ตอนที่ 576 เด็กชายผู้กินผลไม้
ตอนที่ 576 เด็กชายผู้กินผลไม้
บัณฑิตแซ่หร่วนรู้สึกระแวงอวิ๋นโม่ “ท่านปรมาจารย์เป็นคนแบบใด ในเมื่อท่านผู้เฒ่าเดินทางไปทั่วแผ่นดิน เช่นนั้นพวกเราจะรู้ที่อยู่ของเขาได้อย่างไร”
“ไม่รู้จริงหรือ”
“ไม่รู้”
อวิ๋นโม่ลูบคาง เขารู้ว่าบัณฑิตคนนี้ไม่ได้โกหก เช่นนี้ก็ยุ่งยากแล้ว บัณฑิตเหล่านี้ไม่ได้ฝึกยุทธ์ ดาวดวงนี้จึงมีคนจำนวนมาก แม้จะเป็นอวิ๋นโม่ก็ยากที่จะหาท่านปรมาจารย์เจอ
“เช่นนั้นเจ้ารู้หรือไม่ว่าใครรู้ที่อยู่ของท่านผู้เฒ่า” อวิ๋นโม่ถามต่อ “วางใจได้ ข้าแค่อยากขอคำแนะนำจากท่านผู้เฒ่าเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาร้าย”
“ไม่มีใครรู้ที่อยู่ของท่านผู้เฒ่า ในอดีตศิษย์พี่ใหญ่อาจจะรู้ แต่ตอนนี้ศิษย์พี่ใหญ่ไปกับท่านผู้เฒ่า จึงไม่มีใครรู้ที่อยู่ของท่าน”
“อย่างนั้นหรือ” อวิ๋นโม่ขบคิดแล้วเหาะขึ้นไปบนท้องฟ้า เริ่มศึกษามรรคาเต๋าอันพิสดารของดาวดวงนี้อย่างระมัดระวัง ในเมื่อท่านปรมาจารย์อาจเป็นผู้สร้างมรรคาเต๋านี้ หากติดตามมรรคาเต๋านี้ไปก็เป็นไปได้ว่าจะได้พบเขา
หลังจากนั้นไม่กี่วัน แม้อวิ๋นโม่จะไม่เข้าใจมรรคาเต๋านี้ แต่ในที่สุดเขาก็สามารถแยกมันออกจากมรรคาเต๋าที่มีอยู่นับไม่ถ้วนได้ เมื่อติดตามการเปลี่ยนแปลงของมรรคาเต๋าในสถานที่ต่างๆ บนดาวดวงนี้ อวิ๋นโม่ก็พบสถานที่ที่พิเศษยิ่ง
นั่นน่าจะเป็นที่ที่ท่านปรมาจารย์อยู่ อวิ๋นโม่ใช้กระบวนท่าเท้าของมรรคาเต๋ากำเนิดสายฟ้าไปปรากฏตัวต่อหน้าชายชราเสื้อขาวร่างสูง หลังจากชายชราเอ่ยปากก็ทำให้อวิ๋นโม่ยืนยันตัวตนของเขาได้ นี่คือท่านปรมาจารย์ที่เขาต้องการพบ
“ท่านไม่ใช่คนของดาวดวงนี้ใช่ไหม ไม่ทราบว่าตามหาชายชราเช่นข้าด้วยเรื่องใด” ชายชรานั่งอาบแดดอยู่ในลานบ้านที่ทรุดโทรม เขาชี้เก้าอี้เตี้ยข้างๆ สื่อให้อวิ๋นโม่นั่งลง
อวิ๋นโม่ก็ไม่เกรงใจ เดินไปนั่งบนเก้าอี้นั้น “ข้าไม่ใช่คนของดาวดวงนี้ และดาวดวงนี้ก็แตกต่างจากโลกภายนอก หลายวันนี้ข้าเข้าใจแล้วว่าทั้งหมดนี้ดูเหมือนจะเกี่ยวข้องกับท่าน ข้าสงสัยว่าอะไรคือเหตุผลที่ท่านผู้เฒ่าทำเช่นนี้”
ชายชราวางแขนแนบลำตัว หรี่ตามองดวงอาทิตย์บนท้องฟ้า “คนอ่อนแอในโลกล้วนใช้ชีวิตอย่างยากลำบากอยู่เสมอ ผู้แข็งแกร่งยืนอยู่บนที่สูง มีเพียงไม่กี่คนที่สนใจคนอ่อนแอ ดังนั้นจะต้องมีใครสักคนช่วยพูดให้คนเหล่านั้น”
“ท่านผู้เฒ่ามีน้ำใจกว้างขวาง ท่านยินดีที่จะพูดแทนคนอ่อนแอ แล้วคนที่แข็งแกร่งล่ะ ถ้าดูแลคนอ่อนแอ เช่นนี้คนอ่อนแอจะกลายเป็นคนแข็งแกร่ง และคนแข็งแกร่งจะกลายเป็นคนอ่อนแอหรือไม่”
