ตอนที่ 264 ถึงเวลา
ตอนที่ 264 ถึงเวลา
“คนที่หาเรื่องตายก็คือเจ้า!” เมิ่งฮ่วนเจียงตะคอก จ้องอวิ๋นโม่ด้วยแววตาลึกล้ำ เจ้านี่ก่อนหน้านี้ก็แย่งผลึกอสูรของราชาหมาป่าชิงโยวไป ขัดขวางหนทางของเขา ตอนอยู่ในหมู่บ้านตระกูลหวังก็ทำร้ายเขา ทำให้เขาที่เป็นถึงหลานชายของท่านอ๋องต้องเสียหน้า ดังนั้นในใจของเขาเคียดแค้นอวิ๋นโม่อยู่นานแล้ว ครั้งนี้อวิ๋นโม่หมดอนาคต ไม่มีทางไป เขาจึงคิดจะรับอวิ๋นโม่เป็นบ่าว ถึงตอนนั้นจะจัดการอวิ๋นโม่อย่างไรก็ไม่ใช่ว่าแล้วแต่ใจของเขาหรอกหรือ
คิดไม่ถึงว่าเจ้านี่ยังจะจองหอง มาถึงขั้นนี้แล้วก็ยังกล้าเย่อหยิ่งได้อีก ดังนั้นเขาจึงโกรธอย่างที่สุด
ลูกศิษย์บางคนถูกเสียงตะคอกของเมิ่งหมางดึงดูด คิดจะมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น
“ดูอะไร ไสหัวไป!” เมิ่งฮ่วนเจียงด่าเสียงดัง คนเหล่านั้นทำสีหน้าไม่พอใจขึ้นมา แต่พอเห็นชัดว่าผู้พูดคือเมิ่งฮ่วนเจียง ด้านหลังยังมีผู้ฝึกยุทธ์ระดับก่อจิตชั้นสูงสองคนยืนอยู่ก็ทยอยล่าถอยไป
เมิ่งฮ่วนเจียงจ้องอวิ๋นโม่อย่างดุร้าย “อวิ๋นโม่ เจ้าไม่มีทางเลือกอีกแล้ว ยอมสยบให้ข้า หรือไม่ก็ถูกฝังไปพร้อมกับเคอเย่! แน่นอน หากเจ้าเลือกอย่างหลัง บนเส้นทางสู่ยมโลกจะไม่ได้มีเพียงเจ้าคนเดียว!”
อวิ๋นโม่ยกมือข้างหนึ่ง สายฟ้าสาดประกาย น้ำเสียงของเขาเคร่งขรึมจนน่ากลัว “เมิ่งฮ่วนเจียง เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นหลานท่านอ๋องแล้วข้าจะไม่กล้าม่าเจ้าหรือ เจ้าคิดว่าขยะสองตัวที่เจ้าพามาด้วยสามารถเล่นงานข้าได้หรือ”
ไอสังหารที่หนาวเย็นปานน้ำแข็งพัดมา ร่างกายเมิ่งฮ่วนเจียงแข็งค้าง ทำให้เขาเยือกเย็นลง คนที่เผชิญหน้าอยู่คือคนที่เก่งกาจกว่าพานเจาเสียอีก ผู้ฝึกยุทธ์ระดับก่อจิตชั้นสูงสองคนที่อยู่ข้างหลังตน เทียบกับพานเจาก็ยังไม่ได้ ยิ่งไม่ใช่คู่ต่อสู้ของอวิ๋นโม่ อวิ๋นโม่ในตอนนี้รู้แล้วว่าตนเองจะต้องตาย หากบีบคั้นมากเกินไป เกิดคิดจะลากเขาเข้าไปรับเคราะห์ขึ้นมา อาจจะลงมือโดยไม่สนใจสิ่งใดทั้งสิ้น แม้หลังจากเขาตายไปแล้วอวิ๋นโม่ก็ไม่มีทางจะมีชีวิตอยู่ได้อีก แต่คนบ้าเช่นนี้จะเทียบกับตนเองที่เป็นหลานของอ๋องผู้หนึ่งได้อย่างไร เทียบกันไม่ได้!
