ตอนที่ 368 : ไม่ทันได้เตรียมใจ
เสาหินต้นใหญ่กำลังรองรับน้ำหนักอันมหาศาลของพระราชวังโบราณ
ไคลน์กำลังนั่งบนเก้าอี้พนักสูง มือข้างหนึ่งถือขวดแก้วสีน้ำตาลกึ่งโปร่งใส สายตาเพ่งพิจารณาอย่างถี่ถ้วนโดยสัมผัสถึงภัยอันตรายจากมันไม่ได้เลย
มาเริ่มกันดีกว่า…
ชายหนุ่มเสกปากกาและกระดาษพร้อมกับเขียนข้อความ
“ต้นกำเนิดของสิ่งนี้”
มันวางปากกาลงและเกร็งตัวเตรียมรับแรงกระแทก สายตาชำเลืองกระดาษกับขวดพิษชีวภาพในมือด้วยสีหน้าประหวั่น
ไคลน์เอนหลังพิงชิดพนักเก้าอี้ ปากขยับพึมพำพลางเข้าฌานสะกดจิตให้หลับใหล
เพียงพริบตา ภาพการมองเห็นกลายเป็นโลกสีเทาพร่ามัว บรรยากาศรอบตัวคล้ายกับถูกกักขังภายในห้องคับแคบ
รอบห้องเต็มไปด้วยสัตว์และพืชพิสดารหลายชนิด ยกตัวอย่างเช่นงูเห่าและแมงมุมแม่หม้ายดำ ฉากตรงหน้ามอบความรู้สึกสะอิดสะเอียนและเสียวสันหลังให้กับผู้พบเห็น
ชายวัยกลางคนสวมชุดคลุมสีขาวกำลังยืนชิดขอบโต๊ะยาวใจกลางห้อง จากนั้น มันโยนดีงูและพิษแมงมุมลงไปในหม้อโลหะขนาดใหญ่ซึ่งแขวนห้อยลงมาจากเพดาน
ไม่เพียงเท่านั้น ชายคนดังกล่าวยังใส่วัตถุดิบประหลาดลงไปอีกหลายชิ้น เกิดความเปลี่ยนแปลงทางพลังวิญญาณหลากรูปแบบ ยกตัวอย่างเช่น หมอกสีดำเข้มข้นผุดขึ้นเหนือปากหม้อ บางครั้งก็ผุดหมอกเขียวเข้มรูปร่างคล้ายปอดมนุษย์ บางครั้งก็สีฟ้าคราม และบางครั้งก็เป็นดวงตาดุร้ายสีแดงเข้ม…
เวลาผ่านไปจนกระทั่งอากาศเหนือหม้อต้มเริ่มมีลักษณะเหนียวข้น สลับไปมาระหว่างการกระจุกตัวอยู่ตรงกลางและการกระจายตัวออกไปรอบนอก
คล้ายกับการทดลองไม่ประสบผล
เมื่อชายวัยกลางคนชุดคลุมสีขาวเห็นภาพดังกล่าว มันเริ่มขมวดคิ้วชนกันพร้อมกับแสดงสีหน้าประหวั่น
สมุดบันทึกสีดำข้างลำตัวถูกพลิกเปิดด้วยความเร็วสูง ก่อนมันจะกัดฟันกรอดพลางใช้กริชเงินสำหรับพิธีกรรมกรีดเฉือนข้อมือ
เลือดสดถูกหยดลงหม้อต้มอย่างเร่งด่วน
ทันใดนั้น ประหนึ่งปากหม้อกำลังสูบชีวิตเข้าไปอย่างมูมมาม แรงดูดปริศนาพลันก่อตัวขึ้นกะทันหัน มวลอากาศด้านบนเริ่มหลั่งไหลเข้าไปในหม้อ เลือดสดซึ่งยังไม่ทันพ้นจากข้อมือบุรุษปริศนากำลังถูกสูบอย่างบ้าคลั่ง
ความน่าสะพรึงยังไม่จบลง
ไม่ว่าชายชุดคลุมขาวจะพยายามขัดขืนดิ้นรนสักเพียงใด หรือแสดงสีหน้าสิ้นหวังมากแค่ไหน แต่ก็ไม่ช่วยให้ร่างกายของมันรอดพ้นจากการถูกดูดเข้าใกล้หม้อได้เลย
ท่อนแขนของมันเริ่มยืดยาวผิดรูป ศีรษะถูกบีบให้ลีบเรียว ท่ามกลางเสียงกรีดร้องโหยหวน บุรุษลึกลับเริ่มถูกหม้อโลหะสีดำกลืนกินเข้าไปทีละนิด
บรรดาสัตว์พิสดารและพืชรอบห้อง รวมถึงทุกสรรพสิ่งซึ่งสามารถขยับเขยื้อนได้ ไม่เว้นแม้กระทั่งโต๊ะหรืออุปกรณ์ทดลอง ทั้งหมดล้วนถูกสูบเข้าไปในหม้อต้มอย่างเท่าเทียม
หมอกสีน้ำตาลคละคลุ้งฟุ้งกระจายทั่วห้อง ก่อนจะเริ่มจางลงอย่างเงียบงันในเวลาถัดมา
