ตอนที่ 628 รองผู้บัญชาการองครักษ์เสื้อแพร
ตั้งแต่หวังทงนำสตรีของราชาไตรธารานามเจินจูและบุตรชายมาอยู่ที่เทียนจิน เสิ่นหวั่งก็มีเยี่ยมอยู่เสมอ แต่กลับไม่มาพบหวังทง
แม้ว่าภรรยาอยู่เป็นตัวประกันที่เทียนจิน แต่หวังทงก็ไม่ได้บีบให้เขาทำอันใด เสิ่นหวั่งก็ทำเป็นแกล้งไม่รู้ไมชี้ ใช้ชีวิตผ่านไปวันๆ เช่นนี้
หวังทงมีตัวประกันไว้บังคับเสิ่นหวั่งก็เพื่อรับประกันเรือสินค้าที่มาทำการค้ากับเทียนจินว่าจะปลอดภัย พวกโจรสลัดย่อมไม่มารบกวนท่าเรือเทียนจิน พอเพียงทำสองประการนี้ได้ เขาก็ย่อมไม่บีบให้เสิ่นหวั่งทำสิ่งใดอีก อย่างไรแม้ว่าภรรยาและบุตรชายจะมีค่า หากถึงเวลาแห่งความเป็นความตาย พวกโหดเหี้ยมก็ย่อมใช่ว่าไม่อาจสลัดทิ้งได้
สองฝ่ายทำเป็นอีกฝ่ายไม่มีตัวตน รักษาสภาพการณ์เช่นนี้ให้ดำรงต่อไป ก็ไม่รู้ว่าเสิ่นหวั่งมาขอพบด้วยเรื่องใด
“พรุ่งนี้ค่อยให้พบแล้วกัน”
หวังทงคิดแล้วก็ไม่รู้เช่นกัน จึงได้แต่เอาไว้ก่อน หันไปกล่าวกับไช่หนานว่า
“หลังจากอารักขาในวันเสร็จภารกิจ ฝ่าบาทก็แต่งตั้งข้าเป็นผู้บัญชาการสำนักองครักษ์เสื้อแพร แต่พอออกจากเมืองหลวงมา ก็มีข่าวมาจากเมืองหลวง เสนาบดีกรมทหารจางซื่อเหวยขึ้นเป็นมหาอำมาตย์……”
กล่าวจบ หวังทงก็เอนตัวพิงพนักเก้าอี้ ในจวนตนเอง อย่างไรก็ทำตัวได้สบายกว่าอยู่ข้างนอก สีหน้าเหน็ดเหนื่อยอย่างมาก
ได้ยินวาจาหวังทง ไช่หนานก็เงียบไปก่อนจะส่ายหน้ากล่าวว่า
“ใต้เท้าจะเป็นผู้บัญชาการ เกรงว่าคงมีอุปสรรคขัดขวาง”
“มีอุปสรรคจริงดังว่า ฝ่าบาทไว้พระทัยข้า ข้าได้ตำแหน่งนี้ ก็ย่อมเหมือมเสริมเขี้ยว ในราชสำนักย่อมมีกำลังที่พอกัน จางซื่อเหวยต้องการเป็นจางจวีเจิ้งคนที่สอง ในราชสำนักกล่าวอันใดต้องเป็นเช่นนั้น จะยอมรับข้าได้อย่างไร!”
