนกันอยู่ในห้อง จางหงอิงรู้ว่าเด็กพวกนี้จะต้องจากไปแล้ว นางก็อดร้องไห้ไม่ได้ สองตาแดงก่ำเร่งให้เด็กๆ กินให้มากๆ อย่าได้เหลือให้สิ้นเปลือง
โต๊ะที่นางเดินผ่านก็มีเด็กบางคนลงคุกเข่าคำนับนาง กล่าวว่าพี่หงอิงดูแลพวกเรา ไม่มีอะไรตอบแทน ก็ขอคำนับโขกศีรษะขอบคุณแทน
ปกติจางหงอิงมักจะดูแลเด็กที่อ่อนแอเป็นพิเศษ ทำให้เด็กที่ต้องจากบ้านมารู้สึกซาบซึ้งยิ่งนัก ในสถานการณ์เช่นนี้ก็คิดว่าคงไม่มีโอกาสได้เจอกันอีก จึงพากันโขกศีรษะคำนับ
จางหงอิงอายุยังไม่มาก ได้รับการคารวะเช่นนี้ไม่ไหว เด็กสองคนคุกเข่าลง นางก็อดร้องไห้ออกมาไม่ได้ วิ่งออกไปทันที
พอเป็นเช่นนี้ บรรยากาศก็ยิ่งหนักหน่วง พอหวังทงเข้ามาก็ถูกจางหงอิงชนเอา รู้สึกแปลกใจ พอเข้ามาถึง เด็กๆ เห็นเขาก็รีบลุกขึ้นยืนพร้อมกัน หวังทงเป็นนายกองพันองครักษ์เสื้อแพร ยังเป็นสหายสนิทฮ่องเต้ และทุกคนยังแอบมอบให้เป็นหัวหน้าของทุกคนในลานฝึก ยามนี้ก็ไม่มีใครกล้าละเลยหวังทง
หวังทงมาครั้งนี้ก็เพื่อจะบอกเด็กทุกคนว่า กรมทหารและสำนักอาชาหลวงส่งคนมา ให้เด็กๆ ทุกคนที่อยากกลับบ้าน กรมทหารก็จะมอบเอกสารแสดงตำแหน่งให้ และเมื่อกลับไปก็จะจัดตำแหน่งงานให้ประจำการด้วย สำนักอาชาหลวงก็จะส่งคนมาคุ้มครองระหว่างทางกลับ และยังมอบเงินค่าเดินทางให้ด้วย และหวังทงก็อยากอาศัยโอกาสนี้ถามทุกคนว่ามีใครอยากไปเทียนจินกับตนบ้าง
คิดไม่ถึงว่าพอเข้ามา ซุนซิงก็คุกเข่าลง โขกศีรษะ กล่าวอย่างหนักแน่นว่า
“ใต้เท้าหวัง ตระกูลข้ามาถึงรุ่นข้า เดิมคิดว่าไร้สิ้นอนาคตแล้ว คิดไม่ถึงว่าจะมีโอกาสนี้ ให้ข้าได้สร้างชื่อให้ตระกูลอีกครั้ง บุญคุณนี้ โปรดรับการคารวะ!”
เขาคุกเข่าลงอย่างเป็นทางการเช่นนี้ เด็กที่มาจากตระกูลขุนนางเล็กก็พากันคุกเข่าลงพร้อมกัน หวังทงรู้สึกเก้อเขินอย่างยิ่ง เด็กๆ อยู่กับเพื่อนปกติจู่ๆ กลับมานอบน้อมเช่นนี้
*******
พอกลับถึงวัง อารมณ์ของฮ่องเต้ว่านลี่ก็เห็นได้ว่าไม่ดีนัก เสวยพระกระยาหารค่ำที่ไทเฮาฉือเซิ่งเสร็จ ก็กลับไปที่พระตำหนักบรรทมทันที
จางเฉิงที่เป็นเพื่อนมาทั้งวันก็เหน็ดเหนื่อยมาก แต่ก็ไม่ได้เข้าพักผ่อนแต่เช้า แต่ก็ไม่ได้ไปทำงานต่อที่สำนักส่วนพระองค์ แต่ส่งคนไปตามโจวอี้มา
พอทุกคนถอยออกไป จางเฉิงก็เล่าเรื่องวันนี้ให้โจวอี้ฟังอย่างละเอียด โจวอี้ได้ยินก็ตาเป็นประกาย กดเสียงตื่นเต้นลงกล่าวว่า
“ท่านพ่อบุญธรรม ตอนนี้เฝิงกงกงคุมสำนักบูรพา ข่าวสารใต้หล้าล้วนอยู่ในกำมือ พ่อบุญธรรมหากตั้งสำนักรักษาความสงบขึ้นมาจริง เงินทองเรื่องเล็ก เท่ากับพวกเรามีสายของเราเองแล้ว วันหน้าสถานะท่านพ่อบุญธรรมก็ไม่เหมือนเดิมแล้ว!”
จางเฉิงขยี้ตา กล่าวเสียงนิ่งเรียบว่า
“เซวียจานเยี่ยอายุ 14 ก็เข้าประจำการที่จวนอ๋องอวี้ ข้าคอยดูแลเขามา คนผู้นี้ใช้การได้อย่างวางใจ ศาลซุ่นเทียนทางนั้นก็เป็นหลี่ว์วั่นไฉ คนผู้นี้ทำงานรู้จักหนักเบา ส่วนจากสำนักองครักษ์เสื้อแพรก็เอาคนที่หวังทงทิ้งไว้”
โจวอี้สงสัยครู่หนึ่ง เขยิบเข้าใกล้ไปกล่าวว่า
“ท่านพ่อบุญธรรม ทำไมไม่ใช้คนสนิทเรา หวังทงอย่างไรก็ต้องไปเทียนจิน วันหน้าเป็นเช่นไรยังไม่รู้ น้ำใจนี้คงไม่ต้องให้กันแล้วกระมัง!”
ในสมองพลันมีภาพบทสนทนาระหว่างฮ่องเต้ว่านลี่กับหวังทงในตอนกลางวันแวบขึ้นมา ในใจเริ่มรู้สึกแวบขึ้นมา แต่ก็ไม่กล่าวอันใด ได้แต่ปั้นหน้าตำหนิไปว่า
“เหลวไหล! พระประสงค์เช่นไร เราไม่บังอาจคาดเดา พรุ่งนี้เช้า เจ้าไปบอกเซวียจานเยี่ย ให้ไปเดินดูกิจการของหวังทงทุกแห่ง วันหน้าสถานที่เหล่านี้ให้เขาดูแล มีเรื่องอะไรที่เขารับหน้าไม่ได้ ก็ให้มาหาข้า!”
