ตอนที่ 262 รับศิษย์
ตอนที่ 262 รับศิษย์
“ความสามารถของข้า คิดว่าเจ้าคงเข้าใจบ้างแล้ว วันนี้ที่มาเพราะคิดจะถามเจ้า เจ้ายินดีจะกราบข้าเป็นอาจารย์หรือไม่ หากเจ้าไม่เต็มใจ ข้าก็มีการค้าอย่างหนึ่งจะแลกเปลี่ยนกับเจ้า” อวิ๋นโม่เอ่ยช้าๆ
ฝานจิ่งเหวินไม่ได้รีบตอบ แต่ถามกลับไปด้วยความหวั่นใจ “ขอบังอาจถามผู้อาวุโส ท่านเป็น…”
“เจ้าเดาไม่ผิด” อวิ๋นโม่พยักหน้า เกี่ยวกับเรื่องที่ตนกลับชาติมาเกิดใหม่ ตอนที่เขาตัดสินใจจะมาที่นี่ก็คิดเรื่องที่จะเปิดเผยความจริงเอาไว้แล้ว จึงไม่ได้ปฏิเสธ
ในใจของฝานจิ่งเหวินเหมือนมีคลื่นโหมกระหน่ำ แต่เรื่องนี้ไม่ได้ทำให้เขาตกใจมากนัก ผู้คนพูดถึงการกลับชาติมาเกิดกันมากมาย แต่ไม่เคยมีข้อพิสูจน์ความจริงมาก่อน ส่วนมากจึงคิดว่านั่นเป็นเพียงความหวังอันงดงามอย่างหนึ่งเท่านั้น ที่จริงแล้วในใจของคนส่วนใหญ่ต่างก็คิดว่าในโลกนี้ไม่มีการกลับชาติมาเกิด ตายแล้วก็เป็นเรื่องธรรมชาติ ทุกอย่างจบสิ้น เลือดเนื้อเน่าเปื่อย วิญญาณดับสูญ ฝานจิ่งเหวินก็เคยคิดเช่นนี้ ถึงได้ทุ่มเทให้กับการแพทย์ หวังจะสามารถรักษาผู้คนได้มากขึ้น
ตอนนี้พอได้รู้ว่าในโลกนี้มีการกลับชาติมาเกิด ในใจก็เกิดความกระหายใคร่รู้
อวิ๋นโม่ไม่ได้พูดเรื่องนี้กับเขา เพราะแม้แต่ตนเองก็ยังไม่เข้าใจว่าตนกลับมาเกิดได้อย่างไร เขามองฝานจิ่งเหวินแล้วพูดอย่างจริงจัง “เรื่องนี้ข้าหวังว่าเจ้าจะปล่อยให้มันเน่าสลายอยู่ในท้อง ไม่เช่นนั้น ต่อให้เจ้าเป็นจอมยุทธ์คงเขตแดน ข้าก็ฆ่าเจ้าได้!”
เมื่อสัมผัสได้ถึงไอสังหารอันเย็นยะเยือก เขาก็หนาวสั่นขึ้นมา แม้ความสามารถในการต่อสู้ที่อวิ๋นโม่แสดงออกมาจะเป็นแค่ระดับก่อจิต แต่คนที่น่ากลัวเช่นนี้ หากบอกจะฆ่าเขา ย่อมต้องทำได้ เขารีบโค้งตัวลง “ผู้อาวุโสโปรดวางใจ ผู้เยาว์รู้ว่าเป็นเรื่องหนักหนา จะต้องไม่เผยแพร่ออกไป!”
อวิ๋นโม่พยักหน้า จากนั้นถามว่า “ตัดสินใจได้หรือยัง”
ฝานจิ่งเหวินพยักหน้าหนักแน่น ถึงเขาจะเป็นแพทย์โอสถผู้ยิ่งใหญ่ แต่ตอนนี้วิชาแพทย์พัฒนาไปช้ามาก เป็นไปได้ว่าอาจไม่มีวาสนาไปถึงแพทย์โอสถระดับห้า ตอนนี้ได้พบกับยอดคน หากได้กราบอีกฝ่ายเป็นอาจารย์ก็มีความหวังแล้ว วาสนาเช่นนี้จะพลาดไปได้อย่างไร ถึงอีกฝ่ายดูเหมือนเด็กหนุ่ม เรียกปรมาจารย์แล้วออกจะเก้อเขินอยู่บ้าง แต่พอคิดว่าเขาเป็นผู้สูงส่งกลับชาติมาเกิด วิชาแพทย์ล้ำเลิศ ความขัดเขินในใจก็มลายไป
ฝานจิ่งเหวินรีบคุกเข่าพร้อมเอ่ย “ศิษย์ฝานจิ่งเหวิน ขอกราบปรมาจารย์!”
