ตอนที่ 548 นั่งเรือออกทะเลราวกับออกท่องเที่ยว
ทหารกองกำลังหู่เวยส่วนใหญ่เป็นลูกหลานเทียนจิน นั่งเรือออกทะเล โตบนท้องทะเล ส่วนใหญ่มีประสบการณ์การนั่งเรือ ปรับตัวย่อมเร็ว
เรือใหญ่ออกทะเล สองสามวันแรกยังรู้สึกแปลกใหม่ แต่ทุกวันหากต้องนั่งอยู่บนเรือมองทิวทัศน์รอบๆ ก็รู้สึกวิงเวียนกันอยู่ แต่ก็เป็นส่วนน้อย
รวมเรือกวางบินแล้วทั้งหมดก็เป็นเรือใหญ่ฟะรังคี 6 ลำ ทั้งหมดบรรทุกทหารกองกำลังหู่เวย 1,500 นาย ยังเหลือที่ว่างไว้สำหรับบรรทุกเสบียงและน้ำจืด เรือสองลำที่เหลือล้วนเป็นเสบียงและน้ำจืด
เดือนห้า จากเทียนจินไปทะเลแถบเกาหลีเป็นช่วงเวลาคลื่นลมสงบ เรือออกทะเลย่อมยุ่งยากน้อยลงไม่น้อย
ออกเดินทางมาได้ 4 วัน ฟ้ายังคงแจ่มใส ทะเลยังคงเป็นภาพน้ำทะเลสีเขียวงดงาม แต่ดูทุกวัน ก็น่าเบื่อแห้งแล้ง ทุกคนอยากจะเอาแต่นอนในห้องเรือมากกว่าออกไปข้างนอกชมวิว
หวังทงจัดการออกำลังร่างกายแบบต่างๆ ไว้ นอกจากไม่อาจวิ่งแล้ว ที่เหลือก็สามารถทำในเรือได้ และยังต้องออกไปจัดกิจกรรมกลางแจ้งนอกเรือเพื่อจะได้ไม่เจ็บปวด
เรือใหญ่ฟะรังคี 6 ลำ นอกจากเรือกวางบินแล้ว ที่เหลือก็มีลูกเรือชำนาญการ ทหาร กองกำลังหู่เวยได้โอการสจับตาดูการทำงานใกล้ชิด
พวกโจรสลัดซานตงที่ถูกจับมาเทียนจินราว 50 คนที่วางตัวได้ดีก็มาด้วย ครั้งนี้พวกเขาได้โอกาสที่ดีในการเรียนรู้
ทหารกองกำลังหู่เวยและลูกเรือฟะรังคีแม้ว่าเข้ากันได้อยู่ แต่ก็ไม่อาจเรียกได้ว่าสนิทสนมนัก ทุกวันถูกคนจับอาวุธเฝ้าคุมไว้ จะไปสนิทกันได้อย่างไร
หวังทง ทหารติดตามและทหารพลปืนอีกราว 200 นายไม่อยู่บนเรือกวางบิน กลับไปอยู่ลำเดียวกับอาปาก้ง อาปาก้งรู้งานยิ่ง ยกห้องเรือตนให้หวังทง ตนเองไปหาที่อื่นอยู่
ทุกวันหวังทงนอกจากออกกำลังกายแล้ว เวลาที่เหลือก็วางแผนร่วมกับหลายคนในห้องเรือ ไม่ได้ว่างไปกว่าตอนอยู่เทียนจินเท่าไร
วันที่ 9 เดือนหก เรือออกจากเทียนจินมาห้าวัน ปีนขึ้นไปบนเสากระโดงดูพระอาทิตย์ตกเสร็จ หวังทงกลับมายังห้องเรือ ไช่หนานกำลังตรวจดูสมุดจดหลายเล่ม สีหน้าซีดขาว หวังทงยิ้มถามขึ้น
“นายกองไช่รู้สึกดีขึ้นไหม!?”
“วันนี้ชินขึ้นหน่อยแล้ว เมื่อครู่ดื่มน้ำข้าวไปชาม กำลังวังชาคืนมาเล็กน้อยแล้ว!”
