ตอนที่ 220 การกลับมาของหนังสือสีทอง
“ซื่อสัตย์และมีจิตใจอันชอบธรรม รวมถึงทำทุกอย่างบนพื้นฐานของคุณธรรม อาจารย์ต้องมีคุณสมบัติแบบนี้จึงจะได้รับความเคารพยกย่องจากลูกศิษย์ด้วยใจจริง จนถึงขนาดที่พวกเขาเต็มใจเข้าเสี่ยงในทุกรูปแบบเพื่อรักษาเกียรติยศและปกป้องศักดิ์ศรีให้อาจารย์ของพวกเขา แม้มันอาจจะหมายถึงความตายก็ตาม” จวงเชียนริมฝีปากสั่นอย่างไม่อยากจะเชื่อ “ว่ากันว่า มีแต่ปรมาจารย์ระดับ 4 ดาวเท่านั้นที่มีคุณสมบัติถึงขั้นนี้ แต่เขา…เขา…”
นอกจากพูดคำว่า ‘เขา’ ถึง 2 ครั้งแล้ว จวงเชียนก็ไม่รู้จะพูดอะไรต่อ
สถานการณ์ตรงหน้าเขาช่างอัศจรรย์นัก ทำให้ถ้อยคำสวยหรูต่างๆหมดความหมายไปเลย
“เขาสอนนักเรียนมาได้แค่ครึ่งเดือน แถมยังไม่อยู่เสียมากกว่า 10 วัน นั่นหมายความว่าเขาได้ใช้เวลากับนักเรียนอย่างมากก็แค่ 4-5 วันเท่านั้น แล้วทำไมนักเรียนของเขาถึงเต็มใจปกป้องศักดิ์ศรีให้เขาขนาดนี้ เขา…เขาทำได้อย่างไร?”
เจิงเฟยกลืนน้ำลาย
“นักเรียนต้องมีความเชื่อมั่นในตัวอาจารย์อย่างลึกซึ้ง ถึงจะเต็มใจปกป้องศักดิ์ศรีให้เขาได้ ดูเหมือนว่า…พวกเราประเมินอาจารย์จางเซวียนคนนี้ต่ำไปเสียแล้ว!”
หลิวหลิงถอนหายใจ
“อันที่จริง ตอนที่ผมได้ยินว่าปรมาจารย์หยางรับเขาเป็นศิษย์ ผมผิดหวังมาก แต่จากที่เห็น ดูเหมือนว่าต่อให้เขารับพวกเราเป็นอาจารย์ เราก็คงไม่มีอะไรจะถ่ายทอดให้เขาหรอก” จวงเชียนยิ้มเจื่อนๆ
ผู้ที่จะเป็นอาจารย์ของใครได้จะต้องมีความรู้มากเพียงพอที่จะถ่ายทอดให้เขา ถ้ามีความรู้อ่อนด้อยกว่าลูกศิษย์ล่ะก็ จะชี้แนะลูกศิษย์ได้อย่างไร?