ฉากสุดท้ายคือภาพห้องทดลองอันคับแคบและว่างเปล่า เหลือทิ้งไว้เพียงขวดแก้วสีน้ำตาลโปร่งใสใจกลางพื้นเรียบ
…
ภาพความฝันแตกละเอียด ไคลน์ลืมตาขึ้นพร้อมกับพึมพำ
แท้จริงแล้ว ขวดพิษชีวภาพคือผลผลิตของการรนหาความตาย…
นึกว่าจะเป็นตะกอนพลังของผู้วิเศษเส้นทางเกี่ยวกับพิษเสียอีก… เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น เราจะทำนายถามสูตรโอสถได้…
สำหรับไคลน์ ตะกอนพลังของผู้คลุ้มคลั่งหรือตะกอนพลังปนเปื้อนออร่าเทพมารสามารถนำมาใช้ทำนายหาสูตรโอสถได้ทั้งสิ้น เฉกเช่นในกรณีดวงตาดำล้วนของโรซาโก้
ต้องขอบคุณ ‘พลังกีดขวาง’ ของห้วงมิติเหนือสายหมอกเทา ไคลน์จึงมีอภิสิทธิ์ในการรนหาความตายได้อย่างสบายใจโดยไม่ต้องกังวลว่าจะมีอันตรายถึงชีวิต
อย่างไรก็ตาม ตะกอนพลังไม่สามารถทำนายถึงสูตรโอสถเสมอไปเพราะมีเงื่อนไขและสภาพแวดล้อมแตกต่างกัน ในอดีตจึงเคยเกิดการล้มเหลวบ่อยครั้ง แต่หลังจากพัฒนาตัวเองเป็นนักมายากล ไคลน์รู้สึกได้ว่าโอกาสสำเร็จเพิ่มขึ้นจากเดิม
ฉะนั้น สมบัติปิดผนึกชนิดต่างๆ ซึ่งเกิดจากตะกอนพลังผู้วิเศษจึงถูกนำมาใช้ทำนายหาสูตรผลิตโอสถได้ด้วย
ทว่า หากตะกอนพลังถูกนำมาสร้างเป็นสมบัติวิเศษด้วยฝีมือช่างทำเครื่องประดับ ตัวไคลน์ในปัจจุบันยังมีพลังไม่มากพอจะทำนายหาสูตรโอสถได้โดยตรง เพราะวัตถุดังกล่าวผ่านกระบวนการบิดเบือนและสะกดผลข้างเคียงหลายขั้นตอน แม้จะมีพลังของมิติสายหมอกเทาช่วยสนับสนุนแล้วก็ตาม
ไม่เลว อย่างน้อยเราก็ไม่ต้องกังวลว่าขวดพิษชีวภาพจะมีอันตรายอื่นแอบแฝง…
ไคลน์ครุ่นคิดพลางหันมาชำเลืองตะกอนพลังมนุษย์หมาป่า มันตัดสินใจไม่รนหาความตายอย่างโง่เขลากับสิ่งนี้
…
เขตราชินี คฤหาสน์หรูหราของเคาต์ฮอลล์
ออเดรย์กำลังตั้งใจเรียนวิชาจิตวิทยา
ปลายเท้ามีสุนัขขนสีทองตัวใหญ่-ซูซี่ กำลังนั่งจ้องมองอาจารย์ด้วยดวงตาเป็นประกายแวววาวสลับกับการกระดิกหาง
เธอกำลังมีความสุขเสียเต็มประดา
ขณะเดียวกัน เมื่อนักจิตบำบัดเอสลันด์เล่าจบหัวข้อ เธอหันมากล่าวเน้นย้ำกับเด็กสาวด้วยรอยยิ้ม
“ศาสตร์แขนงจิตวิทยานั้นยังมีทฤษฎีน่าสนใจอีกหนึ่งข้อ พวกเราเชื่อกันว่า มนุษย์สามารถสืบทอดจิตใต้สำนึกจากบรรพบุรุษรุ่นสู่รุ่น ส่งผลให้พฤติกรรมของสมาชิกในตระกูลเดียวกันมีความคล้ายคลึงกัน เช่น แม้ว่าเด็กเล็กจะไม่เคยถูกงูพิษกัดมาก่อน แต่จิตใต้สำนึกก็สามารถบอกได้ว่าสิ่งนี้เป็นอันตราย เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น? ทางเราได้สร้างทฤษฎีหนึ่งขึ้นมารองรับ เป็นเพราะบรรพบุรุษในอดีตต้องต่อสู้กับสัตว์มีพิษบ่อยครั้ง จึงฝังใจและสลักความหวาดกลัวลงในส่วนลึกของทะเลจิต จนกระทั่งถูกส่งต่อมาถึงทายาทรุ่นหลัง”
“สืบทอดด้วยหลักการใดหรือคะ?”
