Skip to content

องครักษ์เสื้อแพร 274


ตอนที่ 274 ฤดูร้อนในเมืองหลวง

วันที่ 23 เดือนหก ปีรัชสมัยว่านลี่ที่ 6 เสนาบดีกรมพิธีการเซินสือหังก็ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้รับผิดชอบงานอภิเษกสมรสยิ่งใหญ่ของว่านลี่

บัณฑิตรู้หนังสือที่ได้เป็นถึงรองเจ้ากรมหรือรองเจ้ากรมตรวจสอบ คิดจะปีนสูงขึ้นอีกก็ต้องดูโอกาสและวาสนา ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือโอกาสและวาสนาที่จะได้เป็นพระอาจารย์ของรัชทายาทหรือขุนนางที่ได้รับแต่งตั้งให้รับหน้าที่จัดการงานพิธีอภิเษกสมรส

พระอาจารย์ของรัชทายาทวันหน้าก็ย่อมเป็นฐานในคณะเสนาบดีใหญ่ ผู้จัดการงานพิธีอภิเษกสมรส จบงานก็จะได้ปูนบำเหน็จเลื่อนอีกหนึ่งขั้น เสนาบดีกรมพิธีการหากได้เลื่อนตำแหน่งอีก เกรงว่าก็ต้องขยับคนก่อนหน้าไปเป็นราชบัณฑิตประจำสำนักเหวินหวาเตี้ยนที่จะคอยทำหน้าที่สอนหนังสือให้รัชทายาท ตอนนี้แต่ละตำแหน่งก็มีคนประจำอยู่แล้ว

ตามธรรมเนียมในอดีต เซินสือหังอย่างน้อยก็ต้องเป็นผู้เข้าทดแทนตำแหน่งรองมหาอำมาตย์ในคณะเสนาบดี แต่เรื่องนี้ไม่เห็นมีอะไรบ่งบอกมาก่อน อยู่ๆ ก็มีโอกาสเช่นนี้ได้

วงการขุนนางในเมืองหลวงสั่นสะเทือน เดิมคิดว่าเซินสือหังเป็นแค่ขุนนางไร้ภารกิจในคณะเสนาบดีใหญ่ ระยะนี้ที่บ้านก็เกิดเรื่องฉาวโฉ่ใหญ่ ภารกิจยิ่งใหญ่ดีงามเช่นนี้ตกถึงมือเขาได้อย่างไร

คิดไม่ถึงว่าฟ้าไร้ตา ไม่ว่าผู้ทำหน้าที่เสมือนว่าเป็นรองอำมาตย์อย่างจางซื่อเหวย ยังมีหม่าจื้อเฉียงที่มีคุณสมบัติอายุมากยังไม่ได้งานนี้ไปครอง กลับเป็นเซินสือหังที่ระยะนี้เดินกำลังดวงตกได้งานนี้ไป

มีเรื่องเล่าซุบซิบกันว่า บรรดาขุนนางในที่ประชุมต่างโต้แย้งกับโอรสสวรรค์ด้วยเรื่องคุณธรรมศีลธรรม ทำให้โอรสสวรรค์ทรงพิโรธมาก วันนั้นในที่ประชุมเกือบทุกคนได้ก้าวออกมายืนปกป้องคุณธรรม ทุกคนต้องการให้ลงโทษคนชั่วโกงกินที่อยู่แดนไกลเพื่อประโยชน์สุขแห่งชาวประชาและเพื่อความสงบสุขของแผ่นดินราชวงศ์หมิง ผลก็คือทำให้โอรสสวรรค์พิโรธยิ่งนัก

พิธีอภิเษกสมรสของฮ่องเต้ว่านลี่ก็ย่อมไม่ยอมให้ขุนนางที่ทำให้ทรงกริ้วไปดำเนินการ เซินสือหังวันนั้นป่วยพอดี จึงประสบโชคดีเช่นนี้ไปโดยปริยาย

เซินสือหังก็เป็นราชบัณฑิตในคณะเสนาบดีใหญ่ และยังดำรงตำแหน่งเสนาบดีกรมพิธีการ พิธีอภิเษกสมรสก็เป็นพิธีการใหญ่ ก็ควรให้เสนาบดีกรมพิธีการมารับผิดชอบ ดังนั้นจึงได้รับงานทรงเกียรตินี้ไป