เมิ่งฮ่วนเจียงหลั่งเหงื่อเย็นเต็มหน้าผาก รู้สึกหวาดกลัวขึ้นมา เขาถอยหลังไปสองก้าว ไม่ได้บีบคั้นอวิ๋นโม่อีก คิดดูแล้วก็เอ่ยเสียงขรึม “อวิ๋นโม่ หนทางเป็นตายอยู่ตรงหน้าเจ้าแล้ว เจ้าลองคิดดูให้ดี สมควรจะเลือกอย่างไร!”
พูดแล้วเขาก็ไม่กล้าพูดอะไรต่อไปอีก รีบพาผู้ฝึกยุทธ์ระดับก่อจิตสองคนจากไป เขากลัวจริงๆ ว่าหากอวิ๋นโม่ถูกบีบคั้นมากเข้าก็จะม่าคนโดยไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น พวกเขาต้านทานอวิ๋นโม่ไม่ได้แม้แต่น้อย
อวิ๋นโม่มองเงาหลังของเมิ่งฮ่วยเจียงอย่างไม่แยแส อาศัยกากเดนอย่างพวกเขาก็คิดจะให้ตนเองติดตาม ช่างคิดง่ายนัก เขาย่อมไม่ลงมือม่าเมิ่งฮ่วนเจียง อย่างแรกการม่าคนในสำนักศึกษาจั่วสุยจะทำให้เกิดเรื่องยุ่งยาก อย่างที่สองเมิ่งฮ่วนเจียงมีฐานะพิเศษ หากอวิ๋นโม่ตัวคนเดียวก็ไม่มีอะไรต้องกังวล แต่ด้านหลังของเขายังมีตระกูลอวิ๋น มีเมิ่งเอ๋อร์และท่านแม่ เขาไม่ควรก่อเรื่อง แต่ก็ใช่ว่าจะม่าไม่ได้ เพียงแต่หากคิดจะม่าก็ต้องวางแผนอย่างรอบคอบ ไม่อาจทำตามอำเภอใจ
เมิ่งฮ่วนเจียงกลับไปยังจวนของเมิ่งหมางพร้อมโทสะเต็มท้อง ยามนี้เมิ่งหมางกำลังปรึกษาเรื่องบางอย่างกับเฉิงจื้อเซิง เห็นเมิ่งฮ่วนเจียงไม่มีความสุข เมิ่งหมางก็เอ่ยถาม “เป็นอะไร อวิ๋นโม่นั่นไม่รู้สำนึก ตอบปฏิเสธหรือ”
เมิ่งฮ่วนเจียงนั่งอยู่ด้านข้าง ทุบหมัดลงบนโต๊ะ กาน้ำชาและถ้วยชาบนโต๊ะกระดอนขึ้นมา น้ำชาสาดกระจาย “เจ้านั่นช่างน่ารังเกียจ ความตายมาถึงศีรษะแล้วก็ยังกล้าจองหอง ไม่เพียงไม่รับปาก แต่ยังข่มขู่ว่าจะข้าม่า สวะสองคนที่ติดตามข้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของอวิ๋นโม่เลย ไม่กล้าแม้แต่จะผายลมด้วยซ้ำ มันน่าโมโหจริงๆ! หากรู้แต่แรกจะให้อาจารย์อาฟู่ชิงไปด้วย มันกล้าไม่รับปากก็ม่าทิ้งเสียเลย!”
