Skip to content

A Will Eternal 1030

บทที่ 1030 เรื่องราวในวัด คนที่อยู่นอกเรื่องราว

เช้าตรู่

ก้อนเมฆขาวราวท้องปลาบนผืนฟ้าที่อยู่ห่างไปไกลค่อยๆ กระจายตัวออกจากกัน ก้อนเมฆที่รายล้อมเดิมทีเป็นสีดำ ทว่าเมื่ออยู่ท่ามกลางแสงอรุณกลับเห็นได้ด้วยตาเปล่าว่ามันเปลี่ยนมาเป็นสีม่วงอ่อน ก่อนจะค่อยๆ กลายเป็นสีแดง

แสงอาทิตย์ยามเช้าเริ่มแผ่กำจายไปหมื่นทิศ ลอดทะลวงทุกชั้นเมฆลงมาสาดส่องบนโลกใบนี้ ขณะนั้นมีหนึ่งร่างชราหนึ่งร่างเยาว์วัยกำลังเดินเคียงกันอยู่ในผืนป่าที่ห่างไปไกล

ชายชราสวมชุดนักพรตเต๋า ตบะรวมโอสถถูกเก็บไว้จนมิดเม้น ทว่าดวงตากลับยังสาดประกายราวสายฟ้าแลบออกมาเป็นระยะ ส่วนเด็กน้อยที่อยู่ข้างกายนั้นมีตบะเพียงรวมลมปราณเท่านั้น

คนทั้งสองเดินทางมาด้วยกันจนมาหยุดอยู่หน้าวัดเก่าโทรมของอำเภอเล็กๆ แห่งนี้ เด็กน้อยมองปราดเดียวก็เห็นป๋ายเสี่ยวฉุนที่นั่งเมาหลับอยู่ในมุมหนึ่ง หัวคิ้วของเขาขมวดเข้าหากันน้อยๆ

“บนโลกใบนี้มีคนมากมายที่เป็นทุกข์ ผู้ที่มิอาจครอบครองวิถียิ่งใหญ่ ทั้งชีวิตก็เป็นได้แค่มดตัวเล็กตัวหนึ่ง จะไปสนใจเขาทำไม” ผู้เฒ่าส่ายหน้า ก่อนจะพาเด็กน้อยเข้าไปในวัด ดูเหมือนว่าวัดแห่งนี้จะเคยถูกไฟไหม้มาก่อน สภาพของมันจึงผุพังทรุดโทรมอย่างยิ่ง

“อาจารย์ เป็นที่นี่น่ะหรือขอรับ?”

“สถานที่แห่งนี้ก็คือสถานที่ที่ไฟสวรรค์ตกลงมาในปีนั้น เจ้าลองสัมผัสดู มันอาจชักนำให้คาถาชนวนไฟของเจ้าเลื่อนขั้นไปได้อีกระดับ” ผู้เฒ่าพยักหน้ารับ พอกวาดสายตามองซากปรักหักพังรอบด้านก็ถอนหายใจหนึ่งที

“ที่นี่คือวัดของมารดาแห่งนิรันดร์กาล ก่อนจะรับสัมผัสกับมัน เจ้าจงไปกราบไหว้มารดาแห่งนิรันดร์กาลก่อน”

“มารดาแห่งนิรันดร์กาล?” เด็กน้อยมีสีหน้าตะลึง ก่อนจะรีบตรงเข้าไปกราบไหว้

“อาจารย์ ตำนานของบุตรแห่งนิรันดร์กาลกับศัตรูนอกโลกเป็นความจริง เมื่อพวกเราเงยหน้าขึ้นก็จะมองเห็นศัตรูนอกโลกใช่หรือไม่ขอรับ?” เด็กน้อยเงยหน้ามองอาจารย์ของตัวเองแล้วจู่ๆ ก็ถามคำถามนี้ขึ้นมา อันที่จริงในใจของเขามีคำตอบอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าอยากจะถามอาจารย์ท่านนี้ที่ในสายตาของเขาไม่มีเรื่องใดที่อีกฝ่ายทำไม่ได้ และไม่มีเรื่องใดที่อีกฝ่ายไม่รู้ดูก็เท่านั้น

