Skip to content

องครักษ์เสื้อแพร 284


ตอนที่ 284 แต่ละคนมีวิธีการของตน ราชสำนักถกเรื่องเงินทอง

ไม่ว่าผู้ใดก็มองความผิดปกติของจางซื่อเหวยไม่ออก แน่นอนว่าเรื่องจากสำนักศึกษา และเสียงเสียดสีในเมืองหลวงใช่ว่าจะเกี่ยวข้องกับจางซื่อเหวย จะว่าไป หากจางซื่อเหวยทำเรื่องโง่เง่าเช่นนี้ได้ จะมาสู่ตำแหน่งในวันนี้ได้อย่างไร

เป็นเพราะสืบแล้วไม่พบหลักฐาน ดังนั้นจางซื่อเหวยจึงยังคงอยู่บนตำแหน่งไม่สั่นคลอนได้ต่อไป ไม่มีผู้ใดติดตามเอาเรื่องอันใด อย่างน้อยภายนอกทุกอย่างก็เป็นปกติดี

สำนักศึกษาถูกปิด ตำแหน่งรองอำมาตย์ก็ยังมิได้มีคำสั่งแต่งตั้งลงมา หากมีเรื่องจริง การจัดการสองประการนี้ย่อมเป็นการตักเตือนที่เพียงพอแล้ว มีบางคนสนใจตรวจสอบในทางลับและทางแจ้ง จางซื่อเหวยก็ปกติดีทุกอย่าง ไม่ว่าในราชสำนักหรือส่วนตัว ไม่มีการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติอันใด

แม้แต่ใช้เงินซื้อตัวคนในจวนจางซื่อเหวยก็ยังคงไม่ได้ข่าวที่มีประโยชน์อันใด จางซื่อเหวยปกติทำอะไร ตอนนี้ก็ทำเช่นเดิม ทว่าที่นับว่าผิดปกติที่สุดในระยะนี้ก็คือทำถ้วยชาแตกไปสองสามใบ

**********

ตั้งแต่หวังทงจากเมืองหลวงมา ก็ไม่รู้ว่าเป็นความคิดผู้ใดที่หลี่ว์วั่นไฉ โจวอี้และหลี่เหวินหย่วนจะมาพบปะกันสองสามวันครั้ง

ตอนโจวอี้ยังปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่สำนักอาชาหลวงก็ไม่ค่อยไยดีการพบปะนี้สักเท่าไร มาพบปะกันก็นับครั้งได้ แต่พอเกิดเรื่องกลับขยันขันแข็งมาพบปะกัน

ทุกครั้งที่พบปะกันก็จะมีอาหารสองสามอย่างกับสุราหวานหนึ่งกา ทุกคนต้องระมัดระวังตัวกันทุกวินาที สถานที่พบปะกันก็หาไม่ยาก อยู่ที่หอรุ่งเรืองถนนทักษิณ

หลี่ว์วั่นไฉยามนี้ก็แค่ขุนนางระดับห้า ยังคงต้องคอยเป็นที่รองรับอารมณ์ประจำศาลซุ่นเทียนในเมืองหลวงเหมือนเดิม หลี่เหวินหย่วนดูแลสองกองร้อย พูดกันตรงๆ ก็คือระดับหก ทว่าโจวอี้หลังทำผิดก็ไร้ตำแหน่งไร้ระดับ

แต่ทั้งสามคนนี้ในเมืองหลวงไม่มีผู้ใดกล้าไม่ไว้หน้า พวกเขาสามคนเป็นแกนหลักของสำนักรักษาความสงบ ยังไม่ต้องกล่าวถึงว่าเป็นหน่วยงานสืบราชการลับ แค่เงินค่าป้ายสงบสุขอย่างเดียวก็มีเงินทองเข้าออกผ่านมือมากมายมหาศาล

สำนักรักษาความสงบมีหูมีตามากมายในเมืองหลวง ตามท้องถนนท้องตลาด คนเดินไปมาก็ล้วนมีความเป็นไปได้ว่าเป็นคนของพวกเขาแทรกซึมอยู่ พูดจาอันใด กระทำการอันใด ไม่ระวังก็จะถูกดักฟัง