สีหน้าของเมิ่งหมางขรึมลง “กล้าข่มขู่หลานชายของข้า มันคงจะมีชีวิตอย่างสุขสบายเกินไปแล้ว ในเมื่อเป็นเช่นนี้ พวกมันก็มีแต่ต้องตายสถานเดียว! แต่เจ้าอย่าพูดด้วยความโมโหเช่นนั้น อยู่ในสำนักศึกษาราชวงศ์จั่วสุย อาจารย์อาฟู่ชิงของเจ้าจะสังหารคนตามอำเภอใจได้หรือ จะม่าเจ้าเด็กนั่นไม่ใช่เรื่องยาก แค่ต้องออกแรงสักหน่อย ม่ามันแล้วจะได้ไม่ทำให้เกิดเรื่องยุ่งยากตามมา”
“ข้าทราบแล้ว ท่านปู่ เมื่อครู่ข้าแค่พูดเพราะความโมโหเท่านั้น เป็นเพราะเจ้าชั่วนั่นโอหังเกินไป! เป็นแค่ไพร่ชั้นต่ำคนหนึ่งเท่านั้น ข้าเป็นถึงหลานชายของท่านอ๋อง แต่มันกลับกล้าข่มขู่ข้า จะไม่ให้ข้าโมโหได้หรือ” เขานั่งกำหมัดอยู่ข้างๆ
เฉิงจื้อเซิงที่นั่งอยู่อีกด้านพลันหัวเราะ “เรื่องอวิ๋นโม่ไม่ใช่เรื่องยากอะไร พอเดินมาถึงทางตัน ทางหนึ่งมีชีวิตรอด อีกทางคือความตาย จะมีสักกี่คนที่เลือกทางตายกันเล่า”
“ความหมายของศิษย์น้องคือ…”
“ที่อวิ๋นโม่ยังกล้าโอหังอยู่เป็นเพราะเคอเย่ยังมีชีวิตอยู่แค่นั้นเอง อีกอย่างยังฝากความหวังไว้ที่ฉางเจี๋ย ได้ยินว่าฉางเจี๋ยเคยเรียกเขาไปพบ เขาอาจคิดว่าเพราะเหตุนี้ฉางเจี๋ยจะต้องเห็นความสำคัญของเขา ไม่มีทางละเลยเขา หึๆ สิ่งที่พวกเราจะทำก็ง่ายมาก ถึงตอนนั้นข้าใช้สองหมัดต่อยเคอเย่ตายไปแล้ว พวกท่านก็ทำให้เขากระจ่างว่าฉางเจี๋ยก็แค่เจียดเวลายามว่างเหลือบมองเขาปราดหนึ่ง ไม่ได้ตั้งความหวังกับเขาสักเท่าไร พอไม่มีเคอเย่คุ้มครองและตัดความหวังที่จะได้รับความคุ้มครองจากฉางเจี๋ยทิ้งไป เส้นทางของเขาก็ขาดสะบั้นแล้ว ถึงตอนนั้นต่อให้ในใจของเขาไม่ยินยอมก็ต้องเป็นฝ่ายเข้ามาคุกเข่าขอให้พวกเรารับเขาไว้” เฉิงจื้อเซิงเอ่ยช้าๆ ราวกับว่าทุกอย่างอยู่ภายใต้ความควบคุมของเขา
“ยังคงเป็นศิษย์น้องที่มองได้อย่างทะลุปรุโปร่ง”
“อาจารย์ปู่น้อยช่างน่านับถือ!”
