ตอนที่ 693 กอบกู้สถานการณ์
แม้จะใช้ดวงตาหยั่งรู้ จางเซวียนก็ยังมองไม่เห็นอาณาเขตเมืองหลวง
“เมืองหลวงของจักรวรรดิขั้น 1…ช่างกว้างใหญ่จริงๆ !”
เขากวาดสายตาไปรอบๆ พื้นที่
ในฐานะเมืองหลวงของจักรวรรดิขั้น 1 ถือว่าโอ่อ่าล้ำสมัยมาก หากจะเปรียบเทียบกัน อาณาจักรเทียนเซวียนก็เหมือนหมู่บ้านชายขอบที่สร้างขึ้นจากดินโคลน
อันที่จริง ลำพังแค่เมืองหลวงที่เมืองเดียวก็ใหญ่โตพอๆ กับอาณาจักรเทียนเซวียนทั้งอาณาจักรแล้ว
ดูเหมือนจะมีค่ายกลขนาดมหึมาที่ทำหน้าที่ควบคุมสภาพอากาศและสภาวะอื่นๆ ในเมืองหลวง ทำให้ประชากรอยู่ได้สบาย แถมค่ายกลนี้ยังดูเหมือนจะดึงดูดพลังจิตวิญญาณเข้าไป ทำให้ผู้ที่อาศัยอยู่ในเมืองยกระดับวรยุทธได้รวดเร็วขึ้น
“ความสามารถในการดัดแปลงพื้นที่และการต่อสู้กับเงื่อนไขของธรรมชาติระดับนี้ มีแต่เซียนเท่านั้นที่ทำได้!”
หยู่เฟยเอ๋อเดินเข้ามาอย่างภาคภูมิใจ
เมื่อเจอเข้ากับความไร้เทียมทานของจางเซวียน เธอรู้สึกว่าตัวเองเซ่อซ่าไม่ต่างอะไรกับไอ้บ้านนอก เมื่อเห็นเขาอัศจรรย์ใจกับความใหญ่โตของเมืองหลวงแห่งจักรวรรดิหงหย่วน จึงถือโอกาสนี้คุยทับเสียหน่อย
“อือ”
ถึงจางเซวียนจะติดตั้งค่ายกลได้ แต่ความสามารถของเขาก็เทียบเท่ากับผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลระดับ 5 ดาวเท่านั้น หากจะติดตั้งค่ายกลที่ควบคุมสภาพแวดล้อมกว้างใหญ่หลายพันลี้แบบนี้ ก็ยังถือว่ายาก
เพราะการติดตั้งค่ายกลที่ซับซ้อนต้องการความแม่นยำสูงสุด ผิดพลาดเพียงนิดเดียวก็อาจเกิดหายนะ
เมื่อหายอัศจรรย์ใจแล้ว จางเซวียนพูดต่อ “อีกแค่ 2-3 วัน ก็จะเปิดเรียน ปรมาจารย์หงกับคนอื่นๆ คงมาถึงแล้ว ไปสมทบกับพวกเขาก่อนดีกว่า”
จางเซวียนเสียเวลาไป 3 วัน กับการหลอมรวมจิตวิญญาณเข้ากับกายเนื้อของเขา, อีก 4 วันในห้องใต้ดินของเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่น ทั้งยังเสียเวลาเดินทางจากดงอสูรมายังเมืองหลวงแห่งจักรวรรดิหงหย่วนอีกราว 20 วันด้วย จึงเหลือเวลาอีกเพียง 3 วันเท่านั้นก็จะเปิดเรียน ซึ่งเท่าที่กะดูคร่าวๆ ปรมาจารย์หงกับคนอื่นๆ น่าจะมาถึงแล้ว
“โดยทั่วไป นักเรียนใหม่จากจักรวรรดิฮ่วนหยูจะพักที่ทะเลวิชาการ ฉันจะพาคุณไปเข้าพักที่นั่นก่อน จากนั้นพวกเราจะต้องกลับไปที่สถาบันเพื่อรายงานเรื่องภารกิจ” หยู่เฟยเอ๋อพูด
พวกเขาได้ค้นพบความลับมากมายระหว่างการปฏิบัติภารกิจครั้งนี้ จึงจำเป็นต้องรายงานอย่างเป็นทางการ
