ตอนที่ 270 โต้เถียงดุเดือด
เห็นเจ้ากรมตรวจสอบทั้งสองท่านคุกเข่าลงกับพื้น ราชบัณฑิตและเสนาบดีแต่ละฝ่ายที่ยืนอยู่สองข้างทางกลับไม่มีใครกล้าเอ่ยอันใดออกมาสักคำ หากพากันมองไปยังจางจวีเจิ้งที่นั่งอยู่ด้านข้างกับฮ่องเต้ที่นั่งอยู่ตรงกลาง
มหาอำมาตย์จางจวีเจิ้งสีหน้ายังคงเรียบเฉย กวาดตามองทุกคนรอบหนึ่งและไปหยุดอยู่ที่เสนาบดีกรมอากรหม่าจื้อ เฉียง เสนาบดีกรมอากรหม่าจื้อเฉียงก้มหน้าอยู่ครู่หนึ่งจึงได้ออกหน้าสลายความอึดอัดของทุกฝ่าย เขาคุกเข่าลงทูลว่า
“ทูลฝ่าบาท สำนักนาวาสุคนธ์ชื่อนี้กระหม่อมไม่เคยได้ยินมาก่อน แต่หากกล่าวถึงแรงงานท่าเรือรวมตัวกันเป็นองค์กร กระหม่อมก็เคยได้ยินมาอยู่บ้าง”
เห็นว่าว่านลี่กับจางจวีเจิ้งยังไม่เงียบ หม่าจื้อเฉียงก็กล่าวต่อว่า
“เมื่อก่อนสิ่งที่หน่วยงานต่างๆ ของกรมอากรปวดหัวที่สุดก็คือการขนส่งเสบียงที่เทียนจิน จากเมืองหลวงไปถึงเทียนจิน ทุกครั้งหากที่ต้องประสบกับน้ำในคลองส่งน้ำน้อยหรืออากาศแห้งแล้ง เรือก็จะแล่นไม่สะดวก แต่การขนส่งทางเรือก็ไม่อาจรอช้าได้ ได้แต่ต้องขนถ่ายลงก่อน แรงงานใช่ว่าต้องการใช้ทุกวัน ทุกครั้งที่ต้องการใช้ก็จะรวบรวมกันมา มักจะทำให้การขนส่งล่าช้า นายเรือของเรือชาวบ้านจึงร่วมมือกันจัดตั้งองค์กรขึ้นเพื่อให้สะดวกในการขนถ่ายสินค้า ไม่เสียการในการขนส่ง ซึ่งก็น่าจะเป็นสำนักนาวาสุคนธ์ที่กล่าวถึงนี้ กระหม่อมรู้ดีว่าการรวมตัวกันก่อตั้งองค์กรเช่นนี้จะเป็นภัยได้ง่าย แต่หลังจากรวมตัวกันแล้วการขนส่งสองฝั่งคลองส่งน้ำและบรรดาแรงงานทั้งหลายต่างก็ประหยัดไปมาก เรือต่างๆ ก็ไม่เคยขนส่งล่าช้า นี่เป็นเรื่องดีต่อทั้งทางการและชาวบ้าน ดังนั้นจึงปล่อยให้อยู่ต่อมาเช่นนี้”
เสนาบดีกรมทหารจางซื่อเหวยขึ้นหน้ามาคุกเข่ากราบทูลว่า
“ทูลฝ่าบาท กระหม่อมทางนี้ก็เคยได้ยินมาว่าแม่ทัพชีจี้กวงที่เมืองจี้โจวและขุนพลหลี่ต้าเหมิ่งที่เทียนจินก็เคยกล่าวถึงว่าที่เทียนจินมีการขนถ่ายเสบียงที่รวดเร็ว แต่ไรมาไม่เคยชักช้าเสียการของกองทัพที่ต้องการใช้ ล้วนพึ่งพาอาศัยแรงงานที่คลองส่งน้ำเช่นนี้ บรรดาแรงงานที่เทียนจินทำงานก็มีระเบียบไม่วุ่นวาย ทรงพลังที่สุด คิดแล้วน่าจะเพราะรวมตัวกันเช่นนี้นั่นเอง!”