ก่อนหน้านี้ พวกเขารู้สึกเสียดายที่คนหนุ่มมีคุณภาพถูกปรมาจารย์หยางชิงตัวไป และออกจะผิดหวัง แต่เมื่อได้เห็นนักเรียนที่จางเซวียนสอนมาเพียงครึ่งเดือนต่างเต็มใจเอาตัวเข้าเสี่ยงเพื่อปกป้องศักดิ์ศรีให้เขาขนาดนั้น พวกเขารู้สึกอับอาย
การสร้างความไว้วางใจให้เกิดขึ้นในตัวนักเรียนจนถึงขั้นที่พวกเขากล้าเอ่ยคำท้าต่อผู้ที่แข็งแกร่งกว่าขนาดนั้น แม้สามปรมาจารย์ก็ไม่คิดว่าพวกเขามีความสามารถพอที่จะทำได้
ตอนนี้ทั้งสามต่างรู้สึกว่าโชคดีแล้วที่พวกเขาไม่ประสบความสำเร็จในการรับจางเซวียนมาเป็นผู้ช่วย เพราะหากผู้ช่วยเก่งกาจกว่าอาจารย์ พวกเขาคงไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน
ขณะที่ทั้งสามปรมาจารย์กำลังรู้สึกอับอายอยู่นั้น ความชุลมุนก็เกิดขึ้นบนอัฒจันทร์ผู้ชม ทุกคนจ้องเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างงงงัน
การที่นักเรียนท้าอาจารย์ถือเป็นการลบหลู่อย่างชัดเจน ถึงกับถามเขาอีกต่างหากว่าเขาจะกล้ารับคำท้าหรือไม่
มันเป็นการดูหมิ่นลู่ฉวินอย่างร้ายกาจ
หลังจากสูญเสียเกียรติยศไปหมดแล้วจากการประเมินอาจารย์ เขาจึงตั้งใจเจาะจงตัวอาจารย์จางเพื่อเรียกศักดิ์ศรีกลับคืนมาบ้าง แต่นักเรียนของอาจารย์จางกลับบอกว่าเขาไม่คู่ควรที่จะท้าอาจารย์ของพวกเขา และให้มาดวลกับพวกเขาเสียเอง…
แต่ว่า…
ถึงทำแบบนั้นแล้วจะลำพองใจ แต่การกระทำของทั้งห้าถือเป็นความสะเพร่าอย่างแรง เพราะไม่ว่าอย่างไร ทุกคนก็เป็นแค่นักเรียนใหม่ที่เพิ่งเข้ามาเรียนได้ไม่นาน ต่อให้สำเร็จวรยุทธขั้นสูงขึ้นในช่วงสองสามวันที่ผ่านมา
แต่พวกเขาก็ฝึกฝนมาได้แค่ครึ่งเดือนเท่านั้น การยื่นคำท้าต่ออาจารย์คนดังที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของโรงเรียน ยังไม่ต้องพูดถึงว่าเขาเป็นผู้เชี่ยวชาญขั้นพี่เชวี่ยแล้ว ทั้งห้าคนจะเอาชนะได้อย่างไร?
“ดูจ้าวหย่าสิ!”
ฝูงชนกำลังคิดว่านักเรียนกลุ่มนี้เอาตัวเองเข้าเสี่ยงมากเกินไปเสียแล้วด้วยการยื่นคำท้าลู่ฉวิน แต่ในตอนนั้นก็มีสองสามคนตะโกนโหวกเหวกขึ้นมา
เมื่อได้ยินเสียงตะโกน ทุกสายตาก็หันไปจับจ้องสาวน้อยผู้งดงามจนเกินบรรยาย
ในตอนนั้น รังสีที่เปล่งออกจากร่างของเธอคมปลาบราวกับหอกที่แทงทะลุได้ถึงสวรรค์ มันมีพลังมากขึ้นและคมขึ้นทุกทีๆ
บึ้ม!
ขณะที่รังสีนั้นเปล่งพลังแรงขึ้น ร่างกายของเธอก็ดูเหมือนจะเปลี่ยนแปลงไปด้วย เธอสวยขึ้น บริสุทธิ์ผุดผ่องขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ดูราวกับเทพธิดา
“เธอ…กำลังฝ่าด่านวรยุทธ!”
“ตันเถียนขั้นสูงสุด, เจิ้นซี่, เจิ้นซี่ขั้นสูงสุด, ผีกู่…ผีกู่ขั้นสูงสุด? มันเป็นไปได้อย่างไรกัน?”
“ฝ่าด่านวรยุทธได้ถึงสองสามขั้นในช่วงเวลาไม่กี่อึดใจ วรยุทธของคนจะพุ่งพรวดรวดเร็วแบบนั้นได้อย่างไร?
“เป็นไปได้ไหมว่า…เธอจงใจข่มวรยุทธไว้ก่อนและตั้งใจเก็บมันไว้จนถึงตอนนี้ แล้วมาเผยรวดเดียวเพื่อให้ทุกคนทึ่ง?”
