Skip to content

องครักษ์เสื้อแพร 445


ตอนที่ 445 ผู้ใดเด็ดปีกฝ่าบาท

จางเฉิงเอ่ยชมออกไป จากนั้นก็ยิ้มกล่าวอย่างสบายอารมณ์ว่า

“ฝ่าบาทได้รับรายงานจากสำนักองครักษ์เสื้อแพร ตอนนั้นยังทรงตบโต๊ะทรงอักษรเสียงดัง ให้ข้าส่งคนไปจับฉู่เจ้าเหรินมา!”

วาจานี้จางเฉิงพูดได้ หากหวังทงไม่กล้ารับคำ กลับหันไปถวายคำนับยังทิศประทับของฮ่องเต้ ถวายคำนับว่า

“กระหม่อมขอบพระทัยที่ทรงเมตตา จะตอบแทนแผ่นดินด้วยความภักดี แม้ต้องแหลกเป็นผุยผงก็มิลังเล”

“เหล่าฉู่เองก็เป็นคนเก่าคนแก่จวนอ๋องอวี้ ในวังก็ทำงานมานาน เคยไปทางใต้ปฏิบัติหน้าที่มาด้วย หากต้องการทำอันใดจริงจะเปิดร่องรอยไว้เช่นนี้ได้อย่างไร ข้าเดาว่า เขาหาเรื่องให้กองกำลังส่วนพระองค์ออกไปฝึกซ้อม ก็คิดจะยิงนัดเดียวได้นกสองตัว หนึ่งสร้างชื่อให้ตน สองจัดการเจ้า แต่หากจะใช้กองกำลังยิ่งใหญ่เพียงนั้นมาจัดการที่ตอนเหนือ เขาไม่มีความสามารถเพียงนั้น และเขาเองก็รู้การควรไม่ควร”

จางเฉิงยิ้มกล่าวไป หวังทงก็ยิ้มตาม หากไม่กล่าวอันใด จางเฉิงยกมือชี้นิ้วไปที่หวังทงกล่าวว่า

“ข้ามานี้ก็กลัวว่าเจ้าจะไม่เข้าใจในเรื่องนี้ หากเจ้าจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด ฝ่าบาททางนั้นก็ย่อมไม่รามือ ก็ไม่รู้ว่าจะเกิดเรื่องใดตามมาอีก คิดตกแล้วก็ดีที่สุด เจ้าขอให้ข้ามาก็เพื่อให้ช่วยคิด 200 หัวนี้กระมัง ไม่ต้องกังวลไป กลับถึงเทียนจิน สำนักอาชาหลวงกับกรมทหารจะส่งเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบทันที เจ้าเสียสละให้เมืองเซวียนฝู่ตั้งมากมาย ความดีความชอบที่เหลือถือว่าเอาเปรียบเจ้าแล้ว”

“ขอบคุณจางกงกงที่คอยดูแล ข้าขอถามอีกสักคำ ไม่ทราบว่าในวังมองการโจมตีของพวกมองโกลบนทุ่งหญ้านี้อย่างไร?”

“แม้ว่าในสมัยอดีต ปฐมฮ่องเต้จะสร้างป้อมตั้งกำแพงเมืองป้องกันพวกนอกด่าน แต่ร้อยกว่าปีมานี้ก็ถูกมองโกลยึดครองไปหมด นอกด่านห่างไป 1 ลี้ก็ล้วนเป็นศัตรู พวกเจ้าออกไปถึง 30-50 ลี้ แม้ว่ากองกำลังมังกรฝ่ายซ้ายจะกลับมาอย่างปลอดภัยดี แต่ไม่แน่ว่าอาจมีใครจับตาดูร่องรอยอยู่ก็เป็นได้ รอจนพวกเจ้าไปถึง พวกมองโกลจึงได้ลงมือ ก็อาจมีความเป็นไปได้ ทุกอย่างล้วนเป็นไปได้หมด”

วาจาจางเฉิงแม้ไม่แน่ชัด แต่ก็กล่าวได้อย่างลื่นไหล คิดว่านี่คงเป็นข้อสรุปในวังแล้ว หวังทงเขยิบเข้าไปใกล้เอ่ยถามว่า

“จางกงกง ข้าขอถามอีกคำ กองกำลังในสำนักอาชาหลวงนั้นฝ่าบาทสั่งการได้หรือไม่?”