บรรดาขุนนางและชนชั้นสูงในเมืองหลวง พากันถอดถอนใจกับความโชคดีของเซินสือหัง พากันไปหาถึงที่จวน พวกที่เดิมคอยรอดูเรื่องตลกกันตอนนี้กลับแปรเปลี่ยนเป็นอิจฉายิ่ง

เสนาบดีกรมทหารจางซื่อเหวยมีคนรับใช้ทำผิดสองคนถูกส่งไปที่ศาลซุ่นเทียน แจ้งว่าขโมยของ วันนั้นถูกลงทัณฑ์กลางโถงทำการ ทนไม่ไหวเสียชีวิตลง ศพถูกเอาไว้โยนนอกเมืองให้สุนัขกัดแทะ เรื่องนี้ไม่มีแม้แต่ผู้จะสนใจ จบเรื่องไปอย่างเงียบเชียบเช่นนี้

เจ้าหน้าที่สืบคดีหลี่ว์วั่นไฉได้ข่าวมาว่า พอโต้เถียงจบกลับไปที่จวน เสนาบดีกรมทหารจางซื่อเหวยอารมณ์ไม่ดีอย่างมาก พอได้ข่าวมาว่าเซินสือหังได้รับเลือกให้เป็นผู้ดำเนินงานพระราชพิธีอภิเษกสมรส จางซื่อเหวยโมโหยกใหญ่พลั้งมือกระแทกถ้วยน้ำชาแตก ลงมือกับคนรับใช้ที่โชคร้ายและไม่รู้จักดูตาม้าตาเรือสองคน จับตัวส่งไปที่ศาลซุ่นเทียน

ไม่มีผู้ใดรู้ว่า จางจวีเจิ้งได้มีการตกลงไว้กับจางซื่อเหวยและเซินสือหังว่า ทั้งสองคนห้ามป่วยพร้อมกัน จะต้องมีหนึ่งคนปรากฏตัวในที่ประชุมเสมอ

ยิ่งไม่มีผู้ใดรู้ว่า การประชุมวันแรกที่จางจวีเจิ้งกลับมาถึงเมืองหลวง เสนาบดีกรมทหารจางซื่อเหวยเดิมก็ไม่คิดจะเข้าร่วมประชุม ว่ากันว่ายามค่ำก็เป็น ‘หวัด’ แล้ว แต่เซินสือหังเขียนสารขอลาหยุดเร็วกว่าเขาสองสามชั่วยาม

เรื่องนี้ไม่มีผู้ใดรู้ แต่ทุกคนรู้ว่าวาสนาเงินทองของตนนั้นมาได้อย่างไร หากอยู่ในที่ประชุมถกเรื่องบ้านเมือง ไม่ยืดอกออกมา ไม่กล่าววาจาสนับสนุนกัน ก็ย่อมถูกเข้าใจว่าคิดทรยศ ผลเช่นนี้ ไม่ว่าผู้ใดก็แบกรับไว้ไม่ไหว ไม่ว่าในใจคิดเช่นไร ก็ต้องก้าวออกมายืน

เรื่องมงคลในเมืองหลวงแพร่ออกไป เดิมคนทั่วไปต่างคิดว่าบุคคลอันดับสองรองจากจางจวีเจิ้งก็คือจางซื่อเหวย เป็นผู้จะขึ้นแทนตำแหน่งมหาอำมาตย์ ตอนนี้เหมือนว่าจะมีเซินสือหังมาแย่งชิงแล้ว

ดูเหมือนว่าจางซื่อเหวยก็รู้ประเด็นนี้ พระราชโองการจัดพิธีอภิเษกมาถึงเมื่อใด จางซื่อเหวยก็จะเป็นหนึ่งในบุคคลที่จะไปเยี่ยมคารวะแสดงความยินดีเป็นคนแรกที่สุด

********

เมื่อประกาศข่าวเรื่องเซินสือหังรับหน้าที่จัดงานพิธีอภิเษกสมรสแล้ว ก็เท่ากับว่างานใกล้เข้ามาแล้ว พิธีอภิเษกสมรส ใต้หล้าล้วนร่วมฉลองยินดี ราษฎรในเมืองหลวงต่างก็รู้สึกถึงบรรยากาศมงคลถ้วนหน้า