“ก็เป็นไปได้นะ…ดูนั่น เธอสำเร็จขั้นติ่งลี่แล้ว!”
เมื่อมองจ้าวหย่าที่อยู่บนเวที ทุกคนรู้สึกเหมือนจะเป็นบ้า
เธอฝ่าด่านวรยุทธอะไรได้ขนาดนั้น!
“นี่…นี่มัน…”
ได้เห็นแบบนั้น จูหงถึงกับทรุด ริมฝีปากเขียวซีดด้วยความตกใจ
เขาตั้งใจจะล้างอายจากการโดนเหยียดยามเมื่อครั้งก่อน และโดยเฉพาะเมื่อตัวเองสำเร็จวรยุทธขั้นเจิ้นซี่แล้ว แต่ลงท้ายก็ไม่มีโอกาสจะได้ก้าวขึ้นสังเวียน มันทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดและไม่พอใจเป็นอย่างมาก จูหงถึงกับคิดว่าจะหาโอกาสนัดดวลกับจ้าวหย่าและคนอื่นๆเป็นการส่วนตัวเพื่อแก้แค้นให้ได้ แต่เมื่อได้เห็นภาพตรงหน้า ก็ลันรู้ตัวว่าความคิดของเขาช่างเหลวไหลเละเทะขนาดไหน
โชคดีแค่ไหนแล้วที่เขาไม่ได้ประลองกับเธอ ไม่อย่างนั้น ด้วยพละกำลังของจ้าวหย่า เธอคงสับเขาทีเดียวและเป็นโจ๊กแน่
น่าสะพรึงอะไรอย่างนี้!
อาจารย์จางฝึกฝนลูกศิษย์ให้ถึงขั้นนี้ได้อย่างไร?
ลูกศิษย์ของเขาพัฒนาเร็วขนาดนี้ได้อย่างไรกัน?
ในที่สุด จ้าวหย่าก็หยุดอยู่แค่ติ่งลี่ขั้นสูงสุด ในตอนนั้นเธอดูเหมือนอยู่ห่างจากการเป็นเทพธิดาเพียงก้าวเดียว ทุกท่วงท่าของเธอเผยความงดงามอ่อนช้อยออกมา ทำให้เธอกลายเป็นจุดสนใจของทุกคน
“นี่คือผลของการปลุกสภาวะปราณหยินบริสุทธิ์หรือ?”
ท่านเจ้าเมืองจ้าวเฟิงกับพ่อบ้านเหยาฮั่นเบิ่งตาและกำหมัดแน่นโดยไม่รู้ตัว
แม้พวกเขาจะรู้อยู่ก่อนแล้วว่าจ้าวหย่ามีสภาวะดังกล่าว และอาจารย์จางก็ได้เตรียมยาปลดปล่อยพลังหยินให้เป็นการเฉพาะสำหรับเธอเพื่อปลุกสภาวะนั้น แต่พวกเขาก็ไม่คาดคิดว่ามันจะทรงพลังและน่าเกรงขามขนาดนี้
การยกระดับวรยุทธจากตันเถียนขึ้นเป็นติ่งลี่ขั้นสูงสุดในเวลาเพียงครู่เดียว…
“เสี่ยวหย่าได้เจออาจารย์ที่ดีจริงๆ!”
ท่านเจ้าเมืองจ้าวเฟิงเอ่ยขึ้นเมื่อคลายจากความตกใจแล้ว
เขารู้สึกว่าตัวเองบกพร่องในความรับผิดชอบของการเป็นบิดา เพราะไม่รู้ถึงสภาวะปราณหยินบริสุทธิ์ของลูกสาวและความทุกข์ทรมานที่เธอต้องเผชิญ
ถ้าไม่ได้พบอาจารย์จาง นอกจากจ้าวหย่าจะเพิ่มระดับวรยุทธไม่ได้ขนาดนี้แล้ว ก็ยังต้องทุกข์ทรมานกับสภาวะพิเศษของตัวเองที่ทำให้การฝึกวรยุทธต้องชะงักงันด้วย
“เราได้ยินมานานแล้วว่าการปลุกสภาวะพิเศษจะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง ทำให้ระดับวรยุทธของผู้นั้นพุ่งพรวด เราเคยคิดว่ามันเป็นเรื่องเหลวไหล แต่จากที่เห็น…ดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่องจริง ท่านเจ้าเมืองจ้าวเฟิง, คุณมีลูกสาวที่ดีมาก ในอนาคต อาณาจักรเทียนเซวียนของเราคงจะได้ไว้วางใจให้เธอเข้ามารับตำแหน่ง!”