แต่แล้วเขากลับไม่อาจกราบลงไป เพราะอวิ๋นโม่ใช้ญาณหยั่งรู้ยับยั้งเอาไว้ “อย่าเพิ่งรีบร้อนกราบข้า มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ข้าต้องบอกเจ้าให้ชัดเจนก่อน”
“ขอปรมาจารย์โปรดบอก!” ฝานจิ่งเหวินพูดด้วยความเคารพราวกับตนเองเป็นศิษย์ของอวิ๋นโม่ไปแล้ว
“วิชาแพทย์ของข้าไม่ถ่ายทอดง่ายๆ ดังนั้นตอนนี้ข้าเพียงรับเจ้าเป็นลูกศิษย์ในนาม หากภายหน้าเจ้าทำให้ข้าพอใจ ข้าค่อยทบทวนว่าจะรับเจ้าเป็นศิษย์สืบทอดหรือไม่ ถึงอย่างนั้นแค่วิชาแพทย์อื่นๆ ที่ข้ามี เอามาสอนเจ้าก็นับว่าเกินพอแล้ว” อวิ๋นโม่ในชาติก่อน นอกจากค้นคว้าวิชาแพทย์ด้วยตนเองแล้ว ยังศึกษาผลงานของผู้อื่นด้วย ต่อให้ไม่พูดถึงวิชาแพทย์ของตนเองก็ยังเป็นแพทย์โอสถระดับเก้าคนหนึ่ง ชี้แนะฝานจิ่งเหวินที่เป็นแพทย์โอสถระดับสี่ย่อมไม่เปลืองแรง
“ใช่แล้ว เรื่องที่ชี้แนะเจ้าเมื่อครู่ ส่วนมากก็เป็นสิ่งที่ผู้อื่นถ่ายทอดมา ไม่ใช่วิชาของข้า” อวิ๋นโม่เสริม
ฝานจิ่งเหวินใจสั่น ฟังจากคำพูดของอวิ๋นโม่ เห็นได้ชัดว่าวิชาแพทย์ของเขาจะต้องล้ำเลิศมาก เหนือกว่าสิ่งที่เขาถ่ายทอดให้ตนไปอีก
“จะต้องเป็นปรมาจารย์แพทย์โอสถที่แท้จริง ทำให้ปรมาจารย์พอใจ ถ่ายทอดวิชาแพทย์สูงสุดแก่ข้า!” เขาตัดสินใจเงียบๆ ในฐานะที่เป็นแพทย์โอสถ สิ่งที่เขาไล่ตามมาชั่วชีวิตก็คือวิชาแพทย์ที่สูงส่งที่สุด ย่อมหวังว่าจะได้รับการถ่ายทอดจากอวิ๋นโม่ เขามองอวิ๋นโม่อย่างแน่วแน่ “ปรมาจารย์ ข้าเต็มใจ!”
“ดี!”
อวิ๋นโม่พยักหน้า จากนั้นปล่อยให้เขาก้มกราบ เฉพาะหน้าตอนนี้ก็รับฝานจิ่งเหวินเป็นศิษย์ในนามก่อน วิชาสายตรงไม่อาจถ่ายทอดกันง่ายๆ และยังมีเหตุผลอีกข้อหนึ่ง นั่นก็คือลั่วเทียน เขาเสียท่าให้กับลั่วเทียนอย่างหมดรูป จะยังไร้เดียงสาแบบนั้นได้อย่างไร ในตอนนี้จึงระมัดระวังทุกเรื่องราว โดยเฉพาะเรื่องการรับศิษย์ เขาจะต้องเห็นให้ถึงธาตุแท้ของคนผู้หนึ่งก่อนค่อยตัดสินใจว่าจะถ่ายทอดวิชาของตนเองแก่อีกฝ่ายหรือไม่
ฝานจิ่งเหวินรู้สึกเหมือนไม่ใช่เรื่องจริงอยู่บ้าง ก่อนหน้านี้เขายังคิดจะรับอวิ๋นโม่เป็นศิษย์ พริบตาเดียวตนเองก็กลายเป็นศิษย์ของอีกฝ่ายไปแล้ว เรื่องราวในโลกนี้ช่างน่าเหลือเชื่อ เมื่อทำพิธีกราบอาจารย์เรียบร้อยแล้วก็ลุกขึ้นถาม “ปรมาจารย์ ท่านมาหาข้า ใช่เป็นเพราะเรื่องของอาจารย์เคอเย่หรือไม่”