หนึ่งในตัวละครหลักของข่าวฉาวจวนเสนาเซินอย่างหยางซือเฉินที่มีชื่อเสียงในเมืองหลวงกลับไม่ได้รู้สึกถึงบรรยากาศมงคลอะไรพวกนี้แม้แต่น้อย

หยางซือเฉินพักอาศัยอยู่รอยต่อเขตบูรพาและเขตอุดรของเมืองหลวง ที่แห่งนี้หากไม่ใช่ว่ามีฐานะย่อมอยู่กันไม่ไหว หยางซือเฉินตกต่ำลงครั้งนี้ แต่เงินทองก็ไม่ขาดมือ เรือนสองชั้นแม้ว่าไม่ใหญ่ แต่ก็สะอาดสะอ้านและมีระดับ คนอาศัยไม่มาก มีแค่หยางซือเฉินกับภรรยาสองคน มีสาวใช้ทำงานที่ต้องใช้แรงงานอีกสามคน

หลังจากเกิดเรื่องนี้ขึ้น หยางซือเฉินไม่อาจก้าวออกจากประตูแม้แต่ก้าวเดียว เซินสือหังส่งคนที่ไว้ใจได้มาคอยเฝ้าไว้ ฝ่ายหญิงในจวนก็ส่งหญิงสูงอายุมาจับตาดู ฝ่ายชายก็ส่งคนคอยติดตาม

คนตระกูลหยางคิดจะทำอะไรก็ห้ามออกไปข้างนอกบ้าน หากคนที่ดูแลก็มิได้สร้างความลำบากอะไรให้ คิดอยากใช้อยากซื้ออะไร ขอเพียงเอ่ยปาก พวกเขาก็จะส่งคนไปจัดการมาให้ จ่ายเงินตามราคาตลาด ไม่บวกเพิ่มอะไรทั้งสิ้น

เมื่อก่อนจวนของหยางซือเฉิน บรรดาคหบดีและชนชั้นสูงในเมืองหลวงมักส่งคนนำข้าวของเงินทองมาเยี่ยมคารวะมิได้ขาด นับว่าเป็นการลงทุนอย่างหนึ่ง รอให้หยางซือเฉินได้ตำแหน่งเมื่อใด ก็จะได้ผลตอบแทนกลับคืน

ตอนนี้แม้แต่เงาผีก็ไม่เห็น สาวใช้นางหนึ่งกลัวมาก วันหนึ่งแอบออกไปโดยพลการ ยังไม่ทันก้าวออกถนนก็ถูกคนกันตัวกลับมา จึงได้รู้ว่าถนนทั้งสายมีคนจับตาดูอยู่

เซินสือหังไม่มีอำนาจแท้จริงอันใดในคณะเสนาบดี แต่การจะขอกำลังทหารเจ้าหน้าที่ในเมืองมาช่วยงานก็พอทำได้อยู่ ตั้งแต่เกิดเรื่อวันนั้นมาจนถึงวันที่ 2 เดือนเจ็ด จวนแห่งนั้นก็เข้าไปได้ออกไม่ได้

วันที่ 3 เดือนเจ็ด หยางซือเฉินได้รับข่าวจากคนเฝ้าดูว่าสามารถออกเดินทางจากเมืองหลวงได้แล้ว จุดปลายปลายทางก็เลือกไว้แล้ว รอไว้ขึ้นรถม้าก็จะรู้เอง

ตอนนั้นบอกว่าสามวันก็จากไปได้ คิดไม่ถึงว่าพอกลับมาถึงบ้านก็ถูกกักบริเวณมาถึงวันนี้ หยางซือเฉินไม่รู้สึกโกรธแค้นอันใดอีกแล้ว

ที่บ้านยังมีเงินทองอีก 500 กว่าตำลึงและบรรดาของโบราณเงินและทองคำจำนวนหนึ่ง หยางซือเฉินเองก็เป็นคนมือสะอาด เส้นทางที่เดินสู่ตำแหน่งนั้น ของบรรณาการไม่มาก ใช้จ่ายน้อย

คนในบ้านใช้จ่ายปกติ สิบปีไม่มีปัญหา แต่ห้ามเข้าร่วมการสอบในปีหน้า ชั่วเวลาพริบตาก็สูญสิ้นความหวัง ผู้ใดก็ไม่อาจรู้ได้ว่าจะมาร่วมสอบการสอบในวันหน้าครั้งต่อๆ ไปได้หรือไม่

