ตอนที่ 1589 ผืนทรายแห่งมิติ
พระราชวังนั้นมีรังสีของความเก่าแก่โบร่ำโบราณราวกับตั้งอยู่มาแล้วนานนับปีไม่ถ้วนโครงสร้างของมันเหมือนจะทะลุออกมาจากช่วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์
“พระราชวังนี้น่าจะเป็นสิ่งที่นักปราชญ์โบราณหรันชิวสร้างไว้ถ้ามีเครื่องรางฟ้าประทานในตำนานอยู่ที่นี่จริงๆ มันก็คงจะอยู่ข้างในนั่นแหละ!” หลัวลั่วชิงพูด
มองแค่แวบเดียวก็เห็นชัดแล้วว่าพระราชวังนี้ไม่ธรรมดามันไม่ได้มีโครงสร้างเหมือนกับสิ่งปลูกสร้างทั่วไปและวิธีการปกปิดตัวเองของมันก็สร้างความหวาดกลัวให้เกิดขึ้นได้แม้แต่กับหัวใจของเหล่านักรบขั้นนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ทำให้คู่ควรที่จะเป็นผลงานของศิษย์สายตรงที่แข็งแกร่งที่สุดของปรมาจารย์ขง
จางเซวียนเปิดใช้งานดวงตาหยั่งรู้เขาสำรวจพื้นที่โดยรอบพระราชวังอย่างรวดเร็วครู่ต่อมาก็พูดอย่างเคร่งขรึม “ร่องรอยสิ้นสุดลงที่นี่เป็นไปได้ว่าเจ้า 4 คนนั่นเข้าไปในพระราชวังแล้วเรารีบตามเข้าไปเถอะ!”
รู้ดีว่าเรื่องนี้สำคัญแค่ไหนทั้งสามจึงรีบบินไปยังพระราชวังที่อยู่ตรงหน้า
แม้พระราชวังจะดูเหมือนอยู่ไม่ไกลจากพวกเขานักอย่างมากก็ราว20ลี้แต่ทุกคนก็พบว่ามีบางอย่างผิดปกติเพราะไม่ว่าจะพยายามบินไปอย่างรวดเร็วสักแค่ไหนพระราชวังก็ยังคงรักษาระยะห่างกับพวกเขาอยู่เท่าเดิมราวกับช่องว่างระหว่างทุกคนกับพระราชวังนั้นไม่ได้ลดลงเลย
“เราเจอเข้ากับค่ายกลภาพลวงตาอีกอันหรือเปล่า?” จางเซวียนถามด้วยสีหน้าไม่สู้ดี
เขาเคยเจอสถานการณ์แบบนี้เมื่อครั้งอยู่ที่สระดาบของผู้อาวุโสผู้เชี่ยวชาญเพลงดาบมันดูจะเป็นเหตุการณ์ที่เหนือธรรมชาติคือไม่ว่าเขาจะเดินไปไกลสักแค่ไหนลงท้ายก็จะวนกลับมาที่จุดเดิม
หรือว่าจะเป็นสถานการณ์แบบเดียวกัน?
“ไม่ใช่หรอก” หลัวลั่วชิงรู้สึกถึงปัญหานี้เช่นกันเธอขมวดคิ้ว “ถ้าฉันเข้าใจไม่ผิดมันน่าจะเป็นผืนทรายแห่งมิติ!”