จางเฉิงมองหวังทงอย่างแปลกใจ คำถามนี้มาอย่างกะทันหันและผิดมารยาท แต่ในรถไม่มีคนนอก เขาเงียบไปครู่ก่อนจะแค่นยิ้มกล่าวว่า

“ในสมองเจ้าไม่รู้ใส่อะไรไว้ กองกำลังแต่กองในสำนักอาชาหลวงล้วนขึ้นตรงต่อไทเฮา เฝิงเป่าบางทีอาจสั่งการได้บ้าง ฝ่าบาทนั้นอย่าได้คิด”

“ถามกงกงอีกคำ กองกำลังในเมืองนอกเมือง ฝ่าบาทสั่งการได้หรือไม่?”

“เคลื่อนกำลังทหาร ก็ต้องให้กรมทหารมีหนังสือกราบทูล ต้องไปใช้เส้นทางสำนักเสนาบดีใหญ่ ท่านจางไม่อนุญาต ก็ย่อมไม่อาจเคลื่อนกำลัง”

จางเฉิงแปลกใจขึ้นเรื่อย สีหน้านิ่งลง หวังทงถามมาเช่นนี้ เหมือนว่าผิดธรรมเนียม ช่างไร้มารยาทอย่างมาก หวังทงเหมือนไม่ได้ทันสังเกตเรื่องนี้ เอ่ยถามต่อว่า

“เมืองเซวียนฝู่ เมืองจี้โจว เขตปกครองเหนือ ทหารใต้หล้า ฝ่าบาทสั่งการเคลื่อนกำลังได้หรือไม่?”

“……เกรงว่าไม่ได้ เกรงว่าต้องส่งคนมาเมืองหลวงก่อน……หวังทง เจ้าจะถามไปทำไม……”

น้ำเสียงเริ่มเอาเรื่องขึ้นมา หวังทงยิ้มกระซิบถามว่า

“จางกงกง กองกำลังหู่เวยของข้าเป็นกองกำลังที่ฝ่าบาทสั่งการได้หรือไม่?”

จางเฉิงนิ่งมองหวังทงไปครู่หนึ่ง เหมือนคิดอันใดได้ก่อนจะกล่าวว่า

“หากตอนนี้จะบอกว่าที่ฝ่าบาทสั่งการได้คือผู้ใด ก็คือเทียนจินเจ้านี่แล้ว เจ้าไหนเลยเป็นแค่นายกองพันองครักษ์เสื้อแพร เจ้ายังทำการค้ามากมาย ยังมีกองกำลังหู่เวย ล้วนแต่จงรักภักดีอย่างที่สุด เป็นกองกำลังที่ฝ่าบาททรงสร้างขึ้นด้วยพระองค์เอง”

หวังทงประสานมือคำนับเกือบติดพื้น กล่าวขึ้นเบาๆ ทว่าจริงจังว่า

“จางกงกง ปีกของฝ่าบาทในตอนนี้ในวังก็มีเพียงท่าน นอกวังก็มีกลุ่มข้า นอกจากพวกข้าแล้วยังจะมีผู้ใด ที่เหลือไม่ใช่เป็นที่ไทเฮาไว้วางพระราชหฤทัย ก็เป็นคนที่เฝิงกงกงและท่านจางสนับสนุนมา”

