Skip to content

Library Of Heaven’s Path 48


ตอนที่ 48 นี่มันอะไรกัน

“…” หวงหวี่รู้สึกงงไปหมด ขนาดเจินหนานอ๋อง คนตรงหน้ายังไม่รู้จักเลยหรือ?

พี่… พี่เป็นคนของอาณาจักรเทียนเซวียนจริงรึเปล่าเนี่ย แน่ใจนะว่าไม่ได้เพิ่งก้าวออกมาจากกองขยะในเขตชนบท

จู่ๆ เธอก็รู้สึกเสียใจที่พาจางเซวียนมาที่นี่

เขาคนนี้อะไรก็ไม่รู้เรื่อง ถ้าเขาพูดอะไรผิดๆ ถูกๆ แบบนี้ตนมิต้องพลอยถูกต่อว่าไปด้วยหรือ

อันที่จริงแล้วจางเซวียนไม่ได้เสแสร้ง แต่เขาไม่รู้อะไรเลยจริงๆ

จางเซวียนคนก่อนเป็นเพียงอาจารย์ที่ต่ำต้อยที่สุดในโรงเรียน วันๆ คิดแต่จะหาวิธีว่าทำอย่างไรไม่ให้ถูกไล่ออก เรื่องอื่นๆ ที่เกิดขึ้นในอาณาจักรเทียนเซวียนเขาไม่มีเวลาไปใส่ใจหรอก

จางเซวียนคนก่อนไม่เข้าใจแม้แต่ความแตกต่างของคำว่ากอง กรม และกระทรวง แล้วเรื่องของเจินหนานอ๋อง เขาจะไปรู้ได้อย่างไร

กำลังอยากจะฟังประวัติของเจินหนานอ๋องอยู่พอดี พลันได้ยินเสียงประตูบ้านเปิดออก มีคนท่าทางเหมือนพ่อบ้านเดินออกมาให้การต้อนรับ

“ลุงเฉิง ครั้งนี้ผมเตรียมตัวมาดีแล้ว หวังว่าจะมีโอกาสได้รับการชี้แนะจากท่านปรมาจารย์อีกครั้ง” คุณชายชุดขาวในตอนนี้มีท่าทีสุภาพมากขึ้น ผิดกับเมื่อครู่ราวฟ้ากับดิน

“ที่แท้ก็คุณชายไป๋กับคุณหนูหวงนี่เอง เชิญตามผมเข้ามาที่ห้องรับแขกด้านในก่อนเถอะ” เมื่อเห็นหน้าของทั้งสามคนอย่างชัดเจนแล้ว พ่อบ้านท่านนี้ก็ก้มคำนับแล้วเดินนำทั้งสามเข้าไปในบ้าน

จางเซวียนมองไปรอบๆ แม้วัสดุตกแต่งภายในจะไม่แพงนัก การตกแต่งในบางจุดยังสู้การตกแต่งของโรงเรียนไม่ได้ แต่กลับผสมผสานกันอย่างลงตัว ให้ความรู้สึกเงียบสงบเหมือนน้ำในบึง เป็นรสนิยมที่ไม่อาจใช้คำพูดใดมาบรรยายได้

“มีแต่ภาพวาดสีหมึกที่แสนวิเศษ ดูเป็นธรรมชาติจริงๆ” จางเซวียนอดเอ่ยปากชื่นชมไม่ได้

“คุณชายท่านนี้… สามารถรับรู้ถึงงานศิลปะได้ด้วยหรือ” พ่อบ้านที่เดินอยู่ข้างหน้าหันกลับมามองทันที

“ผมแค่รู้สึกประทับใจเท่านั้นเองครับ” จางเซวียนคิดไม่ถึงว่าแค่เอ่ยปากเบาๆ ก็สามารถทำให้พ่อบ้านเกิดความสนใจได้

ในอดีต เขาเป็นผู้ดูแลหอสมุด แม้จะเห็นผลงานมากมายนับไม่ถ้วน แต่ก็ไม่เคยหยิบพู่กันหรือวาดภาพอะไรเลยสักครั้ง

“นายท่านใช้ใจเป็นพู่กันและสวนหย่อมเป็นกระดาษ ท่านได้วาดภาพแรเงาของบ้านหลังนี้เอาไว้ทั้งหลัง คุณชายพูดไม่ผิด” พ่อบ้านพยักหน้าและเดินต่อไป