มีสองคนออกหน้า เสนาบดีกรมปกครองหลี่โย่วจือที่อยู่ในคณะเสนาบดีใหญ่เช่นเดียวกันก็ออกมาทูลต่อว่า
“ทูลฝ่าบาท เรือชาวบ้านนั้นมากมาย หากควบคุมไม่ทั่วถึง ในนั้นก็ย่อมมีพวกนักเลงหัวไม้ก่อการชั่วร้าย ยากหลีกเลี่ยง แต่ได้ยินที่ใต้เท้าทุกท่านว่ามาแล้ว สำนักนาวาสุคนธ์นี้มีคุณประโยชน์ การขนส่งทางเรือเป็นเส้นเลือดหลักของแผ่นดิน หากมีพวกชั่วร้ายทำผิดกฎหมาย ก็แค่ส่งคนไปอบรมสั่งสอนให้มากหน่อยก็พอ ไม่อาจปล่อยให้เรื่องเล็กน้อยทำลายการใหญ่ได้”
กล่าวมามากมายเพียงนี้ สายตาทุกคู่ต่างจับจ้องไปที่จางจวีเจิ้ง จางจวีเจิ้งนอบกายลงกราบทูลว่า
“ทูลฝ่าบาท การขนส่งทางเรือไม่อาจตัดสินใจได้โดยง่าย การรวมตัวกับของชาวบ้านนั้นเป็นประโยชน์ต่อการดูแลการขนส่งทางเรือ เป็นเรื่องดียิ่ง มีพวกนักเลงหัวไม้คนสองคน ก็เป็นเรื่องเล็กน้อย หากให้เรื่องเล็กน้อยทำลายการใหญ่ มิใช่ทางที่ควรกระทำ หากสำนักนาวาสุคนธ์มีเรื่องลับลมคมนัยอันใดที่ไม่ส่งผลดีต่อราชสำนักจริง สำนักบูรพากับสำนักองครักษ์เสื้อแพรก็ย่อมมีรายงานขึ้นมา แต่ขณะนี้ยังไม่มีข่าวรายงานอันใด คิดว่าน่าเป็นดังที่ใต้เท้าทุกท่านทูล เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขให้ดีเท่านั้น หากส่วนใหญ่ยังคงดีอยู่ ฝ่าบาททรงมีพระวินิจฉัยเช่นไรพะยะค่ะ?”
ฮ่องเต้ว่านลี่เผยสีพระพักตร์ยิ้มแย้ม พยักพระพักตร์ตรัสว่า
“ใต้เท้าจางกับขุนนางทุกท่านคิดการได้รอบคอบ ส่งคนไปจัดการดูแลสำนักนาวาสุคนธ์นี้ เราคิดว่าราชสำนักไม่จำเป็นต้องส่งขุนนางท่านใดไปแล้ว นายกองพันองครักษ์เสื้อแพรได้จัดการในเรื่องนี้แล้ว มิสู้ให้เขาดำเนินการต่อไป คณะเสนาบดีใหญ่และกรมทหารร่วมกับสำนักองครักษ์เสื้อแพรลองปรึกษากัน จากนั้นค่อยส่งมาให้สำนักส่วนพระองค์มีราชโองการลงไปก็แล้วกัน!”
เดิมคิดว่าขุนนางร่วมออกหน้าโจมตี ขุนนางใหญ่อาศัยจังหวะรวมกำลังกันจัดการหวังทง คิดไม่ถึงว่าฮ่องเต้ว่านลี่เตรียมการไว้นานแล้ว ขุนนางใหญ่แต่ละคนไม่รู้ว่าสำนักนาวาสุคนธ์นี้ดีหรือไม่ แต่ในเมื่อจัดวางหวังทงไว้ในฝ่ายชั่วร้ายแล้ว เช่นนี้สำนักนาวาสุคนธ์ที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามก็ย่อมเป็นฝ่ายดี
หากสถานะฮ่องเต้นั้นสูงส่งยิ่ง ทรงทำสิ่งใด คนเบื้องล่างก็ย่อมต้องเตรียมรับมือให้ดีจึงจะรับมือได้ ในห้องประชุมยังมีคนจำได้อย่างขึ้นใจว่า ฮ่องเต้น้อยไม่เคยโต้แย้งเรื่องใดในการประชุม มหาอำมาตย์และราชบัณฑิตจัดการสิ่งใดก็ล้วนเห็นชอบ มีแต่เรื่องหวังทงผู้นี้เท่านั้นที่อย่างไรก็ไม่ทรงยอมถอย ทรงสู้ยิบตา
ผู้กุมอำนาจก็คือใต้เท้าจางและเฝิงกงกงมิผิด หากใต้หล้าเป็นของตระกูลจู วันหน้าใครจะรู้ ไยต้องล่วงเกินเช่นนี้ด้วย
ทุกคนต่างหดหัว ราชบัณฑิตในคณะเสนาบดีใหญ่ไม่อาจนิ่งเฉย เจ้ากรมฝ่ายซ้ายและขวาสองท่านที่คุกเข่าอยู่นั้นก็ลำบากใจไร้ทางออก หากตามพระประสงค์เช่นนี้ ขุนนางสองท่านนี้ก็ไม่อาจอยู่ต่อได้ คนรอบข้างสามารถวางมือ แต่พวกเขานั้นทำไม่ได้
“ทูลฝ่าบาท ที่ขุนนางนำความกราบทูลอาจฟังได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่หวังทงผู้นี้มีพฤติกรรมไม่ดี ขูดรีดกดขี่ล้วนเป็นความจริง กระหม่อมขอให้ฝ่าบาททรงไตร่ตรอง!”