ไม่เพียงแต่สีหน้าเหน็ดเหนื่อย หากน้ำเสียงก็อ่อนแรง หากก็เล่ามาได้อย่างไม่ยี่หระ ไช่หนานยิ้มกล่าวว่า
“หากข้าเดาไม่ผิด จางซื่อเหวยคิดจะเป็นจางจวีเจิ้งคนที่สอง ทางไทเฮากับเฝิงกงกงนั้น เขาก็ย่อมต้องแย่งชิงความไว้วางใจมาด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้ ไทเฮากับเฝิงกงกงเกรงว่าคงขวางทางใต้เท้าด้วยเช่นกัน”
หวังทงก็เงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะส่ายหน้ากล่าวขึ้นเบาๆ ว่า
“ลำบากลำบน รบเป็นรบตายมา สุดท้ายต้องมาถูกคนอื่นระแวง ช่างไร้สาระ ……”
ในห้องเงียบลง ไช่หนานกระแอมไอในลำคอก่อนจะกล่าวว่า
“ใต้เท้าสร้างความชอบใหญ่ ในวังไม่อาจไม่ให้รางวัลตอบแทน ผู้บัญชาการสำนักองครักษ์เสื้อแพรไม่ได้เป็น ตำแหน่งรองลงมาก็ย่อมคงได้ รอให้ไปถึงเมืองหลวงก่อน ค่อยติดต่อกับฝ่าบาทได้สะดวก เช่นนั้นก็ย่อมแตกต่างจากตอนนี้”
มักมีชนชั้นสูง หรือลูกหลานคนตระกูลสูง ที่มีตำแหน่งรองผู้บัญชาการองครักษ์เสื้อแพรหรือผู้ช่วยผู้บัญชาการองครักษ์เสื้อแพร หากเป็นเพียงตำแหน่งลอยๆ ก็เปรียบดังตำแหน่งบรรดาศักดิ์ เรียกให้น่าฟัง หากไม่มีอำนาจแท้จริง ถึงกับไม่มีงานที่เกี่ยวข้องกับองครักษ์เสื้อแพรแม้แต่น้อย
องครักษ์เสื้อแพรจากบนลงล่าง สูงสุดก็คือผู้บัญชาการสำนักองครักษ์เสื้อแพร รองลงมาก็คือรองผู้บัญชาการองครักษ์เสื้อแพรสองคน รองลงมาอีกสองคนก็คือผู้ช่วยผู้บัญชาการสำนักองครักษ์เสื้อแพร ตำแหน่งห้าตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่งที่มีกำหนดหน้าที่ชัดเจน ตำแหน่งพวกนี้เป็นตำแหน่งระดับสูงในสำนักองครักษ์เสื้อแพร ดูแลสั่งการได้อย่างแท้จริง
หวังทงเดิมเป็นนายกองพันองครักษ์เสื้อแพร ควบตำแหน่งที่รองผู้บัญชาการสำนักองครักษ์เสื้อแพร ตำแหน่งนี้ หากในระบบการเลื่อนตำแหน่งขององครักษ์เสื้อแพรแล้ว ก็ย่อมมีแต่ตำแหน่งผู้บัญชาการสำนักองครักษ์เสื้อแพรเท่านั้นจึงจะนับว่าเป็นการประทานความชอบใหญ่ให้ แต่ไทเฮากลับไม่อนุมัติ ก็ได้แต่เป็นตำแหน่งรองผู้บัญชาการสำนักองครักษ์เสื้อแพรดังเดิม
ตำแหน่งนี้หวังทงไม่สนใจ แต่ในสายตาคนอื่นแล้ว เป็นตำแหน่งทางสายบู๊ที่สูงส่งมากแล้ว
ในห้องบรรยากาศอึดอัด หวังทงก้มหน้าลงครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวว่า
“ไช่กงกงได้ยินมาจากทางพวกเขาแล้วกระมัง ระหว่างทางมีคนสองกลุ่มคิดสังหารข้า พวกเศษสวะรอดมาจากลัทธิไตรสุริยันแม้ว่าข้าจะไม่ทันระวัง แต่ก็อยู่ในความคาดหมาย หากอีกกลุ่มเรียกตัวว่าลัทธิไตรสุริยัน แต่ดูเหมือนไม่น่าใช่ คิดดูแล้วน่าจะมีผู้ใดเห็นข้าเป็นหนามแทงตาอยู่กระมัง?”
