ตอนที่ 366 พบกัน ต้อนรับอบอุ่น
กัวผิงกว่างแห่งกรมทหาร ชิวเหยียนไห่แห่งกรมอากรสำนักฮกเกี้ยน เก่อลี่จากสำนักองครักษ์เสื้อแพร หูจื้อจงจากสำนักส่วนพระองค์ และเสิ่นฉุนจากสำนักอาชาหลวง
ทั้งห้ามาถึงเทียนจินเพื่อตรวจสอบ กรมทหารดูแลกิจทหารใต้หล้า ทหารใหม่หรือปลดทหารเก่าล้วนต้องผ่านกระบวนการจากกรมทหาร กรมอากรแบ่งสิบสามสำนักคุมงานเก็บภาษีใต้หล้า สำนักฮกเกี้ยนคุมการเก็บภาษีเมืองต่างๆ ในเขตปกครองเหนือ สำนักส่วนพระองค์ดูแลจัดการโยกย้ายขันทีในสำนักส่วนพระองค์ สำนักอาชาหลวงดูแลค่ายทหาร รับหน้าที่ตรวจนับกองกำลัง นายกองพันองครักษ์เสื้อแพรผู้นี้ก็มาจากสังกัดองครักษ์เสื้อแพรเมืองหลวง
ทั้งห้าเป็นขุนนางระดับสี่และห้า แต่ล้วนเป็นขุนนางในตำแหน่งสำคัญ เมื่อต้องพบกับขุนนางระดับสองหรือสามที่สูงกว่านอกเมืองก็ย่อมไม่เกรงบารมี
ในห้าคนนี้ย่อมมีหูจื้อจงจากสำนักส่วนพระองค์เป็นหัวหน้า ครั้งนี้คณะเสนาบดีใหญ่ไม่ได้ส่งคนมา สำนักส่วนพระองค์ส่งระดับหัวหน้ากองมา ขุนนางคนสำคัญ สถานะก็ย่อมสูงส่ง
ในวังเลี้ยงดูดี ย่อมขาวๆ อ้วนๆ กันทั้งนั้น เว้นแต่หูจื้อจงผู้นี้ที่ต่างออกไป ร่างผอมแห้ง ใบหน้าดำทมึน หากไม่สวมชุดขันทีก็คงเหมือนชาวบ้านใช้แรงงานทั้งวันพวกนั้น
ที่เหลืออีกสองจากกรมทหารและกรมอากรอายุราว 35 และ 37 ตามลำดับ อนาคตไกล กำลังอยู่ในช่วงแสดงความสามารถ หน้ำตารูปร่างได้มาตรฐานบัณฑิต นายกองพันเก่อลี่กับเสิ่นฉุนจากสำนักองครักษ์เสื้อแพรและสำนักอาชาหลวงนั้นกลับดูแล้วเหมือนคนมีเงินมีทองอยู่สักหน่อย
ทุกคนประสานกำลังมาตรวจสอบ ย่อมไม่มีผู้ใดสูง ผู้ใดต่ำ ต่างก็ไม่มีผลประโยชน์ขัดแย้งกัน ก่อนมายังได้รับการกำชับมาอย่างนั้นอย่างนี้ ทุกคนย่อมสามัคคีรวมใจกันเป็นหนึ่ง
ทว่าตลอดเส้นทางมานี้ นายกองพันเก่อลี่กลับเอาแต่ด่าทอหวังทง ด่าว่าในเมืองหลวงวางอำนาจบาตรใหญ่ ทำการเหิมเกริม ไร้ซึ่งธรรมเนียม อีกสองคนจากรมทหารและกรมอากรต่างพากันหัวเราะชอบใจ