ฮ่องเต้เซินจุยที่นั่งอยู่ข้างๆอดพูดขึ้นไม่ได้
ฮ่องเต้เซินจุยรู้ว่าจ้าวเฟิงเข้ามายังเมืองหลวงด้วยกิจธุระเกี่ยวกับสภาวะปราณหยินบริสุทธิ์ของลูกสาว ตอนแรกทรงคิดว่าเธอคงจะเก่งกาจขึ้นกว่าเดิมเพียงเล็กน้อย ไม่เคยนึกฝันว่าเธอจะ…เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างน่าทึ่งขนาดนั้น
ด้วยเวลาเพียงครึ่งเดือน เธอพัฒนาจากนักรบขั้น 1-จวีซี ขั้นสูงสุด ไปเป็นนักรบขั้น 5 – ติ่งลี่ ขั้นสูงสุด…
นี่ไม่ใช่อัจฉริยะแล้ว ต้องบอกว่าเธอปะทะสวรรค์ได้เลยต่างหาก!
ด้วยความสามารถขนาดนี้ เธอจะต้องกลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่!
บางทีในอนาคต อาณาจักรเทียนเซวียนคงจะได้พึ่งพาสาวน้อยคนนี้ให้เป็นผู้นำพาช่วงเวลาแห่งความรุ่งโรจน์เข้ามาสู่อาณาจักร
“คุณกล้าท้าผมหรือ?” ลู่ฉวินไม่ใส่ใจความตะลึงของฝูงชน แค่เห็นทีท่าบรรดาลูกศิษย์ของจางเซวียนที่กล้าท้าเขา ก็ถึงกับหน้าตาบูดเบี้ยว
อะไรจะลำบากขนาดนี้ ถ้าเขาถอย ทุกคนก็จะพากันคิดว่าเขากลัว แต่ถ้าเขาเดินหน้า ใครต่อใครก็คงจะหาว่าเขารังแกคนอ่อนแอกว่า ถึงได้ชัยชนะก็ไม่ได้นำเกียรติยศมาให้เขาเลย ส่วนความพ่ายแพ้ก็รังแต่จะนำความอับอายขายหน้ามาให้มากขึ้นอีก
เขาอึดอัดจนอยากจะเป็นบ้า
“ถูกต้อง! ต่อให้เราสู้คุณไม่ได้ แต่เพื่อศักดิ์ศรีของอาจารย์จาง เราจะไม่เสียใจเลย!”
จ้าวหย่ากับพรรคพวกยืนยันอย่างเด็ดเดี่ยว
ขนาดคนใจอ่อนอย่างหวังหยิ่งก็ไม่ถอย
อาจารย์จางเป็นคนพิเศษในหัวใจของพวกเขา ที่พวกเขาพยายามกันอย่างหนักตลอดสองสามวันที่ผ่านมา ก็เพื่อนำศักดิ์ศรีมาให้อาจารย์เท่านั้น
วันนี้ ตัวการที่จ้องจะทำลายชื่อเสียงของอาจารย์มาอยู่ตรงหน้าพวกเขาแล้ว… พวกเขาจะไม่ปล่อยให้มันลอยนวลเป็นอันขาด!
อาจารย์จาง อนุญาตให้พวกเราเรียกความยุติธรรมกลับคืนมาให้อาจารย์ด้วย!
อาจารย์จาง อนุญาตให้พวกเราล้างมลทินของการเย้ยหยันและการดูถูกที่อีกฝ่ายหนึ่งทำกับคุณไว้!
