ตอนที่ 260 ชื่อเสียงในตอนนั้น
ตอนที่ 260 ชื่อเสียงในตอนนั้น
ถ้าเคอเย่เลื่อนระดับไม่ได้ ไปไม่ถึงระดับคงเขตแดนย่อมต้องแพ้ให้กับเฉิงจื้อเซิง หากเฉิงจื้อเซิงชนะ เขาไม่มีทางไว้ชีวิตเคอเย่แน่ อวิ๋นโม่ไม่สามารถทนมองเคอเย่เดินไปหาความตาย เขามีทางเลือกอยู่บ้าง อย่างแรกคือใช้วิชาแพทย์ของตนเองสังหารเฉิงจื้อเซิง อย่างที่สองคือหลอมโอสถเต๋าพิสุทธิ์ ช่วยเคอเย่ทะลวงระดับ
หากอวิ๋นโม่สังหารเฉิงจื้อเซิงด้วยตนเอง แม้จะมีความเป็นไปได้ แต่ก็ต้องจ่ายค่าตอบแทนมหาศาล ถึงขั้นที่เขายากจะรับไหว หากหลอมโอสถเต๋าพิสุทธิ์ ด้วยความสามารถของอวิ๋นโม่ในตอนนี้ก็ยังเป็นเรื่องยาก การหลอมโอสถระดับสี่ แพทย์โอสถจะต้องอยู่ในระดับคงเขตแดน เพราะโอสถระดับนี้ต้องหลอมรวมพลังธรรมชาติพิเศษบางอย่างเข้าไปด้วย ไม่เช่นนั้นก็จะไม่ใช่โอสถระดับสี่ที่แท้จริง
ครั้งก่อนที่อวิ๋นโม่หลอมยาสลายพิษมดพ่นอัคคี ที่จริงแล้วยังไม่นับเป็นโอสถระดับสี่ที่ถูกต้อง เพราะในโอสถนั้นมีพลังธรรมชาติเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่ยาถอนพิษต้องการแค่ฤทธิ์ยาในโอสถ ไม่เกี่ยวข้องกับพลังธรรมชาตินัก ต่างจากโอสถเต๋าพิสุทธิ์ซึ่งช่วยให้คนบรรลุถึงแก่นแท้ หากไม่มีพลังพลังธรรมชาติก็ไม่มีประโยชน์
หากตอนนี้อวิ๋นโม่ต้องการหลอมโอสถเต๋าพิสุทธิ์จะต้องสร้างเตาหลอมโอสถแบบพิเศษใบหนึ่ง ให้ช่างหลอมสลักอักขระพิเศษลงบนส่วนต่างๆ ของเตาหลอม ดึงดูดพลังฟ้าดินที่อยู่ในธรรมชาติ ถ่ายทอดสู่โอสถ หากต้องการสร้างเตาหลอมโอสถเช่นนี้ จะต้องเชิญช่างหลอมอาวุธที่อยู่ระดับคงเขตแดนขึ้นไป
หากทำเช่นนั้น อย่าว่าแต่จะดึงดูดให้เกิดเรื่องยุ่งยากต่างๆ แค่ค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้ อวิ๋นโม่ก็จ่ายไม่ไหวแล้ว หลังจากใคร่ครวญอยู่หนึ่งวัน เมื่อตัดเรื่องที่เป็นไปไม่ได้และยากลำบากเกินไปทิ้งแล้วก็เหลือเพียงตัวเลือกเดียว นั่นคือ ขอความช่วยเหลือจากฝานจิ่งเหวิน
ถึงความสามารถของฝานจิ่งเหวินยังไม่เพียงพอที่จะหลอมโอสถเต๋าพิสุทธิ์ให้เคอเย่ทะลวงระดับ แต่หากอวิ๋นโม่ลงมือก็ช่วยให้เขาหลอมโอสถชนิดนี้ได้ แต่หากเป็นเช่นนั้น ความลับบางส่วนของอวิ๋นโม่คงต้องเปิดเผยให้ฝานจิ่งเหวินรับรู้ อวิ๋นโม่จึงขบคิดอยู่หนึ่งวันเต็มๆ ในที่สุดก็ตัดสินใจได้
พอรู้ว่าอวิ๋นโม่มาหา ฝานจิ่งเหวินก็รีบวางงานในมือแล้วออกมาต้อนรับอวิ๋นโม่ด้วยตนเอง ผู้คุ้มกันและบ่าวรับใช้ในเรือนเห็นแล้วก็ประหลาดใจ ที่ผ่านมายามคนมาหา มีแต่ต้องมาด้วยความนอบน้อมยำเกรง คนที่สามารถทำให้ฝานจิ่งเหวินออกไปต้อนรับด้วยตัวเองมีแต่ผู้ยิ่งใหญ่ระดับคงเขตแดนเท่านั้น ตอนนี้เด็กหนุ่มคนหนึ่งกลับทำให้ฝานจิ่งเหวินออกไปต้อนรับ ช่างน่าประหลาดจริงๆ