“สหายน้อยถามเช่นนี้ แสดงว่ายังไม่เข้าใจดาวดวงนี้อย่างแจ่มแจ้ง หรืออาจบอกว่ายังไม่ได้เห็นผ่านกฎเกณฑ์ที่ข้าผู้เฒ่ากำ… ไม่ใช่ สิ่งนี้เป็นกฎของดาวดวงนี้ อันที่จริง ผู้คนในใต้หล้าล้วนอ่อนแอ”
“ทุกคนอ่อนแอหรือ เหตุผลนี้น่าสนใจ แล้วท่านผู้เฒ่าอ่อนแอด้วยหรือ”
“อยู่ต่อหน้าสหายน้อย ข้าผู้เฒ่าก็นับว่าอ่อนแอไม่ใช่หรือ”
อวิ๋นโม่ยิ้ม “มีเหตุผล หากพูดเช่นนี้ ทุกคนต่างก็เป็นผู้แข็งแกร่งเช่นกันใช่หรือไม่ ดังนั้นท่านผู้เฒ่าพูดแทนคนอ่อนแอ ก็เท่ากับพูดแทนคนที่แข็งแกร่งเช่นกัน และนี่คือสิ่งที่ท่านผู้เฒ่าเรียกว่า ‘ทุกคนล้วนเท่าเทียม’ ใช่ไหม”
“สหายน้อยปราดเปรื่องนัก” ท่านผู้เฒ่ายิ้มอย่างอบอุ่น
อวิ๋นโม่ขบคิดเล็กน้อยและพบว่ามันน่าสนใจ เขามองขึ้นไปในอากาศและคว้าอักขระเต๋าแปลกๆ มาไว้ในมือ “มรรคาเต๋าเหล่านี้ ท่านสร้างขึ้นหรือ”
มรรคาเต๋าคือมรรคาแห่งฟ้าดิน หากมรรคาประหลาดเหล่านี้ถูกปรมาจารย์เฒ่าคนนี้สร้างขึ้น เขาก็ไม่ใช่คนธรรมดาจริงๆ บางทีถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด ผู้เฒ่าคนนี้จะกลายเป็นคนที่ถูกพู่กันบันทึกเอาไว้ในประวัติศาสตร์มากที่สุดผู้หนึ่ง
“ข้าผู้เฒ่าจะมีความสามารถเช่นนั้นได้อย่างไร” ท่านผู้เฒ่าผุดยิ้ม ก่อนดีดนิ้วเบาๆ อักขระเหล่านี้หลุดออกจากมืออวิ๋นโม่และกลับสู่ฟ้าดิน
“ถ้าอย่างนั้น…”
“แรกเริ่มเดิมทีข้าผู้เฒ่าเพียงวาดเส้นแรกขึ้นมา จากนั้นศิษย์ของข้าก็วาดเส้นต่อๆ ไป ต่อมาคนในใต้หล้าต่างก็วาดกันคนละเส้น จนเป็นวิถีฟ้าเช่นทุกวันนี้”
“พวกท่านเรียกมรรคาเต๋านี้ว่าวิถีฟ้าหรือ แต่เท่าที่ข้ารู้ กฎที่กำหนดโดยท่านผู้เฒ่าไม่ใช่ว่าทุกคนจะเคารพ และกฎก็ไม่แน่ว่าจะถูกต้อง สิ่งที่เรียกว่าวิถีสวรรค์ในความคิดของข้าไม่ได้ยุติธรรมและสมบูรณ์แบบอย่างที่ท่านคิด ท่านปรมาจารย์ ข้าพูดผิดหรือไม่”
“สหายน้อยเข้าใจผิดไปเรื่องหนึ่ง กฎเกณฑ์นี้ ข้าผู้เฒ่าไม่ได้เป็นผู้กำหนด ข้าผู้เฒ่าเพียงเสนอแนวคิดบางอย่าง กฎในตอนนี้เป็นสิ่งที่ผู้คนที่นี่เลือก แน่นอนว่าเป็นตามที่สหายน้อยพูดมา กฎเหล่านี้ไม่ได้ถูกต้องทั้งหมด และไม่แน่ว่าจะปฏิบัติตามได้ทั้งหมด ดังนั้นวิถีฟ้านี้จึงไม่สมบูรณ์ พวกเรายังต้องมุ่งมานะต่อไป เส้นทางที่ต้องเดินยังอีกยาวไกล”
“อาจารย์ขอรับ วันนี้มีแขกมาเยือนหรือขอรับ” ชายที่แต่งกายหยาบๆ เหมือนชาวนาเดินถือตะกร้าผักเข้ามาในลานบ้าน
“นี่คือลูกศิษย์ของข้า สวินเชียน” ปรมาจารย์ผู้เฒ่าแนะนำ
“น่าจะเป็นศิษย์คนโตของท่านผู้เฒ่าใช่ไหม” อวิ๋นโม่ถาม ก่อนหน้านี้ได้ยินบัณฑิตแซ่หร่วนบอกว่าศิษย์พี่ใหญ่ของเขาอยู่กับปรมาจารย์ น่าจะเป็นชายคนนี้
“ทุกคนเรียกเขาว่าศิษย์พี่ใหญ่ สวินเชียน นี่คือ…”
“อวิ๋นโม่!”