ไช่หนานนั่งเรือครั้งแรก วันแรกก็อาเจียนจนหน้ามืด วันต่อๆ มา ก็ค่อยๆ ดีขึ้น หวังทงเห็นสมุดจดในมือเขาก็ส่ายหน้ากล่าวว่า
“นายกองไช่อาการไม่ดี ก็ไม่ต้องดูสมุดจดเสบียงพวกนั้นแล้ว เสียกำลังวังชาหมด”
“ตรวจดูไว้หน่อยดีกว่า พวกเราออกทะเลครั้งแรก เสบียงต้องคุมให้ดี หากขาดไปจะเกิดภัยร้ายแรงได้”
ไช่หนานยืนยันจะทำ หวังทงได้แต่ยิ้มพยักหน้า พอนั่งลงก็กล่าวว่า
“หลายวันนี้บนท้องทะเลนี่ เริ่มคิดถึงเมืองหลวง พวกลัทธิไตรสุริยันนั่น หากว่ามีสายสัมพันธ์กับพวกนิรนามข้างนอกนี่ ก็น่าจะเป็นไปได้อยู่ คนในวังหลายคนก็เชื่อเรื่องพวกนี้ พวกนิรนามย่อมไม่อาจไม่เชื่อ หากจะใช้เรื่องพวกนี้มาหลอกล่ออีก ก็ย่อมควบคุมคนจำนวนมากไว้ได้”
เชื่อในลัทธิไตรสุริยัน จะทำให้พวกพิการไร้อวัยวะส่วนนั้นดีขึ้น ไช่หนานเองก็เป็นขันที หวังทงเองก็ไม่กล้ากล่าวกระจ่างนัก ไช่หนานพยักหน้ากล่าวน้ำเสียงนิ่งเรียบว่า
“ใต้เท้าตอนนั้นกล่าวไม่ผิด หวังตั๋วอำเภอหวงดีไม่ดีก็ถูกเบื้องหลังลัทธิไตรสุริยันส่งมาตายแทน ให้ทางการตรวจสอบถึงแค่นั้นเป็นพอ”
“รอสักพัก พวกเรากลับไปเมืองหลวงเมื่อไร สำนักรักษาความสงบก็น่าจะตรวจสอบอันใดออกมมาได้บ้างแล้ว!”
กำลังวิเคราะห์กันอยู่นั้น ก็ได้ยินเสียงดังมาจากด้านนอก มีเสียงอาวุธกระทบกันดังเข้ามา หวังทงตกใจ คว้าอาวุธยืนขึ้น กล่าวกับไช่หนานว่า
“นายกองไช่พักผ่อนก่อน ข้าออกไปดูหน่อย!”
พอออกมา ก็เห็นอาปาก้งออกมาจากห้อง สีหน้าอาปาก้งเคร่งเครียดด้วยไม่รู้ว่าเกิดเหตุใดขึ้น ถานเจียงที่อยู่ด้านนอกเอี้ยวตัวหลบ ไปยืนอยู่หลังอาปาก้ง สองฝ่ายไม่กล่าวอันใด เดินขึ้นไปบนดาดฟ้าเรือด้วยกัน
พอขึ้นไปถึง ก็เป็นกลุ่มทหารและลูกเรือล้อมมุงกันอยู่ ตะโกนเชียร์อย่างตื่นเต้น เสียงอาวุธกระทบดังอยู่วงใน ถานเจียงเห็นแล้วก็ขมวดคิ้ว ตวาดน้ำเสียงเย็นว่า
“ต้าหู่!! เจ้าเป็นทหารอารักขา มามุงดูอะไรที่นี่กับเขาด้วย!?”
โดนตวาดเช่นนี้ มีหนุ่มน้อยร่างกายกำยำในกลุ่มคนผู้หนึ่งสะดุ้ง ตอนหันกลับมาก็สีหน้าเศร้าสลด หันไปเห็นหวังทงอยู่ด้วย ก็รีบคำนับกล่าวว่า
“คารวะใต้เท้า……ท่านพ่อ เมื่อครู่พี่อู๋เอ้อร์กับลูกเรือต่างชาติคุยเล่นกัน คุยกันได้ที่สองฝ่ายก็จับอาวุธมาสู้กัน ทุกคนกำลังล้อมวงดูกันอยู่……”
“เหลวไหล นี่มันบนทะเล เรื่องสู้กันด้วยอาวุธไม่รีบมารายงาน ยังจะเอ้อระเหยอยู่อีก เดี๋ยวปัดถลกหนังเจ้าทิ้งเลย!!”
ถานเจียงตะโกนด่าดัง หวังทงโบกมือกล่าวว่า
“ครั้งหน้าหากมีเรื่องเช่นนี้ให้รายงานก่อน ใช้อาวุธประลองกัน ทหารใต้ท้องเรือได้ยินเสียง หากไม่ได้บอกไว้ก่อน ไม่รู้จะคิดกันไปถึงไหน ไปบอกทหารทุกคนก่อน!”
