ตอนที่ 244 คดีของสำนักอาชาหลวง
หลังจากเข้าวังมาเป็นขันทีแล้ว ก็ไร้ที่พึ่ง เป็นบ่าวรับใช้ของเจ้านายในวัง พวกเขาไม่อาจแต่งภรรยาและไม่อาจมีบุตร นอกจากอำนาจแล้ว ที่ทำให้พวกเขารู้สึกอยากได้มากที่สุดก็คือเงินทอง
ไม่ว่าในวังหลวงหรือว่าถูกส่งออกไปปฏิบัติหน้าที่นอกวังหลวง การหาเงินทองถือเป็นภารกิจอันดับหนึ่ง นี่เป็นเรื่องที่ใต้หล้าล่วงเหยียดหยาม
เทียบกับการโกงกินของบรรดาขันทีแล้ว บรรดาขุนนางบุ๋นละโมบเงินทองกลับเป็นเรื่องปกติกว่า คนบางคนอยู่ในบางตำแหน่งหลายปีก่อนจะโกยเงินโกยทองก้อนโตไว้สำหรับใช้ชั่วชีวิต นับว่าเป็นเรื่องควรค่าแก่การอิจฉาและนำมาเล่าต่อกัน บางคนหากมือสะอาด ทุกคนมักพูดว่าเขาเตรียมจะตะกายให้สูงขึ้น ล้วนมองกันเป็นคนอีกจำพวกไป
โอรสสวรรค์ราชวงศ์หมิงที่ผ่านมาก็จะใช้ท่าทีปิดตาข้างหนึ่งในเรื่องการละโมบเงินทองของบรรดาขันที อย่างไรพวกเขาก็เป็นบ่าวในพระองค์ ไปตักตวงเงินทองก็ยังดีกว่ามีจิตปองร้ายพระองค์ นับประสาอะไรกับการที่หลายครั้งการที่บรรดาขุนนางไปขูดรีดเงินทองมาก็เพื่อราชสำนักฝ่ายใน
มีเงินบางอย่างตักตวงได้ เงินบางอย่างมิอาจตักตวง ล้วนมีหลักปฏิบัติ
สี่กองกำลังประจำพระองค์และกองรบแห่งสำนักอาชาหลวงที่คนนอกวังเรียกว่าองครักษ์ส่วนพระองค์ สิบสองสำนักองครักษ์ที่ดูแลวังหลวงเรียกว่าองครักษ์เมืองหลวง แต่ก็มีขุนนางกล่าวกันว่า องครักษ์ส่วนพระองค์แห่งสำนักอาชาหลวงเป็นปราการด่นสุดท้ายที่คอยปกป้องรากฐานแผ่นดิน
นี่เป็นกองกำลังติดอาวุธที่ไม่ขึ้นตรงกับคณะเสนาบดีใหญ่และกรมทหารของราชสำนักฝ่ายใน มีคำพูดที่แทงโดนที่สุดว่า หากกองกำลังนอกเมืองหลวงหรือกองกำลังในเมืองหลวงก่อกบฏ สี่กองกำลังประจำพระองค์และกองรบแห่งสำนักอาชาหลวงเป็นกองกำลังที่จะออกมาปราบปรามให้สงบและถือเป็นกองอารักขาขั้นสุดท้าย แต่ไรก็มาก็ให้ความสำคัญมาโดยตลอด
ผู้ที่จะมาเป็นทหารในสำนักอาชาหลวงนี้ไม่ใช่ว่าราษฎรทั่วไปหรือจะรับมาจากกองทหาร แต่จะคัดเลือกมาจากชาวฮั่นวัยหนุ่มที่หนีกลับมาจากพื้นที่ตอนเหนือ คนเหล่านี้ถูกชาวมองโกลปล้นสดมภ์มาจากดินแดนทุ่งหญ้าตอนเหนือ ตนเองจึงได้หลบหนีลงมา ไม่มีที่พึ่ง และยังมีความรู้สึกโกรธแค้นฝังอยู่ เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด
แม้ว่าการหักเบี้ยหวัดในราชวงศ์หมิงจะเป็นเรื่องปกติ แต่สำนักอาชาหลวงได้สิทธิ์ในการเก็บผลประโยชน์แทนราชสำนักฝ่ายใน ตลอดจนรายได้ต่างๆ ของบรรดาฝ่ายใน นำเงินไปเลี้ยงดูทหาร จึงถูกหักเบี้ยหวัดน้อยมาก เครื่องแต่งกายและยุทโธปกรณ์ก็ล้วนได้รับแต่ของดี
เครื่องแต่งกายปราณีต เบี้ยหวัดเพียบพร้อม ยังได้ประสบการณ์จากการฝึกฝนกำลังอย่างเต็มที่ สี่กองกำลังประจำพระองค์และกองรบแห่งสำนักอาชาหลวงจึงกลายเป็นหนึ่งในกองกำลังติดอาวุธที่เฉียบขาดสุดยอดที่สุดในราชวงศ์หมิง
อาจกล่าวได้ว่าเป็นกองกำลังสายตรงที่พึ่งพาได้ของราชสำนักฝ่ายใน แต่ไรมาบรรดาขุนนางก็มักจะวิพากษ์วิจารณ์กันว่า มีกองกำลังในราชสำนักฝ่ายในเป็นเรื่องไม่เป็นมงคล หรือวิจารณ์กันว่าเป็นบ่อเกิดแห่งเภทภัย ขอให้กลับคืนสู่ภายใต้การปกครองของกรมทหารหรือว่ายุบทิ้ง เรื่องนี้แม้ว่าฮ่องเต้จะปูนบำเหน็จให้แก่ผู้ที่กล้ากราบทูล แต่ก็ไม่เคยทรงฟังข้อเสนอให้ยุบทิ้งหรือเปลี่ยนระบบใดๆ
กองกำลังสำคัญเช่นนี้จึงกลายเป็นเขตหวงห้ามในราชสำนักฝ่ายใน แต่ละแห่งละโมบเงินทองกันได้ เว้นแต่เบี้ยหวัดและค่าใช้จ่ายทางการทหารของกองกำลังแห่งสำนักอาชาหลวงนี้เท่านั้น หากทำลายหลักเกณฑ์นี้ลง ตั้งแต่บนลงล่าง ทุกคนก็จะต้องโทษหนัก ยิ่งไม่มีผู้ใดกล้าออกหน้าปกป้อง
หลินซูลู่ที่มาประจำตำแหน่งในสำนักอาชาหลวงตรวจพบเรื่องโกงกินเงินเหล่านี้ของโจวอี้แล้ว กลับไม่กราบทูลไทเฮา ฮ่องเต้และเฝิงเป่า หากนำข่าวนี้ส่งให้จางเฉิงก่อน
********
“ท่านพ่อบุญธรรม วันนั้นตำแหน่งมหาขันทีที่ว่างลง ลูกก็รีบร้อนไปหน่อย ในมือมีเงินหมุนไม่ทันใช้ ดังนั้นจึงได้…”
โจวอี้คุกเข่าโขกศีรษะติดต่อกันไม่หยุด สีหน้าจางเฉิงที่ไม่เคยแสดงอาการก็หน้าบึ้งตึงยิ่ง ได้ฟังดังนั้นก็กระแทกถ้วยชาลงบนโต๊ะน้ำชาข้างกายอย่างแรง ถ้วยชาแตกเป็นเสี่ยง น้ำชาไหลนอง
“เจ้าปฏิบัติหน้าที่มานานขนาดนี้ ไยปล่อยให้ผีร้ายบดบังจิตใจ เงินทองที่นี่กล้าเอาได้อย่างไร หลินซูลู่ทางนั้นส่งคดีมาให้ข้าก็เท่ากับข้าถูกตบหน้าฉาดใหญ่ไปด้วย!”