“ท่านอวิ๋น!” สวินเชียนวางตะกร้าลงคำนับ “พอดีเลย วันนี้เพิ่งซื้อเนื้อมาสองชั่ง ท่านอวิ๋นเชิญกินข้าวด้วยกันเถอะ”
พูดแล้วก็นำตะกร้าผักเข้าไปในครัว ปรมาจารย์เอ่ย “สวินเชียนเป็นศิษย์คนแรกและคนเดียวที่ข้ารับเอาไว้ ตอนนี้อยู่ระดับหกของสำนักแล้ว”
อวิ๋นโม่เคยได้ยินพวกคนในสำนักพูดถึงหลักการของพวกเขามาก่อน เกี่ยวกับสิ่งที่พวกเขาเรียนรู้และคุณธรรมต่างๆ แต่สิ่งที่น่าสนใจที่สุดยังคงเป็นความสามารถในการต่อสู้ของพวกเขา ศิษย์ระดับหก ความแข็งแกร่งของเขาควรเทียบเท่าระดับจ้าวดารา
อวิ๋นโม่พอจะเข้าใจมรรคาเต๋าที่แปลกประหลาดของดาวดวงนี้อยู่บ้าง จึงคาดเดาคร่าวๆ ว่าความแข็งแกร่งของสวินเชียนน่าจะอยู่ระดับจ้าวดาราชั้นต้น ส่วนปรมาจารย์เฒ่าผู้นี้ ดูจากที่ลงมือเมื่อครู่น่าจะเป็นระดับจ้าวดาราชั้นกลางใกล้ชั้นสูง
“เขาดูไม่เหมือนบัณฑิตเลย” อวิ๋นโม่เหลือบมองห้องครัวและเอ่ยออกมา
ท่านผู้เฒ่าอมยิ้ม “เขาไม่เหมือนบัณฑิตจริงๆ กลับเหมือนคนขายผักมากกว่า แต่ไม่สำคัญว่าเขาเหมือนใคร สิ่งสำคัญคือเขาเป็นใคร เขาไม่เหมือนบัณฑิต แต่เขาเป็นบัณฑิต ในโลกนี้บางคนเจ้าเห็นเขาเหมือนเป็นคนดี แต่เขาไม่ใช่ บางคนเจ้าเห็นเขาไม่เหมือนคนดีแต่เขาใช่ ดังนั้นไม่สำคัญว่าเหมือนอะไร สิ่งสำคัญคือตัวตนของเขา”
“คำพูดของท่านผู้เฒ่ามีเหตุผล แต่มันอ้อมค้อม จึงไม่สามารถทำให้ทุกคนเป็นเหมือนท่านผู้เฒ่า”
“แน่นอนว่ามันเป็นไปไม่ได้ แต่นี่ไม่ใช่เหตุผลที่เราจะไม่พยายาม ตราบใดที่เรามุมานะ โลกก็จะดีขึ้นในที่สุด”
ในที่สุดอวิ๋นโม่ก็ขอตัวลา เขาเดินทางไปทั่วและทำความเข้าใจโลกเพิ่มเติม พบว่าในโลกนี้ คนอ่อนแอมักไม่กลัวคนแข็งแกร่งกดขี่ แต่คนอ่อนแอก็ยำเกรงคนที่แข็งแกร่งเช่นกัน นี่ค่อนข้างขัดแย้งกัน แต่สถานการณ์ก็เป็นไปเช่นนั้น ทำได้ถึงขั้นนี้คิดว่ามันควรจะเป็นกฎแบบที่ท่านผู้เฒ่ากล่าว กฎที่ทุกคนร่วมกันกำหนด
วันนี้อวิ๋นโม่มาถึงภูเขาลึกที่อยู่ห่างไกลจากเมือง และพบว่าพื้นราบด้านล่างถูกไฟเผาจนแห้งแข็ง ในสภาพแวดล้อมย่ำแย่เช่นนี้ยังมีบ้านเรือนซอมซ่ออยู่ประปราย
ในป่าบนภูเขา เด็กชายอายุประมาณสิบสองปีอุ้มกระต่ายตัวอ้วนอย่างตื่นเต้น ฮัมเพลงกล่อมเด็กเดินอยู่ท่ามกลางแมกไม้ด้วยรอยยิ้ม
ไม่ไกลนัก เด็กหลายคนที่มีอายุใกล้เคียงกันมองเด็กชายที่อุ้มกระต่ายอย่างอิจฉา มีคนกล่าว “พวกเราออกล่ากันตั้งหลายคนแต่ไม่เจอเหยื่อเลย เจ้าเด็กนี่ตัวคนเดียวกลับจับกระต่ายอ้วนแบบนี้ได้ ไม่ยุติธรรมเลย!”
