บทที่ 1010 ไฟสงครามแผ่ลามทั่วแผ่นดิน
เสียงนี้ แฝงไว้ด้วยความเชื่อมั่นอันเด็ดเดี่ยว!
เสียงนี้ แฝงไว้ด้วยความบ้าคลั่งไร้ยำเกรง!
เสียงนี้ ยิ่งแฝงไว้ด้วยความยึดมั่นที่เพื่อบุญคุณยิ่งใหญ่เทียมฟ้าของอาจารย์แล้ว ต่อให้ร่างตัวเองแหลกเป็นผุยผงก็ยินยอม!
เสียงอึกทึกดังก้องกังวานไปทั่วฟ้าดิน แผ่นฟ้าเหนือแดนทุรกันดารพลันถูกทะเลเพลิงเจิดจ้าปกคลุมในเสี้ยววินาที ขณะเดียวกันกับที่เปลวเพลิงนี้ปรากฏ นักพรตสองฝ่ายที่กำลังประหัตประหารกันอยู่ในแดนทุรกันดาร ไม่มีใครไม่ตะลึงตะลาน ไม่มีใครไม่หวาดผวา ไม่มีใครไม่สำลักลมหายใจ!
“ไฟ…ไฟสวรรค์!!”
“นภากาศลุกไหม้ นี่…นี่มันเป็นไปได้อย่างไร!!”
“ในไฟนั่น…มีคนอยู่ด้วย!!” เมื่อเสียงฮือฮาดังอื้ออึง พริบตาเดียวทะเลเพลิงบนท้องฟ้าก็มีเงาร่างขนาดใหญ่ยักษ์เงาหนึ่งถูกวาดเค้าโครงขึ้นมา
เงาร่างนี้เหมือนจะสูงทัดเทียมกับนภากาศ ปานประหนึ่งยักษ์เปลวเพลิงที่น่าครั่นคร้าม เมื่อถือกำเนิดขึ้นมาในทะเลเพลิงก็แผ่พลานุภาพสยบที่ทำให้โลกทั้งใบสั่นสะเทือน บัดนี้ยักษ์ตนนั้นกำลังเงยหน้าขึ้นช้าๆ ทอดสายตามองไกลไปยังมหาสมุทรทงเทียน!
“นั่นมัน…จักรพรรดิหมิง!!”
“คือจักรพรรดิหมิง!!” เมื่อเห็นใบหน้าของยักษ์ตนนี้ได้อย่างชัดเจน ชนพื้นเมือง ผู้ฝึกวิญญาณ ไม่ว่าจะเป็นพระยาสวรรค์หรือเจ้าพระยาสวรรค์ ทุกคนในแดนทุรกันดารต่างก็พากันร้องอุทานเสียงหลง
และชั่วเวลาเดียวกันกับที่คนทั้งแดนทุรกันดารสะท้านสะเทือน ป๋ายฮ่าวที่อยู่บนท้องฟ้าก็พลันสะบัดกาย ทันใดนั้นทะเลเพลิงที่แผ่โชติช่วงเต็มแผ่นฟ้าก็พุ่งทะยานไปยังมหาสมุทรทงเทียนอย่างยิ่งใหญ่เกรียงไกรราวกับพลิกภูเขาคว่ำมหาสมุทร!
มองไปไกลๆ จะเห็นว่าทะเลเพลิงที่อยู่บนท้องฟ้ามีอานุภาพบางอย่างที่ไม่สามารถบรรยายได้ เมื่อเปลวไฟร้อนระอุซัดครืนครั่นกลิ้งตะลุยผ่านที่ใดก็คล้ายจะเผาไหม้ความว่างเปล่าทุกหนแห่งของโลกใบนี้ให้มอดไหม้
แม้แต่น้ำมหาสมุทรทงเทียนสีทองที่พอเปลวเพลิงพุ่งเข้ามาใกล้อย่างบ้าคลั่ง บัดนี้ก็ยังมีคลื่นจำนวนนับไม่ถ้วนโถมตัวขึ้นมาราวกับต้องการสกัดกั้นไม่ให้เปลวไฟเข้าใกล้ แต่กลับเหมือนน้ำหนึ่งจอกที่ดับไฟท่วมคันรถ!