หลังเชิญอวิ๋นโม่นั่งแล้ว ฝานจิ่งเหวินก็ตื่นเต้นอย่างอดไม่ไหว รินชาให้เขาด้วยตนเองถ้วยหนึ่ง “เป็นอย่างไร คิดดีแล้ว ตกลงจะกราบข้าเป็นอาจารย์แล้วใช่หรือไม่”
อวิ๋นโม่พลันลุกขึ้น บรรยากาศพิเศษซึ่งบรรยายไม่ถูกอย่างหนึ่งแผ่ออกมา ฝานจิ่งเหวินประหลาดใจ ที่ผ่านมาความรู้สึกเช่นนี้เขาเคยสัมผัสได้จากอาจารย์ของตนเท่านั้น นั่นเป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูกชนิดหนึ่ง ราวกับยืนอยู่บนจุดที่สูงมากๆ และมองดูสรรพสิ่ง ยามนี้ฝานจิ่งเหวินอยู่ต่อหน้าอวิ๋นโม่ที่เป็นเพียงเด็กหนุ่ม แต่กลับรู้สึกว่าตนเองไม่ต่างไปจากผู้เยาว์คนหนึ่ง
คำพูดถัดจากนั้นของอวิ๋นโม่ทำให้ฝานจิ่งเหวินตกตะลึงไปทั้งร่าง
อวิ๋นโม่เหมือนกับย้อนกลับไปในชาติก่อน ยามที่ยังเป็นปรมาจารย์แพทย์โอสถผู้สูงส่ง มองฝานจิ่งเหวินที่เป็นผู้เยาว์พร้อมเอ่ยเรียบๆ “ฝานจิ่งเหวิน ต่อให้ข้าคิดจะกราบเจ้าเป็นอาจารย์ เกรงว่าเจ้าคงไม่กล้ารับ! วันนี้ที่ข้ามา ไม่ใช่เพื่อกราบเจ้าเป็นอาจารย์ แต่จะถามว่า เจ้ายินดีกราบข้าเป็นอาจารย์หรือไม่”
ฝานจิ่งเหวินชะงักอยู่ตรงนั้น ในยามปกติ คำพูดโอหังเช่นนี้ของอวิ๋นโม่กล่าวได้ว่ามีโทษถึงตาย แต่เขาสัมผัสได้ถึงความเชื่อมั่นในตนเองชนิดหนึ่งจากร่างของเด็กหนุ่ม จึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกว่าอีกฝ่ายไม่ได้พูดเหลวไหล อวิ๋นโม่พูดประโยคนี้ออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ ราวกับไม่ได้ปั้นแต่ง แต่กำลังสอบถามเขาอย่างจริงจัง
อวิ๋นโม่ไม่ได้บ้า แต่เป็นเขา ฝานจิ่งเหวินที่บ้าไปแล้ว! เขาคิดเช่นนี้ ไม่ว่าจะมองอย่างไร เด็กน้อยตรงหน้าก็มีอายุเพียงสิบกว่าปีเท่านั้น ต่อให้เป็นอัจฉริยะมากกว่านี้ เพิ่งได้เป็นระดับสามก็ถือว่ายอดเยี่ยมมากแล้ว ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่มีคุณสมบัติที่จะเป็นอาจารย์ของตน
ตนเป็นใคร ตนคือฝานจิ่งเหวิน แพทย์โอสถระดับสี่ ยอดฝีมือระดับคงเขตแดน อาจารย์ของเขาคือผู้มีสิทธิ์ไปถึงระดับห้า คิดจะเป็นอาจารย์ของเขา ต่อให้เป็นแพทย์โอสถระดับห้าก็ยังไม่แน่ว่าจะมีคุณสมบัติพอ! ความรู้ทางการแพทย์ที่เขามีอยู่สามารถนำเขาให้ก้าวหน้าไปถึงแพทย์โอสถระดับหก! ตอนนี้เขายังเลื่อนระดับไม่ได้ สิ่งที่ขาดไปย่อมไม่ใช่ความรู้พื้นฐานทั่วไปอีกแล้ว คิดจะเป็นอาจารย์ของเขา เกรงว่าจะต้องเป็นระดับหกขึ้นไปจึงจะมีคุณสมบัติพอ!