หวังทงกล่าวถึงตรงนี้ ก็อดหัวเราะขึ้นไม่ได้ ทว่าเสียงหัวเราะเยียบเย็นยิ่ง ไม่มีความอบอุ่นแม้แต่น้อย สีหน้าไช่หนานจริงจังกล่าวว่า
“ในราชสำนักและภายนอกที่ไม่อยากเห็นใต้เท้าเข้าเมืองหลวงนั้นมีมากมายเหลือเกิน ……”
“ข้าต้องสืบให้ได้!!”
หวังทงกล่าวอย่างหนักแน่น
**************
มหาอำมาตย์จางจวีเจิ้งป่วยตาย ลัทธิไตรสุริยันในวังและในเมืองก่อความวุ่นวาย ทุกอย่างสงบลง ตอนประชุมขุนนางที่หอเหวินเหยียนเก๋อ ทุกคนก็รู้สึกว่าเหมือนไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เพียงแต่ตำแหน่งมหาอำมาตย์เปลี่ยนเป็นจางซื่อเหวยเท่านั้น ตำแหน่งเสนาบดีกรมทหารก็เปลี่ยนเป็นอู๋ลุ่ยเท่านั้น ที่เหลือก็เหมือนเดิม
“ฝ่าบาท ตอนนี้ตำแหน่งผู้บัญชาการสำนักองครักษ์เสื้อแพรว่างอยู่ รองผู้บัญชาการองครักษ์เสื้อแพรลั่วซื่อกงซื่อสัตย์ภักดี นิสัยอ่อนโยน สร้างความชอบไว้มากมาย เหมาะกับตำแหน่งนี้ ขอฝ่าบาททรงพิจารณาด้วย!?”
มหาอำมาตย์จางซื่อเหวยก้มกายถวายบังคมกราบทูลขึ้น
ฮ่องเต้ว่านลี่ใกล้ชิดหวังทง ใต้เท้าทุกท่านในคณะเสนาบดีและขันทีทุกคนในฝ่ายใน นอกจากจางเฉิงและเซินสือหังทุกคนก็ย่อมไม่มีสายสัมพันธ์นัก
รองผู้บัญชาการองครักษ์เสื้อแพรลั่วซือกงย่อมใช่ว่าไร้อันดับ ในหอประชุม ขุนนางทุกคนที่พอฉลาดอยู่ก็รู้ว่าผู้นี้คือผู้ใด ลั่วซือกงมีถึงห้ารุ่นอายุคนที่ปฏิบัติหน้าที่ในสำนักองครักษ์เสื้อแพร รุ่นที่หนึ่งเป็นนายกองร้อย พอมาถึงทวดลั่วซือกงก็เป็นถึงนายกองพัน บิดาลั่วซือกงก็เป็นถึงรองผู้บัญชาการสำนักองครักษ์เสื้อแพร อาจกล่าวได้ว่าเป็นตระกูลองครักษ์เสื้อแพร
คนเช่นนี้ย่อมไม่ปีนเกลียวกับผู้ใด เป็นองครักษ์เสื้อแพรมาหลายชั่วอายุคน ย่อมคุ้นเคยกับเมืองหลวงดี แต่ละแห่งล้วนไว้หน้าให้เกียรติ
ลั่วซือกงสืบทอดตำแหน่งกันมา ทำงานกันมา รู้หน้าที่รู้งานดี ย่อมไม่ล่วงเกินผู้ใด และย่อมไม่ทำงานผิดพลาด ทุกฝ่ายหาข้อตำหนิเขาไม่ได้ ได้แต่ชมเชย
นับประสาอันใดกับการที่ลั่วซือกงเป็นตระกูลองครักษ์เสื้อแพร หน่วยงานสำนักองครักษ์เสื้อแพรใต้หล้าเหนือใต้และในเมืองหลวงล้วนเห็นว่าเป็นคนกันเอง ยังอยู่ในตำแหน่งสูงกับทุกคนมาโดยตลอด ตำแหน่งผู้บัญชาการองครักษ์เสื้อแพรให้เขาเป็น ทุกคนย่อมรับได้