ไม่นานทั้งหมดก็เดินมาถึงห้องรับรอง

ห้องรับรองนี้มีขนาดไม่ใหญ่นัก มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ของไม้เก่า มีภาพวาดมากมายแขวนอยู่บนผนัง เมื่อก้าวเข้าไปในห้องรับรองก้าวแรก ผู้มาเยือนจะสามารถรู้สึกได้ถึงความเงียบสงบและเรียบง่าย

ต่างจากที่อื่นๆ ที่เสาบ้านจะมีเครื่องวัดพลังของหมัดและเท้า ทำให้คนที่เข้าไปรู้สึกอึดอัด เหมือนกับกำลังถูกบีบคั้น

“ผมขอตัวไปรายงานนายท่านก่อน” พ่อบ้านขอตัวหลังจากที่ได้นำทั้งสามมายังม้านั่งแล้ว

“คุณรู้เรื่องภาพวาดด้วยหรือ” หวงหวี่ถามทันทีที่เห็นพ่อบ้านเดินจากไป

บทสนทนาเมื่อครู่ หวงหวี่ก็ได้ยินเช่นกัน จริงสิ เธอไม่รู้ประวัติความเป็นมาของชายหนุ่มที่เธอพามาที่นี่เลยสักนิด

“ผมเพียงแต่เห็นว่าบนกำแพงมีภาพเหมือนอยู่เท่านั้น” จางเซวียนตอบกลับ

“เสี่ยวหวี่ อย่าไปฟังเขาพูดจาส่งเดช คนคนนี้แค่ปั้นน้ำเป็นตัว จริงๆ แล้วเขาไม่รู้เรื่องอะไรหรอก”

ได้ยินอีกฝ่ายพูดจาดูถูกเพื่อนของเธอ หวงหวี่แสดงสีหน้าไม่พอใจอย่างชัดเจน “คุณน่ะสิไม่รู้อะไร เพื่อนของฉันคนนี้มีความรู้สูง คุณคิดว่าทุกคนจะเป็นเหมือนคุณรึ ชอบแต่เสแสร้งสร้างเรื่อง”

“มีความรู้สูง? เขาเนี่ยนะ เสี่ยวหวี่ คุณต้องระวังตัวหน่อยนะ ผมเห็นว่าเจ้านี่น่าจะเป็นพวกสิบแปดมงกุฎเสียมากกว่า อายุแค่นี้บอกว่าเรียนมาสูง หึๆ สงสัยจะโม้เพื่อหาเรื่องคุยกับสาวๆ น่าอับอายจริงๆ” ได้ยินหวงหวี่ชมจางเซวียน ไป๋ซวินยิ่งโกรธขึ้นไปอีก

หวงหวี่สู้ไม่ยอมถอย “เพื่อนของฉันคนนี้มีความรู้กว้างขวาง มีความชำนาญในทุกๆ เรื่อง อย่าว่าแต่คนรุ่นเดียวกัน ต่อให้เป็นผู้ที่อาวุโสสูงกว่า ก็มีเพียงไม่กี่คนที่สามารถเทียบกับเขาได้ ไม่เหมือนคุณหรอก ทำอะไรก็ไม่เป็น วันๆ เอาแต่หาเรื่องรบราฆ่าฟันกับคนอื่น คุณต่างหากที่เป็นสิบแปดมงกุฎ”

“ความรู้กว้างขวาง? เฮอะ… ดูไปแล้วมันก็ไม่น่าจะแก่กว่าผมสักเท่าไหร่ ต่อให้เรียนหนังสือตั้งแต่ในท้องแม่ ตอนนี้เขาจะมีความรู้เท่าไหร่กันเชียว มีแต่คุณเท่านั้นแหละที่ถูกมันหลอกเอาได้” ไป๋ซวินมองจางเซวียนด้วยสายตาอาฆาตแค้น

“อายุน้อยก็หมายความว่าไร้ฝีมืออย่างนั้นหรือ? แล้วถ้าเกิดว่าเขาเป็นอัจฉริยะแต่คุณเองไม่ใช่ล่ะ อย่าไปสงสัยคนอื่นเขาเลยคุณ” หวงหวี่ตอบกลับ

