ตอนที่ 692 กฎระเบียบของสถาบันปรมาจารย์
หานชงพอรู้วีรกรรมที่จางเซวียนทำไว้ในเมืองหลวงแห่งสมาพันธ์นานาอาณาจักรและจักรวรรดิฮ่วนหยูอยู่บ้าง เขาเหมือนกับพายุทอร์นาโด ทำลายล้างทุกอย่างจนแทบไม่เหลือซาก
บอกได้ยากว่าสถาบันปรมาจารย์โชคดีหรือโชคร้ายที่ได้นักเรียนแบบนี้!
หานชงได้แต่ภาวนาเอาใจช่วยสถาบันในดวงใจของเขา…
จอมอสูรปีกม่วงพุ่งทะยานไปเหนือหมู่เมฆ มันลากบางอย่างที่มีหน้าตาเหมือนเรือยาว 7-8 เมตร
เรือลำนั้นประกอบด้วยห้องโดยสาร 3 ห้อง จางเซวียน หลัวฉีฉี กับหยู่เฟยเอ๋ออยู่กันคนละห้อง
เรือเหาะ!
ทางดงอสูรได้มอบสิ่งนี้ให้จางเซวียน เพื่อแสดงความสำนึกในบุญคุณที่เขารับมือกับความพยศของจอมอสูรปีกม่วงได้สำเร็จ เรือเหาะลำนี้ถูกออกแบบมาอย่างโอ่อ่าหรูหรา มีสิ่งอำนวยความสะดวกทุกชนิด
ว่ากันว่า ทางดงอสูรต้องจ่ายค่าเรือเป็นราคาเท่ากับหินวิเศษขั้นกลางหลายพันก้อน เมื่อรู้ข่าวนี้ จางเซวียนจึงพอรู้สึกใจชื้นขึ้นบ้าง
เพราะเขาต้องดึงหินวิเศษขั้นกลางส่วนของตัวเองออกมาเพื่อช่วยชีวิตอสูรมังกรแกรนิต อย่างน้อยที่สุด ก็ควรจะได้อะไรตอบแทนสักอย่าง…
หากผู้คนที่ดงอสูรรู้ว่าเขาคิดอย่างไร คงกระอักเลือดตายกันหมด จางเซวียนเอาอสูรวิเศษที่แข็งแกร่งที่สุดในดินแดนของพวกเขาไป ทั้งยังได้เรือเหาะล้ำค่าไปด้วย แต่กลับรู้สึกแค่ว่าเป็นการแลกเปลี่ยนที่สมน้ำสมเนื้อ…
จะโลภมากไปไหน!
จะต้องปล้นทรัพย์สมบัติของดงอสูรให้หมดเนื้อหมดตัวหรืออย่างไรถึงจะพอใจ?
แม้จางเซวียนจะไม่ได้คิดสูบเลือดเนื้อของดงอสูร แต่เขาก็แอบหวังว่าจะได้หินวิเศษขั้นสูงสัก 1 หรือ 2 ก้อน เป็นการแลกเปลี่ยน แต่น่าเสียดายที่ผู้อาวุโสเฉียนแทบหมดเนื้อหมดตัวไปกับจอมอสูรปีกม่วงตลอดหลายปีที่ผ่านมา แค่จะหาหินวิเศษขั้นกลางให้ได้ 100 ก้อนก็เป็นไปไม่ได้แล้ว
หลัวฉีฉีเดินมาหาจางเซวียน
“ท่านอาจารย์!”
จางเซวียนหันมามองหน้าเธอ “คุณมาได้เวลาพอดี ผมจำได้ว่าคุณเคยบอกว่าที่สถาบันปรมาจารย์มีโรงเรียนนักปรุงยาและโรงเรียนช่างตีเหล็ก ช่วยบอกรายละเอียดอีกหน่อยได้ไหม?”