เสียงจางเฉิงสั่นเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าโมโหสุดขีด เขานั่งอยู่บนเก้าอี้มองโจวอี้เบื้องหน้า สีหน้าบึ้งตึงเคียดแค้นที่ผู้ที่เลี้ยงดูนั้นไม่เอาไหน
สีหน้าโจวอี้กำลังใกล้สิ้นหวัง เงยหน้ามองสีหน้าของจางเฉิง ก็รีบหมอบลงโขกศีรษะ หน้าผากเขียวช้ำ โลหิตไหลซึมออกมาทันที กล่าวด้วยน้ำเสียงสะอื้นไห้ว่า
“ลูกหน้ามืดตามัว ตอนนั้นผู้ที่มีคุณสมบัติจะดำรงตำแหน่งนี้ในสำนักอาชาหลวงก็ล้วนส่งมอบเงินขึ้นมา ทางหวังทงก็ไม่มีเงินมาทัน ลูกไร้หนทาง ได้ยินจางกงกงทางนั้นว่ามอบเงินแปดพันตำลึงก็จะช่วยทูลต่อหน้าพระพักตร์ฮ่องเต้ให้สักครา…”
“เดรัจฉาน วันนั้นข้าไม่ได้ไปช่วยเจ้าแย่งชิงมาแล้วหรอกหรือ เจ้ายังคิดว่าข้าเป็นพ่อบุญธรรมอยู่อีกหรือ เรื่องนี้แพร่ออกไป หน้าตาข้าคงได้ถูกเจ้าฉีกทำลายไปหมดแล้ว”
“พ่อบุญธรรม เดิมลูกคิดว่าท่านจะทูลเจ้านายเหนือหัว จางจิงกงกงก็สัมพันธ์ดีกับท่าน ยังเป็นหัวหน้างานจัดการที่สำนักอาชาหลวง จะว่าไปเขานั้น…”
จางเฉิงหันไปคว้าก้อนหมึกมาขว้างใส่ โจวอี้ไม่กล้าแม้แต่จะหลบ ปล่อยให้โดนเข้าหน้าผากอย่างแรง ยังดีที่ก้อนหมึกไม่หนัก หน้าผากเป็นเพียงรอยเขียวช้ำเด่นขึ้นมาเท่านั้น
“ไสหัวไป! ไสหัวไป! ข้าไม่กล้าเป็นพ่อบุญธรรมเจ้าอีกแล้ว!!”
จางเฉิงรองหัวหน้าสำนักส่วนพระองค์โมโหสุดขีด โจวอี้โขกศีรษะอยู่ที่พื้นร่ำไห้กอดขาจางเฉิงไว้คร่ำครวญร้องขอว่า
“พ่อบุญธรรม ช่วยลูกด้วย ครั้งนี้ลูกมอบให้จางกงกงไปแปดพันตำลึง มอบให้เฝิงกงกงไปหนึ่งหมื่นตำลึง เดิมคิดว่ารอให้เงินจากสำนักรักษาความสงบและเงินรายได้ราชสำนักฝ่ายในมาก่อนค่อยนำไปคืน คิดไม่ถึงว่าหลินซูลู่กลับแอบมาตรวจสอบเช่นนี้”
จางเฉิงกระทืบขาอย่างแรง สะบัดโจวอี้หลุด ก่อนจะสะบัดแขนเสื้ออย่างแรงหันหน้ากำลังจะออกไป โจวอี้แทบจะคลานเข่าเข้าไปกอดขาไว้อีก กล่าวเสียงดังว่า
“พ่อบุญธรรม!! ที่สำนักอาชาหลวงมีผู้ใดไม่ทำเช่นนี้ เงินไม่กี่หมื่นตำลึงโยกย้ายไปชั่วคราวไม่กี่เดือนก็เอามาคืนก็ปิดบัญชีได้แล้ว ทำไมหลินซูลู่จึงมาตรวจสอบในเวลานี้ ทำไมจึงส่งมอบเรื่องนี้ให้ท่าน เรื่องนี้หากเราปิดตาข้างหนึ่งก็จะผ่านไป เหตุใดเขาต้องตีฆ้องป่าวประกาศให้คนอื่นรู้ด้วย!!
โจวอี้ตะโกนแทบหมดแรง ท่าทีสงบนิ่งยามปกติไม่มีให้เห็นแม้แต่น้อย จางเฉิงหยุดนิ่งลง ตะโกนเสียงดังออกไปด้านนอกว่า
“พวกเจ้าได้ยินอะไรกันบ้างหรือไม่?”
ด้านนอกเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะมีเสียงสองสามคนตอบรับว่า
“พวกบ่าวไม่ได้ยินอะไรเลย”
“ถอยไป สองสามวันนี้กลับไปพักรักษาอาการป่วย รอให้เรื่องจบก็ค่อยมารับเบี้ยหวัดสามเดือน!”