กล่าวมาล้วนเป็นความจริง จางเฉิงเป็นรองหัวหน้าในสำนักส่วนพระองค์ เป็นบุคคลอันดับสองในวัง จะใช้งานผู้ใดก็เหมือนถูกมัดมือมัดเท้าไว้ เพราะผู้จัดการหลักในวังนอกวังก็คือเฝิงเป่าและจางจวีเจิ้งสองคน อำนาจในการใช้คนก็ถูกพวกเขากุมไว้หมด แม้แต่ฮ่องเต้ก็ยื่นมือเข้าไปยุ่งไม่ได้

แต่เรื่องพวกนี้ทุกคนรู้กันในใจ ตอนนี้รัชสมัยว่านลี่ที่ 8 เกรงว่าผู้คนใต้หล้าไม่มีอันใดไม่กระจ่าง สีหน้าจางเฉิงกลับนิ่งลง มีเพียงหรี่ตามองหวังทง รอให้เขาสรุป

“จางกงกงก็รู้ดี กองกำลังหู่เวยของข้ามีขุนพลที่เคยออกศึกไม่กี่คน ครั้งนี้ออกนอกด่าน พวกมองโกลมาโจมตี พลม้าหลายพันรุกถอยเก่งกาจ กล้าหาญหาใดเทียม หากไม่ใช่ทหารจากเผ่าเล็กๆ ปกติทั่วไป กลับมาอยู่ละแวกนั้นในเวลานั้นที่ไม่มีที่พักค่ายทหารมองโกลใหญ่อันใด เวลาที่มาก็ช่างบังเอิญ พอดีเป็นเวลาฟ้าเริ่มสาง……”

จางเสียงสีหน้าค่อยๆ จริงจังขึ้น ได้ยินเช่นนี้ ก็อดถามขึ้นไม่ได้ว่า

“เจ้าหมายความว่า พวกมองโกลบนทุ่งหญ้านั้นมาเพราะเจ้างั้นหรือ? เหล่าฉู่หากมีความสามารถเช่นนั้นจริง เขาก็คงไม่ต้องออกไปปฏิบัติหน้าที่ไกลถึงหนานจิงนั่นหรอก……”

“จางกงกง พวกมองโกลมาเพราะกองกำลังหู่เวยแน่นอก แต่หากบอกว่าฉู่กงกงวางแผน ข้าเองก็ไม่เชื่อ การทำเช่นนี้ใช่ว่าจับตนเองขึ้นสู่ลานประหารหรือ แต่ในวังนอกวังที่รู้ว่ากองกำลังหู่เวยออกนอกด่านนั้นมีกี่คนกัน คนเหล่านี้อาจลักลอบติดต่อพวกนอกด่านก็เป็นได้”

“หวังทง เจ้าระวังวาจาด้วย นี้เป็นเรื่องใหญ่เพียงใด เจ้ารู้ไหม?”

“จางกงกง ข้ารู้ดี ข้ายังรู้ว่า เรื่องนี้ต้องมีคนต้องการเด็ดปีกฝ่าบาท หากมุ่งที่ราชสำนัก กองกำลังมังกรดูแลในวัง ยังมีชื่อเสียงทั่วหล้า จัดการพวกเขาได้ อย่างไรก็ดีกว่าจัดการข้าที่เพิ่งตั้งกองกำลังขึ้นมาที่เทียนจินโน่น เป็นกองกำลังหู่เวยที่มิได้มีชื่อเสียงเกรียงไกรอันใด”

หวังทงเสียงดังขึ้นอีกนิด จางเฉิงอดไม่ได้ต้องผุดลุกยืนขึ้น ห้องในรถที่ไม่ใหญ่มาก การขยับจึงชนเข้ากับข้างรถ

“จางกงกง!?”