มีแต่เสิ่นฉุนจากสำนักอาชาหลวงที่พูดน้อย แต่ยามใดที่เอ่ยวาจาก็มักราวกับเติมเชื้อโหมไฟ ทุกคนต่างเป็นพวกวงในที่รู้เรื่องดี ย่อมรู้ท่าทีกันและกัน ตลอดทางมาหลายวันนี้ ทั้งขุนนางบุ๋น ขุนนางบู๊และขันทีในวังต่างก็ยิ่งสัมพันธ์ใกล้ชิดสนิทสนม
คนเดียวที่ทุกคนมองไม่ออกก็คือหูจื้อจงจากสำนักส่วนพระองค์ คนผู้นี้เป็นขันทีวัยกลางคนตลอดทางเอาแต่นิ่งเงียบ ไม่ว่าคนอื่นจะลองเลียบเคียงถามสิ่งใด แม้แต่พยักหน้ารับรู้ก็ไม่มี ทำราวกับไม่ได้ยิน
คนจากสำนักส่วนพระองค์ เบื้องหลังย่อมเป็นตัวแทนของเฝิงกงกง บางทียังอาจได้รับการกำชับจากฮ่องเต้หรือไทเฮามาก การไม่กล่าวอันใดก็ย่อมเป็นเพราะรักษาท่าที เพียงแค่มาดูมาฟัง ทุกคนจึงคร้านจะตอแยด้วย
ถึงเทียนจิน ย่อมต้องเข้าทางประตูตะวันตก ทุกคนคิดไม่ถึงว่า นายกองตรวจการอวี๋จี้หย่งและขันทีสวีกว่างจะมารอรับนอกเมืองสามสิบลี้
ออกนอกเมืองมาสามสิบลี้ ถือว่าผิดธรรมเนียมวงขุนนาง แต่เรื่องหน้ำตานั้นนับว่าให้เกียรติอย่างที่สุด
กองตรวจการเทียนจินเป็นหน่วยงานใต้บังคับของสำนักตรวจสอบ นายกองอวี๋ยังเคยดำรงตำแหน่งในหกกรมมาก่อน ยังเป็นญาติสนิทของท่านจาง สถานะไม่ต่ำ มาต้อนรับให้เกียรติเช่นนี้ ทุกคนย่อมดีใจ
สำหรับสวีกว่างนั้นไม่ต้องพูดถึง เป็นถึงบุตรบุญธรรมของเฝิงกงกง แม้บุตรบุญธรรมเฝิงกงกงในวังมีไม่น้อย แต่ตอนนี้ได้ตำแหน่งออกมาย่อมไม่เลว ออกมาต้อนรับด้วยท่าทางให้เกียรติเช่นนี้ ทุกคนก็ย่อมรู้สึกพอใจ ในวงการขุนนาง นอกจากเงินทองและอำนาจบารมีแล้ว ก็ถือกันแค่เรื่องหน้ำตาศักดิ์ศรี
ทั้งสองออกมาให้การต้อนรับ กลุ่มขุนนางที่มาถึงก็ย่อมลงจากหลังม้า ลงจากเกี้ยวมารับ สองฝ่ายพูดคุยหัวเราะ ท่าทีใกล้ชิดสนิทสนมยิ่งนัก
ตอนนี้ที่เทียนจินเป็นศูนย์รวมสินค้าจากที่ต่างๆ สินค้าพิเศษอันใดก็ล้วนซื้อหากันง่าย หากยอมจ่ายเงิน สิ่งใดก็ย่อมซื้อหาได้ มอบของขวัญพิเศษให้ ทุกคนก็ย่อมยิ้มแก้มแทบปริ