“ผืนทรายแห่งมิติ?” จางเซวียนงง
แม้แต่หวู่เฉินก็ไม่เข้าใจ
“ฉันเคยอ่านในหนังสือที่มีบันทึกไว้ผืนทรายแห่งมิติคือผลผลิตของมิติที่แตกสลายซึ่งหากผืนทรายรวมตัวเข้าด้วยกันอีกครั้งก็สามารถสร้างมิติที่สมบูรณ์แบบได้แต่การเดินทางข้ามผืนทรายแห่งมิติถือเป็นภารกิจที่ท้าทายมาก” หลัวลั่วชิงอธิบาย “ถ้าจะพูดให้เห็นภาพก็เหมือนกับพายเรือทวนกระแสน้ำยิ่งพายเร็วขึ้นเท่าไหร่แรงต้านก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้นด้วยเหตุนี้ไม่ว่านักรบคนหนึ่งจะทรงพลังสักแค่ไหนก็จะต้องจนปัญญาเมื่ออยู่ต่อหน้ามันไม่อาจเดินทางรุดหน้าไปได้”
“ในอีกแง่หนึ่งแม้เราจะรู้สึกว่ากำลังเดินทางด้วยความเร็วเท่าเดิมแต่การเลื่อนไหลของมิติที่อยู่ในผืนทรายแห่งมิตินั้นจะกดข่มเราไว้ทำให้การเคลื่อนไหวของเราเชื่องช้าราวกับหอยทากส่งผลให้เราแทบไม่ก้าวหน้าไปไหนเลย!”
“มีของแบบนี้อยู่ในโลกด้วยหรือ?” จางเซวียนอัศจรรย์ใจ
เขาไม่เคยได้ยินเรื่องผืนทรายแห่งมิติมาก่อนแต่คำอธิบายของหลัวลั่วชิงทำให้เข้าใจชัดเจนมันก็ไม่ต่างอะไรกับการวิ่งบนสายพานยิ่งพยายามวิ่งไปข้างหน้าสายพานก็จะเลื่อนกลับไปข้างหลังทำให้ระยะทางที่ได้เป็นศูนย์ต่อให้วิ่งเร็วขนาดไหนก็จะย่ำอยู่ที่เดิมไม่อาจรุดหน้าไปได้เลย
“ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงเราคงเดินหน้าโดยผ่านบริเวณนี้ไม่ได้แล้ว 4 คนนั่นผ่านอุปสรรคนี้ไปได้อย่างไร?” หวู่เฉินขมวดคิ้วด้วยความสงสัย
ในแง่ของพละกำลังพวกเขาไม่ได้อ่อนด้อยกว่าทั้ง 4 คนนั้นเลยแต่ทำไมอีกฝ่ายถึงผ่านผืนทรายแห่งมิติไปได้ในขณะที่พวกเขาทำไม่ได้?
“เป็นไปได้ว่าพวกนั้นคงใช้ของล้ำค่าบางอย่างที่สกัดกั้นการเคลื่อนไหวของผืนทรายแห่งมิติไว้เมื่อกระแสการพัดของทรายถูกระงับการเดินทางผ่านมันก็คงไม่ยากเกินไป” หลัวลั่วชิงอธิบาย
“เป็นไปได้ไหมหากเราจะใช้หลุมแห่งมิติเพื่อกระโจนผ่านผืนทรายแห่งมิตินี้เราน่าจะผ่านมันไปได้เช่นกันไม่ใช่หรือ?” จางเซวียนตั้งคำถาม
ก่อนหน้านี้หวู่เฉินได้ใช้ประโยชน์จากหลุมแห่งมิติเพื่อข้ามระยะทางหลายล้านลี้ได้ในชั่วพริบตาในเมื่อระยะห่างระหว่างพวกเขากับพระราชวังก็เพียงแค่ 20ลี้เรื่องนี้ก็น่าจะง่ายกว่ากันมาก
“ทฤษฎีของการเดินทางโดยใช้หลุมแห่งมิตินั้นก็เหมือนการใช้ค่ายกลทะลุมิติคุณพูดไม่ผิดหรอกที่ว่าเราสามารถกระโจนผ่านผืนทรายแห่งมิติได้แต่ปัญหาก็คือผืนทรายแห่งมิตินั้นไม่เสถียรหากเราพยายามเดินทางข้ามมันโดยใช้ศาสตร์แห่งมิติฉันเกรงว่ามันอาจก่อให้เกิดคลื่นรบกวนของมิติขึ้นในเมื่อมิติลี้ลับแห่งนี้มีความแข็งแรงมั่นคงอย่างที่เราคาดไม่ถึงฉันจึงไม่คิดว่าจะเป็นเรื่องดีนักหากจะพยายามทดสอบความแข็งแรงของมันโดยใช้คลื่นรบกวนแห่งมิติ” หลัวลั่วชิงตอบพร้อมกับขมวดคิ้ว
ต่อให้นักรบขั้นการพักฟื้นภายในก็ยังมีปัญหาในการเอาตัวรอดจากคลื่นรบกวนแห่งมิติดังนั้นการที่จะพยายามกระโจนข้ามมันจึงถือว่าอันตรายมากสำหรับจางเซวียนอีกอย่างมันอาจนำความไม่เสถียรมาสู่มิติลี้ลับที่พวกเขากำลังอาศัยอยู่และนั่นอาจนำไปสู่ผลกระทบอันไม่พึงปรารถนาได้
“ก็แปลว่าไม่มีทางที่เราจะผ่านมันไปได้เลย?” จางเซวียนตั้งคำถามอีก
บินข้ามมันไปก็ไม่ได้ใช้การกระโจนผ่านมิติก็เป็นอันตรายพระราชวังอยู่ต่อหน้าต่อตาพวกเขานี่เองจะไม่มีหนทางไปถึงที่นั่นเลยจริงๆ หรือ?