แม้ชิงย่วนกับอู๋เจิงจะกลับมาก่อนแล้ว แต่สมุดบันทึกของหวูหยางจื่อกับหม้อเพลิงแดงเดือดยังอยู่กับหลัวฉีฉี แถมการกลับมาของจางเซวียนก็ถือเป็นเรื่องสำคัญ พวกเขาจึงต้องรายงานกับเหล่าผู้อาวุโสโดยตรง
“ได้” จางเซวียนพยักหน้า
“ท่านอาจารย์ มีนักเรียนใหม่อีกหลายคนพักอยู่ที่ทะเลสาบทะเลวิชาการด้วย ส่วนใหญ่เป็นอัจฉริยะจากจักรวรรดิขั้น 2 และอาจมีบางส่วนที่มาจากจักรวรรดิหงหย่วน คุณระวังไว้หน่อยก็ดีนะ อย่าไปมีเรื่องกับพวกเขา!” หลัวฉีฉีแนะนำด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
ทุกคนล้วนแต่เป็นอัจฉริยะ ซึ่งก็มักหยิ่งผยองในตัวเอง ทะเลวิชาการเป็นที่พักที่สถาบันปรมาจารย์หงหย่วนใช้รับนักเรียนใหม่ จึงมีอัจฉริยะอยู่มากมาย บางคนอาจมาจากราชวงศ์อย่างเย่เฉียน ด้วยเหตุนี้ หากเกิดความขัดแย้งขึ้น แม้แต่องค์หญิงอย่างหยู่เฟยเอ๋อก็ทำอะไรไม่ได้มาก
“อย่าห่วงน่ะ ผมจะสร้างปัญหาง่ายๆ ขนาดนั้นเลยหรือ?” จางเซวียนหัวเราะหึๆ
หลัวฉีฉีกับหยู่เฟยเอ๋อมองหน้ากันก่อนจะสั่นหัว
‘ก็นิสัยสร้างปัญหาของคุณมันมาตลอดเวลาแบบนั้น ยังกล้าพูดออกมาหน้าตาเฉย?’
‘ตั้งแต่วันแรกที่มาถึงจักรวรรดิฮ่วนหยู ก็สอยปรมาจารย์ฝงกับพรรคพวกให้ตกจากที่สูงลงไปกองกับพื้น, จากนั้นก็ซ้อมตัวแทน 3 อันดับแรกของจักรวรรดิในสังกัด, พอฝึกฝนวรยุทธที่ทะเลสาบหมดจดก็กลายเป็นศพ…’
‘หายนะติดตามคุณไปเหมือนเงาตามตัว ยังกล้าพูดว่าจะไม่สร้างปัญหาง่ายๆ ?’
ที่ได้ชื่อว่าทะเลวิชาการก็เพราะมีนักเรียนใหม่มากมายมาจากทุกสารทิศ สถานที่แห่งนี้ยังเป็นที่รู้จักกันในชื่อหอพักนักเรียนใหม่ด้วย
จากจุดที่จางเซวียนอยู่ในตอนนี้ ถือว่าไม่ไกลจากสถาบันปรมาจารย์ แถมจอมอสูรปีกม่วงยังมีความเร็วอย่างเหลือเชื่อ พวกเขาจึงมาถึงที่หมายได้ในเวลาอันสั้น
หลังจากลงจากเรือเหาะ จางเซวียนก็เก็บเรือไว้ในแหวนเก็บสมบัติ ก่อนจะเอ่ยปากลาหลัวฉีฉีกับหยู่เฟยเอ๋อ
จากนั้น เขาก็ก้าวเข้าประตูทะเลวิชาการ และเห็นสิ่งปลูกสร้างสูงตระหง่านมากมายปรากฏแก่สายตา ปรมาจารย์รุ่นเยาว์หลายคนเดินไปมาด้วยสีหน้าระคนความภาคภูมิใจ
ส่วนใหญ่มีอายุราว 20 กว่าปี แต่ดาว 4 ดวงที่ติดอยู่บนหน้าอกก็บ่งบอกว่าพวกเขาเป็นปรมาจารย์ระดับ 4 ดาว และส่วนใหญ่ก็สำเร็จวรยุทธขั้นจิตวิญญาณสอดคล้องแล้ว
สมกับเป็นอัจฉริยะจากหลากหลายสำนัก, หลากหลายอาณาจักร, และหลากหลายจักรวรรดิ ทุกคนล้วนแต่ไร้เทียมทาน
จางเซวียนเดินไปตามทิศทางที่หลัวฉีฉีบอก ไม่ช้าก็มาถึงลานแห่งหนึ่ง
“เอ๊ะ? ทำไมถึงไม่มีใครเฝ้าประตู?”