“กระต่ายอ้วนขนาดนี้ เขากินคนเดียวก็ไม่หมดหรอก จริงไหม” เด็กอายุแปดและเก้าขวบน้ำลายไหล จ้องตรงไปที่กระต่าย
“ฮึ่ม ช่วงนี้บนภูเขาไม่ค่อยมีอะไรกิน เขาได้กระต่ายอ้วนไปคนเดียวก็เสียเปล่า! พวกเราควรได้มันไป!” เด็กโตพูด
“แต่ แต่เขายังมีพี่สาว”
“เฮอะ นางตายไปครึ่งตัวแล้ว ตอนนี้กลายเป็นแบบนั้นไปแล้ว ไม่มีทางรอดหรอก”
“ไป ไปจับกระต่ายด้วยกัน เหยื่อนี่ควรเป็นของพวกเราทุกคน”
“ใช่ จับมันมา!”
ในไม่ช้าในป่าก็มีเสียงเด็กตะโกน
“เจ้าจะทำอะไรน่ะ!”
“ฮึ่ม เจ้าเด็กข้างถนน เจ้าไม่มีคุณสมบัติจะกินกระต่ายตัวอ้วนพีแบบนี้!”
“ข้าไม่ใช่เด็กข้างถนน!”
“ไม่มีพ่อไม่มีแม่ ไม่ใช่เด็กข้างถนนแล้วคืออะไร ลงมือ!”
“อย่าขโมยเหยื่อของข้า นี่สำหรับบำรุงร่างกายพี่สาวของข้า! พวกเจ้าอย่าบังคับข้า!”
“ชิ เจ้าไม่สามารถฝึกฝนการต่อสู้ ยังจะทำอะไรได้ พวกเราทุกคนเป็นผู้ฝึกยุทธ์ ควรกินให้มากกว่านี้ เด็กข้างถนนที่ไม่สามารถฝึกฝนได้อย่างเจ้า ไม่ควรได้กินดีขนาดนี้!”
“เอากระต่ายคืนมา!”
“ฝันไปเถอะ!”
ผัวะๆๆ!
ทันใดนั้นเสียงทุบตีก็ดังขึ้น เด็กๆ ที่มีชีพจรยุทธ์และสามารถบ่มเพาะพลังได้โดนเด็กผู้ชายไร้พลังยุทธ์ทุบตี บางคนร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวดอย่างอดไม่ได้
“นี่สำหรับบำรุงร่างกายพี่สาวข้า พวกเจ้ากล้าปล้นชิง ข้าขอสู้ตาย!” เด็กหนุ่มระดมหมัดออกไปมากมาย ราวกับไม่รู้สึกเจ็บปวด เขาจ้องคนรอบตัวอย่างดุร้าย
เมื่ออวิ๋นโม่เห็นฉากนี้ก็ประหลาดใจ เด็กคนนี้ไม่มีชีพจรยุทธ์ แม้จะผ่ายผอมแต่ก็แข็งแกร่งมาก เด็กบางคนก้าวเข้าสู่ระดับเปลี่ยนชีพจร แต่พวกเขาไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเด็กน้อยเลย
ทันใดนั้นอวิ๋นโม่ก็เอ่ย “ท่านผู้เฒ่าไม่วางใจข้าหรือ”
ทันใดนั้นชายชราและชายฉกรรจ์ก็ปรากฏตัวข้างกายอวิ๋นโม่ เป็นท่านปรมาจารย์ผู้เฒ่าและศิษย์คนโตของเขา สวินเชียน ปรมาจารย์ผู้เฒ่ากล่าว “ผู้ที่สามารถพลิกโลกทั้งใบได้ ข้าผู้เฒ่าย่อมไม่วางใจอยู่แล้ว”
“หากข้าต้องการทำลายล้างดาวดวงนี้จริงๆ ท่านจะหยุดข้าได้หรือ” อวิ๋นโม่ถาม
“บางอย่างทำไปแล้ว บางอย่างยังไม่ได้ทำ”
ผู้ใหญ่หลายคนพากันออกมา หลายคนเป็นระดับเปลี่ยนชีพจรชั้นสูง ทันทีที่เห็นลูกหลานของตัวเองถูกทุบตีก็ลงมือสั่งสอนเด็กชายที่จับกระต่ายได้อย่างรุนแรง
อวิ๋นโม่มองไปข้างหน้าพลางถาม “ท่านคิดอย่างไร”
ผู้เฒ่าถอนหายใจก่อนตอบ “ตอนนี้สิ่งที่เราทำได้ดีที่สุดคือการทำให้เมืองมีกฎ สถานที่เหล่านี้ไม่สามารถดูแลได้ทั่วถึง การอบรมสั่งสอนผู้คนให้อยู่ในกฎระเบียบเป็นเส้นทางที่ต้องเดินอีกยาวไกล”
“ทำไมท่านผู้เฒ่าไม่ช่วยเด็ก”
“อันที่จริงชีวิตชาวบ้านที่นี่เรียบง่ายมาก ที่เป็นเช่นนี้ก็มีเหตุผลอื่นอีก การทำลายทุ่งนาที่ดีต้องมีสัตว์อสูรก่อความวุ่นวาย พวกเขาทำเพราะความจำเป็นในชีวิตบีบบังคับ ไม่ใช่คนจิตใจโหดร้าย สหายน้อยดูนี่สิ!”