ไร้โอกาสเป็นขุนนาง หยางซือเฉินเป็นบัณฑิตเชี่ยวชาญการบรรเลงพิณ ภรรยาก็เป็นคุณหนูจากตระกูลคหบดี หรือว่ารอใช้เงินหมดก็ค่อยไปทำไรทำนาเลี้ยงชีพกัน ชั่วขณะหนึ่งนั้นช่างสิ้นหวังนักหนา

คนของจวนเสนาเซินให้เวลาพวกเขาเตรียมตัวหนึ่งวัน หยางซือเฉินเก็บตัวเงียบในห้องเป็นนานแล้วก็ออกมาเอาพิณโบราณสามหลังที่เก็บสะสมไว้มอบให้คนของเซินสือหังไปจำนำทิ้ง มีเงินอีกสักพันห้าร้อยตำลึงเข้ากระเป๋าไว้ เงินก้อนนี้จะไปใช้ชีวิตแบบคหบดีร่ำรวยเงินทองที่บ้านนอกนั้นย่อมไร้ปัญหา

กลับเป็นภรรยาหยางซือเฉินและคนรับใช้ที่ล้วนยินดี ไม่ว่าจะอย่างไร ก็นับว่าชีวิตที่อยู่บนความหวาดกลัวได้รับการปลดปล่อยแล้ว

วันที่ 4 เดือนเจ็ด หยางซือเฉินนั่งอยู่บนเก้าอี้ ได้เห็นคนที่บ้านจัดการขั้นตอนสุดท้าย พิณโบราณสามหลังได้มาสองพันหนึ่งร้อยตำลึง สามารถหาคนรู้ค่าสินค้าได้ในวันเดียว ก็ลำบากคนของเซินสือหังแล้ว หรือบางทีเซินสือหังอาจซื้อพิณเอาไว้เอง

เกิดเรื่องเช่นนี้ เป็นไปได้หรือไม่ว่ายามออกนอกเมืองใต้เท้าเซินจะสังหารคนปิดปาก หยางซือเฉินขณะที่กำลังสู่เส้นทางขุนนาง ไม่ว่าเคยใส่ใจหรือไม่ เรื่องซุบซิบพวกนี้ก็เคยได้ยินมาไม่น้อย

ถูกกักบริเวณในบ้านมาหลายวัน จิตใจหยางซือเฉินไม่ปกตินัก อยู่ๆ ก็นึกถึงความเป็นไปได้เช่นนี้ออกมา เขารู้สึกหนาวเหน็บไปทั้งตัว เอาแต่ตัวสั่นไม่หยุดอยู่ตรงนั้น

ภรรยาหยางซือเฉินกับสาวใช้หอบหนังสือมากองหนึ่งยืนยิ้มถามอยู่ตรงนั้น หยางซือเฉินเห็นหนังสือพวกนี้แล้ว ก็พรั่งพรูความรู้สึกในใจออกมาอย่างไม่ทันรู้ตัว ถอนหายใจกล่าวว่า

“วันหน้าคงไม่ต้องอ่านแล้ว เก็บใส่หีบ พอเดินทางถึงที่หมายก็หาร้านค้าขายทิ้งไปละกัน”

หลังจากฟ้าสางได้หนึ่งชั่วยาม เก็บข้าวของเสร็จ คนจวนเซินมองดูทุกอย่างเงียบๆ กล่าวขึ้นว่า

“ท่านหยาง สายแล้ว ออกเดินทางได้แล้ว!”

วาจาที่อยู่ๆ ก็กล่าวออกมาทำเอาหยางซือเฉินสะดุ้งเกือบผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้ คนรับใช้ผู้นั้นมองหยางซือเฉิน แต่ก็ไม่ได้กล่าวอันใด

คนจวนเซินทำงานได้ไม่เลว รถใหญ่หกคัน สี่คันบรรทุกเครื่องเรือน อีกสองคันบรรทุกคน ล้วนมีม่านไม้ไผ่บังตา รถม้ายังมีกลิ่นหอม เพื่อป้องกันยุงบางทีก็อาจรมกลิ่นหอมไว้

บรรดาสาวใช้คุยกันไปก้าวขึ้นรถไป หากหยางซือเฉินกลับนั่งในรถราวกับท่อนไม้ แม้แต่วาจาภรรยาก็ไม่อยากจะใส่ใจ