ในเมื่อเขากำลังจะเข้าเป็นนักเรียนใหม่ของสถาบันปรมาจารย์ อย่างน้อยก็ควรหาความรู้พื้นฐานเอาไว้บ้าง
“เป็นเงื่อนไขเบื้องต้นของปรมาจารย์ทุกคนที่จะต้องมีวิชาชีพรองรับมากพอ ถึงจะได้รับการเลื่อนขั้น ด้วยเหตุนี้ นอกจากการถ่ายทอดวิชาตามแบบของปรมาจารย์ สถาบันปรมาจารย์จึงได้จัดชั้นเรียนวิชาชีพไว้ให้นักเรียนด้วย” หลัวฉีฉีอธิบาย
“หลังจากพัฒนาอยู่หลายปี สถาบันปรมาจารย์ก็มีโรงเรียนในสังกัดถึง 10 โรงเรียน คือโรงเรียนนักปรุงยา, โรงเรียนช่างตีเหล็ก, โรงเรียนนักออกแบบสวรรค์สร้าง, โรงเรียนผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกล, โรงเรียนจิตรกร, โรงเรียนศิลปะการต่อสู้, โรงเรียนนักฝึกอสูร, โรงเรียนนายแพทย์, โรงเรียนมือบรรเลงบทเพลงปีศาจ และโรงเรียนนาฏศิลป์”
“โรงเรียนนักปรุงยาเป็นสถานที่ที่พวกเราจะได้เรียนรู้ศาสตร์ของการหลอมยา ซึ่งฉันก็ได้ทักษะการหลอมยามาจากที่นั่น ส่วนโรงเรียนช่างตีเหล็กคือสถานที่เรียนรู้วิธีการหลอมอาวุธ ด้วยทักษะการตีเหล็กที่มีอยู่เดิม ฉันไม่ติด 1 ใน 100 อันดับแรกด้วยซ้ำ แต่หลังจากได้คำชี้แนะจากท่านอาจารย์แล้ว ก็แน่ใจว่าจะต้องสร้างชื่อเสียงให้ตัวเองได้แน่!”
“เช่นเดียวกันกับโรงเรียนนักออกแบบสวรรค์สร้าง, โรงเรียนผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกล, โรงเรียนจิตรกร และโรงเรียนนายแพทย์ ฉันจะไม่อธิบายก็แล้วกัน ขอพูดถึงโรงเรียนศิลปะการต่อสู้, โรงเรียนมือบรรเลงบทเพลงปีศาจ และโรงเรียนนาฏศิลป์”
จางเซวียนพยักหน้า
โรงเรียนนักออกแบบสวรรค์สร้างคือสถานที่ที่เหล่านักออกแบบสวรรค์สร้างได้เรียนรู้ถึงความซับซ้อนของกลไกและวิศวกรรม เขาพอรู้มาบ้างจากอู๋เจิง และก็ไม่ต่างอะไรกับโรงเรียนผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกล, โรงเรียนนายแพทย์ และโรงเรียนจิตรกร
จางเซวียนเคยศึกษาวิชาชีพเหล่านี้มาแล้ว จึงมีความเข้าใจอยู่ไม่น้อย
เหลือเพียง 3 อาชีพที่เขายังไม่เข้าใจถ่องแท้
“โรงเรียนศิลปะการต่อสู้ไม่ใช่โรงเรียนที่สอนอาชีพรองรับ แต่เป็นสถานที่บ่มเพาะประสิทธิภาพการต่อสู้ของเหล่าปรมาจารย์ มีการจัดการประลองอยู่บ่อยครั้ง และผู้ที่ทำผลงานได้ดีจะได้รับอนุญาต ให้เรียนรู้เทคนิคการต่อสู้ชั้นยอดของสถาบัน ทำให้ประสิทธิภาพในการต่อสู้ของพวกเขาเพิ่มสูงขึ้นอีก ส่วนโรงเรียนมือบรรเลงบทเพลงปีศาจก็เป็นสถานที่บ่มเพาะมือบรรเลงบทเพลงปีศาจ ท่านอาจารย์รู้จักอาชีพนี้มาก่อนหรือเปล่า? หลัวฉีฉีถาม