ฮ่องเต้ว่านลี่ทรงขมวดพระขนง จ้องไปหลี่ว์กวงหมิงที่กล่าวเมื่อครู่ เขาโขกศีรษะลงกับพื้นอีกครั้ง ฮ่องเต้ว่านลี่ทรงรู้ดีว่าขุนนางในห้องฟังผู้ใด จึงทรงหันไปทางจางจวีเจิ้ง
แต่ที่น่าแปลกใจก็คือ มหาอำมาตย์ยามนี้กลับเหมือนตกในภวังค์ สายตามองออกไปด้านนอก จางจวีเจิ้งปกติมีสมาธิมาก นี่เป็นเรื่องที่ทุกคนล้วนรู้กันดี เหตุใดจึงมีภาพเช่นนี้ในยามนี้ได้
จางจวีเจิ้งได้สติคืนมาทันทีเกือบจะพร้อมกัน ก้มลงทูลว่า
“ทูลฝ่าบาท ขุนนางกรมตรวจสอบย่อมไม่ปล่อยลูกธนูไร้เป้า ใต้เท้าหลี่ว์กับใต้เท้าเสิ่นในฐานะผู้บังคับบัญชา คิดว่าย่อมรู้อย่างละเอียด ให้ใต้เท้าหลี่ว์กราบทูลรายละเอียด จะได้มิเป็นการกล่าวโทษผิดคน ฝ่าบาททรงเห็นเช่นไรพะยะค่ะ?”
การเช่นนี้อยู่ในความคาดหมายของฮ่องเต้ว่านลี่ ทรงพยักพระพักตร์อนุญาต ไม่ทันเห็นว่าเมื่อครู่จางจวีเจิ้งหันไปสบตากับเฝิงเป่า
เผชิญกับสายตาเป็นคำถามของจางจวีเจิ้ง เฝิงเป่าก็ตอบกลับด้วยสีหน้าไร้หนทาง ได้แต่ส่ายหน้า เรื่องเกินการควบคุมของเฝิงเป่าเช่นนี้ ก็ย่อมไม่อาจบีบคั้นต่อ จางจวีเจิ้งจึงตัดสินใจอย่างรวดเร็ว
“ทูลฝ่าบาท หากสำนักนาวาสุคนธ์ขูดรีดราษฎร หวังทงปราบปรามลงก็ย่อมเป็นการดี แต่หลังจากนั้น หวังทงกลับขายป้ายสงบสุขเสียเอง ทำการซ้ำรอยสำนักนาวาสุคนธ์ เงินที่ได้มาก็เก็บเข้ากระเป๋าตน นี่เป็นการฉ้อราษฎร์บังหลวงเช่นกัน”
“ที่หวังทงเก็บมา น้อยกว่าที่สำนักนาวาสุคนธ์เก็บมากนัก!”
ได้ยินน้ำเสียงฮ่องเต้ว่านลี่ผ่อนลง หลี่ว์กวงหมิงก็ถอนหายใจเฮือก หากก็ยืดตัวตรงขึ้นทูลต่อว่า
“เมืองเทียนจินกว้างใหญ่เพียงนั้น การค้าไปมาไม่น้อย หวังทงอาศัยชื่อองครักษ์เสื้อแพรวางอำนาจเก็บเงินเข้ากระเป๋าตน ฝ่าบาท เรื่องนี้ถือเป็นการฉ้อราษฎร์บังหลวงอย่างแท้จริง!”
“ขุนนางหลี่ว์ คนฉ้อราษฎร์จะส่งบัญชีรายงานให้เราทราบอย่างละเอียดไหม เก็บเงินมาได้เท่าไร ใช้จ่ายไปเท่าไร ทุกอีแปะทุกตำลึงล้วนจดไว้อย่างชัดเจน นี่เรียกว่าฉ้อราษฎร์บังหลวง?”