เด็กหนุ่มตรงหน้ามีวิชาแพทย์ระดับหกขึ้นไปหรือ
แม้จะรู้สึกว่าอวิ๋นโม่ไม่ได้ล้อเล่น แต่สัญชาตญาณก็บอกกับเขาว่า อีกฝ่ายต้องกำลังหยอกล้อเขาแน่ หลังจากนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ฝานจิ่งเหวินก็โมโหขึ้นมา สีหน้าเคร่งขรึม ปรายตามองอวิ๋นโม่อย่างเย็นชา “อวิ๋นโม่ แม้ข้าจะชื่นชมพรสวรรค์ทางการแพทย์ของเจ้ามากและคิดจะรับเจ้าเป็นศิษย์ รวมถึงยอมทนนิสัยประหลาดของเจ้า อัจฉริยะย่อมต้องมีความเย่อหยิ่งอยู่บ้าง แต่นั่นก็ไม่ใช่สาเหตุที่จะปล่อยให้เจ้าจองหองเช่นนี้!”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ น้ำเสียงของฝานจิ่งเหวินก็เปลี่ยนเป็นดังลั่นราวกับฟ้าผ่าที่ข้างหูของอวิ๋นโม่ โทสะของเขาราวกับพายุโหมกระหน่ำกลางฤดูหนาว
“เจ้าอายุยังน้อย เป็นแค่ระดับสามก็กล้าเอ่ยปากว่าจะเป็นอาจารย์ของข้าหรือ เจ้ารู้หรือไม่ว่า คิดจะเป็นอาจารย์ของข้าต้องมีความรู้ทางการแพทย์สูงส่งเพียงไหน! เด็กน้อยปากกล้า อย่าได้คิดอาศัยความชื่นชมที่ข้ามีต่อเจ้ามาวางท่าโอหังไร้ความเกรงใจ! หากไม่ใช่เพราะข้าอัธยาศัยดี หรือเปลี่ยนเป็นผู้อื่นขึ้นมา เจ้าคงตายไปหลายครั้งแล้ว!”
นิสัยของฝานจิ่งเหวินนั้นดีมาก เมื่อเขาพูดด้วยน้ำเสียงเช่นนี้ก็แสดงว่าโกรธมากแล้วจริงๆ
เผชิญหน้ากับความโกรธเกรี้ยวของฝานจิ่งเหวิน อวิ๋นโม่ยังคงมีสีหน้าสงบนิ่ง รอจนเขาพูดจบแล้วค่อยเอ่ยว่า “ก็เพราะเหตุนี้ ข้าถึงยอมให้โอกาสเจ้า!”
ฝานจิ่งเหวินคิ้วกระตุก เขาพยายามยับยั้งความคิดที่จะซัดอวิ๋นโม่ให้ตายในฝ่ามือเดียวแล้วทนฟังต่อไป เขาจะดูสิว่าเด็กหนุ่มที่โอหังเช่นนี้จะพ่นวาจาอะไรออกมา
“ข้าคิดอยู่นานถึงได้ตัดสินใจให้โอกาสเจ้า แม้พรสวรรค์ทางการแพทย์ของเจ้าจะไม่ได้เรื่องนัก แต่ก็มีคุณสมบัติที่สำคัญที่สุดของแพทย์ นี่จึงเป็นสาเหตุสำคัญที่สุดที่ข้าให้โอกาสเจ้า”
มุมปากของฝานจิ่งเหวินกระตุก นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนกล้าพูดว่าพรสวรรค์ทางการแพทย์ของเขาไม่ได้เรื่อง
อวิ๋นโม่ไม่สนใจปฏิกิริยาของเขา แต่พูดต่อว่า “ข้ารู้ว่าเจ้าไม่เชื่อว่าข้าสามารถเป็นอาจารย์ของเจ้าได้ แต่หากต้องการพิสูจน์ให้เจ้าเชื่อก็ทำได้ง่ายมาก เจ้าและข้านั่งลงพูดคุยกันสักรอบหนึ่ง เจ้าก็รู้แล้ว”
“ได้!” ฝานจิ่งเหวินเอ่ยปาก “ข้าจะดูสิว่าเด็กอย่างเจ้าเสียสติไปแล้วหรือมีความสามารถที่แท้จริง หากเจ้าเก่งจริง ต่อให้กราบเจ้าเป็นอาจารย์แล้วจะอย่างไร! แต่หากข้าพบว่าเจ้ากำลังล้อข้าเล่น ข้าจะไม่ละเว้นเจ้าแน่!”