เสียงของอาจารย์และศิษย์สองคนค่อยๆ ดังเข้าหูป๋ายเสี่ยวฉุน ป๋ายเสี่ยวฉุนจึงลืมตาขึ้นช้าๆ เป็นอีกคืนที่เมาหลับไป ตอนนี้เขาจึงรู้สึกปวดหัวเล็กน้อย ดวงตาทั้งคู่ที่เพิ่งลืมขึ้นยังเห็นเพียงความมัวซัว ทว่าเมื่อสติค่อยๆ คืนกลับมา ความทรงจำที่หวนคืนก็ทำให้ใจของเขาเริ่มเจ็บปวดและเลื่อนลอยอีกครั้ง

ผ่านประสบการณ์ถูกบีบบังคับให้ผสานรวมร่างกับตู้หลิงเฟย ผ่านประสบการณ์ที่ลูกศิษย์ตายไปต่อหน้าต่อตาตัวเอง ผ่านประสบการณ์ที่เกิดขึ้นเพราะแผนการมากมาย ทั้งยังผ่านประสบการณ์ที่ฟ้าถล่มดินทลาย โลกทั้งใบพินาศวอดวายมาแล้ว

สามารถพูดได้ว่าประสบการณ์ของป๋ายเสี่ยวฉุนเป็นสิ่งที่คนวัยเดียวกันหลายคนมิอาจจินตนาการได้ถึง

เรื่องราวต่างๆ เหล่านี้ทำให้เขาหลงทาง ทำให้เขาขมขื่น ทำให้เขาเจ็บปวด ทำให้เขาเคว้งคว้าง

ราวกับว่ามีเพียงดื่มเหล้าจนเมามายเท่านั้น เขาถึงจะได้ค้นเจอความสุขและความเบิกบานจากในความฝันที่พร่าเลือนได้บ้าง…

ทว่าพอเขาลืมตาตื่นขึ้นมา เมื่อเขาเงยหน้ามองเห็นท้องฟ้าที่แตกต่างไปจากโลกทงเทียนอย่างสิ้นเชิง ความหดหู่ก็ผุดขึ้นมาในใจของเขาอย่างห้ามไม่ได้ และสุดท้ายมันก็กลายมาเป็นความหมดอาลัยตายอยาก

สำหรับโลกใบใหญ่ใบนี้ ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาป๋ายเสี่ยวฉุนได้รู้จักผ่านบทสนทนาของคนมากมาย มันมีชื่อว่า…แผ่นดินหย่งเหิง (แผ่นดินนิรันดร์กาล)

แม้แต่คนธรรมดาก็ยังรู้ว่าโลกใบนี้มีตำนานที่งดงามอยู่อย่างหนึ่ง…ในตำนานเล่ากันว่า แท้จริงแล้วแผ่นดินหย่งเหิงก็คือดอกไม้นิรันดร์กาลดอกหนึ่ง

ดอกไม้นี้มีขนาดใหญ่มากๆ กลีบทั้งห้าของมันก็คือดินแดนเซียนห้าแห่งที่กินอาณาบริเวณกว้างใหญ่ไพศาลจนแทบจะเรียกได้ว่าไร้ที่สิ้นสุด

ทุกคนเรียกดอกไม้นิรันดร์กาลว่ามารดาแห่งนิรันดร์กาล

ผู้คนต่างแซ่ซ้อง สรรเสริญ เคารพบูชานาง ต่อให้เป็นในอำเภอเล็กๆ แห่งนี้ก็ยังมีวัดของมารดาแห่งนิรันดร์กาล อย่างวัดที่อยู่ด้านหลังป๋ายเสี่ยวฉุนแห่งนี้ได้ถูกไฟสวรรค์เผาไหม้เมื่อหลายปีก่อนจึงเหลือเพียงซากปรักหักพัง ทว่าตอนที่ยังไม่ถูกไฟไหม้ ที่นี่…ก็คือวัดของมารดาแห่งนิรันดร์กาล

ในตำนานเล่าลือกันว่าผู้คนใช้ชีวิตอาศัยอยู่บนกลีบดอกของดอกไม้นิรันดร์กาล และก็เหมือนว่าจะเป็นเช่นนี้มาโดยตลอดนับตั้งแต่ที่โลกใบนี้ถือกำเนิดขึ้นมา…