ผู้ใหญ่เหล่านั้นยึดกระต่ายอ้วนของเด็กชาย แต่ก่อนจากไป คนหนึ่งขมวดคิ้วเล็กน้อย คิดแล้วก็ฆ่ากระต่าย ตัดขาข้างหนึ่งโยนไปให้เด็กชายคนนั้น
เด็กชายปัดสิ่งสกปรกบนร่างกาย เขาไม่ร้องไห้ มือคว้าขากระต่ายและวิ่งไปที่บ้านทรุดโทรมซึ่งอยู่ไกลออกไป อวิ๋นโม่อำพรางกายตามหลังเด็กคนนี้ไปและเข้าไปในบ้าน
เด็กชายวิ่งไปที่ห้องครัว ถอนขนกระต่ายแล้วย่าง กลิ่นหอมลอยออกมา ขากระต่ายถูกย่างจนเป็นสีเหลืองทองอย่างรวดเร็ว เด็กชายมองขากระต่ายและกลืนน้ำลายอึก เมื่อเห็นน้ำมันที่หยดลงมาจากขากระต่าย เด็กชายก็หยิบชามแตกร้าวออกมารองน้ำมันไว้ จากนั้นน้ำมันในชามแตกก็ถูกทำความสะอาดจนเกลี้ยง
หลังจากนั้นไม่นานขากระต่ายก็ถูกย่างสุกดีแล้ว เด็กชายมาที่ห้องหนึ่งในบ้าน ด้านในมีเด็กสาวคนหนึ่งนอนอยู่บนเตียง ท่าทางอ่อนเปลี้ยเพลียแรง นางได้ยินเสียงเคลื่อนไหวก็พยายามลุกขึ้นนั่งอย่างยากลำบาก หลังจากเห็นเด็กชายก็น้ำตาไหลริน “เสี่ยวเหลียง เจ้าเป็นอะไรไป มีคนกลั่นแกล้งเจ้าหรือ”
“ไม่มีหรอก พี่สาว ข้าแข็งแรงมาก จะมีใครกล้ารังแกข้าได้อย่างไร แค่วันนี้ข้าล้มตอนที่ไล่ตามกระต่าย” เด็กหนุ่มส่ายหน้า “พี่สาวดูสิ ข้าย่างขากระต่ายมาให้”
“เสี่ยวเหลียง พี่สาวไม่หิว เจ้ากินสิ” หญิงสาวผลักขากระต่ายกลับไป
เด็กหนุ่มหัวเราะ “พี่สาวกินๆ มันเข้าไปเถอะ กระต่ายทั้งตัวถูกข้ากินไปแล้ว เหลือขาข้างเดียว! ดูปากของข้าสิ เลอะน้ำมันเช่นนี้ พี่สาวเนื้อกระต่ายหอมเกินไป ข้าทนไม่ไหวจริงๆ พี่อย่าว่าข้านะ”
“เด็กโง่ พี่สาวจะโทษเจ้าทำไม” หญิงสาวยื่นมือออกมาลูบหัวเด็กชาย ในที่สุดเธอก็จับขากระต่ายและเริ่มกิน
“พี่สาว ค่อยๆ กินช้าๆ ข้าจะออกไปฝึกมวยแล้ว” เด็กชายหันหลังเดินออกจากบ้าน
เขาออกมาข้างนอก เด็ดผลไม้สีเขียวออกมากัดคำเล็กและเคี้ยวช้าๆ
พอกินผลไม้ฝาดแล้วจู่ๆ เด็กหนุ่มก็น้ำตาไหล ไม่รู้ว่าผลไม้นั้นเปรี้ยวเกินไปหรือเพราะเหตุผลอื่น
………………………………………
บัณฑิตแซ่หร่วนรู้สึกระแวงอวิ๋นโม่ “ท่านปรมาจารย์เป็นคนแบบใด ในเมื่อท่านผู้เฒ่าเดินทางไปทั่วแผ่นดิน เช่นนั้นพวกเราจะรู้ที่อยู่ของเขาได้อย่างไร”
“ไม่รู้จริงหรือ”
“ไม่รู้”
อวิ๋นโม่ลูบคาง เขารู้ว่าบัณฑิตคนนี้ไม่ได้โกหก เช่นนี้ก็ยุ่งยากแล้ว บัณฑิตเหล่านี้ไม่ได้ฝึกยุทธ์ ดาวดวงนี้จึงมีคนจำนวนมาก แม้จะเป็นอวิ๋นโม่ก็ยากที่จะหาท่านปรมาจารย์เจอ
