บทที่ 25 ย้อมสี
แม้ในพิธีสืบทอดตำแหน่งมุกหลิววั่งจะเสริมพลังของหลานเยี่ยทั้งหมดกลับมาแล้ว แต่อย่างไรแหล่งพลังก็ถูกใช้ไปแล้ว หลังจากตรวจสอบสุขภาพร่างกายของหลานเยี่ย หลานเฟิงยังคงมุ่งมั่นที่จะให้เขาพักผ่อนก่อนไปตั้งเขตม่านพลังใหม่
เริ่มตั้งแต่การเร่งเดินทางเมื่อวานนี้ก็ยังไม่ได้พักผ่อนอย่างจริงจังเสียที อีกทั้งยังต้องมาสูญเสียแหล่งพลังติดๆ กัน แม้พลังของหลานเยี่ยจะใกล้ถึงขั้นยอดสูงสุด แต่หากดูจากสภาพร่างกายของเขาตอนนี้ คิดว่ายังไม่อาจสู้กับคนที่อยู่ระดับกลางได้ด้วยซ้ำไป
“เจ้านอนหลับให้สบายเถิด หลังจากนี้หนึ่งชั่วยามข้าจะมาเรียกเจ้าเอง” หลานเฟิงนั่งลงข้างเตียง พลางพูดกับหลานเยี่ย
“อืม ก็ดี” พูดจบก็นอนลงอย่างสบายใจ ก่อนที่หลานเฟิงจะออกไปก็ได้ตั้งม่านพลังครอบห้องของหลานเยี่ยเอาไว้ ปิดกั้นเสียงจากด้านนอกโดยสมบูรณ์
หลานเฟิงเดินมาที่เขาหลานวั่ง มองดูชื่นชมทิวทัศน์สวยงามของฤดูใบไม้ผลิ ไม่รู้ว่านานเท่าไหร่แล้วที่เขาไม่ได้เดินเล่นอย่างสบายใจเช่นนี้ หลายปีมานี้มัวแต่วางแผนเรื่องตระกูลหลานและตระกูลเยี่ย จิตใจชื่นชมความสวยงามเปลี่ยนไปไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ที่จริงคนที่ควรจะตื่นตัวอย่าเดินถึงทางตันควรจะเป็นเขามากกว่ากระมัง
∗∗∗
“หลานเฟิง รีบมาเร็ว ดูซิว่าข้าหาอะไรเจอใต้ต้นไม้” หลังจากฝนหยุดตก เด็กทั้งสองคนมาถึงเขาหลานวั่ง เริ่มต้น ‘การผจญภัย’
“ดู ลูกกระต่ายแหละ เหมือนว่าจะป่วยเพราะตากฝนทำไมฝนตกแล้วไม่รู้จักหลบเล่า” หลานเยี่ยพูดกับกระต่ายที่หายใจรวยริน
หลานเฟิงก้าวขึ้นไปข้างหน้า ลูบศีรษะหลานเยี่ยด้วยความเอ็นดู หลังความทรงจำถูกปิดผนึกหลานเยี่ยก็กลับไปเป็นเหมือนแต่ก่อน ที่จริงแล้วแต่ก่อนหลานเยี่ยทั้งร่าเริงและน่ารักเช่นนี้นี่เอง ตั้งแต่ตอนที่ถูกตระกูลเยี่ยคุมตัวก็คิดแล้วเด็กคนนี้ทำให้คนรู้สึกชอบใจอย่างมาก แล้วก็เป็นเช่นนั้นจริง
แต่สุดท้ายความทรงจำก็ต้องโดนเปิดออก ไม่รู้ว่าถึงตอนนั้นตนเองจะยังรักษาความบริสุทธิ์นี้เอาไว้ได้หรือไม่ ในโลกที่วุ่นวายใบนี้ความบริสุทธิ์เช่นนี้จะสามารถดำรงอยู่ได้หรือไม่ หรือจะบอกว่าในโลกที่วุ่นวายความบริสุทธิ์เช่นนี้ควรยืนหยัดต่อไปหรือไม่
มองดูกองเลือดข้างกายลูกกระต่าย หลานเฟิงก็พอจะเข้าใจ
“แม่ของเจ้ากระต่ายน้อยโดนคนตีตาย ฉะนั้นมันถึงไม่ยอมออกห่างจากที่นี่ อาจนายพรานคิดว่ากระต่ายไม่อาจสูญพันธุ์ เลยเหลือเจ้าตัวเล็กไว้กระมัง”
“แต่ไม่มีแม่ เจ้ากระต่ายน้อยก็ใช้ชีวิตต่อไม่ได้นี่”
ฟังมาถึงตรงนี้ในใจของหลานเฟิงก็เกิดรู้สึกเจ็บปวดขึ้นมา ก่อนหน้านี้ไม่นานเขาเองยังเป็นพยานการตายของอวิ๋นหลงกับตาตนเอง
มีเสี้ยวเวลาหนึ่งที่เขาเกลียดตัวเองที่ไม่แข็งแกร่งพอ ไม่สามารถปกป้องทุกสิ่งอย่างของเด็กคนนี้ได้ ‘ถ้าข้าเข้มแข็งกว่านี้อีกหน่อยก็คงจะดี…’ เขาคิดเช่นนี้
“นายน้อย ท่านต้องเข้าใจว่าผู้ที่อ่อนแอย่อมเป็นเหยื่อของผู้ที่แข็งแรง เจ้ากระต่ายน้อยไม่มีเรี่ยวแรงไปต่อต้านถึงได้ถูกฆ่า หลังจากนี้จะต้องมีศัตรูนับไม่ถ้วนที่อยู่หน้าท่าน หากท่านไม่ฆ่าพวกเขา คนที่ตายก็จะเป็นตัวท่านเอง ดังนั้นการที่เป็นคนสืบทอดตระกูลหลานในอนาคต ท่านไม่สามารถเกิดจิตใจเมตตาต่อศัตรูตนเองได้เข้าใจหรือไม่” หลานเฟิงพูดให้หลานเยี่ยฟังอย่างจริงจัง
แต่ตอนที่เขาเห็นดวงตาอันแสนบริสุทธิ์ของหลานเยี่ย จู่ๆ ก็รู้สึกว่าตนเองนั้นทำผิด ทำให้สิ่งบริสุทธิ์บนผืนแผ่นดินนี้ต้องมีมลพิษ
หลานเยี่ยพยักหน้าเหมือนจะเข้าใจ
“แม้ข้าจะไม่ชอบสู้รบฆ่าฟัน แต่ข้าเชื่อว่าที่หลานเฟิงพูดเพราะหวังดีต่อข้า” หลานเฟิงนิ่งอึ้งไป
เขาไม่เคยคิดเลยว่าคำพูดของตนเองจะส่งผลกระทบมากมายขนาดนั้นต่อหลานเยี่ย น้ำหนักของตนที่อยู่ในใจเขานั้นจะมีมากขนาดนั้น เด็กที่บริสุทธิ์ขนาดนี้ ต่อจากนี้ตนเองจะเป็นคนคุ้มกัน ไม่ให้เขาถูกย้อมสีติดมลทินอีก ในตอนนั้นหลานเฟิงคิดเช่นนี้