“ตอนผ่านคูเมือง หยางซือเฉินอยู่ๆ ก็กล่าวขึ้นว่า

“ชมกันเถิด วันหน้าอาจไม่ได้ชมแล้ว…”

ภรรยาเขาขี้เกียจจะสนใจเขา พอออกนอกเมืองมาได้ราวหนึ่งก้านธูป รถม้าอยู่ๆ ก็หยุดวิ่ง หยางซือเฉินผุดลุกขึ้นนั่งจากนั้นก็นอนลงอย่างสิ้นหวัง อะไรที่ควรมาก็มาละกัน!

ม่านแหวกออก กลิ่นหอมอ่อนๆ สายหนึ่งโชยเข้ามาในรถม้า หญิงสาวคลุมเสื้อคลุมกันลมก้าวขึ้นมานั่ง หยางซือเฉิน หรี่ตามมองแล้วก็ตะลึงงัน ตามมาด้วยคำถามอย่างแปลกใจว่า

“แม่นางสี่!? เหตุใดจึงเป็นเจ้า?”

“น้องเฟิงจิ่น คารวะพี่สาว น้องเป็นนักบรรเลงพิณในจวนใต้เท้าเซิน และยังเป็นบุตรีบุญธรรมของใต้เท้าเซินอีกด้วย”

หันไปกล่าวกับภรรยาของหยางซือเฉิน แม่นางสี่ที่วันนั้นยอมรับว่าลอบคบหากับหยางซื่อเฉินหันกายมา หลุบสายตาลงต่ำกล่าว่า

“ท่านหยาง ข้าน้อยรู้ว่าท่านรู้สึกสับสนในใจ ขอให้ข้าน้อยได้กล่าวอะไรสักคำ”

หยางซือเฉินสับสนไปหมด พยักหน้าอย่างไร้ความรู้สึก

“ท่านเฉินหลังจากออกจากจวนใต้เท้าเซินก็ไม่ได้บรรเลงพิณมาเก้าเดือนแล้วกระมัง ท่านเฉินอยู่บ้านนอกจากอ่านบทคัดเลือกตำราปราชญ์ เวลาที่เหลือยังอ่านตำราพิชัยสงคราม เรียนรู้การวางแผนกลยุทธ์ใช่หรือไม่ ครึ่งปีก่อน มีคนรับปากกับท่านหยางว่า ขอเพียงกล่าววาจาบางอย่างกับใต้เท้าเซินในช่วงเวลาสำคัญ ไม่ว่าผลการสอบจะเป็นเช่นไร อย่างน้อยก็จะจัดตำแหน่งผู้ว่าการสักแห่งแก่ท่านหยาง ใช่หรือไม่?”

ทุกครั้งที่ถามขึ้น หยางซือเฉินก็จะมีสีหน้าซีดเผือดลงหนึ่งส่วน ภรรยาที่อยู่ข้างๆ ก็แปลกใจ ในรถม้าเงียบกริบอย่างยิ่ง แม่นางเฟิงจิ่นผู้นั้นกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงไม่ดังนักว่า

“ใต้เท้าเซินเสียดายความสามารถของท่าน แต่ก็ไม่อยากให้ท่านต้องลำบากใจ เรื่องเกิดขึ้นแล้ว ไม่ว่าเพื่อตนเองหรือเพื่อผู้ใด ท่านหยางก็ไม่อาจอยู่เมืองหลวงต่อไปได้ นายท่านได้ฝากคนที่เทียนจินดูแลท่านแล้ว และยังมอบค่าเดินทางให้สามพันตำลึง ให้ข้าน้อยมอบให้ท่าน นายท่านยังกล่าวอีกว่า ท่านมีความสามารถ ขอเพียงอดทนต่อความเงียบเหงาในใจได้ วันหน้าย่อมประสบผลสำเร็จ…”

หยางซือเฉินอึ้งอยู่ตรงนั้น คิดจะเอ่ยปากขึ้นหลายครั้งแต่ก็พูดอะไรไม่ออก อยู่ๆ ก็กุมใบหน้าหลั่งน้ำตาไร้เสียงสะอื้นอย่างเจ็บปวดอยู่บนรถม้า

ACAC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!
Exit mobile version