เดินไปจนระยะห่างจากเมืองเทียนจินเพียง 15 ลี้ ตามธรรมเนียมก็ย่อมมีขุนพลซุนจื้อปินที่มาแทนตำแหน่งขุนพลหลี่ต้าเหมิ่งที่หวังทงสังหารทิ้งไปก็ย่อมมารับ อย่างก็ต้องมาคำนับทักทาย มอบของขวัญและกล่าววาจาตามมารยาท
คณะตรวจสอบที่มาถึงกลุ่มนี้เป็นขุนนางเมืองหลวง มีอำนาจในมือไม่ธรรมดา หากล่วงเกินหรือละเลยก็ย่อมไม่เป็นการดี ผู้ใดจะรู้ว่าหากละเลยมารยาทเพียงนิด วันหน้าจะกลายเป็นความแค้นฝังลึกเช่นไร รอบคอบไว้หน่อยเป็นดี
อย่างไรก็ตามตั้งแต่ต้นจนจบ นายกองพันหวังแห่งสำนักองครักษ์เสื้อแพรเทียนจินไม่ปรากฎตัวเลย คณะตรวจสอบเดินมาจนถึงประตูตะวันตกของเทียนจินก็ยังไม่เห็นเงาหวังทง ในยามนี้ แม้แต่ขุนนางในท้องที่อย่างขุนพลซุนจื้อปินศาลชิงจวินหรือนายกองขนส่งแห่งกรมอากรก็ยังออกมารอรับ
*************
“หวังทงผู้นี้ช่างหยิ่งยโสโอหัง แม้อายุยังน้อย เข้าสังกัดองครักษ์เสื้อแพรมาก็สามปีแล้ว เหตุใดจึงยังไม่เข้าใจธรรมเนียมมารยาท ขุนนางบู๊เล็กๆ อย่างไรก็ควรมีความฉลาดอยู่บ้าง ไยจึงได้หยาบกระด้างเช่นนี้!”
ชิวเหยียนไห่แห่งกรมอากรสังกัดฮกเกี้ยนแค่นยิ้มกล่าวขึ้น กัวผิงกว่างแห่งกรมทหารก็พยักหน้ำตามกล่าวว่า
“ตอนอยู่เมืองหลวง ได้ยินว่าหวังทงที่เทียนจินขูดรีดราษฎร ข้าเองยังไม่เชื่อ คิดว่าพื้นที่ใกล้เมืองหลวงอย่างนี้ อย่างก็ไม่น่ากล้ากระทำการเหิมเกริม แต่วันนี้ที่เห็น เป็นดังที่ลือกันในหมู่ราษฎร”
ทุกคนมาเทียนจินกันครั้งแรก ขุนนางบุ๋นไม่นั่งเกี้ยว ทุกคนขี่ม้ามีคนลากจูงเดินชมตามท้องถนน เจ้าหน้าที่ที่เหลือล่วงหน้าไปเตรียมการต้อนรับที่ทำการ
หูจื้อจงแห่งสำนักส่วนพระองค์ท่าทางไร้อารมณ์ไม่สนใจอันใด คนอื่นพูดไป แต่เขากลับเอาแต่หลับตาสัปหงกบนหลังม้า
ได้ยินใต้เท้าชิวกล่าวเช่นนี้ ก็เงยหน้าขึ้นมองซ้ายขวาด้วยความแปลกใจ บนถนนคึกคักเสียงดังกว่าปกติ บ้านเรือนริมทางต่างเปิดเป็นร้านค้า หากไม่ทำการค้าก็จะกำลังปิดซ่อมแซมอยู่เพื่อจะได้เปิดทำการค้าต่อไป กล่าวได้อย่างไรว่าขูดรีดจนประชายากลำบาก
