ตอนที่ 380 เตรียมป้องกันร้านค้าจากการโจมตีทางทะเล
“บนท้องทะเลล่ะ?”
อวี๋ต้าโหยวถามออกไปประโยคเดียว หวังทงก็อึ้งมองตามไป เห็นแต่เรือแล่นเข้าออก ไม่เห็นอะไรอีก
อวี๋ต้าโหยวยืนอยู่ที่นั่น ยกไม้เท้าวาดเป็นวงกลมริมฝั่งแม่น้ำทะเล ยิ้มกล่าวว่า
“ข้าอยู่มาอายุปูนนี้ เคยเห็นโจรสลัดบุกฮกเกี้ยนและกวางตุ้งมา และยังเคยไปเมืองขึ้นชื่อเหล่านั้น ที่รุ่งเรืองเช่นเทียนจินก็เคยพบเห็นมาก่อน แต่เทียนจินใช้เวลาไม่เท่าไรก็ปรากฎภาพรุ่งเรืองเช่นนี้ เป็นดังภูเขาทองทะเลเงินจริงๆ !”
การกล่าวเช่นนี้ไม่ทำให้หวังทงรู้สึกดีใจอันใด เห็นชัดว่าอวี๋ต้าโหยวไม่ได้ชม หวังทงนิ่งจริงจังมองไปยังท้องทะเล เริ่มเข้าใจบ้างแล้ว
“ใต้เท้ากล่าวถึงการป้องกันทางทะเลหรือ? ป้อมปืน 11 ป้อม ทหารรักษาการอีก 1,000 กว่านาย ยังมีหู่โถวและลี่เทากับพวกซุนซิงหลายคนจัดตั้งกองกำลังรักษาความปลอดภัย คนพวกนี้พอรับมือได้แล้ว”
“ทหาร 1,000 กว่านาย ป้อมปืน 11 ป้อม กองกำลังรักษาความปลอดภัยที่กำลังจัดตั้งหนึ่งกอง สามารถดูแลพื้นที่กว้างใหญ่เช่นนี้ได้หรือ ศัตรูมาทางทะเล เข้ามาทางตะวันออก มาทางเหนือ หรือว่าเข้ามาในแม่น้ำทะเลยามค่ำคืน ลอยเรือสำเภาออกโจมตี ขอเพียงขึ้นฝั่งเข้ามาในตลาดวางเพลิงได้ ก็ย่อมสร้างความเสียหายมาก เจ้าก็แค่เรือผุๆ พังๆ สามลำ รับมือก็ไม่ไหว ตามก็ไม่ทัน บนฝั่งก็ย่อมราวกับกระจาดซัดส่ายไปมา จะไปป้องกันทางทะเลได้อย่างไร!”
กล่าวถึงตรงนี้ น้ำเสียงอวี๋ต้าโหยวก็เริ่มจริงจัง อวี๋ต้าโหยวปกตินุ่มนวลไม่น้อย ไม่เคยเห็นมีอารมณ์เช่นนี้ วันนี้เห็นอยู่ว่ามาถกปัญหาปกติ แต่กลับเริ่มใส่อารมณ์แล้ว
หากหวังทงเข้าใจดี ประสบการณ์ชีวิตของอวี๋ต้าโหยว อารมณ์คุกรุ่นและจริงจังนี้ไม่ยากเกินความเข้าใจ ขุนพลเฒ่าทั้งชีวิตในวงการขุนนางขึ้นๆ ลงๆ บางทียังล้มเหลวพ่ายแพ้ แต่อย่างไรก็ยังมีคำหนึ่งติดตัว นั่นก็คือ ปราบโจรสลัด
ชั่วชีวิตของอวี๋ต้าโหยวเฝ้าชายฝั่งทะเลเป็นคู่กัดเอาเป็นเอาตายกับพวกโจรสลัดประเทศวัวและโจรสลัดอื่นๆ ไม่รู้ว่าต่อสู้ในสนามรบผ่านความเป็นความตายมามากเท่าไร หวังทงก็เหมือนกับลูกศิษย์ของเชา แต่การป้องกันทางทะเลกลับทำได้หละหลวมเช่นนี้ มิน่าเล่า ขุนพลเฒ่าจึงได้โมโหเพียงนี้
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ หวังทงก็รู้สึกซาบซึ้ง คำนับอย่างเป็นทางการกล่าวว่า
“ข้าหละหลวมไปแล้ว ขอใต้เท้าโปรดสอนสั่งด้วย!”
อวี๋ต้าโหยววางไม้เท้าลง เดินไปข้างหน้า หวังทงเดินตาม อวี๋ต้าโหยวค่อยๆ กล่าวว่า
“ก้อนเนื้อชิ้นใหญ่เช่นนี้ ราชสำนักมีทหารชำนาญทางทะเลที่ใช้การได้บ้างไหม หากโจรสลัดคิดเข้าบุก กัดเจ้าทีหนึ่งแล้วก็จากไป มีวิธีการรับมืออันใด?”