“ก็ไม่เป็นอย่างนั้นเสียทีเดียวหรอกหากเราสามารถสกัดกั้นพื้นทรายแห่งมิติให้หยุดนิ่งได้เหมือนที่พวกนั้นทำก็คงผ่านมันไปได้สบาย” หลัวลั่วชิงตอบ
“สกัดกั้นผืนทรายแห่งมิติให้หยุดนิ่ง?” จางเซวียนทวนคำขณะเบนสายตาไปที่หวู่เฉิน
ความเข้าใจเรื่องมิติของเด็กชายวัยรุ่นคนนี้เทียบชั้นได้แม้แต่กับเหล่าผู้เชี่ยวชาญของตระกูลหลัวบางทีเขาอาจมีวิธีแก้ปัญหาที่ทุกคนกำลังเผชิญอยู่
เห็นสายตาของจางเซวียนหวู่เฉินส่ายหน้า “ถ้าผมมีเครื่องเก็บงำมิติของตระกูลหลัวก็คงจัดการได้แต่เกรงว่าในสภาวะนี้ผมคงทำอะไรไม่ได้หรอก”
“เครื่องเก็บงำมิติ?”
“มันเป็นของล้ำค่าที่ผู้ก่อตั้งตระกูลหลัวพบโดยบังเอิญมีความสามารถในการยับยั้งมิติให้หยุดนิ่งและสยบคลื่นรบกวนของมิติได้ผืนทรายแห่งมิติที่อยู่ตรงหน้าเรานั้นถือว่ารับมือด้วยได้ยากแต่หากมีเครื่องเก็บงำมิติเราก็สามารถสกัดกั้นการเคลื่อนไหวของมันได้โดยง่าย” หวู่เฉินพูดพร้อมกับพยักหน้า
“เครื่องเก็บงำมิติมีอานุภาพไร้เทียมทานขนาดนั้นเชียวหรือ?”