“เช่นนั้นเจ้ารู้หรือไม่ว่าใครรู้ที่อยู่ของท่านผู้เฒ่า” อวิ๋นโม่ถามต่อ “วางใจได้ ข้าแค่อยากขอคำแนะนำจากท่านผู้เฒ่าเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาร้าย”
“ไม่มีใครรู้ที่อยู่ของท่านผู้เฒ่า ในอดีตศิษย์พี่ใหญ่อาจจะรู้ แต่ตอนนี้ศิษย์พี่ใหญ่ไปกับท่านผู้เฒ่า จึงไม่มีใครรู้ที่อยู่ของท่าน”
“อย่างนั้นหรือ” อวิ๋นโม่ขบคิดแล้วเหาะขึ้นไปบนท้องฟ้า เริ่มศึกษามรรคาเต๋าอันพิสดารของดาวดวงนี้อย่างระมัดระวัง ในเมื่อท่านปรมาจารย์อาจเป็นผู้สร้างมรรคาเต๋านี้ หากติดตามมรรคาเต๋านี้ไปก็เป็นไปได้ว่าจะได้พบเขา
หลังจากนั้นไม่กี่วัน แม้อวิ๋นโม่จะไม่เข้าใจมรรคาเต๋านี้ แต่ในที่สุดเขาก็สามารถแยกมันออกจากมรรคาเต๋าที่มีอยู่นับไม่ถ้วนได้ เมื่อติดตามการเปลี่ยนแปลงของมรรคาเต๋าในสถานที่ต่างๆ บนดาวดวงนี้ อวิ๋นโม่ก็พบสถานที่ที่พิเศษยิ่ง
นั่นน่าจะเป็นที่ที่ท่านปรมาจารย์อยู่ อวิ๋นโม่ใช้กระบวนท่าเท้าของมรรคาเต๋ากำเนิดสายฟ้าไปปรากฏตัวต่อหน้าชายชราเสื้อขาวร่างสูง หลังจากชายชราเอ่ยปากก็ทำให้อวิ๋นโม่ยืนยันตัวตนของเขาได้ นี่คือท่านปรมาจารย์ที่เขาต้องการพบ
“ท่านไม่ใช่คนของดาวดวงนี้ใช่ไหม ไม่ทราบว่าตามหาชายชราเช่นข้าด้วยเรื่องใด” ชายชรานั่งอาบแดดอยู่ในลานบ้านที่ทรุดโทรม เขาชี้เก้าอี้เตี้ยข้างๆ สื่อให้อวิ๋นโม่นั่งลง
อวิ๋นโม่ก็ไม่เกรงใจ เดินไปนั่งบนเก้าอี้นั้น “ข้าไม่ใช่คนของดาวดวงนี้ และดาวดวงนี้ก็แตกต่างจากโลกภายนอก หลายวันนี้ข้าเข้าใจแล้วว่าทั้งหมดนี้ดูเหมือนจะเกี่ยวข้องกับท่าน ข้าสงสัยว่าอะไรคือเหตุผลที่ท่านผู้เฒ่าทำเช่นนี้”
ชายชราวางแขนแนบลำตัว หรี่ตามองดวงอาทิตย์บนท้องฟ้า “คนอ่อนแอในโลกล้วนใช้ชีวิตอย่างยากลำบากอยู่เสมอ ผู้แข็งแกร่งยืนอยู่บนที่สูง มีเพียงไม่กี่คนที่สนใจคนอ่อนแอ ดังนั้นจะต้องมีใครสักคนช่วยพูดให้คนเหล่านั้น”
“ท่านผู้เฒ่ามีน้ำใจกว้างขวาง ท่านยินดีที่จะพูดแทนคนอ่อนแอ แล้วคนที่แข็งแกร่งล่ะ ถ้าดูแลคนอ่อนแอ เช่นนี้คนอ่อนแอจะกลายเป็นคนแข็งแกร่ง และคนแข็งแกร่งจะกลายเป็นคนอ่อนแอหรือไม่”
“สหายน้อยถามเช่นนี้ แสดงว่ายังไม่เข้าใจดาวดวงนี้อย่างแจ่มแจ้ง หรืออาจบอกว่ายังไม่ได้เห็นผ่านกฎเกณฑ์ที่ข้าผู้เฒ่ากำ… ไม่ใช่ สิ่งนี้เป็นกฎของดาวดวงนี้ อันที่จริง ผู้คนในใต้หล้าล้วนอ่อนแอ”
“ทุกคนอ่อนแอหรือ เหตุผลนี้น่าสนใจ แล้วท่านผู้เฒ่าอ่อนแอด้วยหรือ”