เทียบดูแล้ว ทุกฝ่ายยอมรับลั่วซือกงได้ หากหวังทงเป็นเพียงพวกที่โดดเด่นขึ้นมากะทันหัน ป้ายสงบสุขก็ไม่รู้ล่วงเกินกิจการของบรรดาขุนนางบุ๋นบู๊ผู้ใดในเมืองหลวงไปมากมายเท่าไร เขาเพิ่งจะมีชื่อเสียงในเมืองหลวงก็ถูกเตะออกจากเมืองหลวง ไปไกลถึงเทียนจิน
พอไปถึงเทียนจินก้ไปตั้งด่านที่คลองส่งน้ำ จึงได้ล่วงเกินคนที่เคยล่วงเกินไปแล้วอีกรอบ นับประสาอันใดกับต้นตระกูลเขาหลายชั่วอายุคนเป็นเพียงแค่นายทหารระดับต่ำสุด ชาติกำเนิดต่ำต้อยเช่นนี้ อยู่ๆ ปีนขึ้นมาเหยียบหัวทุกคน ผู้ใดจะยอมรับได้
จะว่าไป หลายปีนี้หวังทงมีเรื่องอยู่ที่เทียนจิน องครักษ์เสื้อแพรเมืองหลวงและพื้นที่ต่างๆ ก็ไม่เคยคบหากับเขา หน้ำตาก็ไม่คุ้นเคย เพียงแค่เคยได้ยินมาบ้างว่านายกองพันเก่อมีเรื่องกับหวังทงที่หอฉินก่วน คนเช่นนี้ ผู้ใดก็คิดว่าไม่เข้าใกล้จะดีกว่า
พวกองครักษ์เสื้อแพรเป็นเช่นนี้ บรรดาขุนนางในราชสำนักก็เช่นกัน หวังทงเป็นคนสนิทโอรสสวรรค์นั้นไม่ผิดแน่ เกรงว่าในสายตาคงไม่มีผู้ใด ทำการใดก็วางอำนาจบาตรใหญ่
หวังทงตั้งด่านภาษีที่คลองส่งน้ำ พวกคนที่เคยสอบได้ตำแหน่งบัณฑิตก็ต้องจ่าย ยังเปิดการค้าทางทะเลอีก ที่เขาทำทุกสิ่งนั้นล้วนขัดกับหลักการของบรรดาขุนนางราชบัณฑิตในราชสำนักทั้งสิ้น เขาอาศัยเพียงแค่เทียนจินทุกปีก็มีเงินส่งเข้าวังถึงล้านสองแสนห้าหมื่นตำลึง และเทียนจินยังรุ่งเรืองเช่นนั้น นอกด่านยังรบชนะสร้างชื่อเกรียงไกรเช่นนั้นอีก
คนผู้หนึ่งที่สามารถสร้างพื้นที่ให้ยิ่งใหญ่ได้ สามารถรวบรวมเงินทองได้มากเพียงนั้น กลับขัดกับหลักการของบัณฑิต ถึงกับห่างไกลจากขุนนางบุ๋น จะให้ทุกคนเห็นชอบในตัวเขาได้อย่างไร
แม้ว่าจางซื่อเหวยเพิ่งดำรงตำแหน่งมหาอำมาตย์ บารมียังไม่ได้สร้างสักเท่าไร หากทุกคนไม่ให้ความเลื่อมใสสักเท่าไร แต่การให้ลั่วซือกงได้เป็นผู้บัญชาการองครักษ์เสื้อแพร ทุกคนก็มิได้เห็นค้าน
วันที่ 27 เดือนหก จางซื่อเหวยถวายฎีกาเสนอ ตอนเขาเสนอขึ้นนั้น สีพระพักตร์ฮ่องเต้ว่านลี่นิ่งเรียบ ขุนนางในหอประชุมลอบมองรอบๆ คราหนึ่ง เซินสือหังก้มหน้าเล็กน้อย ขุนนางที่มาถึงตำแหน่งนีได้ก็ย่อมไม่ใช่พวกที่กล้าออกหน้าอย่างไม่รู้สถานการณ์