“เด็กพวกนี้…”
ได้เห็นภาพตรงหน้า แม้จางเซวียนจะมีจิตใจแข็งแกร่งอดทน ถึงขั้นที่เข้าถึงสภาวะของหัวใจแห่งธาราสงบเย็นแล้ว เขาก็ยังมีดวงตาแดงก่ำ
ตั้งแต่แรก เหตุผลที่เขารับเด็กพวกนี้เป็นศิษย์ก็เพราะไม่อยากถูกขับออกจากโรงเรียนเท่านั้น แค่กันไม่ให้เกิดเรื่องวุ่นวายหลังจากที่เขาเพิ่งทะลุมิติมา
แต่ตอนนี้ เมล็ดพันธุ์ที่เขาหว่านไว้ได้นำป่าทั้งป่ามาให้เขา
เขาไม่ใช่อาจารย์ที่เก่งกาจอะไร และไม่ได้จงใจจะผลักดันให้เด็กพวกนี้ลุกขึ้นมาเคลื่อนไหวด้วย ทั้งหมดที่เขาทำก็แค่เติมเต็มความรับผิดชอบของตัวเอง ไม่อยากทำให้ใครผิดหวัง แต่…สิ่งที่ได้รับกลับมาได้ทำให้เขาซาบซึ้งจนถึงกับมีน้ำตา
เขาเคยนึกใคร่ครวญอยู่เสมอว่าสิ่งที่ตัวเองกำลังทำนั้นคุ้มค่าหรือไม่ แต่ตอนนี้เขารู้แล้วว่าหัวใจของมนุษย์นั้นไม่อาจวัดได้ด้วยทองหรือวัตถุมีค่าอื่นใด ต่อเมื่อคุณให้ใจพวกเขาจนหมดใจเท่านั้นที่คุณจะได้รับความจริงใจกลับมาเป็นการตอบแทน มันไม่สำคัญเลยว่าจะคุ้มค่าหรือไม่ หรือเขาควรจะทำมันหรือเปล่า!
“ไม่สงสัยเลยว่าเด็กพวกนี้ฝึกฝนทักษะการผนึกกำลังโจมตีเพื่ออะไร เป็นไปได้ว่าต่อให้ลู่ฉวินไม่ท้าเรา พวกนี้ก็คงจะยื่นคำท้าเขาเพื่อเอาคืนแทนเราอยู่ดี!”
ในที่สุดเขาก็เข้าใจเหตุผลเบื้องหลังของเนื้อหาที่เขาเพิ่งเจอในห้องสมุดก่อนหน้านี้ เขารู้สึกสะเทือนใจ
เขาสงสัยมาตลอดว่าทำไมเด็กพวกนี้ถึงฝึกเคล็ดวิชาการผนึกกำลังโจมตี ซึ่งตอนนี้ก็ชัดเจนแล้วว่าพวกเขาเตรียมการทั้งหมดเพื่อวันนี้
พวกเขาได้เห็นกับตาแล้วว่าลู่ฉวินกดดันให้จางเซวียนต้องเข้าร่วมการทดสอบประเมินอาจารย์ ทำให้เขาต้องเจอเรื่องยุ่งยาก ทั้งยังพยายามทำลายชื่อเสียงของเขาด้วย ต่อให้วันนี้ลู่ฉวินไม่ยั่วยุจางเซวียน ถึงอย่างไรพวกเขาก็ต้องเดินหน้า ต้องมีปากเสียงกับฝ่ายนั้น และต้องท้าเขาดวลอยู่ดี
แม้ทุกคนจะรู้ว่าตัวเองไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่เทียบชั้นกับลู่ฉวินได้ ทั้งยังรู้ว่าที่ทำไปก็ไม่ต่างอะไรกับฆ่าตัวตาย…แต่ก็ยังเดินหน้า
ทั้งหมดนี้…ก็เพื่อปกป้องศักดิ์ศรีให้อาจารย์ของพวกเขาเท่านั้น!