อวิ๋นโม่มองฝานจิ่งเหวินด้วยรอยยิ้มแวบหนึ่ง ลูกศิษย์คนนี้สามารถฝึกฝนจนถึงระดับคงเขตแดนย่อมไม่ใช่คนโง่ เขาพยักหน้า “อาจารย์จะต่อสู้ตัดสินเป็นตายกับเฉิงจื้อเซิง แต่ระดับยุทธ์ของเขาในตอนนี้ไม่มีทางชนะ เวลาแค่หนึ่งเดือนเขาไม่อาจทะลวงระดับได้ด้วยตนเอง จะต้องอาศัยโอสถเต๋าพิสุทธิ์จึงจะสำเร็จ อีกอย่างโอสถเต๋าพิสุทธิ์ที่คุณภาพต่ำเกินไปก็ใช้ไม่ได้ ดังนั้นข้าคิดจะหลอมโอสถเต๋าพิสุทธิ์ที่อยู่ในขั้นสูงเป็นอย่างน้อย ช่วยเขาทะลวงระดับ แต่ตอนนี้ระดับยุทธ์ของข้ายังไปไม่ถึง ไม่อาจหลอมโอสถเต๋าพิสุทธิ์ที่แท้จริง ถึงต้องให้เจ้าลงมือ”
ฝานจิ่งเหวินแปลกใจอยู่บ้าง คนอย่างอวิ๋นโม่ทำไมถึงยินยอมนับถือเคอเย่เป็นอาจารย์ ดูเหมือนจะให้ความเคารพอย่างจริงใจ เขาไม่รู้ว่าชาติก่อนอวิ๋นโม่เชี่ยวชาญแตกฉานเรื่องการแพทย์ แต่ด้านวรยุทธ์กลับไม่รู้อะไรเลย ตอนนี้เมื่อพูดถึงวรยุทธ์ จิตใจของอวิ๋นโม่ก็เหมือนกับเด็กน้อย มีแต่เรื่องการแพทย์เท่านั้นถึงจะเคร่งขรึมขึ้นมา
ตอนนี้ฝานจิ่งเหวินรู้สึกติดขัดอยู่บ้าง ด้วยฐานะของเขา คนอย่างเคอเย่ก็เป็นแค่ผู้เยาว์ธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น แต่ตอนนี้เคอเย่กลายเป็นอาจารย์ของปรมาจารย์ตนเอง เช่นนี้เวลาเขาเจอกับเคอเย่สมควรทำอย่างไร เรียกว่าอาจารย์ปู่หรือ
อวิ๋นโม่เห็นสีหน้าของอีกฝ่ายก็เดาออกว่าเขาคิดอะไรอยู่ จึงหลุดหัวเราะ “เรื่องความสัมพันธ์ศิษย์อาจารย์ของเจ้ากับข้า ยามปกติอย่าได้แพร่งพรายออกไป กับผู้อื่น เจ้าสมควรปฏิบัติอย่างไรก็ปฏิบัติเช่นนั้น ไม่ต้องสนใจขนบธรรมเนียมที่ยุ่งยากเหล่านั้น ต่อหน้าผู้คน ต่อให้เจ้าบอกว่าข้าเป็นศิษย์ของเจ้าก็ไม่เป็นไร”
“เช่นนั้นจะได้อย่างไร!” ฝานจิ่งเหวินพูดออกมาทันที แต่พอคิดดูแล้วก็รู้ดีว่าเรื่องการกลับชาติมาเกิดใหม่ของอวิ๋นโม่ไม่อาจเปิดเผยออกไป จึงได้แต่พยักหน้า “เช่นนั้น… ก็ทำตามที่ปรมาจารย์ว่า”
จู่ๆ อวิ๋นโม่ก็เอาจริงเอาจังขึ้นมา “สำหรับอาจารย์เคอเย่แล้ว โอสถเต๋าพิสุทธิ์เป็นสิ่งสำคัญมาก ไม่อาจมีข้อผิดพลาดเด็ดขาด ข้ามีสมุนไพรเพียงชุดเดียว หากหลอมไม่สำเร็จ ทุกอย่างก็จบสิ้น ดังนั้นก่อนที่จะหลอมโอสถเต๋าพิสุทธิ์ จะต้องทำให้เจ้าหลอมโอสถระดับสี่ขั้นสูงออกมาได้เสียก่อน”