“อ๋อ ผมพอรู้มาบ้าง มันเป็นหนึ่งในเก้าสถานะระดับล่าง แต่ผู้เชี่ยวชาญวิชาชีพนี้สามารถล่อลวง จิตวิญญาณให้ไขว้เขว หรือแม้แต่ทำลายจิตวิญญาณได้ด้วยการใช้เสียงดนตรี ต่อให้ผู้เชี่ยวชาญก็ยังรับมือกับยุทธวิธีของพวกเขาได้ยาก!” จางเซวียนพยักหน้า
ไม่เพียงแต่จางเซวียนจะเคยได้ยินเรื่องมือบรรเลงบทเพลงปีศาจ เขายังเคยพบมือบรรเลงตัวเป็นๆมาแล้ว 2 คน แต่ก็ไม่มีสักคนที่รับมือกับเขาได้ คนหนึ่งแทบเสียสติ ขณะที่อีกคนก็หมดสภาพจนร่วงลงมาจากท้องฟ้า
“ใช่แล้ว คุณพูดถูก ส่วนโรงเรียนนาฏศิลป์ก็คือโรงเรียนสอนการเต้นรำ!” หลัวฉีฉียิ้ม
“นาฏศิลป์? คุณหมายถึงนางรำ?” จางเซวียนชะงัก
“ใช่แล้ว นางรำ!” หลัวฉีฉี พยักหน้า “นางรำมีความคล้ายคลึงกับมือบรรเลงบทเพลงปีศาจในหลายด้าน เพราะนอกจากเชื่อมโยงการร่ายรำของตัวเองเข้ากับธรรมชาติแล้ว ยังสามารถใช้ท่วงท่างดงามล่อลวงให้เป้าหมายไขว้เขว ทำได้แม้กระทั่งกับผู้เชี่ยวชาญ
จางเซวียนพยักหน้า
เพราะโลกนี้มีนางรำ จึงเป็นธรรมดาที่จะกลายเป็นอาชีพอย่างเป็นทางการ ผู้ก่อตั้งวิชาชีพนี้ชื่อกงซุน ตำนานกล่าวไว้ว่าการร่ายรำของเธอล่อลวงได้แม้กระทั่งเซียน
ว่ากันว่าเมื่อครั้งที่กงซุนยังเด็ก ทั้งตระกูลของเธอต้องล่มสลายด้วยน้ำมือของศัตรู เมื่อเอาชีวิตรอดจากหายนะครั้งนั้นมาได้ เธอก็แบกรับความขมขื่นเคียดแค้นเอาไว้ทั้งหมด วันหนึ่ง ระหว่างที่จ้องมองหมู่นกโผบินในอากาศอย่างอิสระเสรี เธอก็พลันเกิดความรู้แจ้งขึ้นมาและคิดค้นวิชาชีพนาฏศิลป์ขึ้น หลังจากฝึกฝนอยู่ 30 ปี เธอก็ออกจากการปลีกวิเวกและทำให้ทั้งโลกยำเกรงด้วยการร่ายรำอันน่าอัศจรรย์ของเธอ
ไม่ช้า ก็เป็นที่เตะตาของจักรวรรดิอันทรงเกียรติแห่งหนึ่ง และเธอก็ได้รับเชิญให้ไปร่ายลีลาในวัง ฮ่องเต้ผู้ครองจักรวรรดิคือศัตรูของกงซุน ในตอนนั้นเขาเป็นนักรบระดับเซียน
ทันทีที่กงซุนเริ่มร่ายรำ โลกทั้งโลกก็ดูเหมือนจะหมุนรอบตัวเธอ ไม่มีใครละสายตาจากเธอได้ หัวจิตหัวใจของผู้ชมสูญเสียความสามารถในการใช้เหตุผลไปหมด ในสภาวะแบบนั้น แม้แต่ฮ่องเต้ที่เป็นนักรบระดับเซียนก็ถูกสังหารได้อย่างง่ายดาย