หลังจากแน่ใจแล้วว่าเป็นจุดที่นักเรียนใหม่จากจักรวรรดิฮ่วนหยูพักอยู่ จางเซวียนก็งงงันกับความหละหลวมในการรักษาความปลอดภัย
ที่พักของนักเรียนใหม่จากจักรวรรดิอื่นๆ ล้วนแต่ล็อคไว้ หรือไม่ก็มีการรักษาเวรยามแน่นหนา แต่ประตูของที่พักจักรวรรดิฮ่วนหยูกับเปิดอ้า มองไม่เห็นใครเลยสักคนเดียว หรือว่าปรมาจารย์หงกับคนอื่นๆ ยังมาไม่ถึง?
จางเซวียนก้าวเข้าไปอย่างงงๆ
ลานนั้นสะอาดเอี่ยม บ่งบอกว่าได้รับการดูแลอยู่เสมอ บริเวณเฉลียงและทางเดินที่ว่างเปล่ามีร่องรอยว่าเคยมีผู้คนอาศัยอยู่
“ดูเหมือนพวกเขาจะมาถึงแล้ว แต่ทำไมถึงไม่อยู่ที่นี่?”
ดวงตาหยั่งรู้ทำให้จางเซวียนบอกได้ไม่ยากว่ามีคนอยู่หรือไม่ ขณะที่เขากำลังสงสัยว่าทำไมถึงไม่มีใครเลย ก็พลันได้ยินเสียงดังสนั่นของอะไรบางอย่างที่ปะทะกับกำแพงอย่างรุนแรง
“เกิดการต่อสู้!”
จางเซวียนรีบวิ่งไปด้วยสีหน้าไม่สู้ดี เมื่อเลี้ยวตรงมุมทางเดินก็มาถึงห้องโถงขนาดมหึมา ไม่ห่างจากปากทางเข้า มีสังเวียนประลองขนาดปานกลางอยู่อันหนึ่ง คนสองคนกำลังดวลกันอยู่บนนั้น
มีคนกลุ่มใหญ่อออยู่ด้านล่างสังเวียน รวมทั้งปรมาจารย์หงกับปรมาจารย์ฝงด้วย
คุณชายโหลวฮวน ปี้เจียงไห่ หลัวชุนและคนอื่นๆ ก็อยู่ข้างล่าง แต่พวกนั้นหน้าตาฟกช้ำบวมปูดราวกับเพิ่งถูกอัดมาหมาดๆ
จางเซวียนจำคู่ดวลบนสังเวียนได้ คนหนึ่งเป็นอัจฉริยะภายใต้การนำของปรมาจารย์ฝง ชื่อของเขาคือหานหลิง ครั้งสุดท้ายที่จางเซวียนได้เห็น เขาเป็นนักรบจิตวิญญาณสอดคล้องขั้นกลาง แต่เพียงไม่ถึงเดือน ก็ฝ่าด่านวรยุทธจนกลายเป็นนักรบจิตวิญญาณสอดคล้องขั้นสูงแล้ว
คู่ต่อสู้ของเขาเป็นชายหนุ่มที่สวมเสื้อคลุมสีเทา และมีวรยุทธระดับจิตวิญญาณสอดคล้องขั้นสูงเช่นกัน แต่ประสิทธิภาพในการต่อสู้ของเขาดูจะเหนือกว่าหานหลิงมาก แค่ออกตัวไม่กี่ครั้ง หานหลิงก็ถูกต้อนไปจนมุม
“สู้เขา ปรมาจารย์หาน!”