“บ่าวขอบคุณจางกงกง จะรีบกลับไปรักษาอาการป่วยทันที”
เสียงฝีเท้าด้านนอกดังขึ้น ทุกคนสลายตัวไปอย่างเร็ว โจวอี้ปล่อยมือคุกเข่าลงกับพื้น จางเฉิงหันหน้ามา ก่อนจะขมวดคิ้วด้วยอาการแค้นใจจะเดินไปทางเก้าอี้ มองเห็นโจวอี้ขวางทางอยู่ ก็ยกเท้าเตะไปอย่างแค้นใจ เดินไปก็กล่าวไปเบาๆ ว่า
“ตำแหน่งเจ้ารักษาไว้ไม่ได้แล้ว ในสิบสองสำนักขันทีส่วนในก็ไม่มีที่ไหนต้องการเจ้าอีก เจ้าตัวบัดซบ ทุ่มเทดูแลเจ้ามาอย่างยากลำบากหลายปี กลับมาถูกคนจับผิดเรื่องสกปรกนี้ได้”
*******
ราชสำนักฝ่ายในสี่เดือนมานี้ไม่เพียงแค่เรื่องนี้ เดิมคิดว่าโจวอี้แห่งกองกำลังมังกรฝ่ายซ้ายถูกปลดออกไปเท่านั้น คิดไม่ถึงว่าขันทีตำแหน่งต่างๆ ในกองกำลังประจำพระองค์และกองรบ รวมถึงกองจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์และปืนไฟก็ถูกต้องสอบไปหมด คนดูแลแต่ละลำดับชั้นในสำนักอาชาหลวงก็ล้วนเป็นลูกบุญธรรมหรือไม่ก็ลูกศิษย์ของบรรดามหาขันทีในสิบสองสำนัก
แม้ว่าเงินทองในสำนักอาชาหลวงจะแตะต้องไม่ได้ แต่เมื่อเดินริมน้ำ ไหนเลยจะอดลงไปคว้าเอาไว้บ้างได้ และยังรู้ว่าที่นี่เหมือนเขตหวงห้าม หลายปีมานี้จึงไม่เกิดเรื่อง สิ่งที่สำนักอาชาหลวงทำไป ไม่มีใครมาควบคุม ไม่ใครมาตรวจสอบ หลินซูลู่อยู่ๆ ก็มาสร้างความลำบากนี้ เปิดหลักฐานพร้อมกันชุดใหญ่ในคราเดียวเช่นนี้
อำนาจต่างๆ ในวังหลวง ไม่ว่าจางจิงที่ดำรงตำแหน่งหัวหน้าสำนักอาชาหลวง ยังมีคนที่เกี่ยวข้องก็พลอยถูกโคลนความผิดนี้กระเด็นเปรอะเปื้อนไปด้วย แม้แต่เฝิงเป่าหัวหน้าสำนักส่วนพระองค์ก็โดนไปด้วยเช่นกัน
หลักฐานส่งไปถึงมือของแต่ละคน ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะปล่อยให้ผ่านเลยไป เป็นการบอกกล่าวล่วงหน้า ทุกคนรู้ดีว่าเรื่องเช่นนี้ไม่อาจปิดบังได้ คิดจะปิดบัง หากวันหน้าถูกเปิดโปงออกมา ก็ย่อมเป็นความผิดโทษร้ายแรงที่สุด
พอบอกกล่าวกันแล้ว หลักฐานก็ส่งไปถึงพระหัตถ์ไทเฮาทั้งสอง ไทเฮาฉือเซิ่งทอดพระเนตรแล้วก็ทรงกริ้วหนักขึ้นมาทันที
ความอ่อนแอเสียหายของสำนักอาชาหลวงที่คุมกำลังหลักแม้เพียงเล็กน้อยก็จะกระทบกับความมั่นคงปลอดภัยของฮ่องเต้และเชื้อพระวงศ์ในราชสำนักฝ่ายใน คิดไม่ถึงว่าบ่าวพวกนั้นกลับกล้าเช่นนี้ กล้าล้วงมือมาในที่ไม่ควรล้วง
หลังไทเฮาฉือเซิ่งได้รับรายงานเพียงแค่ครึ่งชั่วยาม ก็ส่งคนไปพาตัวบรรดาผู้รับผิดชอบงานใน 12 สำนักขันที 4 ส่วนงาน และ 8 หน่วยงานย่อยมารวมกันที่ตำหนัก