ทะเลเพลิงนั้นกระพือฮือโหมมาจากแดนทุรกันดารอย่างดุเดือด พริบตาเดียวก็ปกคลุมไปทั่วมหาสมุทรทงเทียน ทำให้ท้องฟ้าและทะเลกว้างใหญ่เต็มไปด้วยไฟคุโชนไร้ที่สิ้นสุด ในเปลวเพลิงนี้มีปณิธานของป๋ายฮ่าวอยู่ด้านใน พุ่งมาจากสี่ด้านแปดทิศของท้องฟ้าและมหาสมุทร ไหลบ่าเข้าไปรวมกันที่ใจกลางอย่าง…เกาะทงเทียน!
ดูเหมือนว่าแม้แต่มหาสมุทรทงเทียนก็ยังมิอาจต้านรับการเผาไหม้ของเปลวเพลิงนี้ได้ไหว จึงมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าว่ามันกำลังเกิดการระเหย กลายมาเป็นพลังฟ้าดินเข้มข้นที่ซัดทอดออกไปรอบด้านอย่างต่อเนื่อง
ความเข้มข้นของพลังฟ้าดินนี้ไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อน เป็นเหตุให้โลกทั้งใบ ไม่ใช่เพียงแค่แผ่นดินทงเทียน แต่ต่อให้เป็นแดนทุรกันดารเอง…บัดนี้ก็ยังถูกพลังฟ้าดินอันน่าตะลึงนี้แผ่เข้าปกคลุมอบอวล
ต้นไม้แห้งเหี่ยวจำนวนนับไม่ถ้วนผลิบานงอกงามขึ้นมาอีกครั้ง สัตว์ร้ายเหลือคณานับร้องคำรามแหบโหย สรรพสิ่งมากมาย…ล้วนจิตใจสั่นสะท้านอย่างรุนแรง!
เพียงแต่ว่า…ที่มาพร้อมกับปราณวิญญาณเข้มข้นนี้ยังมีความไม่เป็นสุขที่ลอยขึ้นมากลางใจของทุกสรรพชีวิตตามสัญชาตญาณด้วย เพราะอย่างไรซะนี่ก็ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ แต่นี่เป็นเหมือนการที่นักพรตเผาผลาญดวงวิญญาณตัวเองเพื่อเบิกพลังออกมาใช้ล่วงหน้า!
มหาสมุทรทงเทียนหาใช่ว่าจะไม่มีขอบเขตสิ้นสุด เมื่อถูกเผาไหม้ไปอย่างนี้ แม้จะทำให้ปราณวิญญาณของโลกเข้มข้นขึ้นมากะทันหัน แต่ค่าตอบแทนก็คือความเสียหายที่จะไม่มีวันย้อนกลับมาแก้ไขได้!
ทว่า…ป๋ายฮ่าวไม่สนใจเรื่องพวกนี้อีกแล้ว เพราะต่อให้เขาจะหล่อหลอมไฟยี่สิบสองสีที่เหนือเกินขีดจำกัดของโลกใบนี้ขึ้นมาจากวิญญาณของตัวเอง แต่พอเข้าบังคับควบคุมมันจริงๆ กลับเป็นเรื่องที่ลำบากยากยิ่ง
และนี่ยังเป็นสาเหตุหนึ่งเท่านั้น ยังมีสาเหตุที่สำคัญยิ่งกว่า…
ป๋ายฮ่าวรู้ตัวดีว่าเวลาของตัวเอง เหลืออีกไม่มากแล้ว!!