ถานต้าหู่รับคำสั่งอย่างรวดเร็ว ต้าหู่และเอ้อร์หู่กลัวถานเจียงมาก พอกับหลี่หู่โถวกลัวหลี่เหวินหย่วน เห็นถานต้าหู่วิ่งออกไป ถานเจียงก็ส่ายหน้า กำลังจะกล่าวขออภัยกับหวังทง หวังทงก็ส่ายหน้าบอกว่าไม่ต้อง เดินเข้าไปดูด้านหน้า
ในวงล้อมเป็นพื้นที่กว้างพอควร อู๋เอ้อร์กับลูกเรือท่อนบนเปลือยกำลังประลองกันอยู่ อู๋เอ้อร์เดิมก็รูปร่างสูงใหญ่ ลูกเรือผู้นั้นกลับยังสูงกว่าอีกหน่อย จมูกโด่ง นัยน์ตาเข้ม ผิวกายดำ หน้ำตาแบบนี้ไม่เหมือนชาวผิวขาวจากยุโรป หากเหมือนพวกอาหรับ
ในมือมีอาวุธหนึ่ง ยิ่งบอกได้อย่างชัดเจน เป็นดาบโค้งคมดาบกว้าง อู๋เอ้อร์ไม่ได้มีอาวุธพิเศษใด หากเป็นเพียงดาบหนึ่งโล่หนึ่งแบบทหารหวังทงปกติ
“อาซือหลัน!”
อาปาก้งที่ตามมาด้วยตะดกนดัง ลูกเรืออาหรับชะงักกึก ทุกคนเห็นพวกหวังทงมาถึงกัน ก็รีบเงียบเสียง ล้วนกำลังอกสั่นขวัญแขวน อาปาก้งอ้าปากก็สอนสั่ง เพียงประโยคเดียวก็ถูกหวังทงขัดขึ้น ยิ้มกล่าวว่า
“ในเมื่ออยากลองดู ก็ให้พวกเขาประลองสักครา อย่าได้ทำให้บาดเจ็บก็พอ ผู้ชนะข้ามีรางวัล!”
หวังทงยังกล่าวเช่นนี้ อาปาก้งย่อมไม่อาจกล่าวอันใด บนดาดฟ้าเรือมีคนมุงมากขึ้นเรื่อยๆ ลูกเรืออาหรับผู้นั้นกับ อู๋เอ้อร์คำนับกัน ก่อนจะเริ่มประลองฝีมือ
ยามนี้กับเมื่อครู่ต่างกัน มีรางวัล และยังมีเจ้านายมาชม สองฝ่ายท่าทางเอาจริงเอาจังมากขึ้น ลูกเรืออาหรับผู้นั้นกวักแกว่งดาบโค้งในมือ อู๋เอ้อร์ถอยหลังไป ไม่ให้อยู่ในระยะที่อีกฝ่ายจะประมาณได้
เวลาในการประลองไม่นาน อู๋เอ้อร์ก้าวเข้าใส่อีกก้าวใหญ่ ลูกเรือผู้นั้นเห็นโอกาส ดาบโค้งในมือตวัดใส่ อู๋เอ้อร์ใช้โล่บังไว้ ดาบและโล่ปะทะกันเสียงดัง แรงของลูกเรือค่อนข้างมาก ตีจนอู๋เอ้อร์สะเทือน เกือบเสียสมดุล
หลังจากครั้งนี้ อู๋เอ้อร์ก็ไม่กล้าเข้าปะทะโดยตรง รู้กำลังของอีกฝ่ายว่าต่างกัน ได้แต่ระวังเคลื่อนไหวฝีเท้าอย่างระมัดระวัง ลูกเรืออาหรับยิ่งมั่นใจ ดาบโค้งในมือเริ่มกวัดแกว่ง เข้าฟันเป็นระยะๆ บีบให้อู๋เอ้อร์ต้องเอาแต่หลบ
อู๋เอ้อร์ถอยหลังไปสองสามก้าว ก็ก้มหัวลงพุ่งเข้าใส่ ลูกเรืออาหรับผู้นั้นเก็บดาบโค้งกลับพอดี ในจังหวะช่องโหว่ จะออกแรงอีกก็ไม่ทันเสียแล้วแต่ลูกเรือผู้นี้ประสบการณ์มาก ดาบยังออกแรงได้อยู่ หากอยู่ ๆ ก็หงายไปด้านหลัง ล้มขาชี้ฟ้า
ยังไม่ทันตั้งสติ ดาบของอู๋เอ้อร์ก็ประทับอยู่ที่คอแล้ว คิดไม่ถึงว่าการต่อสู้จะจบลงเช่นนี้ ทุกคนตะลึงงัน ก่อนตะโกนชมว่าเยี่ยมยอด
หวังทงเห็นลูกเรืออาหรับถูกเชือกขัดขาล้มลง ถานเจียงยิ้มกล่าวว่า
“อู๋เอ้อร์คนนี้ฉลาดมาก รู้จักใช้พื้นที่ให้เป็นประโยชน์……”
หวังทงพยักหน้ายิ้มกล่าวว่า
“อู๋เอ้อร์ถอยมาเรื่อยๆ เพื่อชักนำให้มาอยู่หน้าเชือก อยู่ ๆ ใช้แรง ได้เห็นเช่นนี้ก็เหมือนทำให้คิดอันใดได้”
อู๋เอ้อร์สู้ได้ฉลาดมาก ทำให้คนคิดไม่ถึง หวังทงหันกลับไปเรียกให้คนไปในห้องเรือนำทองคำมาสิบตำลึง หวังทงยิ้มกล่าวว่า
“อู๋เอ้อร์ มารับรางวัลแห่งชัยชนะของเจ้า!”