ข่าวพวกนี้ต้องรายงานต่อจางกงกงหัวหน้าสำนักส่วนพระองค์ จากนั้นก็นำขึ้นกราบทูลฮ่องเต้ นี่ไม่ใช่ว่าสำนักบูรพาอีกแห่งหนึ่งหรอกหรือ? เพียงแต่มีหูมีตามากกว่า ทำงานได้ละเอียดกว่า และมีเงินทองอำนาจมากกว่าเท่านั้น

ที่ทำการศาลซุ่นเทียนและกององครักษ์เสื้อแพรเป็นการเคลื่อนไหวด้านนอกและเป็นหน่วยรวบรวมข่าวขั้นต้น สิ่งที่โจวอี้ทำในวังก็คือประมวลผลและวิเคราะห์

สามคนรวมตัว หากจะบอกว่าหลังจากหวังทงรวมตัวกันเพื่อรำลึกถึงวันวาน มิสู้กล่าวว่ารวมตัวระดับแกนนำจะดีกว่า

ทุกคนรู้ว่าตนเองมาสู่วันนี้กันได้อย่างไร และรู้ว่าวันหน้าจะพึ่งพาผู้ใด ดังนั้นทั้งสามจึงมิคิดแย่งชิงกัน เพียงแค่ปฏิบัติหน้าที่ไปอย่างเงียบๆ ให้ดีเท่านั้น

สภาพการณ์เช่นนี้ทำให้บรรยากาศการพบปะกันนั้นดีมาก กล่าวถึงเรื่องงาน เรื่องสัพเพเหระ แต่ละคนไม่ได้มีสิ่งใดต้องปิดบัง ต่างเปิดเผยจริงใจ ทุกคนล้วนรู้สึกอิสระเสรี

ใกล้เดือนแปดแล้ว นี่เป็นช่วงเวลาที่ร้อนที่สุดของเมืองหลวง เรือนเดี่ยวด้านหลังหอรุ่งเรืองเปิดหน้าต่างและประตูออกกว้าง ในห้องและลานด้านหน้าจุดก้านกำยานไล่ยุงอยู่

บนโต๊ะมีสุราอาหาร ด้วยเหตุที่เปิดประตูหน้าต่างออกกว้าง คนที่นั่งล้อมวงรอบโต๊ะจึงต้องบังคับเสียงให้เบาพูดกัน

“ขอคารวะพี่หลี่ก่อน หู่โถวได้เข้าประจำการเป็นทหารในค่ายแล้ว ความสามารถโดดเด่นเช่นนี้ ยังมีใต้เท้าหวังดูแล วันหน้าต้องมีอนาคตไกลเป็นแน่”

คนที่พูดนั้นคือหลี่ว์วั่นไฉ เขากับโจวอี้ต่างยกจอกสุราขึ้นคารวะหนึ่งจอก หลี่เหวินหย่วนปกติไม่นิยมคุยหยอกล้อยิ้มแย้มแต่ยามนี้กลับมีรอยยิ้มพร้อมชนจอกสุรากับทุกคน แต่ก็ยังคงแสร้งไม่เห็นด้วยกล่าวว่า

“เจ้าลูกกระต่ายน้อยอยู่ข้างนอกไม่ก่อเรื่องก่อราวก็นับว่าไม่เลวแล้ว ยังจะมีอนาคตอันใด ทางใต้เท้าหวังนั้นไม่รู้ว่าต้องลงแรงอบรมสั่งสอนสักเพียงใด!”

วาจานั้นกล่าวเช่นนี้ หากดื่มรวดเดียวหมดจอก วางจอกสุราลง ระบายลมหายใจออกมาอย่างโล่งใจ ก่อนจะกล่าวขึ้นเบาๆ ว่า

“เรื่องที่ข้าไปสืบมาได้ความมาแล้ว หยางซือเฉินเป็นบัณฑิตที่วางตัวดี คนที่ไปมาหาสู่กับเขาผู้นั้นก็มีสายสัมพันธ์ลดเลี้ยวหลายชั้นกับจางซื่อเหวยอยู่จริง”

หลี่ว์วั่นไฉคีบอาหาร ส่ายหน้ากล่าวว่า

“คนผู้นี้ไม่อยู่เมืองหลวงแล้ว หยางซื่อเฉินก็ควรไม่มีเรื่องลับอันใดอีก คิดไม่ถึงว่าเซินสือหังจะใช้วิธีการเช่นนี้ได้”