“เราแพ้ไม่ได้แล้วนะ!”
“ใช่! ถ้าแพ้ล่ะก็จบเห่แน่…”
หลัวชุนกับคนอื่นๆ กำหมัดแน่นด้วยความตื่นเต้น
“พวกนั้นทำอะไร?”
ทุกคนกำลังเชียร์การดวลอย่างออกรส จึงไม่มีใครรู้สึกว่าจางเซวียนเข้ามา จางเซวียนได้แต่เกาหัว
ทำไมถึงเกิดการดวลขึ้นที่นี่?
“ฮ่าฮ่า! เอาล่ะ เลิกดิ้นรนแบบโง่ๆ และยอมแพ้เสียที ในเมื่อไม่มีใครในหมู่พวกคุณเอาชนะผมได้ แล้วจะไปเทียบชั้นกับศิษย์พี่ฝง ซึ่งผมรับมือกับเขาได้เพียง 3 กระบวนท่าได้อย่างไรกัน? ถึงขนาดนี้แล้วยังหวังจะชนะ ฝันไปเถอะ!”
ขณะที่ชายหนุ่มเสื้อคลุมสีเทาค่อยๆ ต้อนหานหลิงให้จนมุม เขายิ้มมุมปากและหัวเราะอย่างสะใจ “อย่าห่วงน่ะ หากยอมติดตามเรา พวกเราจะดูแลพวกคุณอย่างดี แต่ถ้ายังขืนดื้อด้านแบบนี้ล่ะก็ จะหาว่าผมหยาบคายไม่ได้นะ!”
ชายหนุ่มเสื้อคลุมสีเทาพูดไป พร้อมกับประเคนหมัดเข่าศอกเข้าใส่หานหลิงอย่างไม่ยั้ง หานหลิงพยายามรับมืออย่างสุดกำลัง แต่ใบหน้าของเขาก็ซีดเผือดลงทุกที
มองปราดเดียว จางเซวียนก็รู้ว่าไม่ช้าต้องจบเห่แน่ เขาจึงเดินเข้าไปถามปรมาจารย์หง “ปรมาจารย์หง เกิดอะไรขึ้น?”
“อ้าว…ปรมาจารย์จาง คุณสบายดีใช่ไหม? เจ๋งเลย!”
เมื่อเห็นจางเซวียน ปรมาจารย์หงแทบเด้งขึ้นจากที่นั่งด้วยความตื่นเต้น ส่วนคนอื่นๆ ที่อยู่ด้านล่างเวที รวมทั้งหลัวชุน เมื่อเห็นจางเซวียนปรากฏตัว ก็พากันหน้าแดงก่ำด้วยความดีใจ
แม้แต่คุณชายซิ่วเหลียนซึ่งถูกจางเซวียนซ้อมที่จักรวรรดิฮ่วนหยู ก็ยังมองจางเซวียนอย่างตื่นเต้น ด้วยนัยน์ตาแดงเรื่อราวกับเขาเป็นญาติมิตรที่สูญหายไปนาน
“เกิดอะไรขึ้นน่ะ?”
จางเซวียนงงงันกับปฏิกิริยาของทุกคน เพิ่งจากกันได้แค่เดือนเดียว ทำไมต้องดีอกดีใจเสียขนาดนี้?