จากคำพูดอวี๋ต้าโหยว หวังทงเริ่มสำรวจพื้นที่รอบแม่น้ำทะเลทั้งหมด ยิ่งคิดก็ยิ่งหนาวจับใจ อวี๋ต้าโหยวยังกล่าวต่อไปว่า
“ตอนนี้สถานการณ์ในปัจจุบันเป็นประโยชน์ต่อเจ้ามาก คลองส่งน้ำนั่นก็ยอมศิโรราบให้เจ้าหมดแล้ว ไม่จำเป็นต้องไปเสียกำลังจัดวางไว้ในเมืองอีก นำกำลังเจ้ามาป้องกันที่นี่ จากนั้นก็รีบเตรียมการป้องกันให้เร็วที่สุด”
“คลองส่งน้ำกับค่ายฝึกทหารทางนั้นเล่า?”
“คนของชีจี้กวงรู้จักหนักรู้จักเบา รู้จักถูกรู้จักผิด ซุนจื้อปินข้าเองก็พอรู้จักวิสัยอยู่ เป็นคนไว้ใจได้ เจ้าทิ้งกำลังไว้ในเมืองสองสามกองร้อยก็พอ ที่เหลือให้มาประจำที่นี่ให้หมด”
หวังทงลังเลอยู่พักหนึ่ง ในที่สุดก็ตัดสินใจกล่าวขึ้นน้ำเสียงจริงจังว่า
“ใต้เท้าสอนสั่งได้ถูกต้องแล้ว พรุ่งนี้ข้าจะเริ่มเคลื่อนกำลัง อย่างไรที่แม่น้ำทะเลก็มีที่พัก ใต้เท้า หลายวันนี้ท่านมาดูอยู่ทางนี้นานแล้ว ยังมีจุดสังเกตใดอีกหรือไม่ เชิญท่านกล่าว”
อวี๋ต้าโหยวหยุดฝีเท้าพยักหน้า ยกไม้เท้าชี้ไปแต่ละทิศทางกล่าวขึ้น หวังทงหยิบสมุดกับถ่านเขียนออกมารีบจดเอาไว้
“ทุกคำของใต้เท้ามีค่าดังทองคำ แต่เรื่องพวกนี้แค่พลทหารองครักษ์เสื้อแพรไม่อาจดำเนินการได้ ยังต้องขอกำลังจากที่อื่นอีก ทุกคนต้องมาร่วมมือกัน ขุนพลซุนทางนั้น ที่ทำการในเมือง หรือพ่อค้าชาวบ้านนอกเมืองก็ต้องร่วมมือกัน ไม่เช่นนั้นถึงตอนนั้นใช่ว่าอลหม่านกันไปหมดหรอกหรือ”
คำความคิดของหวังทงก็ผุดขึ้นมา คำเช่นว่า ‘แผนรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน’ ‘การระดมพลภาคประชาชนทั้งหมด’ ‘ระบบเตือนภัย’ พวกนี้ กำลังถูกถ่านจดลงไปทีละคำ อวี๋ต้าโหยวยิ้มมองไป สุดท้ายก็หัวเราะร่ากล่าวขึ้นว่า
“แม้เจ้าอายุยังน้อย แต่กลับรอบคอบราวกับคนอายุ 40-50 และยังคิดสิ่งใหม่ๆ ได้อีก และยังทำงานเป็น หาได้ยากยิ่ง หาได้น้อยมากจริงๆ !”
ไม่นาน หวังทงก็นำสิ่งที่ตนเองลำดับว่าต้องดำเนินการร่างออกมาก่อน รอกลับไปค่อยจัดระเบียบอีกเล็กน้อย ตอนนี้หวังทงมีข้อได้เปรียบอย่างหนึ่ง นั่นก็คือเงินทองมากมาย
กองพันองครักษ์เสื้อแพรและกองกำลังหู่เวย นับกันเต็มๆ ก็ไม่ถึง 4,000 นาย เบื้องบนจับตาดูเช่นนี้ ไม่อาจขยายกองกำลัง ไม่ขยายกองกำลัง เงินใช้จ่ายสำหรับการฝึกก็ลดลง ใช้ไปในที่อื่นมากขึ้น สถานที่เช่นเทียนจินนี้ มีเงินช่างสะดวกสบาย อะไรก็ล้วนทำได้ดีเยี่ยมและรวดเร็ว
ตอนหวังทงมาจากในเมืองก็เกือบเที่ยง เมื่อครู่ยังเดินดูกับอวี๋ต้าโหยวอีกรอบใหญ่ คนขวักไขว่บนท้องถนนเริ่มเบาบางลงไปบ้างแล้ว หวังทงจดบันทึกเสร็จก็ใช้มือตบหน้าผาก ยิ้มเก้อๆ กล่าวว่า
“เอาแต่คุยธุระ อาหารกลางวันใต้เท้ายังไม่ได้กินเลย ไปกินข้าวกันก่อนๆ !!”