มองอยู่ไม่นานก็หลับตาลงอีกครั้ง นายกองพันเก๋อลี่แห่งสำนักองครักษ์เสื้อแพรส่งเสียงฮึดฮัดในลำคอ เสียงดังไม่เกรงใจขึ้นว่า
“ตอนหวังทงอยู่เมืองหลวงก็ทำการไม่สนใจกฏหมายบ้านเมือง เหิมเกริมจนเป็นนิสัย ตอนยังเป็นพลทหารยังกล้าลงมือกับนายกองธงเล็ก ตอนเป็นนายกองธงเล็กก็กล้าลงมือกับนายกองธงใหญ่ พอเป็นนายกองร้อย มีอะไรในเมืองหลวงที่ไม่กล้ากระทำบ้าง และยังละโมบเงินทองหลงใหลนารี หอคณิกาเมืองหลวงยังต้องจ่ายเงินจึงเปิดทำการได้ เมืองหลวงทางนั้นยังมีใต้เท้าผู้ใหญ่ดูแล ยังกล้าเหิมเกริมเช่นนี้ มาถึงเทียนจินนี้จะกล้าเพียงใด”
กล่าวจบก็ผรุวาจาหยาบคายด่าทอออกมา ทุกคนได้แต่ทำเป็นไม่ได้ยิน อวี๋จี้หย่งบนหลังม้ายิ้มกล่าวว่า
“ใต้เท้าทุกท่านเพิ่งมาถึง อย่าเพิ่งพูดเรื่องน่ารำคาญใจพวกนี้เลย ข้าเตรียมโต๊ะรับรองทุกท่านไว้ที่โรงเตี๊ยมจตุรทิศแล้ว ฉลองการมาถึงของใต้เท้าทุกท่าน”
“ใต้เท้าอวี๋ โต๊ะที่จัดเตรียมไว้ต้องมีอาหารเด็ดเป็นแน่ กล่าวมาให้ฟังสักอย่างสองอย่างได้หรือไม่”
เสิ่นฉุนแห่งสำนักอาชาหลวงยิ้มถามขึ้น สวีกว่างข้างๆ ก็ผสมโรงเล่าเรื่องสัพเพเหระให้ทุกคนได้สนุกสนาน
“โรงเตี๊ยมจตุรทิศเป็นโรงเตี๊ยมที่ใหญ่ที่สุดที่นี่ เป็นโรงเตี๊ยมของผู้ว่าการที่ลากลับบ้านเกิดมา แต่ไรมาก็คอยรองรับขุนนาง บรรยากาศหรูหราไม่น้อย อาหารจานเด็ดของพ่อครัวหลายอย่างก็ไม่แพ้เมืองหลวง หลังหวังทงเปิดทะเล โรงเตี๊ยมก็ได้เชิญพ่อครัวมาเพิ่ม รสชาติอาหารทางใต้ก็สามารถลิ้มลองได้ ยังมีหญิงสาวเก่งศิลปะดนตรีจากเมืองจี่หนานและเมืองจี่หนิงด้วย บรรยากาศไม่เลว”
อวี๋จี้หย่งพยักหน้ายิ้มกล่าวว่า
“การค้าที่นั่นดีมาก คหบดีจากเหนือใต้มาที่นี่ก็ต้องมาเยือนโรงเตี๊ยมแห่งนี้ หากไม่ใช่ว่าให้คนนำสารไปจองที่ไว้ก่อน เกรงว่าคนไม่มีที่!”