การที่เอาวิญญาณของตัวเองมาหลอมเป็นไฟยี่สิบสองสีก็เหมือนกับมหาสมุทรทงเทียนที่หาใช่ไม่มีที่สิ้นสุด สามารถพูดได้ว่านี่คือการเผาไหม้ดวงวิญญาณของตัวเองมาใช้เป็นค่าตอบแทน เกรงว่าอีกไม่นานเท่าไหร่ เมื่อดวงวิญญาณของตนมอดไหม้จนสิ้นซาก ก็น่าจะเป็นช่วงเวลาที่ไฟยี่สิบสองสีซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อนบนโลกใบนี้จางหายไปเช่นกัน!
เวลากระชั้นชิด ป๋ายฮ่าวจึงแผ่ปณิธานของตัวเองออกไปบงการให้ทะเลเพลิงรอบกายห้อตะบึงไปยังเกาะทงเทียน!
หากเวลาหยุดลงตรงนี้ ถ้าเช่นนั้นภาพเหตุการณ์ที่เห็นอยู่ในตอนนี้ก็คือภาพของโลกที่มองไม่เห็นท้องฟ้า มองไม่เห็นมหาสมุทรทงเทียน สิ่งที่เห็น…มีเพียงเปลวเพลิงโชติช่วงชัชวาลที่พกพาความเดือดดาล ความบ้าคลั่งกวาดเอาทุกสิ่งอย่างพุ่งตรงเข้าโจมตีเกาะทงเทียน!
และเกาะทงเทียนในเวลานี้ก็ไม่ได้เหมือนอยู่ในมหาสมุทรทงเทียน แต่เหมือนอยู่ในกองไฟสวรรค์ หาดทรายที่รายล้อมอยู่รอบเกาะกลายเป็นพื้นดินไหม้เกรียมเพียงชั่วพริบตา ทั้งยังเกิดเป็นรอยปริแตกลามไปหลายเส้น!
จนกระทั่งเสียงกัมปนาทสะเทือนแผ่นฟ้าคล้ายเสียงคำรามของยักษ์ คล้ายเสียงคำรามจากสวรรค์ดังมาจากท้องฟ้า ดังมาจากเหนือมหาสมุทร ดังมาจากกองเพลิงที่โหมกระหน่ำทั่วแปดทิศได้โจมตีลงบนเกาะทงเทียน
เม็ดทรายรอบเกาะที่เดิมทีแห้งแตกพลันระเบิดกระจัดกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ ส่วนเศษชิ้นส่วนที่อยู่ท่ามกลางเปลวเพลิงซึ่งยังไม่ทันกระจายออกไปรอบด้านก็กลายมาเป็นเถ้าธุลีไปโดยตรง!
ราวกับว่าไฟยี่สิบสองสีที่แฝงเร้นไว้ด้วยปณิธานของป๋ายฮ่าวนี้ไม่เพียงแต่ต้องการช่วยเหลือป๋ายเสี่ยวฉุนเท่านั้น ยังต้องการเผาเกาะทงเทียนนี้ไปด้วย ซึ่งต่อให้สรรพสิ่งจะมอดม้วยเป็นเถ้าถ่านก็ต้องเผาทำลายให้สิ้นซาก!
ท่ามกลางเสียงอึกทึกที่ก้องกังวานไปทั่วโลก ทะเลเพลิงนี้เหมือนลมพายุบ้าคลั่งที่โหมกระหน่ำมาจากสี่ทิศ ครั้นจึงก่อตัวขึ้นเป็นปากใหญ่น่าสะพรึงกลัว เพียงชั่วกะพริบตาก็ปกคลุมเกาะทงเทียนไว้ด้านใน!
พืชพรรณทุกต้นที่อยู่บนเกาะทงเทียน นาทีนี้…ล้วนแหลกสลาย เทือกเขาแต่ละเส้นที่อยู่ท่ามกลางเปลวเพลิงร้อนแผดเผาก็กลายมาเป็นสีแดงฉาน ก่อนจะปริแตกแล้วสลายกลายเป็นฝุ่นผง!
