Skip to content

ใต้ม่านรัตติกาล 22


บทที่ 22 สืบทอดตำแหน่ง

ภายในตระกูลหลานนั้นมีวัฒนธรรมประเพณีเรียบง่าย อีกทั้งทุกคนยังเท่าเทียมกัน แต่ละตำแหน่งหน้าที่ล้วนมีผู้มากความสามารถครอบครองตำแหน่ง ทั้งหมดนี้ก็เพื่อความสุขของประชาชน ในสกุลหลานเรื่องชนชั้นไม่ได้เป็นสิ่งสำคัญ เมื่อภายในตระกูลหลานมีการจัดงานใหญ่อะไรก็ตามทุกคนล้วนเข้าร่วมได้ ใหญ่สุดคือประมุขตระกูลไปจนถึงขั้นต่ำสุดอย่างคนธรรมดาล้วนมาร่วมสัมผัสบรรยากาศ ดังนั้นทุกครั้งที่มีงานถือเป็นช่วงเวลาที่ครึกครื้นที่สุดในตระกูลหลาน ใบหน้าของทุกคนเต็มไปด้วยรอยยิ้ม

การที่ประมุขตระกูลหลานคนใหม่ขึ้นรับตำแหน่งต่อแต่เดิมควรจะเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างมาก อีกทั้งในใจของประชาชนตระกูลหลานภาพลักษณ์ของหลานเยี่ยเองก็เป็นคนที่เข้าหาได้ง่าย อีกทั้งจิตใจดีมีเมตตา พวกเขาเองก็คาดหวังว่าประมุขตระกูลคนใหม่จะปกครองตระกูลหลานอย่างไร

แต่สมาชิกที่สำคัญในตระกูลหลานทุกคนบนเวทีกลับมีสีหน้าไร้อารมณ์ ไม่มีความรู้สึกยินดีแม้แต่น้อย แม้จะไม่เห็นประมุขคนเก่าจะเป็นเรื่องน่าแปลกเล็กน้อย แต่ประชาชนทุกคนก็ยังรู้สึกยินดีปรีดา แต่บรรยากาศขมุกขมัวบนเวทีนั้นทำให้ทั่วทั้งบริเวณดูเย็นเยียบอยู่บ้าง

อย่างไรนี่ก็ไม่ใช่การลงจากตำแหน่งเข้ารับตำแหน่งแบบปกติ การที่หลานเยี่ยเข้ารับตำแหน่งแม้จะเป็นเพราะหลานชิง แต่เหตุผลหลักก็เพราะคนของตระกูลหลาน แคว้นจะขาดผู้นำไปไม่ได้ หลักการนี้หลานเยี่ยเข้าใจดี

แม้จะเติบโตขึ้นมาในสังคมสูงส่งมีความเป็นอยู่สุขสบาย แต่การที่ต้องพบเจอกับความเจ็บปวดและการพลัดพรากทำให้หลานเยี่ยไม่ได้เอาแต่ใจขนาดนั้นมานานแล้ว อีกทั้งยังทำให้เกิดความรู้สึกรับผิดชอบ ความรับผิดชอบที่ซ่อนอยู่ในส่วนลึกของสายเลือดตระกูลหลาน

สถานที่สืบทอดตำแหน่งหัวหน้าถูกจัดขึ้นบนเวทีหินห้าสีขนาดใหญ่กลางเขาหลานวั่ง บนเวทีขนาดใหญ่มีรูปสลักประมุขตระกูลทุกรุ่น และกลางเวทีก็มีรูปสลักของจิ้งจอกเก้าหางผู้คุ้มครองตระกูล แสดงท่าทางก้มหน้าลงมองตระกูลหลาน ปกป้องคุ้มครองทั่วทั้งตระกูล

ปกติแล้วที่นี่ได้รับการป้องกันจากม่านพลัง ที่น่าแปลกก็คือประมุขตระกูลคนนั้นที่ตั้งม่านพลังไว้ได้จากโลกไปกว่าพันปีแล้ว แต่ม่านพลังไม่ได้หายไปด้วย อีกทั้งยังมีเพียงแค่ตราหยกประจำประมุขตระกูลที่ใช้เปิดได้

แม้จะเป็นปรากฏการณ์น่าประหลาด แต่ก็ไม่มีคนสงสัย และไม่มีคนกลัว เพียงนับถือเป็นความเชื่อชนิดหนึ่ง สิ่งพึ่งพาชนิดหนึ่งเท่านั้น

หลานเยี่ยอยู่ข้างหน้า ถัดลงไปคือจู่จื๋อซือ แม้หลานเฟิงจะโตมาในตระกูลหลานตั้งแต่เด็ก แต่เลือดที่วิ่งวนอยู่ในร่างกายยังคงเป็นเลือดตระกูลเยี่ย คนที่ไม่ใช่สกุลหลานไม่สามารถขึ้นไปยืนบนเวทีได้ ดังนั้นหลานเฟิงจึงยืนอยู่ล่างเวที เงยหน้าขึ้นมองภาพทั้งหมด เงยหน้ามองคนคนนั้นเหมือนกับประชาชนทั่วไป

หลานเยี่ยสวมใส่ชุดประมตระกูล ศีรษะสวมใส่มงกุฎเก้าหาง ค่อยๆ ก้าวขึ้นไปข้างหน้า ทุกฝีเท้านั้นมีเสียงดังเสนาะกังวานให้ได้ยิน แขนเสื้อที่ลอยพลิ้วไหวทั้งๆ ที่ไร้ลม จู่จื๋อซือถือตราหยกประจำฐานะอยู่ด้านหลัง หลานเยี่ยเรียกเอามุกหลิวออกมา ฝังลงไปกลางคิ้วรูปสลักจิ้งจอกเก้าหาง ขณะเดียวกันก็รับตราหยกมาถึงพลางหยดเลือดลงไปข้างบนหยดหนึ่ง

หลิวยืนมองภาพทั้งหมดอยู่อีกด้านเงียบๆ สายตาเต็มไปด้วยความอาลัย เหมือนว่าคนที่กำลังทำพิธีอยู่คือตัวเขาเอง แม้ว่าพันปีมานี้หลิววั่งจะค่อยๆ รวมตัวเป็นหนึ่งเดียวกับมุกหลิววั่ง แต่โดยพื้นฐานแล้วมุกหลิววั่งก็เป็นเพียงของวิเศษเท่านั้น ขอแค่พวกเขาต้องการก็สามารถใช้ชีวิตต่อไปด้วยสถานะมนุษย์ได้ แต่สำหรับคนที่ห่างกันไหลกว่าพันปีย่อมไม่มีอะไรดีไปกว่าการพบหน้าอันเป็นอมตะแล้ว ไม่สนใจว่าจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร ขอแค่ข้างกายมีคนคนนั้นอยู่ด้วยก็พอแล้ว

ล่างเวทีมุกวั่งที่อยู่ในร่างหลานเฟิงก็ออกมาเช่นเดียวกัน มองดูภาพเหตุการณ์ทั้งหมดบนเวที ในสายตาของเขาเหมือนบนเวทีมีเพียงหลิวคนเดียวเท่านั้น คนอื่นมองไม่เห็นหลิววั่ง ในโลกใบเล็กที่มีเพียงสี่คนช่างสงบปรองดอง ทำให้คนไม่อยากจากไป

“ไม่อยากขึ้นไปหรือ ยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับเขาก้มลงมองโลกใบนี้” จู่ๆ วั่งก็พูดขึ้นมา

ACAC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!
Exit mobile version