หลังจากโจวอี้กระทำผิด สีหน้าก็ไม่ค่อยมีรอยยิ้มนัก ได้ยินข่าวนี้ก็นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวว่า

“รีบส่งม้าเร็วไปแจ้งใต้เท้าหวังเถอะ เรื่องเซินสือหังนี้ข้าได้กล่าวกับจางกงกงแล้ว ฮ่องเต้ก็ทรงทราบแล้ว”

แน่นอน ทุกคนย่อมไม่อาจกล่าวอันใดอีก แต่โจวอี้ก็มีท่าทีแปลกใจเล็กน้อย ถอนหายใจกล่าวว่า

“ในราชสำนักเซินสือหังก็ได้ชื่อว่าเป็นสุจริตชนซื่อตรง จางซื่อเหวยได้ชื่อว่าเพียบพร้อมปัญญาไม่เป็นรองผู้ใด หากทุกคนคาดไม่ผิด ครั้งนี้เซินสือหังชนะไปหนึ่งแต้ม เขาตัวคนเดียวโดดเดี่ยว เหตุใดจึงรู้เรื่องมากมายพวกนี้ได้ และเหตุใดจึงทำเรื่องมากมายเช่นนี้ได้

หลี่เหวินหย่วนเองก็เงียบไปอย่างไม่เข้าใจเช่นกัน

“เรื่องหยางซือเฉินนี้มีการเตรียมการระวังตัวไว้ก่อนยังดี แต่เรื่องสำนักศึกษานี้ ขุนนางกรมพิธีการสามารถทำได้ถึงขั้นนี้นับว่าไม่ง่ายนัก”

หลี่ว์วั่นไฉยิ้มขึ้นก่อนจะมองซ้ายมองขวากล่าวขึ้นเบาๆ ว่า

“เซินสือหังทำงานที่กรมอาญามาเกือบ 15 ปี กรมอาญาจัดการเรื่องโทษอาญาและจับกุมคุมขัง คดีใหญ่ๆ ก็มักมีเจ้าหน้าที่มากความสามารถดำเนินการ คนของพวกเขามีทุกระดับ ในเมืองหลวงและตามศาลมณฑลต่างๆ ก็ล้วนมีคนของหน่วยงานนี้ประจำทำคดีอาญาต้องไปมาหาสู่กันมาก มือปราบศาลอะไรพวกนี้ก็มีความสามารถไม่น้อย”

กล่าวถึงตรงนี้ โจวอี้กับหลี่เหวินหย่วนก็ถึงบางอ้อ หลี่ว์วั่นไฉยิ้มกล่าวต่อว่า

“เซินสือหังเป็นคนใจกว้าง มือเติบกับผู้ใต้บังคับบัญชา ตอนนี้ตำแหน่งสูง ผู้ใต้บังคับบัญชาก็ย่อมอยากเอาใจใกล้ชิด ไปๆ มาๆ จึงมีกำลังในมือกลุ่มหนึ่ง ย่อมจัดการเรื่องบางเรื่องได้”

หลี่เหวินหย่วนจิบสุราไปอึกหนึ่ง อย่างไรเขาก็เป็นขุนนางบู๊ที่พูดจากันตรงไปตรงมา จึงรับคำขึ้นว่า

“ตำแหน่งก็กำหนดไว้แล้ว ข้างบนยังมีมหาอำมาตย์ เขาสองคนแก่งแย่งกันทำไม เจ้าดูพี่น้องเราสิ…”

“เหอๆ พี่หลี่ เปรียบเทียบกันไม่ได้ ทว่าเห็นเช่นนี้แล้ว ปีก่อนตอนปลดเสนาบดีกรมขุนนางดีไม่ดีก็เป็นจางซื่อเหวยที่จัดการล้มด้วยวิธีการเช่นนี้ ตำแหน่งมหาอำมาตย์แย่งไม่ได้ ใช่ว่ารองอำมาตย์จะไม่ได้นี่”

***********

“ท่านจาง ขุนนางทุกท่าน ตั้งแต่เราครองราชย์มา กองกำลังทุกค่ายในเมืองหลวงล้วนปฏิบัติหน้าที่กันขยันขันแข็ง ตั้งใจภักดี เห็นพวกเขาแล้ว เรากับเสด็จแม่ก็รู้สึกวางใจ”