และจุดศูนย์กลางของดินแดนเซียนทั้งห้าได้ถูกเรียกว่ามหาสมุทรนิรันดร์กาล…บนมหาสมุทรนิรันดร์กาลมีไอหมอกลอยแผ่อบอวล คนธรรมดามิอาจเข้าใกล้ ตำนานเล่าว่า…ในจุดลึกของมหาสมุทรนิรันดร์กาลเคยมีรูปปั้นที่ใหญ่โตสุดประมาณสามรูปตั้งตระหง่าน!

รูปปั้นทั้งสามนี้ถูกพวกเขาเรียกว่าบุตรแห่งนิรันดร์กาล และยังคงเป็นตำนานที่สืบขานกันมาว่าเมื่อนานมากแล้ว บุตรแห่งนิรันดร์กาลทั้งสามท่านได้เปิดศึกสะท้านฟ้าสะเทือนดินครั้งหนึ่งกับศัตรูนอกโลก ผลลัพธ์ของสงครามครั้งนั้นคือศัตรูนอกโลกจมสู่ภาวะหลับสนิท ส่วนบุตรแห่งนิรันดร์กาลทั้งสามท่านได้กลายมาเป็นรูปปั้น

เรื่องเล่าลือนี้เผยแพร่สืบต่อกันมาทั่วแผ่นดินหย่งเหิงไม่รู้กี่ปีต่อกี่ปี เดิมทีตำนานลึกลับที่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็ตามมักจะหายสาบสูญหรือไม่ก็เปลี่ยนแปลงไปท่ามกลางขั้นตอนของการเผยแพร่ และความเป็นไปได้มากที่สุดก็คือผู้คนจะมองมันเป็นเพียงตำนานอย่างหนึ่งที่ไม่มีใครเชื่อว่าเป็นความจริง

ทว่า…สำหรับเรื่องเล่าขานของบุตรแห่งนิรันดร์กาลกับศัตรูนอกโลกนี้กลับไม่เคยหายสาบสูญหรือเปลี่ยนแปลงไปตั้งแต่ต้นจนจบ อีกทั้งคนธรรมดาแทบทุกคนในแผ่นดินหย่งเหิงแห่งนี้ก็ล้วนเชื่อมั่นอย่างถึงที่สุด นี่ไม่ใช่เรื่องเล่าลือ แต่เป็นประวัติศาสตร์ที่เคยเกิดขึ้นจริง!

ป๋ายเสี่ยวฉุนกระดกกาเหล้าขึ้นดื่มอึกใหญ่ หูรับฟังบทสนทนาของอาจารย์และศิษย์สองคนที่อยู่ในวัด ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นเหม่อมองไปยังท้องฟ้า ครั้งแรกที่เขาตื่นขึ้นมาเมื่อครึ่งปีก่อนแล้วเงยหน้ามองเห็นนภากาศที่ไม่คุ้นเคยผืนนี้ ในสมองของเขาก็มีเสียงดังอึงอล ทั้งยังรู้สึกว่านี่คือเรื่องเหลวไหลสิ้นดี

ต่อให้เป็นตอนนี้ที่เขาคุ้นเคยกับความแตกต่างของท้องฟ้าที่นี่ แล้วก็ได้ยินเรื่องเล่าลือเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของแผ่นดินหย่งเหิงแห่งนี้มาบ้างแล้ว ทว่าทุกครั้งที่เขามองไปเห็นมัน ในใจก็ยังมีลูกคลื่นจำนวนนับไม่ถ้วนถาโถมขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้

เพราะท้องฟ้าของที่นี่…แตกต่างอย่างแท้จริง

บนท้องฟ้า สองทิศทางตรงกันข้ามกันในจุดที่ห่างไปไกลแสนไกล พอจะมองเห็นได้ว่า…แต่ละทิศทางล้วนมีภูเขาขนาดใหญ่มหึมาอยู่ห้าลูก ไม่ว่าจะเป็นภูเขาลูกใดก็คล้ายจะสูงทัดเทียมกับดินแดนแห่งเซียนนี้ และเบื้องใต้ภูเขาห้าลูกของสองฝั่งก็คือแผ่นดินขนาดใหญ่ผืนหนึ่ง!