“ข้าไม่เป็นไร ออกไปเฝ้าไกลอีกหน่อย ข้าต้องการความสงบ”

องครักษ์ด้านนอกตะโกนถามขึ้น จางเฉิงตะโกนตอบกลับ ด้านนอกรับคำ จางเฉิงแหวกม่านมองออกไปด้านนอก มั่นใจว่าคนถอยห่างออกไปไกลแล้ว ก็หันกลับมาในรถ น้ำเสียงกดให้เบาที่สุด และร้อนใจอย่างมาก กล่าวด้วยน้ำเสียงที่เริ่มหวาดระแวง

“ผู้ใดต้องการเด็ดปีกฝ่าบาท ไทเฮาเป็นพระมารดาของพระองค์……เฝิงเป่าแม้ว่าเข้มงวดไปหน่อย แต่ก็มีใจภักดีฝ่าบาท ท่านจางเองแม้ว่าเผด็จการไปบ้าง แต่ก็ภักดีฝ่าบาท ภักดีต่อแผ่นดินหมิง……”

“จางกงกง ย่อมไม่ใช่ทั้งสามคนนี้ แต่ในวังนอกวังอาจมีใครสักคน……”

เทียบกับความตื่นตระหนกของจางเฉิงแล้ว หวังทงนับว่านิ่งกว่า กล่าวอย่างนิ่งเรียบได้ จางเฉิงสูดลมหายใจเข้า ก่อนจะสงบสติลงได้ เงียบไปครู่หนึ่งก็เอ่ยว่า

“เจ้ากะว่าจะทำเช่นไร เจ้าต้องคิดให้ดี เรื่องนี้กล่าวออกมา ไม่รู้ว่าจะเกี่ยวพันถึงคนเท่าไร นำภัยมหาศาลเท่าใดมาถึงตัว เกรงว่าเรื่องยังไม่ไปไหน เจ้าก็ได้แหลกสลายไปเสียก่อน หวังทง ข้ารู้สึกมาตลอดว่าเจ้าเป็นคนคิดการละเอียด เรื่องนี้คิดละเอียดกระจ่างแล้วใช่ไหม!?”

หวังทงคำนับ กล่าวอย่างหนักแน่นจริงจังว่า

“จางกงกง ข้าเข้าใจดี แต่หากมีคนคิดเช่นนี้ ข้าแหลกสลายลงนับว่าเป็นเรื่องเล็ก แต่เบื้องหลังคนผู้นี้คิดการใดก็ย่อมมีผลร้ายต่อฝ่าบาทอย่างยิ่ง หากไม่ได้ป้องกันไว้ก่อน ครั้งนี้แม้ว่าโชคดี วันหน้าย่อมเกิดภัยใหญ่ ข้าคงต้องสืบให้ถึงที่สุด!”

“เจ้าคิดทำเช่นไร!?”

“ขอฝ่าบาทมีราชโองการ ให้ข้าแอบสืบเรื่องราวนอกด่านที่ถูกโจมตีและเรื่องแต่ละแห่งว่ามีการติดต่อกับพวกมองโกลหรือไม่?”

ได้ยินคำขอของหวังทง จางเฉิงก็ส่ายหน้ากล่าวว่า

“ราชโองการไม่ได้รับความเห็นชอบจากคณะเสนาบดีใหญ่ ย่อมไร้ความหมาย เกิดเรื่องขึ้นมา ราชโองการนี้ก็คุ้มครองเจ้าไม่อยู่……”

“ขอเพียงมีหลักฐานเท่านั้น พิสูจน์ว่าข้ามิได้กระทำการพลการ อย่าได้ให้ตอนที่ข้าสืบได้ กลับถูกคนใส่ความด้วยเรื่องเล็กน้อยนี่ก็พอ”

“หวังทง เจ้าคิดดีแล้วใช่ไหม?”