เจ้าเด็กพวกนี้…
แค่คิดก็…
จางเซวียนตัวสั่นสะท้าน เขาพยายามกลั้นน้ำตา
“เราจะต้องไม่ปล่อยให้เด็กพวกนี้ไปเสี่ยง…”
จางเซวียนกำลังจะลุกขึ้นห้าม ก็พลันรู้สึกถึงอาการกระตุก บนชั้นหนังสือในหอสมุดเทียบฟ้า หนังสือสีทองได้ปรากฏขึ้นอีกครั้งหนึ่ง และมีหน้าหนังสือสีทองหน้าใหม่อยู่ในนั้น
“หนังสือเล่มนี้…เป็นไปได้ไหมว่ามันจะเกี่ยวข้องกับความกตัญญูของเด็กๆ?”
เห็นหนังสือปรากฏขึ้น จางเซวียนถึงกับอึ้งไป
ครั้งที่แล้วที่หนังสือสีทองปรากฏขึ้นมา เขาไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร แต่ครั้งนี้หนังสือปรากฏขึ้นตอนที่เด็กๆกำลังเอาตัวเข้าเสี่ยงเพื่อปกป้องศักดิ์ศรีให้เขา เป็นไปได้ไหมว่าหนังสือสีทองจะเกี่ยวข้องกับเด็กๆเหล่านั้น?
แต่ความคิดนี้ก็หายวับไปอย่างรวดเร็วพอๆกับตอนที่มา
มันไม่ใช่เวลาที่จะคิดเรื่องแบบนี้ เขายืนขึ้นและกำลังจะเดินไปบอกลูกศิษย์ให้หยุด ก็พอดีพวกเขาหันกลับมาพร้อมๆกันและมองเขาเป็นตาเดียว
“อาจารย์จาง พวกเราตัดสินใจแล้ว เราหวังว่าคุณจะไม่ขวาง”
สายตามุ่งมั่นของจ้าวหย่ามองตรงมา ด้วยรอยยิ้มน้อยๆ เสียงของเธอดังก้องชัดเจนไปโดยรอบ มีความเด็ดเดี่ยวไม่หวั่นไหวได้ยินชัดอยู่ในน้ำเสียง
“อาจารย์ให้พวกเรามามาก เราแค่อยากตอบแทนบ้าง อีกอย่าง พวกเราก็อยากแสดงให้ทุกคนเห็นผลของสิ่งที่อาจารย์สอนเราด้วย ทุกคนจะได้รู้ว่า…”
“เกียรติยศของอาจารย์…ไม่อาจถูกเหยียบย่ำ!”
“ศักดิ์ศรีของอาจารย์…ไม่อาจถูกลบหลู่!”
เห็นสายตามุ่งมั่นเอาจริงของบรรดาลูกศิษย์ จางเซวียนถึงกับยืนตัวแข็งและเริ่มลังเล
“พวกเราหวังว่าอาจารย์จะยินยอมรับคำขออันเห็นแก่ตัวของพวกเรา!”
จ้าวหย่าประสานมือคารวะ
“เอาล่ะ ถ้าอย่างนั้นก็ระวังตัวด้วย พวกคุณไม่ใช่คนที่จะเทียบชั้นกับเขาได้ แค่ยอมแพ้ก็พอ ไม่ต้องห่วง อาจารย์ของพวกคุณอยู่ที่นี่แล้ว จะไม่มีใครกล้าทำร้ายพวกคุณ ถึงอยากจะทำมันก็ทำไม่ได้!” จางเซวียนยืนเอามือไพล่หลังและเลิกคิ้ว รังสีอันทรงพลังพุ่งออกมาจากร่างของเขา คงจะพุ่งไปถึงสวรรค์เลยก็ว่าได้
โต๊ะและเก้าอี้ที่อยู่บริเวณนั้นแตกหักเป็นเสี่ยงๆด้วยแรงกดดันของรังสีอันเข้มข้นนั้น
“ทงฉวน…ขั้นสูงสุด?”
มีเสียงอุทานเซ็งแซ่