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงหอเรือนที่ประกอบจากหินหยกแกะสลักงดงามซึ่งพออยู่ท่ามกลางเปลวเพลิงนี้ก็พลันพังพินาศวอดวาย ยังมีสมุนไพรล้ำค่าอีกมากมายบนเกาะ รวมไปถึงสถานที่ต่างๆ ที่มีพลังฟ้าดินเข้มข้น บ่อน้ำ น้ำตกที่กลั่นกรองขึ้นมาจากน้ำของมหาสมุทรทงเทียน ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนถูกเปลวเพลิงเผาทำลายให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของความว่างเปล่า
ยังดีที่ป๋ายฮ่าวยังมีใจเมตตา แม้ว่าเปลวเพลิงจะโอบล้อมเกาะทงเทียนเอาไว้ แต่สุดท้ายแล้วเขาก็ไม่ได้ลากเอาพวกองค์รักษ์ของเทียนจุนที่อยู่บนเกาะนี้เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย องค์รักษ์แต่ละคนที่แตกตื่นจึงรีบพากันหนีออกมา จนกระทั่งห่างมาไกลจากเกาะทงเทียนแล้ว พวกเขาที่มองเห็นเกาะถูกเปลวเพลิงกลืนกินก็ใจสั่นระรัวเหมือนมีคลื่นลูกยักษ์โถมตัวอยู่ด้านใน
“นี่…นี่…”
“ถึงกับกล้ามาลอบโจมตีเกาะทงเทียน…” เหล่าองค์รักษ์ร้องอุทานด้วยความตกใจ ทั้งยังมีผู้เฒ่าสองคนที่แผ่ตบะครึ่งเทพออกมา สองคนนี้ก็คือองค์รักษ์เทพของเกาะทงเทียน!
เพียงแต่ว่าต่อให้เป็นพวกเขา บัดนี้ก็ยังใจสั่นอย่างบ้าคลั่ง พอเห็นเปลวเพลิงนั้นพวกเขาก็ไม่กล้าขยับเข้าไปใกล้แม้แต่นิดเดียว ได้แต่มองทะเลเพลิงโชติช่วงผืนนั้นเผากลืนกินรอบด้านของเกาะทงเทียน และพุ่งดิ่งตรงไปยังจุดศูนย์กลางของเกาะที่มี…ยอดเขาสามลูก รวมไปถึงตำหนักแห่งเต๋าที่มีรูปปั้นของเทียนจุนตั้งตระหง่าน!
ท่ามกลางเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ยอดเขาสองลูกที่อยู่ซ้ายขวาเป็นสีแดงฉานในชั่วพริบตา พอพังครืนลงมาก็สลายกลายเป็นเศษฝุ่น เปลวเพลิงที่ลุกไหม้อยู่รอบด้านจึงตรงเข้าเขมือบกลืนรูปปั้นเทียนจุนเอาไว้ข้างใน
ภายใต้สายตาของคนมากมายที่จับจ้อง มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าว่ารูปปั้นของเทียนจุนกำลังหลอมละลาย และเวลาแค่ไม่กี่ชั่วลมหายใจ รูปปั้นเทียนจุนที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงนี้มานานหลายปีก็ค่อยๆ กลายเป็นเถ้าธุลี…
รวมไปถึงยอดเขาที่มันตั้งอยู่ รวมไปถึงตำหนักแห่งเต๋าที่อยู่เบื้องบน…ซึ่งนาทีนี้…เหลือเพียงความว่างเปล่า!
สถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งโลกทงเทียนที่นับแต่ขับไล่ราชวงศ์จักรพรรดิขุยจากไปก็ดำรงอยู่ในฐานะที่สูงส่งเกินทัดเทียม…มาบัดนี้ เมื่อไฟสวรรค์เยื้องกรายลงมา ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนสลายหายไปไม่มีเหลือ…
และเหนือซากปรักหักพังก็คือเปลวเพลิงที่แผ่ปราณซึ่งทำให้โลกทั้งใบสั่นสะเทือน ท่ามกลางเสียงเกริกก้อง ในเปลวเพลิงนั้น…ก็คล้ายจะมียักษ์เปลวเพลิงดุดันตนหนึ่งเผยกายออกมา!