“อยู่ต่อหน้าสหายน้อย ข้าผู้เฒ่าก็นับว่าอ่อนแอไม่ใช่หรือ”
อวิ๋นโม่ยิ้ม “มีเหตุผล หากพูดเช่นนี้ ทุกคนต่างก็เป็นผู้แข็งแกร่งเช่นกันใช่หรือไม่ ดังนั้นท่านผู้เฒ่าพูดแทนคนอ่อนแอ ก็เท่ากับพูดแทนคนที่แข็งแกร่งเช่นกัน และนี่คือสิ่งที่ท่านผู้เฒ่าเรียกว่า ‘ทุกคนล้วนเท่าเทียม’ ใช่ไหม”
“สหายน้อยปราดเปรื่องนัก” ท่านผู้เฒ่ายิ้มอย่างอบอุ่น
อวิ๋นโม่ขบคิดเล็กน้อยและพบว่ามันน่าสนใจ เขามองขึ้นไปในอากาศและคว้าอักขระเต๋าแปลกๆ มาไว้ในมือ “มรรคาเต๋าเหล่านี้ ท่านสร้างขึ้นหรือ”
มรรคาเต๋าคือมรรคาแห่งฟ้าดิน หากมรรคาประหลาดเหล่านี้ถูกปรมาจารย์เฒ่าคนนี้สร้างขึ้น เขาก็ไม่ใช่คนธรรมดาจริงๆ บางทีถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด ผู้เฒ่าคนนี้จะกลายเป็นคนที่ถูกพู่กันบันทึกเอาไว้ในประวัติศาสตร์มากที่สุดผู้หนึ่ง
“ข้าผู้เฒ่าจะมีความสามารถเช่นนั้นได้อย่างไร” ท่านผู้เฒ่าผุดยิ้ม ก่อนดีดนิ้วเบาๆ อักขระเหล่านี้หลุดออกจากมืออวิ๋นโม่และกลับสู่ฟ้าดิน
“ถ้าอย่างนั้น…”
“แรกเริ่มเดิมทีข้าผู้เฒ่าเพียงวาดเส้นแรกขึ้นมา จากนั้นศิษย์ของข้าก็วาดเส้นต่อๆ ไป ต่อมาคนในใต้หล้าต่างก็วาดกันคนละเส้น จนเป็นวิถีฟ้าเช่นทุกวันนี้”
“พวกท่านเรียกมรรคาเต๋านี้ว่าวิถีฟ้าหรือ แต่เท่าที่ข้ารู้ กฎที่กำหนดโดยท่านผู้เฒ่าไม่ใช่ว่าทุกคนจะเคารพ และกฎก็ไม่แน่ว่าจะถูกต้อง สิ่งที่เรียกว่าวิถีสวรรค์ในความคิดของข้าไม่ได้ยุติธรรมและสมบูรณ์แบบอย่างที่ท่านคิด ท่านปรมาจารย์ ข้าพูดผิดหรือไม่”
“สหายน้อยเข้าใจผิดไปเรื่องหนึ่ง กฎเกณฑ์นี้ ข้าผู้เฒ่าไม่ได้เป็นผู้กำหนด ข้าผู้เฒ่าเพียงเสนอแนวคิดบางอย่าง กฎในตอนนี้เป็นสิ่งที่ผู้คนที่นี่เลือก แน่นอนว่าเป็นตามที่สหายน้อยพูดมา กฎเหล่านี้ไม่ได้ถูกต้องทั้งหมด และไม่แน่ว่าจะปฏิบัติตามได้ทั้งหมด ดังนั้นวิถีฟ้านี้จึงไม่สมบูรณ์ พวกเรายังต้องมุ่งมานะต่อไป เส้นทางที่ต้องเดินยังอีกยาวไกล”
“อาจารย์ขอรับ วันนี้มีแขกมาเยือนหรือขอรับ” ชายที่แต่งกายหยาบๆ เหมือนชาวนาเดินถือตะกร้าผักเข้ามาในลานบ้าน
“นี่คือลูกศิษย์ของข้า สวินเชียน” ปรมาจารย์ผู้เฒ่าแนะนำ
“น่าจะเป็นศิษย์คนโตของท่านผู้เฒ่าใช่ไหม” อวิ๋นโม่ถาม ก่อนหน้านี้ได้ยินบัณฑิตแซ่หร่วนบอกว่าศิษย์พี่ใหญ่ของเขาอยู่กับปรมาจารย์ น่าจะเป็นชายคนนี้
“ทุกคนเรียกเขาว่าศิษย์พี่ใหญ่ สวินเชียน นี่คือ…”
“อวิ๋นโม่!”