“คิดดีแล้ว เพื่อความปลอดภัยของฝ่าบาท หวังทงยินยอมเสียสละ……”

************

วันที่สามหลังจากกองกำลังหู่เวยถึงเมืองเซวียนฝู่ ก็มีคนส่งม้าเร็วไปแจ้งข่าวที่เมืองหลวง ไทเฮาฉือเซิ่งกับเฝิงเป่าแห่งสำนักส่วนพระองค์ย่อมรู้เรื่องนี้ก่อนผู้ใด ตามมาด้วยฮ่องเต้และจางเฉิง จากนั้นผู้ใดที่คิดจะรู้เรื่องนี้ก็ย่อมได้รู้

ขันทีที่รับใช้ในสำนักอาชาหลวง หลายคนปฏิบัติหน้าที่มาสิบกว่าปี ทุกตำแหน่งทุกระดับ ขันทีที่นี่ต่างจากที่สำนักส่วนพระองค์ เพราะทุกคนจะพยายามทำตัวให้ดูองอาจน่าเกรงขาม แต่วันนั้นขันทีรับใช้ฉู่เจ้าเหรินกลับได้เห็นสภาพน่าอนาถของฉู่เจ้าเหริน

พอข่าวมาถึง ฉู่เจ้าเหรินที่กำลังตรวจรายชื่อกองกำลังเตรียมไว้วันหลังจะไปตรวจสอบ ขันทีคนสนิทก็วิ่งเหยาะๆ เข้ามากระซิบข่าวข้างหู

ฉู่เจ้าเหรินกระเด้งลุกขึ้นจากเก้าอี้ทันที อึ้งไปพักใหญ่ ก่อนสีหน้าจะซีดเผือด ผลักขันทีคนสนิทออก วิ่งออกไปนอกห้องทันที

แต่เคลื่อนไหวเร็วไป จึงสะดุดเข้ากับปลายชุดของตนเอง ทำเอาล้มฟาดไปข้างหน้า ชุดขาดหมด คางกระแทกคางแตก ตอนลุกขึ้นมายังไม่สนใจ ตะกายมองรอบตัว จากนั้นก็ผลักคนที่เข้ามาพยุง รีบวิ่งออกไปทันที

ขันทีฉู่ใกล้จะ 50 แล้ว แต่ยามนี้กลับเคลื่อนไหวรวดเร็วราวนกนางแอ่นบิน ก้าวเท้ายาวๆ วิ่งเอาวิ่งเอา ขันทีคนสนิทสองสามคนรีบตามไปอย่างร้อนใจ ไม่รู้เหมือนกันว่าเกิดอันใดขึ้น ได้แต่วิ่งตามไป

ตามวิ่งไปได้ระยะหนึ่ง คนอายุ20-30 เหนื่อยหอบ แต่ฉู่กงกงกลับความเร็วไม่ลดลง

วิ่งไปสักครู่ คนด้านหลังก็พอเดาได้แล้วว่า ฉู่กงกงเหมือนวิ่งไปตำหนักฉือหนิงกง……

พอไปถึง ฉู่เจ้าเหรินกลับไม่กล้าเข้าไป ได้แต่คุกเข่าอยู่ด้านหน้าตำหนักและโขกศีรษะ ร้องไห้ตะโกนว่า

“ทูลไทเฮา ไทเฮาพะยะค่ะ เรื่องนอกด่านที่เมืองเซวียนฝู่ กระหม่อมไม่รู้เรื่องด้วย ไม่เกี่ยวข้องอันใดกับกระหม่อมพะยะค่ะ ขอไทเฮาทรงพิจารณาด้วย!”

ทูลวาจาเช่นนี้กลับไปกลับมา จากนั้นก็ยังโขกศีรษะไม่หยุด คนที่ตามมาด้านหลังเห็นสภาพนี้แล้วก็ไม่กล้าตามออกมาอีก แต่ไม่นานก็มีนางกำนัลคนหนึ่งเดินออกมากล่าวว่า

“พระเสาวนีย์ไทเฮา ฉู่เจ้าเหรินฝึกซ้อมกำลังไม่มีความผิด ให้ทำต่อไปก็พอ เรื่องกองกำลังหู่เวยนอกด่านนั้น ฉู่เจ้าเหรินแม้ว่าเลอะเลือนไปบ้าง แต่ก็ไม่ได้โง่เขลา ไม่เกี่ยวอันใดกับเจ้า”

ACAC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!
Exit mobile version