“มันคือการทดสอบนักเรียนใหม่!” ปรมาจารย์หงรีบอธิบายเมื่อเห็นสีหน้างงๆ ของจางเซวียน “หัวข้อการทดสอบถูกระบุไว้แล้ว – จะเป็นการล่าอสูรที่เทือกเขาหงหย่วน…”
จากนั้นปรมาจารย์หงก็อธิบายรายละเอียด
เมื่อได้ฟังคำอธิบาย จางเซวียนก็พอเข้าใจ
อันที่จริง การติดอันดับ 1 ใน 10 ของการประลองปรมาจารย์ไม่ได้หมายความว่าจะเข้าศึกษาที่สถาบันปรมาจารย์ได้ทันที แต่เป็นแค่โอกาสที่จะได้เข้ารับการทดสอบ ซึ่งเมื่อสอบผ่านแล้วเท่านั้นถึงจะเข้าเรียนต่อที่สถาบันได้ หัวข้อการสอบเข้าจะเปลี่ยนไปทุกปี บางปีเป็นการฝ่าฟันอุปสรรค บางปีเป็นการทำความเข้าใจค่ายกล และบางปีเป็นการสอบข้อเขียน…ส่วนหัวข้อการสอบเข้าในปีนี้คือการล่าสัตว์
การล่าสัตว์จะมีขึ้นบริเวณยอดเขาเล่หยวน ของเทือกเขาหงหย่วน
ยอดเขาเล่หยวนเป็นภูเขาขนาดใหญ่ที่อยู่ใกล้กับสถาบันปรมาจารย์ ความสูงชันของมันทำให้ป่ายปีนได้ยากมาก แม้แต่นักรบจิตวิญญาณสอดคล้องยังต้องเหน็ดเหนื่อยกว่าจะปีนขึ้นไปถึงยอด นับประสาอะไรกับการล่าอสูร
ระยะเวลาที่กำหนดไว้คือ 1 วัน ส่วนคะแนนที่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนอสูรวิเศษที่ได้มา ซึ่งจะถือเป็นผลการทดสอบ เกณฑ์การสอบผ่านคือต้องล่าอสูรวิเศษที่มีวรยุทธเหนืออสูรขั้น 4-ขจัดสิ่งมัวหมอง สูงสุดได้อย่างน้อย 1 ตัว
แม้อสูรวิเศษที่มีร่างกายแข็งแกร่งจะสามารถรับมือกับนักรบที่มีระดับวรยุทธสูงกว่าได้ แต่การทดสอบก็ไม่ถือว่ายากเกินไป เพราะผู้เข้าสอบทุกคนล้วนแต่เป็นปรมาจารย์ชั้นนำจากหลากหลายดินแดน แถมส่วนใหญ่ยังเป็นนักรบจิตวิญญาณสอดคล้องด้วย การเอาชนะอสูรวิเศษที่มีวรยุทธขจัดสิ่งมัวหมองจึงไม่น่าเป็นปัญหา
แต่ปัญหาก็คือ…จำนวนอสูรวิเศษที่มีอยู่บนภูเขาแห่งนี้ถือว่าจำกัดมาก! แถมเมื่อพวกมันรู้ตัวว่ากำลังถูกล่า ก็จะรีบหนีไปซ่อนตัวทันที
และที่หนักกว่านั้นก็คือ ไม่มีข้อจำกัดสำหรับจำนวนอสูรวิเศษที่ผู้เข้าสอบคนหนึ่งจะล่าได้ ซึ่งหากผ่านเกณฑ์ไปแล้ว ก็สามารถเปลี่ยนแต้มที่เหลือให้เป็นคะแนนวิชาการได้อีก…การแข่งขันระหว่างผู้เข้าสอบแต่ละคนจึงถือว่าเข้มข้นสุดๆ !