ขณะที่เธอกำลังหลบหนีออกจากเมืองหลวง ก็ถูกล้อมด้วยองครักษ์ราว 1 ล้านคน แต่เธอก็ใช้การร่ายรำหว่านล้อมให้คนเหล่านั้นยอมวางอาวุธและปล่อยเธอออกไป สุดท้ายเรื่องนี้ก็กลายเป็นตำนานที่เล่าลือกันไปทั่วทั้งทวีปแห่งปรมาจารย์
หลังจากรู้เรื่องนี้ ปรมาจารย์ขงได้มาเยี่ยมเยียนครั้งหนึ่งเพื่อชมการร่ายรำของเธอ หลังจบการแสดง เขาชื่นชมอีกฝ่ายเป็นอย่างมาก และฝากถ้อยคำไว้ ‘ถอนใจเพียงชั่วขณะ ใคร่จะได้ยลการร่ายรำอีกครั้ง’ จากนั้นอาชีพนี้ก็เข้าเป็นหนึ่งในเก้าสถานะ และคำว่า ‘นาฏศิลป์’ ก็เป็นที่รู้จักกันทั่วโลก
อาชีพนางรำเป็นหนึ่งในเก้าสถานะระดับล่าง โดยผู้เรียนส่วนใหญ่เป็นหญิง แต่ก็มีจำนวนน้อยกว่ามือบรรเลงบทเพลงปีศาจเสียอีก จึงไม่ค่อยมีใครรู้จักมากนัก
ด้วยเหตุบังเอิญบางอย่าง สถาบันปรมาจารย์หงหย่วนได้รับมรดกตกทอดของวิชาชีพนี้มา และก่อตั้งเป็นโรงเรียนนาฏศิลป์ขึ้น แต่ด้วยจำนวนผู้เรียนที่มีน้อย จึงถือเป็นโรงเรียนที่อ่อนด้อยที่สุด ในบรรดา 10 โรงเรียนในสังกัด
หลัวฉีฉีหัวเราะเบาๆ
“หยู่เฟยเอ๋อเอ่อเรียนนาฏศิลป์มาตั้งแต่ยังเด็ก และเธอก็เพิ่งผ่านการทดสอบนาฏศิลป์ระดับ 5 ดาวเมื่อเร็วๆนี้”
จางเซวียนพยักหน้า
สถาบันปรมาจารย์ก็เหมือนกับมหาวิทยาลัยในชีวิตเก่าของเขา ที่แบ่งออกเป็นหลายคณะ
เหล่าปรมาจารย์ที่ศึกษาในสถาบันปรมาจารย์สามารถเลือกเรียนวิชาชีพไหนก็ได้ที่ตัวเองสนใจ เพื่อสร้างความก้าวหน้า
จะว่าไป ก็ถือเป็นสถานที่ยอดเยี่ยมสำหรับการบ่มเพาะปรมาจารย์ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมถึงเป็นองค์กรอันทรงเกียรติแม้กระทั่งกับจักรวรรดิขั้น 1
“แม้ปรมาจารย์มากมายจะถือเอาสถาบันปรมาจารย์เป็นเป้าหมายของพวกเขา แต่ชีวิตในนั้นก็ไม่มีอะไรง่ายดาย การแข่งขันสูงมาก และไม่ว่าจะคิดทำอะไร ทั้งการเรียนหรือการเข้าฟังบทเรียน ก็จะต้องมีคะแนนวิชาการมากพอ ไม่อย่างนั้นก็ก้าวหน้าลำบาก ส่วนการจะได้คะแนนวิชาการมา ก็ต้องปฏิบัติภารกิจหลายอย่าง หรือไม่ก็ต้องผ่านการทดสอบที่ทางสถาบันจัดไว้…มีปรมาจารย์จำนวนหนึ่งที่ถอนตัวออกจากสถาบันกลางคันเพราะไม่สามารถรับมือกับสภาพแวดล้อมที่ตึงเครียดได้ และบางส่วนก็ถูกไล่ออกเพราะผลการเรียนตกต่ำ”
หลัวฉีฉีมีสีหน้าเคร่งขรึมไป
“ถอนตัว? ไล่ออก?”