เรื่องวันนั้น ไม่มีการบันทึกอะไรแพร่งพรายออกไป ไทเฮาฉือเซิ่งนอกจากให้นางกำนัลคนสนิทอยู่ด้วยสองสามคนแล้ว คนที่เหลือก็ให้ถอยออกไป
วันรุ่งขึ้นก็ถูกจัดการหมด ขันทีที่เกี่ยวข้องล้วนถูกปลอดจากตำแหน่งและโบยหนัก นอกจากลูกบุญธรรมและลูกศิษย์ของมหาขันทีในสำนักส่วนพระองค์และสำนักขันทีส่วนในแล้ว ที่เหลือหากเกี่ยวข้องก็ล้วนถูกส่งไปรับใช้ที่บรรดาจวนอ๋องต่างๆ นอกวัง
เรื่องนี่นับว่าเรื่องใหญ่ แต่จัดการเล็กน้อย อย่างไรก็เกี่ยวพันวงกว้าง แม้แต่เฝิงเป่าก็สลัดความเกี่ยวข้องไม่พ้น คนเก่าแก่จากจวนอ๋องอวี้ล้วนเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ไม่น้อย
จางจิงหัวหน้าสำนักอาชาหลวงสุดท้ายยังถูกให้กลับไปรักษาตัวที่บ้าน เรื่องที่หลินซูลู่ตรวจพบในครั้งนี้นับว่าเป็นการล่วงเกินผู้คนในหน่วยงานต่างๆ ส่วนในทุกหน่วยงาน แม้ว่าไทเฮาฉือเซิ่งจะไว้วางใจคนผู้นี้มากยิ่งขึ้น คิดว่าขุนนางโดดเดี่ยวผู้นี้มีใจจงรักภักดีที่สุด แต่ก็ไม่อาจเลื่อนตำแหน่งให้ได้
เรื่องใหญ่น้อยในสำนักอาชาหลวงตอนนี้ก็ให้หลินซูลู่เป็นผู้ดูแล เรื่องฟ้าผ่านี้ทำให้ทุกคนหวาดระแวง กลัวว่าไม่รู้จะมีอะไรตามมาอีก
และตอนนี้จางจิงก็ป่วยไม่ออกมาเลย ลำดับสองในสำนักอาชาหลวงอย่างหลินซูลู่ก็ย่อมสูงที่สุด ไม่ว่าคิดอย่างไร ก็ต้องขออนุญาตเขาก่อน ตำแหน่งต่างๆ ที่ว่างลงก็ให้ไทเฮา ฮ่องเต้ เฝิงเป่าและหลินซูลู่ร่วมกันจัดคนเข้าแทนที่ ความเห็นหลินกงกงผู้นี้ก็ย่อมสำคัญมากตามไปด้วย
********
โจวอี้แห่งกองกำลังมังกรฝ่ายซ้ายเมื่อก่อนเคยเป็นขันทีในสำนักขันทีส่วนใน เป็นลูกบุญธรรมของจางเฉิงกงกงรองหัวหน้าสำนักส่วนพระองค์ และยังเป็นผู้ปฏิบัติงานใกล้ชิดฮ่องเต้โดยตรง ในราชสำนักฝ่ายในคิดว่าบุคคลเช่นนี้ย่อมมีอนาคตไกลยากประมาณ สำนักส่วนพระองค์วันหน้าย่อมต้องเป็นเขาผู้นี้
คิดไม่ถึงว่าการล่มเรือครั้งนี้ และการโบย 50 ไม้จะทำกระดูกซี่โครงหักไปหลายท่อน ถูกปลดจากตำแหน่งต่างๆ ทั้งหมด สถานะตอนนี้ของเขายังต่ำกว่าขันทีในห้องซักล้างที่ต่ำที่สุดเสียอีก
น้ำขึ้นน้ำลง ห้วงมหรรณพแห่งขันทีผันแปร น่าหวาดหวั่น
*******
มหาอำมาตย์จางจวีเจิ้งอยู่ในระหว่างทางกลับบ้านเกิด บรรดาขุนนางในเมืองที่ผ่านทางล้วนคุกเข่าต้อนรับ ตั้งขบวนเกียรติยศรับและส่ง อาหารการกินชั้นเลิศ การต้อนรับชั้นเยี่ยมที่สุด แม้แต่ระดับอ๋องก็ต้องทำเช่นนี้