อวี๋ต้าโหยวพยักหน้า ไม่เกรงใจ กุมไม้เท้าเดินไปยังร้านอาหาร
***********
ทางไปร้านอาหารก็ต้องผ่านถนนหลายสาย เดินไปสักพัก ร้านค้าและพื้นที่รวมสินค้าที่นี่กลัวที่สุดก็คือไฟ
ดังนั้นการกินข้าวที่นี่ไม่อนุญาตให้กินในร้าน ได้แต่เดินไปเขตที่พักอาศัยที่เพิ่งสร้างได้ไม่นาน อนุญาตให้แค่นำอาหารมา ทุกวันจะมีทหารคอยตรวจการใช้ไฟตามร้าน หากพบจะลงโทษสถานหนัก
อย่างไรก็ตามเมื่อผู้คนทำธุรกิจมากขึ้น ก็ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องให้การรับรองแขก ดังนั้นละแวกใกล้ๆ จึงมีพื้นที่เฉพาะ สร้างเป็นร้านอาหาร หนึ่งในนั้นก็มีร้านสาขาของหอรุ่งเรือง ยังมีร้านสาขาของร้านเงินไหลมาอีกด้วย ที่เหลือก็เป็นร้านอาหารในเมืองเทียนจินใช้เงินก้อนโตเช่าไว้ทำการค้า
สถานที่เดียวที่จะทำการค้าได้ การค้าก็ย่อมรุ่งเรืองมาก นับประสาอันใดกับการเป็นแหล่งรวมการค้าอย่างเช่นริมแม่น้ำทะเลแห่งนี้ ล้วนเป็นบุคคลที่กล้าใช้จ่ายเงินทอง เวลาอาหารกลางวันทุกมื้อจึงมีคนมามากมาย ไปช้ายังต้องรอ
ยังมีคนคิดได้ไปติดต่อกับร้านสามธารา บอกว่าพื้นที่ว่างจะสร้างร้านอาหาร ขอเพียงให้พวกเขาเช่า การก่อสร้างพวกเขาออกเงิน พ่อครัวพวกเขาหามา
ทุกคนรู้ดีว่า ขอเพียงการค้ารุ่งเรือง ย่อมมีเงินทองไหลมาเทมา เงินค่าเช่าแพงลิ่วนั้น เทียบกับกำไรที่จะได้แล้ว ย่อมไม่เท่าไร
พวกหวังทงไม่ต้องรีบร้อน เพราะไม่ว่าการค้าจะดีอย่างไร หวังทงไปถึงก็ต้องมีที่นั่ง ทุกคนก็ยังไม่หิวมาก เดินไปชมไปสบายๆ
ยังต้องผ่านถนนอีกสองสายจึงจะถึงร้านอาหาร แต่พวกเขาถูกขวางทางไว้ คนมุงนั้นเป็นประเพณีที่สืบทอดมาแต่โบราณ ยามนี้ก็เช่นกัน
ล้อมกันสามชั้นใน สามชั้นนอก แออัดกันจนไม่มีที่ยืน ทหารอารักขาเห็นเช่นนี้ ก็รีบเตรียมจะไล่ฝูงชน หวังทงขออภัยยิ้มให้อวี๋ต้าโหยว ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงตะโกนดังมาจากคนด้านใน
“เป็นที่ซ่อนทาสหลบหนีอะไรกัน พวกเจ้ากล่าววาจาเหลวไหลไร้หลักฐาน ผู้ใดจะเชื่อ!!”