หรือจะพูดอย่างชัดเจนก็คือแผ่นดินใหญ่ที่ตั้งตรง ทั้งยังมีขนาดใหญ่โตยิ่งกว่าดินแดนเซียนแห่งใดก็ตาม!

ภูเขายักษ์ก็ดี แผ่นดินใหญ่ที่ตั้งตรงก็ช่าง พวกมันต่างก็ไม่มีรากฐาน แล้วก็ไม่ได้ตั้งอยู่บนแผ่นดินหย่งเหิง ทว่าลอยอยู่บนท้องฟ้าเฉยๆ …ราวกับเป็นส่วนหนึ่งของท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ไพศาล!

“ที่นั่นมันคือภูเขาหรือแผ่นดินอะไรเสียที่ไหน…เห็นชัดๆ ว่านี่คือเรือนกายของยักษ์ตนหนึ่งที่ใหญ่โตเกินจินตนาการ…และเขากำลังยกมือทั้งสองข้างขึ้น!!”

ป๋ายเสี่ยวฉุนพึมพำ สายตาทอดมองท้องฟ้า นี่เป็นความรู้สึกแรกสุดที่ผุดขึ้นมาหลังจากเขาลืมตาตื่นเมื่อหลายเดือนก่อน

ขณะเดียวกันนี่ก็คือประวัติศาสตร์ที่แม้แต่เด็กเล็กก็ยังเข้าใจ เพราะว่า…บนท้องฟ้าของที่นี่ นอกจากมือใหญ่ทั้งสองข้างแล้วยังมีใบหน้าอีก…ครึ่งหน้า!

ใบหน้าครึ่งหนึ่งนี้เหมือนจะอยู่ห่างจากท้องฟ้าผืนนี้ไปไกลแสนไกลนัก ทว่ากลับยังคงมองเห็นหน้าตาของเขาที่เต็มไปด้วยบารมี เต็มไปด้วยความดุดัน และยิ่งมากด้วยความดุร้ายโหดเหี้ยมจนน่าพรั่นพรึงได้อย่างชัดเจน!

ใบหน้าครึ่งหนึ่งนี้ลอยอยู่บนท้องฟ้าตลอดเวลา!

หากจะบอกว่าในความรู้สึกของป๋ายเสี่ยวฉุน ภูเขายักษ์และแผ่นดินตั้งตรงคือมือใหญ่สองข้าง ถ้าเช่นนั้นเมื่อหลายเดือนก่อนตอนที่เขาเห็นใบหน้าครึ่งหนึ่งนี้เป็นครั้งแรก ภาพที่เขย่าคลอนจิตใจของเขาได้มากที่สุดก็คือภาพของยักษ์ที่เรือนกายมหึมาสุดประมาณซึ่งอยู่ในท้องฟ้ามากหมู่ดาวอันมืดมิดนอกแผ่นดินหย่งเหิงแห่งนี้

ยักษ์ตนนี้ร่างใหญ่โตเกินไป เพียงแค่ครึ่งใบหน้าก็กินพื้นที่ท้องฟ้าครึ่งหนึ่งของแผ่นดินหย่งเหิงไปแล้ว และมือทั้งคู่ของเขาที่ยกขึ้นก็เห็นได้ชัดว่าต้องการ…ตบให้แผ่นดินหย่งเหิงแหลกสลายกลายเป็นผุยผง!

“เขา ก็คือศัตรูนอกโลกที่ต่อสู้กับบุตรแห่งนิรันดร์กาลทั้งสามท่าน” ข้างหูของป๋ายเสี่ยวฉุนมีเสียงบรรยายที่ผู้เฒ่ารวมโอสถเอ่ยให้ลูกศิษย์ของตัวเองฟังดังขึ้นมา

ว่ากันว่าศัตรูนอกโลกผู้นี้ทำลายผืนฟ้าทั้งแถบจนกระทั่งมาถึงพื้นที่ด้านนอกแผ่นดินหย่งเหิงได้ถูกบุตรแห่งนิรันดร์กาลทั้งสามท่านใช้ความตายเป็นค่าตอบแทนมาปิดผนึกมันเอาไว้ ทำให้มันจมอยู่ในสภาวะหลับลึกอย่างที่ไม่มีวันยุติ