“…” คำพูดของทั้งสองคนลอยข้ามไปมาเหนือศีรษะของจางเซวียน

พวกคุณจะทะเลาะกันก็หาเรื่องอื่นมาทะเลาะได้ไหม ไม่ใช่มาคุยเรื่องผมข้ามหัวกันแบบนี้

แต่ละเรื่องที่หวงหวี่โม้ออกมา จางเซวียนไม่เคยรู้เรื่องเลยสักนิด เธอยังบอกว่าเขาเป็นอัจฉริยะ ทั้งที่ตัวเขาเองเป็นอาจารย์ที่สอบได้ศูนย์คะแนนเสียด้วย

ขณะที่ไป๋ซวินกำลังจะต่อปากกลับไปอยู่นั้น ก็มีเสียงฝีเท้าดังขึ้นแล้วคนคนนั้นก็ได้เดินเข้ามา เป็นชายชราผมขาวเต็มหัว ร่างกายของเขาปล่อยปราณอ่อนๆ ออกมาตลอดเวลา ดูเป็นผู้มีบารมีสูง

พ่อบ้านคนเมื่อครู่ยืนอยู่ด้านหลังเขา คนผู้นี้คงเป็นราชครูในองค์ฮ่องเต้เซินจุย ใต้เท้าลู่เฉิน

“คารวะใต้เท้า”

เมื่อผู้เฒ่าคนนี้ปรากฏตัวขึ้น ทั้งไป๋ซวินและหวงหวี่ก็หยุดโต้คารมและโค้งคำนับทันที

“ได้ยินมาว่าเมื่อครู่มีผู้ที่ดูออกว่าภาพวาดในบ้านผมเป็นภาพวาดสีหมึก เด็กสมัยนี้จะหาคนที่รู้จักชื่นชมในศิลปะยากจริงๆ”

ลู่เฉินไม่สนใจรับการคารวะของใคร สายตาของเขาเพ่งเล็งไปที่จางเซวียนคนเดียว สงสัยว่าคำพูดของจางเซวียนเมื่อครู่คงถูกพ่อบ้านนำไปเล่าต่อให้กับลู่เฉินฟังหมดแล้ว

ไป๋ซวินเห็นว่าความสนใจของลู่เฉินไปอยู่ที่จางเซวียนหมด ในใจพลันเกิดความไม่พอใจ เขารีบแย่งพูดขึ้นทันที “ท่านปรมาจารย์ เจ้าคนนั้นมันแค่พูดส่งเดช อย่าไปสนใจเลย วันนี้ผมเตรียมตัวมาดีแล้ว รบกวนท่านชี้แนะด้วย…”

“ผมอนุญาตให้คุณเปิดปากพูดแล้วหรือ” ปรมาจารย์ลู่เฉินขมวดคิ้ว

“คือว่าผม…” ใบหน้าของไป๋ซวินแดงก่ำ แต่ก็ไม่กล้าโวยวายอะไร แม้ว่าฐานะของเขาจะสูงส่ง มีบิดาเป็นคนใหญ่คนโต แต่อยู่ต่อหน้าราชครู บารมีของเขายังห่างไกลอีกเยอะ

ลู่เฉินต่อว่าไป๋ซวินเสร็จก็หันมามองจางเซวียน “ในเมื่อคุณรู้จักภาพวาด พอดีเลย ผมมีภาพวาดใหม่อีกแผ่นหนึ่ง รบกวนช่วยวิจารณ์หน่อยจะได้ไหม?” พอพูดจบก็กางแผ่นภาพออก โดยมีพ่อบ้านเป็นคนช่วยดึงอีกด้านหนึ่ง

เป็นภาพวาดสีหมึกที่มีความงดงามแบบเรียบง่าย เมื่อแผ่นภาพถูกกางออกจะมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ลอยขึ้นมา เป็นภาพวาดที่ดูแล้วให้ความรู้สึกจิตใจสงบเป็นอย่างมาก

ในรูปมีเด็กเล็กๆ มากมายกำลังวิ่งเล่นอยู่ ภาพวาดเหมือนกับมีชีวิต รูปใบไม้เสมือนจริงราวกับถูกลมพัดไปมาอยู่ตลอดเวลา

“นี่มัน…” จางเซวียนส่ายหัว จิตของเขาไม่สามารถสัมผัสภาพวาดรูปนี้ได้ เขาเพียงแค่รู้ว่าภาพวาดนี้สวยงาม แต่ถ้าจะให้เขาตรวจงาน เขากลับไม่รู้ว่าจะตรวจอะไร… อย่างไร