จางเซวียนตาโตด้วยความประหลาดใจ
เขาเคยได้ยินว่าองค์หญิงน้อยแห่งตระกูลหลัวมีเครื่องเก็บงำมิติและเคล็ดวิชาผู้เก็บงำมิติทำให้เธอมีประสิทธิภาพการต่อสู้ที่สร้างความพรั่นพรึงให้กับนักรบทุกคนแต่เขาก็ไม่เคยดวลกับเธอมาก่อนและในส่วนลึกของหัวใจเขายังมองเธอเป็นสาวน้อยใสซื่อมารยาทงามที่เรียกขานเขาว่าท่านอาจารย์
จางเซวียนไม่เคยคิดเลยว่าเครื่องเก็บงำมิติจะมีอานุภาพน่าทึ่งขนาดนี้
“เครื่องเก็บงำมิตินั้นเป็นของล้ำค่าที่มีอานุภาพไร้เทียมทานแต่เท่าที่ฉันรู้สึกหลัวฉีฉีน่าจะยังไม่สามารถปลดปล่อยประสิทธิภาพของมันออกมาได้” หลัวลั่วชิงตั้งข้อสังเกต “แต่นั่นแหละพูดกันตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์หรอกเครื่องเก็บงำมิติไม่ได้อยู่ที่นี่หรือต่อให้เรากลับไปนำมันมาได้ก็คงมาไม่ทันเวลา”
“ก็จริง…” จางเซวียนพยักหน้าอย่างจนปัญญา
ถึงเครื่องเก็บงำมิติจะมีพลังอันน่าทึ่งแต่พวกเขาก็ไม่ได้มีมันอยู่กับตัว
อีกอย่างหลังจากที่เขาฝากรอยแผลลึกไว้ในหัวใจของหลัวฉีฉีแล้วต่อให้เขาจะหน้าด้านหน้าทนขนาดไหนก็คงไม่อาจกลับไปยังตระกูลหลัวเพื่อขอยืมของล้ำค่าของพวกเขาได้!
“พูดถึงเครื่องเก็บงำมิติผมเกิดความคิดหนึ่งขึ้นมาถ้าเรา…แต่นั่นคงไม่ได้ผลหรอกช่างมันเถอะ!” หวู่เฉินพูดขึ้นมาอย่างกะทันหันแต่หลังจากพูดไปเพียงไม่กี่คำเขาก็ยิ้มเจื่อนๆ และส่ายหน้า
จางเซวียนหันไป “พูดสิ่งที่คุณคิดออกมาเถอะเราอาจพบหนทางแก้ไขที่ทำได้จริงก็ได้”
“อันที่จริงความเข้าใจเรื่องมิติของตระกูลหลัวกับของนักปราชญ์โบราณชิวอู๋นั้นต่างก็มีต้นกำเนิดมาจากเครื่องเก็บงำมิติดังนั้นแก่นสารของมรดกตกทอดเรื่องมิติของพวกเขาจึงอยู่ที่การสกัดกั้นและการเสริมกำลังมิติให้เกิดความเสถียรถ้าพวกเราคนใดคนหนึ่งทำความเข้าใจมันได้เราก็จะสามารถยับยั้งกระแสของผืนทรายแห่งมิติและบินข้ามมันไปได้อย่างง่ายดาย!” หวู่เฉินพูด
“แต่แก่นสารของมิตินั้นก็ทำความเข้าใจได้ยากกว่าแก่นสารเรื่องอื่นๆ ผมใช้เวลานานนับปีไม่ถ้วนกว่าจะมีความเข้าใจเรื่องมิติในระดับนี้และต้องอ่านหนังสือโบร่ำโบราณมากมายกว่าจะเข้าถึง…”
เมื่อได้ยินคำนั้นจางเซวียนพลันนึกได้และถามว่า “ถ้าผมแบ่งระดับขั้นของมิติออกเป็นการบีบอัดการทะลุมิติการควบคุมการสรรค์สร้างและการทำลายผมจะต้องสำเร็จความเข้าใจขั้นไหนถึงจะศึกษาแก่นสารเรื่องมิติของตระกูลหลัวได้?”
“ถ้าคุณแบ่งโดยใช้ระดับขั้นแบบนั้น…” หวู่เฉินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “คุณจะทำความเข้าใจแก่นสารแห่งมิติของตระกูลหลัวได้ก็ต่อเมื่อเข้าถึงขั้น 4 ซึ่งเป็นขั้นของการสรรค์สร้าง”
“ขั้น 4?”
จางเซวียนตาโตด้วยความตื่นเต้นเขาเหยียดริมฝีปากยิ้มอย่างมั่นใจจากนั้นก็ตั้งคำถามอีกครั้งด้วยแววตาเป็นประกาย “เมื่อครู่นี้คุณพูดว่าคุณมีหนังสือโบร่ำโบราณมากมายที่เกี่ยวกับมิติ…แล้วตอนนี้มีอยู่กับตัวหรือเปล่า?ผมอยากขอยืมหน่อย!”