ทุกคนหัวเราะชอบใจขึ้นพร้อมกัน ในวาจาของอวี๋จี้หย่งและสวีกว่างนี้ เห็นได้ชัดว่าการค้าที่เทียนจินรุ่งเรืองอย่างที่สุด ตลาดการค้าก็เจริญ แต่ทุกคนก็แสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน
หลังจากเดินไปไม่กี่ก้าว นายกองพันเก่อก็แสร้งชะลอม้าไปหยุดหน้าขันทีสวีกว่าง ยิ้มกระซิบว่า
“สวีกงกง การค้าที่นี่ไม่เลว ได้ยินว่าแม่น้ำทะเลทางนั้นเป็นขุมทรัพย์ใหญ่ แต่ตอนนี้ไม่มีร้านค้าเหลือสักร้าน สวีกงกงช่วยเหลือสักหน่อยได้ไหม”
สวีกว่างพยักหน้ายิ้มกล่าวว่า
“ได้สิ ได้สิ รอเจ้าหวังทงล้ม เทียนจินสถานที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้ ทุกท่านล้วนมีส่วนแบ่ง ไม่กี่หน้าร้านจะเท่าไรกัน”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ นายกองพันเก่อก็ยิ้มกว้าง ตลอดทางอวี๋จี้หย่งและสวีกว่างพยายามชี้นำว่าเมืองเทียนจินนี้เป็นภูขาทองคำทะเลเงิน แหล่งรวมเงินทอง ตอนนี้หวังทงคุมเข้ม หากหวังทงล้ม ทุกคนก็ได้ประโยชน์มาก ได้ยินแล้วทุกคนก็คันไม้คันมือ นายกองพันเก่อทนไม่ไหวจึงได้แอบกระซิบถาม
เมื่อได้ยินคำตอบของอีกฝ่าย นายกองพันเก่อก็ดีใจจนเก็บไม่อยู่ กำลังจะเอ่ยถามรายละเอียดก็ได้ยินเสียงร้องอย่างตกใจจากรอบด้าน ตามมาด้วนเสียงคนตะโกนดังมาว่า
“ทางการปฏิบัติหน้าที่ ผู้ไม่เกี่ยวข้องรีบหลีกทาง!!”
จากนั้นก็มีเสียงฆ้องดังมา ฝูงชนที่เบียดเสียดบนท้องถนนอยู่เมื่อครู่ ได้ยินเสียงฆ้องดังมาก็แตกฮือหลีกทาง ร้านค้ารีบปิดประตู พวกคนเดินถนนที่หนีกันไม่ทันก็หันหน้าเข้ากำแพงกุมศีรษะลงนั่งยอง มีคนนอกที่ไม่รู้ธรรมเนียม แต่พอเห็นก็พากันทำตาม
เกิดเหตุเช่นนี้ คณะตรวจสอบหลายสิบชีวิตก็ตกใจอยู่กลางท้องถนน ทุกคนไม่รู้จะทำตัวอย่างไร ไม่รู้ว่าเกิดเหตุใดขึ้น
เสียงฆ้องตีดังในยามนี้พร้อมเสียงฝีเท้าถี่ดังตามมา คณะตรวจสอบมองซ้ายมองขวาก็เห็นกองกำลังถืออาวุธมุ่งตรงมา
ทุกคนล้วนเป็นขุนนางราชสำนัก และยังคิดไม่ถึงว่าเมื่อได้เข้าเมืองมาแล้วจะมีอันตรายใด มีทหารอารักขามาด้วยแค่เจ็ดนาย ผู้ใดจะคิดว่ากลางวันแสกๆ ในเมือง จะมีกองทหารพร้อมอาวุธมาล้อมปิดทาง ทุกคนได้แต่ตื่นตระหนกอยู่กับที่
กัวผิงกว่างและชิวเหยียนไห่กับบรรดาขุนนางบุ๋นก็หน้าซีดเผือดเกือบร่วงจากหลังม้า เก่อลี่คว้าดาบข้างกายแต่ไม่ทันได้ชักออกมาก็ปล่อยร่วงลงพื้นอย่างไม่ตั้งใจ เสิ่นฉุนบนหลังม้าได้แต่อึ้งอ้าปากค้าง หากเป็นหู่จื้อจงแห่งสำนักส่วนพระองค์ที่ลืมตาขึ้นชักม้าไปด้านหน้า ถามเสียงเยียบเย็นว่า
“บังอาจ กล้าขวางทางขุนนางราชสำนักส่งมา พวกเจ้ายังเกรงกลัวกฏหมายหรือไม่?”
น้ำเสียงเย็นเยียบหากไม่ได้ผลแม้แต่น้อย เสียงฆ้องยังดังมา พลทหารอาวุธพร้อมตั้งอาวุธเตรียมพร้อมล้อมกลุ่มขุนนางเอาไว้……