“พ่อบ้านรอง พ่อบ้านรอง ข้ามันมันหมูบดบังจิตใจ เลอะเลือนไปชั่วครู่จึงได้เอาเงินมาที่ร้านว่านเจียนี่ เงินข้าน้อยมอบให้เถ้าแก่ร้านนี้ร่วมทุนเปิดร้าน……”
พอได้ยิน หวังทงก็ยกมือขึ้นโบก เขารู้สึกสนใจเรื่องนี้แล้ว ตำแหน่งร้านว่านเจียก็น่าจะเป็นร้านค้าว่านเจียแห่งนี้ ตอนแรกหวังทงเปิดร้านค้าที่ริมแม่น้ำทะเล ตอนเรียกคนมาเช่า ไม่มีผู้ใดยอมมา ร้านว่านเจียเป็นแค่ร้านธรรมดาในเมือง กลับมีสายตากว้างไกลมาเช่าหน้าร้านที่นี่
ร้านค้าใกล้กับร้านอาหารล้วนอยู่ในตำแหน่งที่ดี พอต่อมาเริ่มค้าขายดี ก็มีคนยอมจ่ายเงินห้าเท่าเพื่อขอเช่า แต่ว่านเจียไม่ยอมปล่อยให้ เพราะเขาขายแค่สินค้าจากเมืองหย่งผิงและเมืองเหอเจียนก็กำไรไม่น้อย ไยต้องปล่อยมือด้วย
เพราะรู้จักมาก่อน หวังทงจึงพอมีภาพในใจ กำลังคิดฟังรายละเอียด อวี๋ต้าโหยวก็โขยกเขยกเดินเข้ามาถามคนข้างทางผู้หนึ่งอย่างสุภาพว่า
“น้องชาย ขอถามหน่อยว่าในนั้นเกิดเรื่องอะไรขึ้น จึงได้วุ่นวายใหญ่โตเพียงนี้!”
เมื่อเห็นลักษณะภูมิฐานของอวี๋ต้าโหยวกล่าววาจาสุภาพ ผู้ถูกถามไม่กล้ารอช้า กระซิบกระซาบราวกับเป็นเรื่องลึกลับว่า
“ท่านผู้เฒ่า ท่านไม่รู้หรือว่า เถ้าแก่สี่ร้านว่านเจียเป็นทาสหลบหนีมาจากร้านสินค้าหย่งเซิ่ง มีคนจำเขาได้ จึงนำคนมาจับตัว ถุย……ถุย……ว่าแล้วมิน่าร้านว่านเจียการค้ารุ่งเรืองเพียงนี้ ที่แท้ก็ทาสหลบหนีเอาเงินที่ขโมยมาร่วมทุนนี่เอง มิน่าทุนหนา วันนี้กรรมตามสนองแล้ว!”
ชายผู้นั้นถ่มน้ำลายดูถูก หวังทงก็ยิ่งสนใจ หันไปสบตากับอวี๋ต้าโหยว ยิ้มกล่าวว่า
“ใต้เท้าไปกินข้าวก่อนดีไหม?”
“ไม่ ข้าเองก็อยากดูต่อ”
อวี๋ต้าโหยวตอบด้วยรอยยิ้ม หวังทงพยักหน้า เบียดตัวเข้าไป ทาสชายหญิงเป็นสมบัติเจ้านาย ทาสหลบหนีหากถูกจับได้ก็จะถูกนายตีจนตาย ทางการไม่อาจเอาผิดได้ มักจะให้มันจบๆ ไป แต่การให้ที่หลบซ่อนทาสหลบหนี ตามกฎหมายหมิงแล้ว ก็มีโทษเหมือนกับการขโมยม้าขโมยวัว โทษหนักสามเท่า
ได้ยินถึงตรงนี้ เจ้าทาสผู้นี้ยังนำเงินออกมาด้วย ทาสหลบซ่อนตัวและยังแอบขโมยเงินออกมา ความผิดยิ่งทวีคูณหลายเท่า
ทุกคนมุงดูกันออกรสออกชาติ หวังทงเบียดตัวเขามาก็มองด้วยความโมโห ไม่มีใครจำหวังทงได้ พอเห็นดาบที่เอวก็ไม่กล้ามีเรื่อง ได้แต่ให้เขาเบียดเข้าไป
***********
ประตูใหญ่ร้านสินค้าว่านเจีย มีชายหนุ่มผู้หนึ่งนั่งร้องไห้อยู่บนพื้น ยังมีชายร่างอ้วนวัยกลางคนในชุดผ้าแพรต่วนยาวกับชายฉกรรจ์อีกห้าคนอยู่ตรงหน้า ข้างชายหนุ่มผู้นั้นยังมีชายวัยกลางคนผู้หนึ่งยืนด้วยสีหน้าร้อนใจ กล่าวไม่หยุดอย่างไม่รู้จะทำเช่นไรดี
“เป็นทาสหลบหนีไปได้อย่างไร เป็นทาสหลบหนีไปได้อย่างไร เสี่ยวถังมีคนพามา ยังมีญาติที่เทียนจินรับรอง เป็นไปได้อย่างไร……”
คนผู้นี้ร้อนใจ แต่ชายร่างอ้วนวัยกลางคนกลับแค่นยิ้มกล่าวอย่างสบายอารมณ์ว่า
“จะไม่ใช่ได้ไง เอกสารจากผู้ว่าการเมืองเฝินโจวอยู่นี่ เจ้าว่าไม่ใช่ก็ไม่ใช่งั้นหรือ?”
หวังทงได้เบียดตัวเข้ามาวงในแล้ว กำลังนิ่งฟังอย่างตั้งใจ
