บทที่ 52 ซีเชวียวิกฤติ
เช้าวันรุ่งขึ้น
“นายน้อย” หลานเฟิงปรนนิบัติหลานเยี่ยให้ตื่นนอน หลานเยี่ยทิ้งตัวอยู่บนเตียงไม่ยอมลุกขึ้น
“ทหารพลังตระกูลหลานกลับไปแล้วหรือ?”
“เซ่าจื๋อซือพากลับไปหมดแล้ว”
“คนเมืองหลวงเล่า?”
“กลับไปแล้วเช่นเดียวกัน”
“เจ้าว่าหลังจากตอนแรกที่ข้าให้พลทหารแยกจากข้าตามมู่หลีไปเผาคลังเสบียงดูเสียหายไปหน่อย”
“…”
“ทำไมเจ้าไม่พูดเล่า”
“…”
“สถานการณ์ศึกครั้งนี้เป็นอย่างไรบ้าง?”
“ตระกูลหลานเสียหายส่วนหนึ่ง เขาเทียนปี้เสียหายไปกว่าครึ่ง”
“ครึ่งหนึ่งเลยหรือ” หลานเยี่ยเอาหัวมุดลงผ้าห่ม
“นายน้อย ควรลุกแล้วขอรับ”
“…”
“นายน้อย?” หลานเฟิงหยิบเสื้อมายืนเรียกหลานเยี่ยหน้าเตียง
“ข้าพูดเรื่องไร้สาระที่เจ้ารู้อยู่แล้วตั้งมากมายขนาดนี้ก็ไม่ใช่เพราะอยากบอกว่าข้าไม่อยากตื่นอย่างนั้นหรือ? เจ้านี่ก็เสียจริง” หลานเยี่ยเลิกผ้าห่มขึ้น ปั้นหน้านิ่งใส่หลานเฟิง
“…”
ในที่สุดหลานเยี่ยก็ขุดตัวเองขึ้นมาจากเตียงจนได้ ยังไม่ทันได้ยืดเส้นยืดสายก็มีเรื่องให้หนักใจ
เมื่อเห็นนกพิราบในมือของหลานเฟิง หลานเยี่ยก็เริ่มคิดแล้วว่าจะจัดการกับมันอย่างไรถึงจะอร่อย
“มีเรื่องอะไรอีก?” หนังตาของหลานเยี่ยคล้อยต่ำ เพิ่งจะใช้แหล่งพลังไป เขายังอ่อนแออยู่มากรู้หรือไม่ เหมือนว่าเลือดในกายโดนสูบหายไปครึ่งหนึ่ง ให้เจ้าโดนเองเจ้าจะรับไหวหรือ?
“ด้านซีเชวียเพิ่งส่งข่าวด่วนมากะทันหัน กองกำลังตระกูลเยี่ยที่แต่เดิมมีเพียงครึ่งของกำลังตระกูลหลานจู่ๆ ก็เพิ่มเป็นสามเท่า คนเหล่านี้เหมือนปรากฏขึ้นมากลางอากาศอย่างไรอย่างนั้น คนของพวกเรารับมือไม่ไหว หลานเม่ยพาคนออกไปช่วยก่อนแล้ว”
“สามเท่าหรือ?”
“ตระกูลเยี่ยคิดจะทำอะไรกันแน่? ชิวหลีตายไปแล้ว หรือว่าชิวอวี้กำลังเคลื่อนกำลังพล?” หลานเยี่ยครุ่นคิด
“อย่างไรพวกเราก็กลับตระกูลหลานก่อนดีกว่า”
“ดี ข้าไปบอกลาท่านลุงก่อน”
∗∗∗
หลานเยี่ยมุ่งไปยังโถงบรรพชนอย่างไม่ลังเล หลังจากเข้าไปแล้วถึงรู้ว่าไม่มีใครอยู่
“ไม่อยู่หรือ?”
หลานเยี่ยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหมุนตัวเดินไปอีกทาง เป้าหมายปลายทางคือเรือนอี้หรง
เรือนอี้หรงเป็นจวนที่พักของอวิ๋นอี้ในวันปกติ และเคยเป็นจวนของอวิ๋นหรงมาก่อน ในตอนนั้นความสัมพันธ์ของสองพี่น้องดีเป็นอย่างมาก ดังนั้นหัวหน้าวังคนเก่าจึงได้สร้างจวนที่เป็นของพวกเขาสองคนขึ้นมา ตั้งชื่อว่าเรือนอี้หรง
อวิ๋นอี้อยู่ที่นี่จริง
“ท่านลุง ข้ามาบอกลาท่าน”
“กลับไปเถิด กลับไปใช้ชีวิตให้ดี เรื่องใต้หล้าแท้จริงแล้วไม่เหมาะสมกับเจ้า ใช้ชีวิตกับหลานเฟิงจัดการตระกูลหลานให้ดี ดูแลหลานชิงให้ดี”
หลานเยี่ยตื่นตะลึงเล็กน้อย อวิ๋นอี้พูดกับเขามากมายขนาดนี้ สิ่งที่ทำให้เขาตะลึงไปมากกว่าก็คืออวิ๋นอี้มองทุกอย่างทะลุปรุโปร่งขนาดนี้
“ท่านลุงกำลังกล่อมข้าอยู่อย่างนั้นหรือ? เรื่องใต้หล้าได้มีกำหนดจุดจบไว้นานแล้ว แต่ข้าคิดจะสู้กับมันสักตั้งหนึ่ง ข้าเชื่อชะตา แต่ข้าไม่ยอมรับ สิ่งที่ข้าจะสู้คือวิถีสวรรค์”
“ตามใจเจ้าเถิด ทำอะไรก็ดีทั้งนั้น”
“เสี่ยวหรูเล่า ทำไมถึงไม่เจอนาง?”
“นางไปจัดการธุระ พวกเจ้าไปเถิด”
อวิ๋นอี้ออกคำสั่งไล่แขก หลานเยี่ยจึงไม่รั้งอยู่นาน
“ท่านลุง รักษาตัวด้วยขอรับ ข้าหวังว่าครั้งหน้าที่มาท่านลุงจะยินยอมให้ข้าพาท่านแม่กลับตระกูลหลาน”
ทั้งสองคนจูงม้าไปถึงด่านเขาเทียนปี้
“ช่างน่าปวดหัวเสียจริง มีม้าเพียงตัวเดียวจะทำเช่นไร? ข้ายังไม่อาจใช้พลังได้ ถ้าจะเดินกลับกว่าจะถึงก็คงกลางวันพรุ่งนี้” หลานเยี่ยหัวเราะแจ่มใสมองหลานเฟิง
“…”
“เหวอออ” หลานเยี่ยร้องตกใจ หลานเฟิงแบกเขาขึ้นไปบนหลังม้าแล้ว จากนั้นตัวเองก็ขึ้นไปนั่ง กระชับบังเหียนจากข้างหลัง
“ไปเถิด”
หลานเยี่ยเห็นว่าแผนร้ายสำเร็จ นั่งลงบนหลังม้าอย่างดีใจ คนหนึ่งคน ม้าหนึ่งตัววิ่งแล่นตามมา