สมุนไพรวิญญาณที่ใช้หลอมโอสถเต๋าพิสุทธิ์ สำหรับแพทย์โอสถอย่างฝานจิ่งเหวินก็ไม่ใช่สิ่งที่หามาใช้ได้ตามอำเภอใจเช่นกัน ฝานจิ่งเหวินย่อมไม่มี ดังนั้นสมุนไพรชุดที่อวิ๋นโม่มีอยู่นี้ย่อมไม่อาจสิ้นเปลืองโดยเปล่าประโยชน์
“การยกระดับการหลอมโอสถ ไม่ใช่สิ่งที่จะทำได้ในช่วงเวลาสั้นๆ เวลาเพียงหนึ่งเดือนก็ยังไม่แน่ว่าระดับการหลอมโอสถของเจ้าจะพัฒนาไปถึงระดับสูงเช่นนั้น อีกอย่างอาจารย์เคอเย่ก็ต้องการเวลาเพื่อการเลื่อนระดับ ดังนั้นยังคงใช้วิธีให้ข้าช่วยเหลือเจ้าหลอมโอสถ ก่อนหน้านี้ยังร่วมมือกันได้ไม่ดีนัก โอสถที่หลอมออกมาจึงมีคุณภาพไม่สูง ต่อไปพวกเราจะต้องร่วมมือกันให้ดี”
“ขอรับ ปรมาจารย์!” ฝานจิ่งเหวินตอบด้วยความนอบน้อม เขาเข้าใจดี แม้จะเป็นแค่การหลอมโอสถ ระดับการหลอมโอสถของเขา ก็จะต้องก้าวหน้าราวกับติดปีกบิน จึงดีใจมาก
หลังจากนั้นสองศิษย์อาจารย์ก็ร่วมมือกันหลอมโอสถ อวิ๋นโม่ใช้เวลาส่วนมากไปกับการชี้แนะฝานจิ่งเหวิน ให้เขาปรับเปลี่ยนวิธีขึ้นรูปโอสถขณะหลอม ทำอย่างไรให้ยาน้ำบริสุทธิ์มากขึ้น เมื่อใดที่ควรควบแน่นโอสถ เมื่อใดควรหลอมรวมพลังธรรมชาติ ปัญหาต่างๆ อวิ๋นโม่ล้วนชี้แนะฝานจิ่งเหวิน
ระดับการหลอมโอสถของฝานจิ่งเหวินไม่เพียงสูงขึ้น การร่วมมือระหว่างคนทั้งสองก็ยิ่งเข้าขากันมากขึ้น คุณภาพของโอสถที่หลอมออกมายิ่งสูงมากขึ้นเรื่อยๆ
สมุนไพรวิญญาณที่ใช้หลอมโอสถทั้งหมดย่อมเป็นของฝานจิ่งเหวิน อวิ๋นโม่ไม่มีสมุนไพรวิญญาณสำหรับหลอมโอสถระดับสี่มากขนาดนั้น ฝานจิ่งเหวินไม่ได้ไม่พอใจ กลับดีอกดีใจเสียอีก ถึงอย่างไรสมุนไพรเหล่านี้ก็มีไว้ใช้หลอมโอสถอยู่แล้ว ยามนี้สามารถใช้เพื่อยกระดับการหลอมโอสถของเขา ยังจะไม่ดีใจได้อีกหรือ อย่าว่าแต่ที่ผ่านมาเขาไหนจะเคยหลอมโอสถที่มีคุณภาพขนาดนี้ออกมาได้ โอสถเหล่านี้หากนำออกไปขายจะต้องได้ราคาสูงเทียมฟ้า ก่อนหน้านี้จะมีก็แต่สำนักแพทย์โอสถศักดิ์สิทธิ์เท่านั้นที่สามารถหลอมโอสถระดับสี่ที่มีคุณภาพเช่นนี้ออกมาได้
หลังจากเวลาผ่านไป การร่วมมือหลอมโอสถของคนทั้งสองยิ่งนานก็ยิ่งดีขึ้น เมื่อฝานจิ่งเหวินหลอมสมุนไพรวิญญาณที่สามารถใช้หลอมโอสถระดับสี่ไปจนหมดแล้ว ในที่สุดพวกเขาก็สามารถหลอมโอสถระดับสี่ขั้นกึ่งพิเศษออกมาได้เตาหนึ่ง
อวิ๋นโม่ใช้ผนึกมังกรดำ ผนึกโอสถกึ่งพิเศษเอาไว้ ป้องกันคุณภาพลดลง