ท่าทางของอวิ๋นโม่จริงจังราวกับไม่ได้ล้อเขาเล่น แต่สัญชาตญาณของฝานจิ่งเหวินก็บอกกับตนเองว่านี่เป็นไปไม่ได้ หากอยากจะรู้ความจริง พูดคุยกันสักรอบ ยังจะไม่ใช่วิธีที่เรียบง่ายและดีที่สุดหรือ
ทั้งสองคนนั่งลงตรงข้ามกันและเริ่มการสนทนาแลกเปลี่ยนความรู้ ในไม่ช้าความรู้สึกที่เคยเกิดขึ้นกับพวกเจี่ยเจิ้งชูในเมืองโอสถน้อยก็เกิดขึ้นอีกครั้งกับฝานจิ่งเหวิน
หลังจากสนทนาแลกเปลี่ยนกันรอบหนึ่ง ฝานจิ่งเหวินก็ต้องประหลาดใจอย่างที่สุด นี่ไหนเลยจะเป็นการสนทนาแลกเปลี่ยน เห็นได้ชัดว่าอวิ๋นโม่กำลังชี้แนะเขา เมื่อตระหนักว่าความรู้ทางการแพทย์ของเด็กหนุ่มคนนี้สูงส่งจนถึงระดับที่แม้เขาคิดจะชื่นชมยังต้องยืนนิ่งอย่างละล้าละลัง เขาไม่กล้าคิดเลยว่าที่จริงแล้ววิชาแพทย์ของอีกฝ่ายสูงส่งระดับใด แต่เขามั่นใจว่า แม้แต่อาจารย์ที่ตนเคารพอย่างที่สุดผู้นั้นก็ยังห่างชั้นจากอวิ๋นโม่อีกไกล
ด้วยระดับความสามารถของเขา ไหนเลยจะมีคุณสมบัตินั่งลงถกเถียงกับอวิ๋นโม่
หลังจากตื่นตะลึงอยู่ช่วงสั้นๆ ฝานจิ่งเหวินก็เริ่มจดจำความรู้ที่อวิ๋นโม่กล่าวเหล่านั้นอย่างบ้าคลั่ง เขาเอาแต่สอบถามถึงเรื่องมากมายที่ไม่เคยเข้าใจ นี่ไม่ใช่การถกความรู้แล้ว ความรู้ห่างชั้นกันมาก จะถกเถียงกันได้อย่างไร นี่เป็นการถ่ายทอดความรู้ต่างหาก
อวิ๋นโม่เพียงเลือกออกมาเล็กน้อยเพื่อให้ฝานจิ่งเหวินยอมรับเท่านั้น หลังผ่านไปครึ่งชั่วยาม อวิ๋นโม่ก็หยุดการ ‘สนทนาแลกเปลี่ยน’ ฝานจิ่งเหวินยังคงไม่เต็มอิ่ม มองอวิ๋นโม่ด้วยความกระหาย หวังให้เขาพูดต่อ
อวิ๋นโม่ไม่พูดต่อ แต่ถามว่า “ในระดับสี่ เจ้าสามารถหลอมโอสถขั้นใด”
ฝานจิ่งเหวินตอบด้วยความเคารพ “ขั้นต้นไม่มีปัญหา ระดับกลางยังคงไม่เต็มจำนวน มักจะขาดไปหกเม็ด”
“มีสมุนไพรวิญญาณที่ใช้หลอมโอสถระดับสี่หรือไม่” อวิ๋นโม่ถาม
ฝานจิ่งเหวินคล้ายคาดเดาอะไรได้ สองตาเป็นประกายขณะพยักหน้าตอบ “มี!”
“ไปที่ห้องหลอมโอสถของเจ้ากัน!” อวิ๋นโม่โบกมือ
ฝานจิ่งเหวินไม่กล้าพูดมาก รีบนำทาง คนทั้งสองเข้าไปในห้องหลอมโอสถ ฝานจิ่งเหวินโบกมือ นำสมุนไพรวิญญาณที่ใช้หลอมโอสถระดับสี่ออกมา
อวิ๋นโม่ชี้ฝานจิ่งเหวิน “เจ้ามาหลอม”
“เอ๋ ข้าหลอมหรือ” ฝานจิ่งเหวินถามอย่างประหลาดใจ
………………………………………
Comments for chapter "ตอนที่ 260 ชื่อเสียงในตอนนั้น"
MANGA DISCUSSION
Madara Info
Madara stands as a beacon for those desiring to craft a captivating online comic and manga reading platform on WordPress
For custom work request, please send email to wpstylish(at)gmail(dot)com