ที่ผ่านมา จางเซวียนคิดว่าการได้เข้าศึกษาในสถาบันคือประตูสู่ความสำเร็จ แต่ดูเหมือนจะไม่ใช่อย่างนั้นเสียแล้ว
“ถูกต้อง เมื่อครั้งที่ปรมาจารย์ขงก่อตั้งสถาบันปรมาจารย์ขึ้น ครั้งหนึ่งเขาเคยพูดว่า ปรมาจารย์ คือหัวใจของความก้าวหน้าแห่งมวลมนุษยชาติ มีแต่อาจารย์ที่เข้มแข็งเท่านั้นที่จะทำให้มวลมนุษย์แข็งแกร่งขึ้นได้! ด้วยเหตุนี้ สถาบันปรมาจารย์จึงไม่ต้อนรับนักเรียนที่ขาดแรงบันดาลใจและความใฝ่รู้ ทางเลือกของพวกเขามีแค่เดินหน้าต่อไป…หรือไม่ก็ถอนตัว มันไม่ซับซ้อนอะไร”
หลัวฉีฉียิ้มเจื่อนๆ
“มีแต่อาจารย์ที่เข้มแข็งเท่านั้นที่จะทำให้มวลมนุษยชาติแข็งแกร่ง?” จางเซวียนตัวสั่นเมื่อได้ยินคำพูดนั้น
หลัวฉีฉีพูดถูก หากมวลมนุษย์ปรารถนาความก้าวหน้า บทบาทของอาจารย์มีส่วนสำคัญมาก
เพราะหากลูกศิษย์มีค่านิยมที่ไม่ถูกต้อง ก็ย่อมไม่ประสบความสำเร็จ
หากแม้แต่อาจารย์ยังไม่ใฝ่รู้ใฝ่เรียน แล้วจะบ่มเพาะลูกศิษย์และนำพามวลมนุษย์ไปสู่ความก้าวหน้าได้อย่างไร?
จางเซวียนรู้สึกว่าตัวเองเข้าใจคำพูดนั้นอย่างถ่องแท้
ผู้ชนะจะยืนหยัดต่อไป ขณะที่ผู้แพ้ถูกกำจัดออก
นี่คือวิถีทางของโลก แม้แต่อาชีพหมายเลข 1 ของโลกก็หนีไม่พ้นการแข่งขันนี้
“อันที่จริง ท่านอาจารย์ไม่ต้องกังวลไป ด้วยความสามารถของคุณน่ะ แทบไม่มีทางที่คุณจะถูกไล่ออกจากสถาบัน…”
เมื่อนึกถึงความสามารถระดับปีศาจที่อาจารย์ของเธอแสดงให้เห็นในหลากหลายอาชีพ หลัวฉีฉีได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ จากนั้นก็พลันนึกบางอย่างได้ เธอเสริม “แล้วก็ยังมีบอร์ดประกาศเกียรติคุณปรมาจารย์ให้ท่านอาจารย์ได้แย่งชิงตำแหน่งด้วยนะ มันยากไม่เบา แต่หากพยายามสัก 2-3 ปี คุณต้องทำได้แน่นอน!”
“บอร์ดประกาศเกียรติคุณปรมาจารย์?”
“ใช่ มันคือบอร์ดจัดอันดับเหล่าปรมาจารย์ในสถาบัน ที่แสดงถึงผู้มีความสามารถโดดเด่น 100 อันดับแรก ทุกคนที่มีรายชื่ออยู่ในนั้นล้วนแต่เป็นอัจฉริยะผู้ไร้เทียมทานที่ได้รับการยกย่องอย่างสูงทั่วทั้งสถาบัน” หลัวฉีฉีพูด
จางเซวียนถาม “ผู้มีความสามารถ 100 อันดับแรก? แล้วในสถาบันมีนักเรียนอยู่เท่าไหร่?”
“สถาบันปรมาจารย์หงหย่วนไม่ได้รับเฉพาะนักเรียนภายในจักรวรรดิหงหย่วนเท่านั้น แต่ยังรับนักเรียนจากจักรวรรดิขั้น 1 อื่นๆด้วย ทั้งสถาบันจึงมีนักเรียนอย่างน้อยหลายแสนคน ทุกคนล้วนแต่เก่งๆทั้งนั้น!” หลัวฉีฉีอธิบาย
ผู้ที่ได้เข้าศึกษาในสถาบันล้วนแต่เป็นอัจฉริยะชั้นนำในดินแดนของตัวเอง การได้ขึ้นไปเป็นหนึ่งในร้อยอันดับแรกจึงหืดขึ้นคอพอๆกับการขึ้นสวรรค์
ปรมาจารย์จางอาจเก่งกาจก็จริง แต่หลัวฉีฉีก็ยังคิดว่า กว่าเขาจะมีชื่อติดบอร์ดก็คงต้องฝึกฝนอย่างหนักกันหลายปี
“คุณไม่ติดบอร์ดกับเขาหรือ?” จางเซวียนถาม
ตลอดระยะเวลาที่เขาได้ใช้เวลากับหลัวฉีฉี ก็บอกได้เลยว่าเธอเป็นอัจฉริยะผู้ไม่ธรรมดาคนหนึ่ง ทั้งระดับวรยุทธ ทักษะการหลอมยา ทักษะการตีเหล็ก คงมีปรมาจารย์รุ่นเดียวกันกับเธอเพียงไม่กี่คนที่เทียบชั้นได้ แต่ถึงขนาดนี้แล้ว…ก็ยังไม่ติดบอร์ด?