แต่ดูเหมือนเท่านั้นจะยังเลวร้ายไม่พอ อสูรวิเศษที่เพ่นพ่านอยู่ทั่วบริเวณภูเขาแห่งนี้ไม่ได้มีเฉพาะอสูรวิเศษขั้น 4 แต่ยังมีอสูรวิเศษขั้น 5 และขั้น 6 ด้วย และที่เหนือกว่านั้นก็ยังมี! ด้วยเหตุนี้ นอกจากการออกล่า ผู้เข้าสอบยังต้องป้องกันตัวเองไม่ให้กลายเป็นเหยื่อเช่นกัน
การทดสอบแบบนี้ย่อมมีผู้เสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บ แต่ก็เป็นธรรมเนียมปฏิบัติในการสอบเข้าสถาบันปรมาจารย์
เพราะเป็นการทดสอบที่วัดทั้งความอดทนอดกลั้น, พละกำลัง, ความสามารถในการปรับตัว, ทักษะการหยั่งรู้ และคุณสมบัติอื่นๆ อีกหลายด้านของผู้เข้ารับการทดสอบ
มีแต่ผู้เชี่ยวชาญที่แข็งแกร่งที่สุดเท่านั้นถึงจะคว้าชัยชนะมาครอง ผู้ที่มีสภาพร่างกายหรือสภาพจิตใจอ่อนแอกว่าย่อมไปไม่รอด และบางครั้งอาจลงเอยด้วยโศกนาฏกรรม
การทดสอบแบบนี้เป็นการกำจัดจุดอ่อนออกจากกลุ่ม ผู้ที่ได้คะแนนไม่ถึงเกณฑ์จะถือว่าขาดคุณสมบัติ และต้องออกจากการทดสอบไป
ดังนั้น เพื่อเพิ่มอัตราการประสบความสำเร็จและหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับอันตราย ผู้เข้ารับการทดสอบจากหลากหลายดินแดนจึงมักตัดสินใจรวมกลุ่มกัน
ยิ่งมีจำนวนสมาชิกในกลุ่มของตัวเองมากขึ้นเท่าไหร่ ก็สามารถแย่งชิงอสูรวิเศษจากผู้เข้าสอบคนอื่นๆ และรับมือกับอสูรวิเศษที่มีวรยุทธสูงๆ ได้ดีกว่า
แต่บางครั้ง การรวมกลุ่มกันก็นำมาซึ่งความล่มจม เพราะแม้การอยู่รวมกันเป็นกลุ่มจะปลอดภัยกว่า แต่การที่คนหมู่มากมารวมตัวกันก็เตะตาอสูรวิเศษ ทำให้พวกมันเลือกที่จะหลบหนีจนการออกล่าเป็นไปอย่างยากลำบาก แถมการจัดสรรปันส่วนอสูรวิเศษที่ล่าได้ก็เป็นปัญหา
เพราะถึงอย่างไรก็ไม่มีอะไรรับประกันว่าผู้ที่รวมกลุ่มกันจะล่าอสูรวิเศษได้มากพอที่จะแจกจ่ายกันไปได้ทั้งกลุ่ม จึงมีความเป็นไปได้ที่บางคนจะต้องถูกคัดออก
ด้วยเหตุนี้ การจัดสรรปันส่วนอสูรวิเศษที่ล่ามาได้จึงเป็นปัญหาสำคัญของการรวมตัวกันเป็นกลุ่ม เพราะทุกฝ่ายก็ล้วนอยากได้สัดส่วนที่มากกว่า
เช่นเดียวกันกับกลุ่มของจักรวรรดิฮ่วนหยู เพื่อให้รับมือกับผู้เข้าสอบคนอื่นๆ ได้ พวกเขาจึงตัดสินใจเข้ารวมกลุ่มกับปรมาจารย์จากจักรวรรดิจิ้งไห่ ซึ่งเป็นจักรวรรดิขั้น 2 โดยทั้งสองฝ่ายตกลงจะจัดสรรจำนวนอสูรวิเศษกันตามผลการประลอง
เมื่อได้ฟังคำอธิบาย จางเซวียนก็เข้าใจที่มาที่ไป เขารีบถาม “ยังเหลือการดวลอีกกี่นัด?”
ถ้าการดวลเพิ่งดำเนินไปได้แค่ครึ่งทาง เขาก็ยังพอมีโอกาสกอบกู้สถานการณ์