ไทเฮาย่อมทรงเห็นชอบแล้ว ราชสำนักท่าทีเป็นเอกฉันท์เช่นนี้ ก่อนหน้าจางซื่อเหวยถวายฎีกา ทุกอย่างก็กำหนดไว้หมดแล้ว
ห่างจากเหตุจลาจลในวังมาไม่กี่วัน ฮ่องเต้ว่านลี่ย่อมทรงจำดำรัสที่รับปากหวังทงไว้ได้ หลังเหตุต่อสู้นองเลือด ทรงรับปากหวังทงเองว่า จะให้หวังทงเป็นผู้บัญชาการองครักษ์เสื้อแพร ยังล้อเล่นกับทุกคนว่าให้เรียกหวังทงว่า ‘ผู้บัญชาการ’
ทรงเป็นถึงโอรสสวรรค์ วาจามีค่าดังทองคำ ดำรัสที่รับปากไว้ให้กับขุนนางอารักขาชีวิตพระองค์ไว้ได้ กลับไม่อาจทำได้
พระทัยฮ่องเต้ว่านลี่ราวกับมีไฟสุม หากสีพระพักตร์ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง ต้องทน ต้องรอ ให้ผู้อื่นรู้ได้ว่าพระองค์ไม่พอพระทัย หากอย่าให้รู้ว่าทรงมีความแค้น
ตั้งแต่เฝิงเป่านำพระประสงค์ไทเฮามาทูล ฮ่องเต้ว่านลี่ก็ทรงกริ้วมาก สองวันไม่ทรงยอมตอบกลับ สุดท้ายจางเฉิงต้องแอบมาทูลส่วนตัวกับฮ่องเต้ว่านลี่ว่า
“อ๋องลู่เป็นพระอนุชาแท้ๆ ของฝ่าบาท ……”
ได้ยินดังนั้น ฮ่องเต้ว่านลี่ก็เงียบไปนาน จากนั้นก็สงบพระสติอารมณ์ตอบกลับไปยังตำหนักฉือหนิงกงว่าอนุมัติเรื่องนี้ และตั้งแต้คืนนี้ไป ฮ่องเต้ว่านลี่จะไม่เสด็จเฉพาะตำหนักพระสนมเอกเจิ้ง หากตำหนักสนมอื่นและฮองเฮาก็จะไปบ้าง
“ลั่วซือกงผู้นี้ไม่เลว คณะเสนาบดีมีความเห็นมาให้สำนักส่วนพระองค์ลงชาดอนุมัติละกัน!”
ฮ่องเต้ว่านลี่ตรัสสุรเสียงเรียบ พอตรัสจบ จางซื่อเหวยก็ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองฮ่องเต้ว่านลี่ด้วยความแปลกใจ หากก็ยังคุกเข่าลงสรรเสริญว่า
“ฝ่าบาททรงพระปรีชายิ่งแล้ว!”
“หวังทงมีความดีความชอบ แต่งตั้งเป็นรองผู้บัญชาการองครักษ์เสื้อแพร ขุนนางรับไปพิจารณาเสนอชื่อด้วย!”
สุรเสียงฮ่องเต้ว่านลีนิ่งเรียบ จ้องมองไปที่จางซื่อเหวยที่คุกเข่าอยู่ ในเมื่อทรงยอมให้ลั่วซือกงแล้ว ที่เหลือก็จะไม่ยอมอีก จางซื่อเหวยไม่ลังเล รีบทูลรับทันที
“กระหม่อมรับพระบัญชา”
ทุกคนในหอประชุมสบตากัน ในใจก็เริ่มคิด จางซื่อเป็นมหาอำมาตย์ เหมือนว่าไม่ต่างกับสมัยท่านจางเป็น ฮ่องเต้ยังล้วนฟังและทำตาม เห็นเช่นนี้แล้ว วันหน้าควรทำตัวเช่นไร ทุกคนล้วนกระจ่างใจ