“คุณต้องพูดให้ฉะฉานหน่อยนะ ท่านปรมาจารย์กำลังทดสอบคุณอยู่ เขาเป็นคนที่ชอบทดสอบคนอื่นเอามากๆ ตอนที่ฉันมาที่นี่ใหม่ๆ ก็ถูกทดสอบเหมือนกัน… ถ้าพูดได้ดี โอกาสยืมหนังสือก็จะมีมากขึ้น ถ้าพูดได้ไม่ดี คุณอาจถูกเชิญกลับบ้านได้…” ขณะที่จางเซวียนกำลังครุ่นคิด เสียงของหวงหวี่ที่ฟังแล้วค่อนข้างรีบร้อนก็ดังขึ้นข้างหู

“ทดสอบ?” จางเซวียนยิ้มแห้งๆ ถ้ารู้ว่าปรมาจารย์ลู่เฉินชอบทำอะไรแบบนี้ ตอนที่เดินเข้ามา เขาคงไม่พูดอะไรมากแล้ว

แบบนี้มันหาเหาใส่หัวชัดๆ แต่เมื่อฟังจากปากของหวงหวี่แล้ว ต่อให้ตนไม่พูดอะไรออกมา อีกฝ่ายก็จะถามอยู่ดี เพราะมันเป็นนิสัยของคนผู้นี้ไปแล้ว คงแก้ยาก

ส่วนเรื่องของการตรวจชิ้นงาน จางเซวียนจะตรวจอะไรได้ เขาไม่มีความรู้ทางด้านนี้สักหน่อย แล้วจะเห็นข้อบกพร่องของภาพวาดนี้ได้อย่างไร

อีกฝ่ายเป็นถึงราชครู มีความชำนาญด้านงานศิลปะ ถ้าเขาพูดอะไรส่งเดชไป ดีไม่ดีอาจจะไล่ตะเพิดเขาออกจากบ้านได้

“เป็นอะไรไป มีปัญหาอะไรหรือเปล่า?” เมื่อเห็นท่าทางของจางเซวียน ปรมาจารย์ลู่เฉินก็มองมา

“ไม่มีครับท่าน” จางเซวียนส่ายหัว ขณะที่เขากำลังคิดหาเอาคำต่างๆ มาแปะรวมกัน ก็นึกบางอย่างขึ้นมาได้ หอสมุดเทียบฟ้าของเขานั้น ขนาดอัญมณียังสามารถพิสูจน์ว่าเป็นของจริงหรือของปลอมได้ แล้วภาพวาดเล่า จะตรวจสอบได้หรือไม่นะ?

พอคิดได้เช่นนี้ จางเซวียนจึงก้าวออกไปหยุดตรงหน้าภาพวาด เขาใช้มือสัมผัสกับภาพเบาๆ

หอสมุดเทียบฟ้าเปิดออก หนังสือเล่มหนึ่งตกลงมาจากชั้นวางหนังสือ

เช่นเคย… เมื่ออ่านเนื้อหาจบจางเซวียนก็ดีใจขึ้นมาทันที เขาเงยหน้าขึ้นมองไปที่ลู่เฉินแล้วยิ้ม “ท่านจะให้ผมตรวจงานจริงๆ หรือครับ”

ปรมาจารย์ไม่พูดอะไร น่าจะหมายความว่าตกลง

“ผมมีความคิดเห็นเป็นอักษรแปดคำ” จางเซวียนตอบ

“วานบอก” ปรมาจารย์ลู่เฉินมองไปที่จางเซวียน

จางเซวียนพยักหน้าแล้วมองไปที่ภาพวาด เขาหันกลับมาพร้อมส่ายหัว

“แปดคำนั้นคือ… ตลกหลอก-แดก-ห่วย-แตก-บรรลัย…”

“คุณชายระวังคำพูดด้วย!” ทีแรกเพียงคิดว่าจางเซวียนจะกล่าวชมออกมาสักคำ แต่พอมาได้ยินเข้าจริงๆพ่อบ้านฟังแล้วเกือบจะเป็นลม รีบพูดดักคำพูดของจางเซวียนทันที “นี่มันเป็นภาพวาดของท่านปรมาจารย์เชียวนะ!”

ACAC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!
Exit mobile version