ออเดรย์ซักถามอย่างสนใจ
เอสลันด์ผู้มีเส้นผมดำขลับยาวถึงเอวเล่าต่อไปด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน
“ถามได้ดีค่ะ มีคำอธิบายกล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า จิตใต้สำนึกของมนุษย์ทุกคนล้วนเชื่อมต่อกันในส่วนลึกสุด ภายในห้วงจิตดังกล่าวจะมีเอกลักษณ์ของแต่ละคนสลักไว้ สิ่งสายเลือดใกล้กัน จิตก็ยิ่งใกล้กัน”
“ยกตัวอย่างเช่น สมมติให้ห้วงจิตส่วนลึกสุดมีลักษณะคล้ายกับมหาสมุทรกว้างใหญ่ไพศาล เอกลักษณ์ของแต่ละคนจะแทนด้วยหนึ่งเกาะและถูกแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนแรกคือบริเวณเกาะใต้ผิวน้ำซึ่งจะมีปริมาณความทรงจำสูง และอีกส่วนหนึ่งคือเกาะเหนือผิวน้ำ เป็นจิตใต้สำนึกปัจจุบันซึ่งเข้าถึงได้ง่าย นี่คือทฤษฎีพื้นฐานในวงการจิตวิทยา”
ออเดรย์ชำเลืองซูซี่พลางใช้ฝ่ามือลูบไล้แผงขนต้นคออย่างทะนุถนอม
“หมายความว่า พวกเราสามารถบิดเบือนทะเลจิตส่วนรวมเพื่อรักษาอาการป่วยทางจิตของคนไข้ได้ใช่ไหมคะ?”
นี่คือพื้นฐานของพลังโอสถนักจิตบำบัด? แต่ทำไมเราถึงรู้สึกว่ายังขาดอะไรไป ตัวอย่างเช่น บริเวณท้องฟ้าเหนือเกาะ รวมถึงท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ซึ่งปกคลุมมหาสมุทรทั้งหมด…
ออเดรย์แสดงสีหน้าครุ่นคิดหลังจากเพิ่งกระจ่างในทฤษฎีแรก
“คุณมีพรสวรรค์มาก!” เอสลันด์ชมเชยจากใจจริง “อย่างไรก็ตาม พวกเราสามารถบิดเบือนทะเลจิตได้แค่ภายในรัศมีจำกัดรอบเกาะตัวเอง สิ่งนี้หมายความว่า การรักษาจะทำได้เฉพาะคนใกล้ตัว หากเราแผ่จิตลึกลงในทะเลมากเกินไป การกระทำดังกล่าวอาจทำให้เกิดภาวะสูญเสียตัวตนได้”
ถัดมา เอสลันด์เงยหน้ามองนาฬิกาแขวนหรูหราบนผนัง
“หมดคาบเรียนแล้วค่ะ วันนี้พอแค่นี้ก่อน มิสออเดรย์ หากคุณสนใจเกี่ยวกับทฤษฎีจิตวิทยาพื้นฐาน ดิฉันยินดีอธิบายให้ฟังในคาบเรียนคราวหน้า”
“ตกลงค่ะ” ออเดรย์ยืนขึ้นโค้งคำนับ
เมื่อเห็นเอสลันด์เดินออกจากห้อง เด็กสาวพยักหน้าพลางใช้ความคิดไตร่ตรอง
มาดามเอสลันด์ดูไม่เหมือนกับนักจิตบำบัดสักเท่าไร บางที เธออาจมีระดับไม่สูงไปกว่าตัวเรา-นักอ่านใจ…
ทฤษฎีเมื่อครู่เป็นความรู้พื้นฐานของสมาคมแปรจิตสินะ…
แล้วทำไมพวกเขาถึงยังไม่ชวนเราเข้าสมาคมสักที? อะไรทำให้ใจเย็นได้ขนาดนี้?