พอจะมองเห็นได้อย่างเลือนรางว่ายักษ์ตนนี้สวมชุดจักรพรรดิเปลวเพลิง สวมมงกุฎไฟ กำลังยืนอยู่บนเกาะทงเทียนแล้วร้องคำรามเสียงดังใส่แผ่นดิน!
“อาจารย์ ข้ามาช่วยท่านแล้ว!”
สำหรับองค์รักษ์ทุกคนที่อยู่รอบด้านแล้ว ภาพนี้คือการโจมตีที่รุนแรงจนไร้คำบรรยาย ทุกคนหน้าขาวเผือด ในสมองมีเสียงดังอึงอล ร่างที่ยืนอยู่ตรงนั้นส่ายโอนเอน จิตวิญญาณมีคลื่นยักษ์โถมกระหน่ำจนยากที่จะสงบสุข
และการเผาไหม้ของทะเลเพลิงผืนนี้ก็ยังคงไม่สิ้นสุด!
เมื่อยักษ์เปลวเพลิงตนนั้นแผดเสียงคำราม ทะเลไฟจากสี่ด้านแปดทิศที่มารวมตัวกันอยู่บนเกาะทงเทียนซึ่งพอเผาไหม้ทุกสิ่งบนเกาะแล้วก็เริ่มแทรกซอนลงไปตามรอยแตกบนผิวดิน พุ่งดิ่งไปยังใต้ดินของเกาะทงเทียน!
ใต้ดินของเกาะทงเทียนก็คือที่ตั้งของตำหนักใต้ดินที่มีค่ายกลคุ้มครอง!
ในตำหนักใต้ดินเวลานี้ ค่ายกลเปิดโคจรครบทุกด้าน กระดูกทั้งหมดที่รายล้อม รวมไปถึงโครงกระดูกของอดีตจักรพรรดิขุยสามโครงได้หลอมละลายไปอย่างสมบูรณ์แบบ กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของค่ายกลแล้ว
ส่วนในบ่อน้ำสีดำที่อยู่ใจกลางค่ายกล น้ำในบ่อได้จางหายไปแล้ว แทนที่มาด้วยอักขระสีดำจำนวนนับไม่ถ้วน อักขระพวกนี้ไต่ปีนขึ้นไปเต็มร่างของป๋ายเสี่ยวฉุนและตู้หลิงเฟย
ส่วนเทียนจุน เวลานี้ก็เอามือสองข้างกดลงบนหัวป๋ายเสี่ยวฉุนและตู้หลิงเฟย สีหน้าที่ดุร้ายของเขาฉายความบ้าคลั่งเด่นชัด กำลังคำรามกร้าว
“ผสานรวม! ผสานรวม!! จงผสานรวมให้ข้า!!!”
ร่างของป๋ายเสี่ยวฉุนและตู้หลิงเฟยสั่นเทิ้มไม่หยุด มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าว่าตอนนี้ร่างกายพวกเขา…เหมือนจะผนวกรวมเป็นหนึ่งเดียวกันแล้ว…
และเวลานี้เอง จู่ๆ ตำหนักใต้ดินก็ส่ายไหวคล้ายฟ้าถล่มดินทลาย คล้ายวันสิ้นโลกเยื้องกรายมาเยือน ผนังหินรอบตำหนักใต้ดินกลายเป็นสีชาดแดงก่ำ พริบตาเดียวเมื่อเสียงกัมปนาทดังสะเทือนฟ้า เพดานด้านบนสุดของผนังหินก็มีเปลวเพลิงน่าครั่นคร้าม…กระแทกตูมลงมา!
ปานประหนึ่ง…ไฟสงครามที่ระอุลามไปทั่วแผ่นดิน