ฮ่องเต้ว่านลี่แย้มพระสรวลหยิบกระดาษสามสี่แผ่นยกขึ้น ทุกคนต่างตะลึงงัน สายตาจับจ้องที่กองกระดาษ ไม่รู้ว่าเหตุใด พอฮ่องเต้ว่านลี่ทรงเห็นสีหน้าประหลาดใจของทุกคนเช่นนั้น ทรงรู้สึกสำราญพระทัยยิ่งนัก
หลี่ว์กวงหมิงยืดตัวตรงยิ่งกว่าเดิม กล่าวทีละประโยคทีละคำว่า
“เรื่องราวใต้หล้าล้วนมีกฎระเบียบ องครักษ์เสื้อแพรเป็นกองกำลังในพระองค์ กลับไปทำหน้าที่เก็บเงินในท้องที่ หวังทงทำเช่นนี้ถือเป็นการทำผิดกฎบ้านเมือง เงินที่ได้มานับเป็นเรื่องฉ้อโกง เป็นการฉ้อราษฎร์บังหลวง ฝ่าบาททรงปกป้อง ถือเป็นความผิดเทียบเท่ากัน!”
ฮ่องเต้ว่านลี่ทรงตบโต๊ะเสียงดัง ประทับยืนขึ้นทันที ส่งสายพระเนตรดุดันไปยังหลี่ว์กวงหมิงที่คุกเข่าอยู่ ทรงคำรามสุรเสียงดังด้วยความกริ้วอย่างยิ่งว่า
“เจ้าหาว่าเราฉ้อราษฎร์หรือ เรากำลังขูดรีดแย่งชิงหรือ?”
หลี่ว์กวงหมิงยังคงสีหน้าไม่ยอมทูลต่อว่า
“ฝ่าบาททรงเคยมีราชโองการ? คณะเสนาบดีใหญ่เคยมีคำสั่ง? สำนักส่วนพระองค์เคยลงชาดอนุมัติ? แม้แต่ราชโองการส่วนพระองค์ก็ไม่มี หวังทงทำไปนั้นอาศัยอำนาจอันใด!!”
เสิ่นปิ่งเฟิงที่คุกเข่าคู่กันอยู่ไม่กล้าเงยหน้าขึ้น ได้ยินเสียงสวบสาบข้างกายดังขึ้น ก็ค่อยๆ หันไปมอง เห็นชุดขุนนางของเสิ่นปิ่งเฟิ่งกำลังสั่นไม่หยุด เสียดกับพื้นจนเกิดเสียง ที่พื้นยังมองเห็นร่องรอยของเหงื่อที่ไหลหยด เห็นได้ว่าหวาดกลัวจนถึงขีดสุด อย่าว่าแต่เสิ่นปิ่งเฟิงที่น่าแปลกเช่นนี้ แม้แต่หลี่ว์กวงหมิงที่แต่ไรมาก็มิใช่คนเช่นนี้
เสิ่นปิ่งเฟิงเข้าใจในบัดดล หากยอมรับเสียงอ่อย สุดท้ายต้องถูกออกจากราชการ มิสู้ทำตัวให้กล้าหาญชาญชัย อย่างไรก็ถูกออก ไม่แน่ว่าอาจจะฟื้นคืนชีพอีกครั้งก็ได้
คิดเรื่องนี้เข้าใจแล้ว เสิ่นปิ่งเฟิงก็โขกศีรษะลงอย่างแรง ทูลเสียงดังว่า
“ทูลฝ่าบาท เมืองใหญ่ใต้หล้าล้วนมีองครักษ์เสื้อแพรประจำการ หากทุกคนทำเช่นนี้ ส่งบัญชีทูลรายงานมาก็เป็นการกำเริบยิ่ง มิใช่เป็นการทำให้แผ่นดินวุ่นวายหรือ ฝ่าบาท ธรรมเนียมแต่ไรมา ระเบียบราชสำนักเป็นรากฐานแห่งการปกครองแผ่นดิน ไม่อาจทำลายลง ฝ่าบาทมิอาจทำลายธรรมเนียมนะพะยะค่ะ!”
“ทหาร!! ทหาร!! ลากเจ้าสองคนที่ไร้ความยำเกรงเราออกไป ลากออกไป…”
ฮ่องเต้ว่านลี่สายพระเนตรแดงก่ำ สุรเสียงดังด้วยความกริ้วสุดขีด ม่านเปิดออก องครักษ์สี่นายกับขันทีสองนายปรี่เข้ามา แต่เมื่อเข้ามาแล้วสิ่งที่ทำอันดับแรกมิใช่จับกุม หากมองไปยังเฝิงเป่าและจางเฉิง”
ชั่วขณะหนึ่งนี้เอง จางจวีเจิ้งก็คุกเข่าลง บรรดาขุนนางในห้องกับขันที่สำนักส่วนพระองค์ต่างก็คุกเข่าลง ทูลอย่างพร้อมเพรียงว่า
“ขอทรงระงับโทสะ!!”