วันที่ 29 เดือนเจ็ด ณ ที่ประชุม บรรดาขุนนางถกเถียงกิจบ้านเมืองจบ ฮ่องเต้ว่านลี่อยู่ๆ ก็ตรัสขึ้น

ในการประชุมครั้งนี้ ทุกคนถกกันอย่างระแวดระวัง ว่าไรก็ว่าตามกัน มักจะมีต้นเหตุกล่าวขึ้น วาจาหนึ่งประโยคเปิดประเด็น บรรดาขุนนางก็จะรอให้ฮ่องเต้ว่านลี่มีรับสั่ง จากนั้นทุกคนก็จะมองไปทางจางจวีเจิ้งแวบหนึ่ง

ราชสำนักถกปัญหาอันใด ตัดสินใจอันใดก็ล้วนเป็นการตัดสินจากที่จางจวีเจิ้งและเฝิงเป่าเสนอ สิ่งที่ทำกันประจำวันก็คือนำเรื่องมาตัดสินซ้ำอีกรอบเท่านั้น เป็นการทำไปตามขั้นตอน

วันนี้ฮ่องเต้อยู่ๆ ก็ตรัสขึ้นเอง เห็นกันอยู่ว่าเรื่องบ้านเมืองจบแล้ว หรือว่าเป็นความต้องการของท่านจาง ทุกคนก็มองไปพร้อมกัน กลับเห็นท่านจางเองก็มีสีหน้าประหลาดใจ

หรือว่าพระประสงค์ของฮ่องเต้เอง คิดไปคิดมาแล้วก็ไม่เห็นมีความจำเป็นต้องตรัสเช่นนี้ แต่การเปิดประเด็นเช่นนี้คงเกี่ยวข้องอันใดกับกองกำลังในวังหลสงกระมัง

ฮ่องเต้ว่านลี่ประทับนิ่งพร้อมตรัสด้วยรอยแย้มสรวล ทรงสังเกตเห็นสีหน้าขุนนางในห้องประชุม และยังสังเกตเห็นสายตาของจางจวีเจิ้ง หลังจากที่ทรงตรัสออกไป ไม่รู้ว่าบรรดาขันทีด้านข้างจะมองไปทางเฝิงเป่าหรือไม่

แต่ฮ่องเต้ว่านลี่ก็พยายามฝืนพระพักตร์แย้มสรวล มิอาจเผยความไม่พอพระทัยออกมา จางจวีเจิ้งถวายคำนับ เดิมบรรดาขุนนางกำลังรอเลิกประชุม ก็ต้องกลับเข้าประจำที่อีกครั้ง ฮ่องเต้ว่านลี่ตรัสต่อว่า

“เหล่าทหารภักดีเช่นนี้ หลายปีมานี้เบี้ยหวัดที่ค้างไว้ก็ยังมิได้แจกจ่ายลงไป เสื้อเกราะของทหารในกองสำนักอาชาหลวงก็เริ่มเก่าแล้ว กรมทหารเองก็มิได้ส่งเงินให้เปลี่ยนใหม่”

เสนาบดีกรมทหารจางซื่อเหวยรีบออกมาทูลเสียงดังกังวานว่า

“ฝ่าบาท ชายแดนสำคัญ เมืองหลวงอันดับสอง ชายแดนก็ติดค้างมาหลายปี คณะเสนาบดีใหญ่ กรมอากร กรมทหารและสำนักส่วนพระองค์ สำนักอาชาหลวงได้ร่วมกันจัดลำดับความสำคัญ ให้ชายแดนก่อนเมืองหลวง นี่มิใช่เป็นการบกพร่องของกรมทหาร ขอฝ่าบาทโปรดพิจารณาด้วย!”

