บทที่ 31 ลูกมาเยี่ยมท่านแล้ว
“ประมุขตระกูลหลาน หลานเยี่ย ตั้งใจมาเยี่ยมท่านลุง ไปรายงานให้หน่อย” หลานเฟิงพูดกับทหารเฝ้าประตูเขาเทียนปี้
เขาเทียนปี้ก่อนหน้านี้ไม่เคยตั้งกฎห้ามเข้ากับคนตระกูลหลาน คนจากตระกูลหลานที่ต้องการมาเขาเทียนปี้ไม่จำเป็นต้องรายงานก็สามารถเข้าไปได้เลย แต่นับจากที่อวิ๋นหรงจากโลกนี้ไป ประมุขวังเขาเทียนปี้ อวิ๋นอี้ ก็สั่งปิดทั้งเขาเทียนปี้ ไม่ว่าเป็นใครก็ไม่อนุญาตให้เข้าไปในวังเอกเขาเทียนปี้โดยพลการ
“ประมุขวังแจ้งว่าให้ท่านประมุขตระกูลกลับไปเถิด วันนี้เขาไม่อยากรับแขก” ทหารยามประสานมือเอ่ยออกมาด้วยความเคารพ
“รับแขก? ข้ากลายเป็นแขกของเขาเทียนปี้แล้วหรือ” หลานเยี่ยหัวเราะขมขื่น
“หลานเฟิง พวกเรากลับเถิด”
“นายน้อย พอสมควรแล้ว” เดินไปพักหนึ่งหลานเฟิงก็พูดออกมา
“ตอนเด็กๆ ตนเองดื้อด้านจนเกินไป ทุกครั้งที่มาเขาเทียนปี้ก็มักจะสร้างเรื่องจนโกลาหลอลหม่าน ทำให้ท่านลุงกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ท่านลุงมักพูดติดตลกว่าจะมีสักวันที่จะขังข้าไว้นอกประตูใหญ่วังเอก คิดไม่ถึงว่าวันนี้จะมาถึงแล้วจริงๆ”
“ไปเถิด ด้านล่างด้านตะวันออกของวังเอกเป็นบริเวณที่มีการคุ้มกันเปราะบางมากที่สุด จากตรงนั้นสามารถหลบทหารยามปีนกำแพงข้ามมาได้” หลานเยี่ยพูดออกมาด้วยความอาวรณ์
แม้ก่อนหน้านี้อวิ๋นอี้จะไม่กีดขวางคนตระกูลหลาน แต่หลานเยี่ยไม่ชอบเดินผ่านประตูใหญ่ ทุกครั้งจะต้องปีนกำแพงเข้าไป วังเอกนั้นถูกพลังของอวิ๋นอี้คลุมเอาไว้ หากหลานเยี่ยเข้าไปเขาจะต้องสัมผัสได้เป็นแน่ แต่หลานเยี่ยยังคงปีนกำแพงเข้าไปอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
“นายน้อย พวกเราไม่ไปวังเอกแล้วหรือ?” หลังจากหลานเยี่ยเข้ามาแล้วกลับไม่ได้ไปวังเอก แต่ไปยังโถงบรรพชนข้างวังเอก
“ตอนที่ทหารยามแจ้งข่าวท่านลุงก็น่าจะออกจากวังไปยังโถงบรรพชนแล้ว ท่านลุงมีเพียงแม่ข้าเป็นน้องสาวคนเดียว ตอนเด็กๆ ท่านแม่บอกข้าว่าท่านลุงรักนางเป็นอย่างมาก ทั้งสองคนใกล้ชิดสนิทสนม คราวนี้ข้ามาคงยากที่จะไม่หวนคิดถึงคำนึงหา
ตอนที่ท่านแม่จากไปท่านลุงบุกเข้ามาในตระกูลหลานทำร้ายคนตระกูลหลานไปกว่าร้อยคนรวมไปถึงเชียนเยี่ยซือด้วย นำเอากระดูกของท่านแม่กลับมาฝังที่เขาเทียนปี้
หลายปีก่อนหน้านี้ท่านพ่อยังคงบ่นอยู่ บอกว่าตนเองไร้ความสามารถเกินไป ขี้ขลาดเกินไป เป็นผู้นำเสียเปล่าแต่แม้แต่ฮูหยินตนเองก็ยังรักษาไว้ไม่ได้ แต่ใครจะรู้ว่าตอนนั้นเพื่อข้า พลังของท่านพ่อก็เหลือไม่เท่าไรแล้ว อีกทั้งเมื่อเทียบกับตระกูลหลาน เขาเทียนปี้สงบเงียบกว่า ดังนั้นท่านพ่อเลยอยากให้ท่านแม่ได้สงบสุขไปก่อนแล้ว ถึงออกคำสั่งไม่ต่อต้านกระมัง”
ภายในโถงบรรพชนเขาเทียนปี้ แสงเทียนวูบไหว ชายคนหนึ่งนั่งอยู่หน้าป้ายวิญญาณป้ายหนึ่ง นิ่งๆ เงียบๆ
“ท่านลุง เยี่ยเอ๋อร์มาเยี่ยมท่านแล้ว” หลานเยี่ยส่งเสียง แต่ไม่ได้รับปฏิกิริยาตอบรับใดๆ กลับมา
“ท่านลุง คราวนี้ที่เยี่ยเอ๋อร์มาอย่าแรกเพื่อนจะมาหาท่านแม่ อย่างที่สองหวังว่าท่านลุงจะอนุญาตให้ข้านำวิญญาณของท่านแม่กลับไปตระกูลหลาน”
ในที่สุดผู้ชายที่อยู่ตรงหน้าก็เริ่มมีความเคลื่อนไหว ดวงตาทั้งสองข้างลืมขึ้น อวิ๋นอี้ถอนหายใจยาว
“หากข้าไม่เห็นด้วยเล่า?”
“ข้ารู้ว่าความสัมพันธ์ของท่านลุงและท่านแม่นั้นดีมาก แต่อย่างไรท่านแม่ก็แต่งงานเข้าตระกูลหลาน เป็นคนตระกูลหลานไปแล้ว ตามหลักก็ควรจะเข้าไปอยู่ในโถงบรรพชนตระกูลหลาน”
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ทำไมหลานชิงถึงไม่มา?” กระแสลมรอบกายอวิ๋นอี้ถูกปล่อยออกมา กดดันหลานเยี่ยเอาไว้ หลานเยี่ยไม่ได้ต่อต้านปล่อยให้ตัวเองโดนกดดันไป
“ก่อนหน้านี้ไม่กี่วันท่านพ่อมาไปแล้วขอรับ แต่ตอนข้ากลับถูกตระกูลเยี่ยลอบทำลาย ตอนนี้ยังสลบไม่ได้สติ”
แรงกดดันหายวับไปในพริบตา ไม่รู้ว่าอวิ๋นอี้คิดอะไรอยู่
“แม่ของเจ้าอยู่ที่นี่ อยากดูนานเท่าไรก็ดูไป แต่คิดจะเอากลับตระกูลหลาน เป็นไปไม่ได้” อวิ๋นอี้หมุนตัวเดินออกจากโถงบรรพชน เหลือหลานเยี่ยไว้คนเดียว
หลานเยี่ยเดินไปหน้าป้ายวิญญาณของอวิ๋นหรง คุกเข่า ก้มตัวหน้าผากโขกพื้นสามที
“ท่านแม่ ลูกมาเยี่ยมท่านแล้ว”