เห็นอวิ๋นโม่แสดงผนึกมังกรดำออกมา ฝานจิ่งเหวินก็ชะงักไป จากนั้นตบตักเสียงดัง “ปรมาจารย์ ที่แท้คนที่อยู่ในเมืองโอสถน้อยก็คือท่านหรือ”
“คือข้าอะไร เจ้าหมายถึงคนที่ได้อันดับหนึ่งในการประชันการแพทย์ของเมืองโอสถน้อยหรือ อืม เป็นข้าเอง ทำไมหรือ” อวิ๋นโม่ถามอย่างประหลาดใจ เขาไม่รู้ว่าทำไมลูกศิษย์ผู้นี้ถึงเดาออก
“ไม่ ไม่มีอะไร” ฝานจิ่งเหวินยิ้มอย่างขัดเขิน ทั้งหมดนั่นเป็นเรื่องที่เขาทำลงไปเพื่อตามหา ‘อัจฉริยะ’ เดิมทีคิดจะรับเป็นศิษย์ ตอนนี้ตนกลายเป็นลูกศิษย์ของอวิ๋นโม่ไปแล้ว ไหนเลยจะกล้าพูดเรื่องนี้ออกมา นั่นไม่เท่ากับว่าทำให้อาจารย์ต้องขบขันหรือ
“เอาล่ะ พักผ่อนสักครู่ อีกเดี๋ยวยามหลอมโอสถเต๋าพิสุทธิ์จะต้องทุ่มเทสมาธิทั้งหมด ไม่อาจเกิดข้อผิดพลาด ตอนนี้แค่พอจะฝืนหลอมโอสถระดับสี่ขั้นกึ่งพิเศษออกมาได้เท่านั้น แต่พวกเราไม่มีเวลายกระดับการหลอมโอสถแล้ว จะต้องรีบหลอมโอสถเต๋าพิสุทธิ์ออกมาโดยเร็ว ยามคับขัน ต่อให้ต้องแลกกับจำนวนก็ต้องรักษาคุณภาพของโอสถเอาไว้ ยอมหลอมโอสถเต๋าพิสุทธิ์ขั้นกึ่งพิเศษออกมาเพียงเม็ดเดียว ไม่ขอโอสถขั้นสูงสิบสองเม็ด”
“ขอรับปรมาจารย์!” ฝานจิ่งเหวินนั่งลงด้านข้าง เริ่มพักผ่อน ฟื้นฟูพละกำลัง
เมื่อสภาวะของทั้งสองฟื้นฟูจนถึงขั้นสูงสุดจึงเริ่มหลอมโอสถเต๋าพิสุทธิ์ ทั้งสองระมัดระวังอย่างยิ่ง ไม่กล้าประมาทแม้แต่น้อย ทุกขั้นตอนต่างก็ตั้งใจทำอย่างดีที่สุด
หลังผ่านไปสองวัน สิ้นเปลืองพละกำลังของคนทั้งสองไปมาก ในที่สุดก็สามารถหลอมโอสถเต๋าพิสุทธิ์ขั้นกึ่งพิเศษได้สองเม็ด
อวิ๋นโม่ระดับยุทธ์ต่ำเกินไป ยามนี้เหน็ดเหนื่อยจนทรุดนั่งกับพื้น แต่พอเห็นโอสถสองเม็ดในมือก็คลี่ยิ้มอย่างเบิกบาน ถึงจะไม่ใช่โอสถเต๋าพิสุทธิ์ขั้นพิเศษ แต่ก็ไม่ธรรมดามากแล้ว ทั่วทั้งอาณาจักรตัวสวยเกรงว่าไม่มีใครสามารถหลอมโอสถเต๋าพิสุทธิ์ที่มีคุณภาพเช่นนี้ออกมาได้ เคอเย่กินโอสถเช่นนี้ลงไป เมื่อทะลวงระดับจะต้องเหนือกว่าเฉิงจื้อเซิงแน่นอน
ตอนนี้ในที่สุดอวิ๋นโม่ก็สามารถผ่อนลมหายใจออกมาได้แล้ว
………………………………………
Comments for chapter "ตอนที่ 262 รับศิษย์"
MANGA DISCUSSION
Madara Info
Madara stands as a beacon for those desiring to craft a captivating online comic and manga reading platform on WordPress
For custom work request, please send email to wpstylish(at)gmail(dot)com