ขณะออเดรย์ใช้ความคิด ซูซี่กล่าวอย่างมีความสุขจากด้านข้าง
“ออเดรย์ ฉันรู้สึกว่าหล่อนคนประเภทเดียวกับพวกเรา ไม่สิ ฉันหมายถึง… เอ่อ เหมือนกับสุนัขอย่างฉัน… นั่นก็ไม่ใช่อีก… โฮ่ง!”
ซูซี่เพิ่งเรียนภาษามนุษย์ได้ไม่นาน กำลังสับสนเมื่อไม่ทราบว่าตนควรเลือกใช้คำใดอธิบายความรู้สึก
…
ย่านทิศใต้ของสะพาน ถนนกุหลาบ
ณ วิหารฤดูเก็บเกี่ยว
ไคลน์ในสภาพไม่ได้อำพรางใบหน้าและกำลังใช้ตัวตนของนักสืบเชอร์ล็อกอย่างเปิดเผย มันเงยศีรษะมองตราศักดิ์สิทธิ์แห่งชีวิตซึ่งติดอยู่บนผนังเหนือทางเข้าวิหาร จากนั้นก็ย่างกรายเข้าไปด้านในพร้อมกับไม้ค้ำในมือซ้าย
ก่อนอื่น ไคลน์ต้องยืนยันสถานการณ์ปัจจุบันให้ได้เสียก่อน
มันยอมลำบากทำเช่นนี้เพราะหวังให้แผ่นช่วยเหลือแวมไพร์เอ็มลินผ่านไปอย่างราบรื่นและไม่มีข้อบกพร่อง หลังจากนั้น นักสืบเชอร์ล็อก·โมเรียตี้ผู้รับงานต่อจากนักสืบสจ๊วต จะได้รับเสียงชื่นชมจากครอบครัวไวท์อย่างล้นหลาม เปรียบได้กับเสียงปรบมือหลังจากการแสดงกลจบลง
การแสดงกลต้องน่าสนใจและสร้างประทับใจให้คนดู จะหวังผลลัพธ์อย่างเดียวไม่ได้…
วิหารฤดูเก็บเกี่ยวมีขนาดไม่ใหญ่นัก โถงสวดมนตร์จึงเพียงหนึ่งแห่ง ไคลน์เดินเข้าไปข้างในพลางถอดหมวกด้วยท่าทีปรกติ
บิชอปยูทรอฟสกี้กำลังหลับตานำสวด
ด้วยส่วนสูงเกินกว่า 2.2 เมตรและกล้ามเนื้อบึกบึน ชุดคลุมสีน้ำตาลของนักบวชจึงมิอาจปกปิดความน่ายำเกรงได้มิดชิด อากาศรอบตัวจึงแฝงกลิ่นอายคุกคามตลอดเวลา
ทว่า สีหน้าของชายคนนี้กลับอ่อนโยนผิดจากภายนอกลิบลับ คล้ายกับกำลังเข้าถึงคุณค่าแห่งชีวิตจากก้นบึ้งของจิตใจ
เมื่ออยู่ต่อหน้า ‘นักบวช’ หุ่นกำยำ สาวกของโบสถ์จึงไม่มีใครกล้าทำตัวมีปัญหา ทุกคนเอาแต่ก้มหน้าสวดภาวนาด้วยท่าทางพิเศษประจำโบสถ์พระแม่ธรณี
ไคลน์เฝ้าสังเกตเหตุการณ์อย่างเงียบงัน มันนั่งรอโดยไม่เผยความกระสับกระส่าย
เมื่อการนำสวดจบลง ชายหนุ่มกำไม้ค้ำและเตรียมลุกขึ้นทำตามแผน
แต่ทันใดนั้น นักบวชอีกคนหนึ่ง สวมชุดสีน้ำตาลอันเป็นเอกลักษณ์ของวิหาร ได้เดินเข้ามาในห้องสวดมนต์
อายุราวยี่สิบแปดยี่สิบเก้า เส้นผมสีดำแวววาว ดวงตาแดงสด จมูกเป็นสันโด่งและริมฝีปากบางเฉียบ นับเป็นบุรุษใบหน้าหล่อเหลา แต่ร่างกายค่อนข้างบกพร่องในด้านกล้ามเนื้อ
ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากเอ็มลิน·ไวท์
ไคลน์เกือบหน้าอ้าปากค้างอย่างตกตะลึง โชคยังดีว่าพลังตัวตลกช่วยให้ระงับสีหน้าและพฤติกรรมผิดวิสัยไว้ได้ทัน
หมอนี่ต้องถูกขังอยู่ในห้องใต้ดินไม่ใช่หรือ?