เมิ่งหมางและเมิ่งฮ่วนเจียงสองปู่หลานเอ่ยอย่างเลื่อมใส
อีกด้านหนึ่ง อวิ๋นโม่ตรงกลับไปยังที่พัก พอกลับมาก็พักผ่อนรอบหนึ่ง จากนั้นเริ่มขับเคลื่อนทัณฑ์พันอัสนี บ่มเพาะพื้นฐานให้กล้าแกร่ง ขณะฝึกฝน อวิ๋นโม่ก็นำประสบการณ์การฝึกฝนที่พบในหอเก็บคัมภีร์ออกมาทบทวน สิ่งเหล่านี้มีส่วนช่วยในการฝึกฝนของเขามาก บางครั้งก็ทำให้อวิ๋นโม่รู้สึกกระจ่างแจ้งขึ้นมา
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว เพียงพริบตาก็มาถึงเวลาที่เคอเย่และเฉิงจื้อเซิงนัดต่อสู้เป็นตายกันแล้ว
อวิ๋นโม่มั่นใจในตัวเคอเย่มาก โอสถเต๋าพิสุทธิ์สองเม็ดนั้น ถึงจะไม่ใช่เขาหลอมเองกับมือ แต่ก็เหนือกว่าโอสถเต๋าพิสุทธิ์ที่ผู้อื่นหลอมขึ้นมามากนัก เคอเย่กินเข้าไปแล้วพละกำลังจะต้องเหนือกว่าจอมยุทธ์ระดับคงเขตแดนทั่วไป ต่อให้ม่าเฉิงจื้อเซิงไม่ได้ อย่างน้อยก็ต้องไม่แพ้
ดังนั้นเรื่องการต่อสู้ของอาจารย์ในครั้งนี้ อวิ๋นโม่จึงมีท่าทีผ่อนคลายไร้กังวล
การต่อสู้เป็นตายระหว่างเฉิงจื้อเซิงกับเคอเย่ ก่อให้เกิดคลื่นลูกใหญ่ในสำนักศึกษาราชวงศ์จั่วสุย เมื่อถึงวันต่อสู้ คนเกือบทั้งหมดต่างก็มายังสถานที่นัดหมายของคนทั้งสอง
สถานที่ที่สำนักศึกษาราชวงศ์จั่วสุยใช้สำหรับต่อสู้เพื่อคลี่คลายปัญหาคือเวทีบุญคุณความแค้น ซึ่งมีอยู่หลายแห่ง เวทีบุญคุณความแค้นสำหรับลูกศิษย์นอก พื้นที่ค่อนข้างเล็ก ส่วนเวทีบุญคุณความแค้นสำหรับลูกศิษย์ในจะใหญ่กว่าเล็กน้อย ส่วนเวทีบุญคุณความแค้นของจอมยุทธ์ระดับกึ่งคงเขตแดนและระดับคงเขตแดนเป็นภูเขาสูงใหญ่ลูกหนึ่งในสำนักศึกษา ยอดเขานี้ไม่สง่างามเหมือนยอดเขาในเทือกเขาเหนือเมฆา แต่ก็สูงนับพันจั้ง ยอดเขาราบเรียบ ส่วนหลุมบ่อที่มีอยู่ก็เกิดจากร่องรอยการต่อสู้ที่จอมยุทธ์เหล่านั้นทิ้งเอาไว้
เรียกว่าเวทีบุญคุณความแค้น ที่จริงไม่สู้เรียกว่าภูเขาบุญคุณความแค้นจะดีกว่า
ลูกศิษย์และอาจารย์ที่มาชมการต่อสู้ทั้งหมดมาถึงภูเขาบุญคุณความแค้นนี้แต่เช้า กำลังรอให้คู่แค้นทั้งสองฝ่ายมาถึง ฉางเจี๋ยรองเจ้าสำนักก็อยู่ที่นี่ด้วยเพื่อป้องกันเหตุสุดวิสัย
คู่แค้นเป็นตายทั้งสองฝ่ายยังไม่มา ผู้คนที่มาชมการต่อสู้ก็ได้แต่ถกเถียงเกี่ยวกับการต่อสู้ครั้งนี้