ทองคำนั้นส่องประกายวิบวับ ทุกคนได้เห็นแล้ว ก็ยิ่งร้องตะโกนแซวดัง พวกลูกเรือต่างชาติเห็นดังนั้นก็อิจฉากันใหญ่ ลูกเรืออาหรับก็จ้องตาไม่กระพริบ
หวังทงยิ้มคว้าออกมาอีกก้อนให้อาปาก้ง ชี้ไปทางลูกเรืออาหรับกล่าวว่า
“มอบให้คนของเจ้าแก้ตกใจ!”
อาปาก้งเห็นทองคำ แม้ว่าแค่หนึ่งตำลึง แต่อย่างไรก็ทองคำ อดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลาย แต่ต่อหน้าคนหมู้มาก อย่างไรก็ไม่อาจแอบอมเอาไว้ได้ ได้แต่ยื่นให้ลูกเรืออาหรับผู้นั้นไป ผู้ที่ชื่อว่าอาซือหลันอึ้งรับไป ลุกขึ้นยืนคำนับอย่างงดงาม
“ใต้เท้าหวัง เขาบอกว่าขอบคุณที่เมตตา!”
อาปาก้งรีบแปล หวังทงยิ้มไม่กล่าวอันใด
**************
กองเรือหวังทงไม่ได้ตรงไปยังเหรินชวน หากไปจอดอยู่ที่รกร้างห่างจากเหรินชวนไปทางเหนือราวร้อยลี้ ตอนมาถึงก็มืดค่ำแล้ว จอดพักกินข้าว จัดค่ายพักบนฝั่ง ทุกคนได้พักผ่อน
โยกเยกบนทะเลมาจนชินแล้ว ตอนนี้ไม่โยกแยกทำให้หวังทงรู้สึกแปลกๆ พลิกไปพลิกมานอนไม่หลับ ได้ยินแต่เสียงขลุ่ยลอยมา รู้สึกสนใจจึงลุกออกไปดู
เสียงขลุ่ยไม่ใช่คิดไปเอง หากดังมาจากบนดาดฟ้าเรือ หวังทงเดินขึ้นไปเห็นลูกเรือเข้าเวรและทหารล้อมมุงอยู่รอบชายผู้หนึ่ง ด้วยแสงโคมไฟบนเรือ หวังทงเห็นว่าเป็นซุนซิงที่เป่าขลุ่ย ครั้งนี้มาเป็นความลับ หลี่หู่โถวกับพวกถานปิงล้วนอยู่เทียนจิน มีเพียงซุนซิงที่ติดตามมา
พวกเขาพอเห็นหวังทงมา ก็ลุกขึ้นคำนับกระจายตัวออก ซุนซิงเองก็เก็บขลุ่ย หวังทงยิ้มกล่าวขึ้น
“คิดไม่ถึงว่าเจ้าเองมีความสามารถเช่นนี้ด้วย”
“ใต้เท้าล้อเล่นแล้ว ข้าน้อยก่อนไปลานฝึกหู่เวย ที่บ้านให้เรียนศิลปวิทยา วันหน้าจะได้เลี้ยงชีพ……”
ต่างจากลี่เทา ซุนซิงมาจากครอบครัวทหารยากจน มีความยากลำบาก หวังทงเงียบไปก่อนจะค่อยๆ กล่าวว่า
“เข้านอนเร็วหน่อยเถิด พร่งุนี้ต้องปะทะศัตรู!”