ฮ่องเต้ว่านลี่ทรงแย้มสรวลโบกพระหัตถ์ขึ้นตรัสว่า

“ขุนนางจางลุกขึ้นก่อน ฟังเราให้จบก่อน”

จางซื่อเหวยโขกศีรษะก่อนจะลุกกลับเข้าที่ ตอนลุกขึ้นก็สบตากับจางจวีเจิ้ง จางจวีเจิ้งสีหน้ายังคงเรียบเฉย ไม่ได้มองมาทางนี้

มหาอำมาตย์จางจวีเจิ้งหันไปสบตากับเฝิงเป่าอยู่ เฝิงเป่าก็หันไปทางจางเฉิงข้างๆ ทันที จางเฉิงเองก็ส่ายหน้าด้วยความงุนงงเช่นกัน จางจวีเจิ้งหันกลับมาด้วยความไม่เข้าใจ

“เดือนเก้าเราก็จะอภิเษกแล้ว ปีนี้มีพิธีใหญ่มาก เงินทองในวังก็คงต้องใช้จ่ายออกไปราวกับสายน้ำไหล อ๋องลู่เองก็เจริญชันษาแล้ว ในวังก็ต้องใช้จ่ายเงินมาก หลายวันก่อนเราได้ตามตัวคนของสำนักเครื่องใช้ส่วนพระองค์มาลองคำนวณดู เงินทองในวังไม่พอใช้แล้วนะ!”

พระดำรัสตรัสออกไป บรรดาขุนนางและขันทีในหอประชุมต่างก็พากันคุกเข่าลง จางจวีเจิ้งสบตาหม่าจื้อเฉียง ยืดตัวขึ้นกราบทูลเสียงดังว่า

“ฝ่าบาทตรัสเช่นนี้ทำให้พวกข้าพระองค์ละอายใจยิ่ง ใต้หล้าล้วนเป็นแผ่นดินของฝ่าบาท ไทเฮาฉือเซิ่งทรงพระเมตตา ฝ่าบาททรงพระปรีชา ในวังประหยัดมัธยัสถ์มาโดยตลอด พิธีการใหญ่หรือเรื่องของอ๋องลู่นั้นก็ล้วนเป็นการหารือร่วมระหว่างกองคลังฝ่ายในกับกรมอากร ปีนี้สวรรค์เมตตาคุ้มครองแผ่นดินหมิง ในคลังมีเงินทองเต็มคลัง จึงได้เตรียมการคำนวณเรื่องนี้ไว้ก่อนหน้านี้แล้ว ขอฝ่าบาทโปรดอย่าได้ทรงกังวลพระทัยในเรื่องนี้”

ฮ่องเต้ว่านลี่รีบตรัสว่า

“ลุกขึ้นทุกคน ลุกขึ้นได้ เราก็แค่เอ่ยถึง ทุกท่านไม่ต้องร้อนใจไป ปีนี้ยังมีค่าใช้จ่ายปีนี้ ปีหน้ายังมีค่าใช้จ่ายปีหน้า ค่าใช้จ่ายในวังและเบี้ยหวัดขุนพลทั้งหลายล้วนเบิกจ่ายจากคลังหลวง ทุกปีขาดทุน ทุกปีต้องมีมาตรการ ก็มิใช่แผนการระยะยาว”

บรรดาขุนนางไม่สนใจมารยาทอันใด ต่างพากันสบตากันไปมา จางจวีเจิ้งขมวดคิ้ว ก้มลงทูลถามว่า

“ฝ่าบาทหมายความว่า?”

“ท่านจางก็เคยสอนหลักการให้เราหลายครั้ง ทุกเรื่องต้องคาดล่วงหน้ามิเช่นนั้นจะไม่ได้การ นี่เป็นหลักการ ตอนนี้ทุกปีเงินก้อนจินฮวาที่ส่งเข้าวังไม่พอใช้แล้ว ควรเพิ่มได้แล้ว จะได้ไม่ต้องให้คลังหลวงฝ่ายในกับกรมอากรมาค่อยคิดคำนวณร่ำไปให้ยุ่งยาก!”

เงินก้อนจินฮวา จางจวีเจิ้งหันไปสบตากับหม่าจื้อเฉียง เสนาบดีกรมอากรหม่าจื้อเฉียงรีบก้าวออกมาคุกเข่าลงกราบทูลว่า

“ฝ่าบาท กรมอากรได้คำนวณคร่าวๆ ได้แล้ว ทุกปีเงินก้อนจินฮวาที่นำเข้าวังเพิ่มอีกสามแสนตำลึง รวมเป็นหนึ่งล้านสามแสนตำลึง ก็จะพอใช้จ่ายในวังพะยะค่ะ”

“เพิ่มอีกสามแสนจะไปพอได้อย่างไร…”

ACAC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!
Exit mobile version