บรรดาขุนนางคุกเข่าลงเช่นนี้ทำให้ฮ่องเต้ว่านลี่ยอมถอยก้าวหนึ่ง ระงับพระดำรัสที่ยังไม่กล่าวออกมา จางจวีเจิ้งก้มศีรษะลงแตะพื้นก่อนจะยืดตัวขึ้นกราบทูลดังว่า
“ฝ่าบาท กฎมนเทียรบาลไม่ถือความผิดวาจา และสิ่งที่ใต้เท้าหลี่ว์กับใต้เท้าเสิ่นว่ามานั้นก็ใช่ว่าไร้เหตุผล ขอพระองค์ทรงไตร่ตรอง!”
ทุกคนพากันโขกศีรษะพร้อมกัน พร้อมกับทูลกันพร้อมเพรียงว่า
“ขอพระองค์ทรงไตร่ตรอง!”
ฮ่องเต้ว่านลี่หันไปทางสำนักส่วนพระองค์ เฝิงเป่าและจางเฉิงรวมทั้งคนอื่นๆ ต่างพากันก้มหน้านิ่ง เห็นบรรดาขุนนางคุกเข่าเช่นนี้ ฮ่องเต้ว่านลี่ก็ผงะถอยไปก้าวหนึ่ง ไม่ทันระวังกระแทกกับที่ประทับ เซไปเล็กน้อยก่อนจะประทับนั่งลง
“ฝ่าบาท สมัยฮ่องเต้อู่จง องครักษ์เสื้อแพรกับขันทีฝ่ายในมีอยู่ทั่วแผ่นดิน ประชาไม่เป็นสุข สุดท้ายเจียงปินกับเฉียนหนิงเกือบจะครอบครองแผ่นดินทั้งมวลเอาไว้ ฮ่องเต้ซื่อจงทรงพระปรีชา จำกัดอำนาจขุนนางบู๊และขันทีฝ่ายใน แผ่นดินหมิงเราจึงได้ยิ่งใหญ่เกรียงไกรเช่นวันนี้ ฝ่าบาท อย่าได้ทรงเชื่อคนชั่วจนเสื่อมพระเกียรติเช่นนี้ สั่นคลอนรากฐานแผ่นดิน ทำให้ไทเฮาทั้งสองพระองค์ต้องทรงผิดหวังเสียพระทัยเลยพะยะค่ะ!”
เสนาบดีกรมทหารจางซื่อเหวยกราบทูลขอร้อง ฮ่องเต้ว่านลี่ประทับนั่งอยู่มองไปยังองครักษ์และขันทีที่เข้ามา ทั้งหกคนก็ทิ้งมือข้างกายก้มหน้านิ่ง เงียบไร้สำเนียง มองไปยังขันทีและขุนนางที่คุกเข่าอยู่ คำว่า ‘ไทเฮาทั้งสองพระองค์’ ทำให้พระองค์สะดุ้งขึ้นในพระทัย
องครักษ์และขันทีไม่กล้าทำตามพระบัญชา ในห้องต่างคุกเข่านิ่ง ในตอนนั้นเอง ฮ่องเต้ว่านลี่ราวกับเห็นภาพหลอน เหมือนว่าทุกคนกำลังยืนอยู่ ตนเองกำลังคุกเข่าอยู่ตรงนั้น อึดอัดกดดันหาใดเปรียบ โดดเดี่ยวเดียวดายหาใดเทียม
หอประชุมเหวินเหยียนเก๋อเงียบสนิท ฮ่องเต้ว่านลี่ทรงถอนพระปัสสาสะ ยกพระหัตถ์ขึ้นตรัสว่า
“ขุนนางที่รักทุกท่านลุกขึ้นเถิด ในเมื่อที่หวังทงทำไปนั้นไม่มีราชโองการรองรับ เช่นนั้นเราจะมีราชโองการไปเป็นอย่างไร”
บรรดาขุนนางใหญ่ต่างพากันโล่งอกลุกขึ้น ได้ยินพระดำรัสสุดท้าย ต่างก็มองไปที่ว่านลี่พร้อมกันอย่างตกตะลึง