“ฉัน? ฉันจะติดบอร์ดได้อย่างไร? ลำดับในบอร์ดนั้นเกี่ยวข้องกับทั้งคะแนนวิชาการ ระดับวรยุทธ และความสามารถในการหยั่งรู้ด้วย ผู้ที่ติดบอร์ดส่วนใหญ่จึงเป็นนักเรียนเกรดสูงๆ นักเรียนเกรด 2 อย่างฉันไม่มีชื่อหรอก…” หลัวฉีฉีส่ายหน้า
แน่นอนว่านักเรียนเกรดสูงมีโอกาสติดบอร์ดประกาศเกียรติคุณปรมาจารย์มากกว่านักเรียนเกรดต่ำ
เพราะพวกเขาศึกษาในสถาบันมาแล้วหลายปี ปฏิบัติภารกิจสำเร็จไปแล้วหลายอย่าง ทำให้มีคะแนนวิชาการสะสมอยู่มาก แถมเกรดของนักเรียนก็ขึ้นอยู่กับระดับขั้นปรมาจารย์ของผู้นั้น ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับระดับวรยุทธ จึงเป็นธรรมดาที่นักเรียนเกรด 2 ซึ่งเพิ่งเข้าเรียนได้ไม่นานจะเอาชนะพวกเขาไม่ได้
“ผมเข้าใจแล้ว”
จางเซวียนเข้าใจสถาบันปรมาจารย์ดีขึ้นอีกมากเมื่อได้ฟังคำอธิบายของเธอ
เขาเคยคิดว่ามันเป็นแค่สถานที่สำหรับศึกษาเล่าเรียน แต่ดูจะซับซ้อนกว่าที่คิดไว้
ไม่แปลกใจเลยที่แม้แต่องค์หญิงอย่างหยู่เฟยเอ๋อก็ยังยอมเข้าร่วมภารกิจเสี่ยงอันตรายเพื่อให้ได้คะแนนวิชาการ ดูเหมือนทางสถาบันจะไม่อ่อนข้อให้กับความสูงส่งของใครทั้งนั้น
แต่สภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยการแข่งขันแบบนี้แหละที่เหมาะกับจางเซวียน
เพราะอย่างน้อยที่สุด เขาก็จะไม่รู้สึกเบื่อหน่าย
ในตอนนั้น จิตวิญญาณนักสู้ก็พลันพลุ่งพล่านอยู่ในตัวเขา จางเซวียนหมายมั่นปั้นมือจะก้าวขึ้นเป็นดาวเด่นของสถาบันปรมาจารย์ให้ได้
ตลอดสองสามวันหลังจากนั้น เมื่อไรก็ตามที่ทั้งคู่มีเวลาว่าง หลัวฉีฉีจะอธิบายกฎระเบียบต่างๆของสถาบันปรมาจารย์ให้จางเซวียนฟัง และจางเซวียนก็ให้คำชี้แนะเรื่องการหลอมยาและการตีเหล็กเป็นของแลกเปลี่ยน ด้วยเหตุนี้ ภายใน 10 วัน ความเชี่ยวชาญในการหลอมยาและการตีเหล็กของหลัวฉีฉีก็พัฒนาขึ้นอีกมาก
“ท่านอาจารย์ เรามาถึงเมืองหลวงแห่งจักรวรรดิหงหย่วนแล้ว!”
วันหนึ่ง ขณะที่จางเซวียนกำลังอธิบายเรื่องการหลอมยาให้หลัวฉีฉีฟัง ก็ได้ยินอีกฝ่ายอุทาน เมื่อลดสายตาลงมอง ก็เห็นเมืองที่ใหญ่โตกว่าจักรวรรดิฮ่วนหยูหลายเท่าอยู่เบื้องล่าง