ตำนานบอกว่าวันใดวันหนึ่งในอนาคต ยักษ์ตนนี้จะต้องตื่นขึ้นมาจากการหลับสนิท และวินาทีที่เขาลืมตาตื่น เขาก็จะดับทำลายทุกสิ่งที่ตัวเองมองเห็นจนสิ้นซาก

ป๋ายเสี่ยวฉุนกระดกกาเหล้าขึ้นดื่มคำโตอีกครั้ง

ในสมองมีภาพเรื่องราวที่เขาได้ยินตลอดหลายเดือนที่ผ่านมานี้ลอยขึ้นมา หวนนึกไปถึงภาพรูปปั้นใหญ่ยักษ์ที่อยู่ในชั้นหนึ่งของเรือกระดูก ซึ่งทุกอย่างที่บรรยายไว้ในภาพวาด…ก็คือตำนานท่อนนี้

“เล่าลือกันว่า…หลังจากบุตรแห่งนิรันดร์กาลทั้งสามท่านปิดผนึกศัตรูนอกโลกตนนี้แล้ว เนื่องจากในโลกใบนี้ยังมีคลื่นแห่งการทำลายล้างหลงเหลือ ดังนั้นพวกเขาจึงเอาคนในตระกูลของตัวเองเก็บเข้าไปไว้ในร่าง จากนั้นก็กลายร่างมาเป็นรูปปั้นขนาดมโหฬารทั้งสามรูปยืนหยัดอยู่ในจุดลึกของมหาสมุทรนิรันดร์กาล” ในวัด ผู้เฒ่าเองก็กำลังเล่าถึงประวัติศาสตร์ท่อนนี้ให้ลูกศิษย์ของตัวเองฟังอยู่เช่นกัน

“ว่ากันว่าในร่างกายของบุตรแห่งนิรันดร์กาลทั้งสามท่านได้กลายมาเป็นโลกใบหนึ่ง พวกเขาใช้พลังชีวิตเฮือกสุดท้ายของตัวเองหล่อเลี้ยงให้สิ่งมีชีวิตบนโลกก่อกำเนิดขึ้นมา…

และคนในตระกูลของพวกเขาก็กลายมาเป็นเชื้อพระวงศ์แต่ละรุ่นที่ชักนำ ปกครอง ชี้ทางสว่างให้ทุกชีวิตเดินไปบนเส้นทางของความถูกต้อง เหยียบย่างลงบนเส้นทางของการฝึกตน…”

“ในตำนานบอกว่าหลายปีหลังจากนั้น รูปปั้นบุตรแห่งนิรันดร์กาลรูปที่หนึ่งได้พังทลายลง…และได้มีคนของโลกใบหนึ่งเดินออกมาจากในรูปปั้น หลังจากที่คนเหล่านั้นมองเห็นแผ่นดินหย่งเหิง มองเห็นภาพประหลาดบนท้องฟ้า พวกเขากลับไม่มีความปิติยินดีที่ได้ออกมา แต่ภายใต้ความช่วยเหลือจากเหล่าเชื้อพระวงศ์ของพวกเขา พวกเขาก็ได้เริ่มตั้งรกราก ใช้ชีวิต ขยายเผ่าพันธุ์อยู่บนแผ่นดินหย่งเหิงแห่งนี้…”

เสียงจากในวัดยังคงดังมาเรื่อยๆ ป๋ายเสี่ยวฉุนได้ยินแล้วก็อยากหัวเราะ แต่เขาหัวเราะไม่ออก ต่อให้ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา เขาจะไม่ได้เพิ่งเคยได้ยินเรื่องเล่านี้เป็นครั้งแรก แต่ทุกครั้งที่ได้ฟัง ความสะท้านสะเทือนและลมพายุที่พัดกระหน่ำอยู่ในหัวใจของเขากลับเหนือเกินกว่าทุกคนที่เล่าลือเรื่องพวกนี้

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!
Exit mobile version