เขาต้องเอาแต่แหกปากด้วยน้ำเสียงสิ้นหวัง และคอยตะโกนว่าตนจะไม่ยอมรับการปลูกฝังจากบิชอปยักษ์โดยเด็ดขาด…
เอ็มลิน·ไวท์เดินแจกจ่ายขนมปังแก่สาวกทุกคนจนกระทั่งมาหยุดหน้าไคลน์
สมองไคลน์พลันปั่นป่วน ก่อนจะตัดสินใจซักถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“คุณคือเอ็มลิน·ไวท์ใช่ไหมครับ? พ่อและแม่ของคุณไหว้วานให้เพื่อนผมตามหาตัว ทำไมคุณถึงตกอยู่ในสภาพนี้? ต้องการให้ช่วยอะไรไหม?”
ทันใดนั้น เอ็มลิน·ไวท์ผู้ไม่หลงเหลือความโอหัง มอบคำตอบด้วยรอยยิ้มและน้ำเสียงจืดชืดคล้ายกับพร้อมหลั่งน้ำตาทุกเมื่อ
“ไม่จำเป็น อีกเดี๋ยวผมก็ได้กลับบ้านแล้ว”
แวมไพร์หนุ่มเม้มปากพลางส่ายหัว
“ตอนนี้ผมกลายเป็นสาวกของโบสถ์พระแม่ธรณี ไม่สิ ระบุให้ชัดคือ ผมกลายเป็นนักบวชของพระแม่”
คำตอบจากปากของอีกฝ่าย ตรงข้ามกับมโนภาพไคลน์โดยสิ้นเชิง ชายหนุ่มไม่ทราบว่าตนควรตอบสนองเช่นไร จึงทำได้เพียงร้องตะโกนภายในใจว่า
สหาย… ไหนคราวก่อนบอกว่าจะไม่ยอมศิโรราบให้โบสถ์พระแม่ธรณีโดยเด็ดขาด และจะศรัทธาต่อดวงจันทร์ผู้เดียวเท่านั้น…
นายไปเจออะไรมากันแน่…
เกิดขึ้นนานแค่ไหน? ไม่เร็วไปหน่อยหรือ?
ความโอหังและหัวรั้นในคราวก่อนหายไปไหนหมด?
ให้ตายสิ… แผนการ ‘แสดงกล’ ของเราพังพินาศแต่ยังไม่เริ่ม!
น่าประหลาดเกินไปแล้ว!
ขณะไคลน์กำลังขยับปากเตรียมเปล่งเสียง มันพลันตระหนักว่ามีบางสิ่งไม่ชอบมาพากล
เหตุใดเอ็มลิน·ไวท์ต้องเสียเวลาอธิบายให้เราฟังยืดยาวด้วย?
เนื่องจากไม่ได้อำพรางรูปลักษณ์ ตอนนี้เราจึงควรเป็นแค่นักสืบเอกชนแปลกหน้า และเพิ่งเคยพบกันเป็นครั้งแรก…
เขากำลังจะสื่ออะไร? ต้องการให้เรานำข้อความเมื่อครู่ไปแจ้งกับครอบครัว?
มีความหมายลับแอบแฝงในประโยคเหล่านี้ด้วยหรือ…
ขณะไคลน์ลองคาดเดาส่งเดช เอ็มลิน·ไวท์สลัดคราบความหดหู่และด้วยรอยยิ้ม
“มิสเตอร์นักสืบ คุณอย่าทำไขสือ หรือผมควรเรียกคุณว่าเจ้าของมาสเตอร์คีย์คนใหม่? หึหึ! ในฐานะผีดูดเลือดอันสูงส่ง ผมมีประสาทรับรู้กลิ่นเป็นเลิศ สามารถแยกแยะกลิ่นเลือดของมนุษย์ได้แม่นยำ แม้จะถูกกักขังอยู่ในห้องใต้ดินก็ยังจดจำกลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ของคุณได้ไม่ลืม”
………………….