“การต่อสู้ระดับคงเขตแดน ข้ายังไม่เคยเห็นมาก่อน ที่หมู่บ้านเล็กๆ ของข้า ระดับคงเขตแดนถือว่าเป็นตำนาน อยากเห็นเสียจริง ไม่รู้ว่าการต่อสู้ครั้งนี้จะยอดเยี่ยมสักแค่ไหน” คนผู้หนึ่งพูดพลางมองไปรอบๆ
“ได้ยินว่าอาจารย์เคอเย่กับอาจารย์เฉิงจื้อเซิงมีความแค้นต่อกันมานานแล้ว ก่อนหน้านี้ความสามารถของพวกเขาไม่ต่างกันเท่าไร ต่างฝ่ายต่างมีข้อกังวล จึงรักษาความสงบมาตลอด ก่อนที่จะมั่นใจใครก็ไม่กล้าเคลื่อนไหววู่วาม ตอนนี้อาจารย์เฉิงจื้อเซิงเลื่อนระดับเป็นคงเขตแดนแล้วถึงได้ทำลายสมดุลนี้”
“ไม่รู้ว่าผลของการต่อสู้ครั้งนี้จะเป็นเช่นไร”
“จะเป็นอย่างไรได้ ถึงอาจารย์เคอเย่จะมีชื่อเสียงเลื่องลือว่าสามารถประลองกับระดับคงเขตแดนได้ แต่นั่นหมายถึงระดับคงเขตแดนที่ธรรมดาที่สุดเท่านั้น อย่างเช่นพวกแพทย์โอสถที่ไม่ชำนาญการต่อสู้หรืออาจารย์ค่ายกล อาจารย์เฉิงจื้อเซิงเป็นจอมยุทธ์สายต่อสู้ ก่อนหน้านี้ความสามารถก็ไม่เป็นรองอาจารย์เคอเย่ ตอนนี้กลายเป็นยอดฝีมือระดับคงเขตแดนแล้ว เขายังจะแพ้ได้หรือ”
“ได้ยินว่าหนึ่งเดือนที่ผ่านมาอาจารย์เคอเย่กักตัวมาตลอด หวังว่าจะมีโอกาสทะลวงระดับเป็นคงเขตแดน ไม่รู้ว่าตอนนี้เลื่อนระดับแล้วหรือไม่”
มีคนส่ายศีรษะ “ยาก ระดับคงเขตแดน ไหนเลยจะเลื่อนระดับกันได้ง่ายๆ มีข่าวลือเล็กๆ ว่าอาจารย์เฉิงจื้อเซิงบังเอิญได้รับวาสนาบางอย่างถึงได้เลื่อนระดับสำเร็จ ไม่อย่างนั้นสมดุลระหว่างเขาและอาจารย์เคอเย่ก็คงดำเนินต่อไปเช่นเดียวกับแต่ก่อน”
“เอ๋ ศิษย์พี่อวิ๋นโม่เป็นลูกศิษย์ของเคอเย่ หากอาจารย์เคอเย่พ่ายแพ้จนตาย อนาคตของเขาในภายหน้าเกรงว่าคงจะไม่ดีแล้ว”
“เหอะ!” มีคนหัวเราะอย่างไม่แยแส “ศิษย์พี่อวิ๋นโม่เป็นคนระดับใดกัน ยังจะต้องให้เจ้ากังวลแทนหรือ หากอาจารย์เคอเย่พ่ายแพ้จนตายไป อาจารย์ที่คิดจะรับเขาเป็นศิษย์ก็มีอยู่มากมาย เจ้าคิดว่าเป็นเหมือนเจ้าที่ไม่มีอาจารย์คนใดต้องการหรือ”
คนผู้นั้นหน้าแดงไปถึงหู เอ่ยด้วยความโกรธ “ไม่ต้องมาพูดถึงข้า ตัวเจ้าดีขนาดไหนกัน”
“ฮ่าๆ! อย่างพวกเราเรียกว่าพี่น้องคู่ทุกข์คู่ยาก!” คนผู้นั้นพูดอย่างเปิดเผย
ผู้ฝึกยุทธ์บางคนที่รู้เบื้องลึกส่ายหน้าด้วยรอยยิ้มเย็นชา
“หากเคอเย่ตายไป ไหนเลยยังจะมีที่ให้อวิ๋นโม่ยืนอยู่อีก ก่อนอาจารย์ท่านอื่นจะตัดสินใจรับเขาเอาไว้เป็นลูกศิษย์ บุคคลยิ่งใหญ่ที่เขาเคยล่วงเกินคงเอาชีวิตเขาไปแล้ว!”
………………………………………