“ท่านอวิ๋น!” สวินเชียนวางตะกร้าลงคำนับ “พอดีเลย วันนี้เพิ่งซื้อเนื้อมาสองชั่ง ท่านอวิ๋นเชิญกินข้าวด้วยกันเถอะ”
พูดแล้วก็นำตะกร้าผักเข้าไปในครัว ปรมาจารย์เอ่ย “สวินเชียนเป็นศิษย์คนแรกและคนเดียวที่ข้ารับเอาไว้ ตอนนี้อยู่ระดับหกของสำนักแล้ว”
อวิ๋นโม่เคยได้ยินพวกคนในสำนักพูดถึงหลักการของพวกเขามาก่อน เกี่ยวกับสิ่งที่พวกเขาเรียนรู้และคุณธรรมต่างๆ แต่สิ่งที่น่าสนใจที่สุดยังคงเป็นความสามารถในการต่อสู้ของพวกเขา ศิษย์ระดับหก ความแข็งแกร่งของเขาควรเทียบเท่าระดับจ้าวดารา
อวิ๋นโม่พอจะเข้าใจมรรคาเต๋าที่แปลกประหลาดของดาวดวงนี้อยู่บ้าง จึงคาดเดาคร่าวๆ ว่าความแข็งแกร่งของสวินเชียนน่าจะอยู่ระดับจ้าวดาราชั้นต้น ส่วนปรมาจารย์เฒ่าผู้นี้ ดูจากที่ลงมือเมื่อครู่น่าจะเป็นระดับจ้าวดาราชั้นกลางใกล้ชั้นสูง
“เขาดูไม่เหมือนบัณฑิตเลย” อวิ๋นโม่เหลือบมองห้องครัวและเอ่ยออกมา
ท่านผู้เฒ่าอมยิ้ม “เขาไม่เหมือนบัณฑิตจริงๆ กลับเหมือนคนขายผักมากกว่า แต่ไม่สำคัญว่าเขาเหมือนใคร สิ่งสำคัญคือเขาเป็นใคร เขาไม่เหมือนบัณฑิต แต่เขาเป็นบัณฑิต ในโลกนี้บางคนเจ้าเห็นเขาเหมือนเป็นคนดี แต่เขาไม่ใช่ บางคนเจ้าเห็นเขาไม่เหมือนคนดีแต่เขาใช่ ดังนั้นไม่สำคัญว่าเหมือนอะไร สิ่งสำคัญคือตัวตนของเขา”
“คำพูดของท่านผู้เฒ่ามีเหตุผล แต่มันอ้อมค้อม จึงไม่สามารถทำให้ทุกคนเป็นเหมือนท่านผู้เฒ่า”
“แน่นอนว่ามันเป็นไปไม่ได้ แต่นี่ไม่ใช่เหตุผลที่เราจะไม่พยายาม ตราบใดที่เรามุมานะ โลกก็จะดีขึ้นในที่สุด”
ในที่สุดอวิ๋นโม่ก็ขอตัวลา เขาเดินทางไปทั่วและทำความเข้าใจโลกเพิ่มเติม พบว่าในโลกนี้ คนอ่อนแอมักไม่กลัวคนแข็งแกร่งกดขี่ แต่คนอ่อนแอก็ยำเกรงคนที่แข็งแกร่งเช่นกัน นี่ค่อนข้างขัดแย้งกัน แต่สถานการณ์ก็เป็นไปเช่นนั้น ทำได้ถึงขั้นนี้คิดว่ามันควรจะเป็นกฎแบบที่ท่านผู้เฒ่ากล่าว กฎที่ทุกคนร่วมกันกำหนด
วันนี้อวิ๋นโม่มาถึงภูเขาลึกที่อยู่ห่างไกลจากเมือง และพบว่าพื้นราบด้านล่างถูกไฟเผาจนแห้งแข็ง ในสภาพแวดล้อมย่ำแย่เช่นนี้ยังมีบ้านเรือนซอมซ่ออยู่ประปราย
ในป่าบนภูเขา เด็กชายอายุประมาณสิบสองปีอุ้มกระต่ายตัวอ้วนอย่างตื่นเต้น ฮัมเพลงกล่อมเด็กเดินอยู่ท่ามกลางแมกไม้ด้วยรอยยิ้ม
ไม่ไกลนัก เด็กหลายคนที่มีอายุใกล้เคียงกันมองเด็กชายที่อุ้มกระต่ายอย่างอิจฉา มีคนกล่าว “พวกเราออกล่ากันตั้งหลายคนแต่ไม่เจอเหยื่อเลย เจ้าเด็กนี่ตัวคนเดียวกลับจับกระต่ายอ้วนแบบนี้ได้ ไม่ยุติธรรมเลย!”
“กระต่ายอ้วนขนาดนี้ เขากินคนเดียวก็ไม่หมดหรอก จริงไหม” เด็กอายุแปดและเก้าขวบน้ำลายไหล จ้องตรงไปที่กระต่าย
“ฮึ่ม ช่วงนี้บนภูเขาไม่ค่อยมีอะไรกิน เขาได้กระต่ายอ้วนไปคนเดียวก็เสียเปล่า! พวกเราควรได้มันไป!” เด็กโตพูด
“แต่ แต่เขายังมีพี่สาว”
“เฮอะ นางตายไปครึ่งตัวแล้ว ตอนนี้กลายเป็นแบบนั้นไปแล้ว ไม่มีทางรอดหรอก”
“ไป ไปจับกระต่ายด้วยกัน เหยื่อนี่ควรเป็นของพวกเราทุกคน”
“ใช่ จับมันมา!”
ในไม่ช้าในป่าก็มีเสียงเด็กตะโกน
“เจ้าจะทำอะไรน่ะ!”
“ฮึ่ม เจ้าเด็กข้างถนน เจ้าไม่มีคุณสมบัติจะกินกระต่ายตัวอ้วนพีแบบนี้!”
“ข้าไม่ใช่เด็กข้างถนน!”
“ไม่มีพ่อไม่มีแม่ ไม่ใช่เด็กข้างถนนแล้วคืออะไร ลงมือ!”
“อย่าขโมยเหยื่อของข้า นี่สำหรับบำรุงร่างกายพี่สาวของข้า! พวกเจ้าอย่าบังคับข้า!”
“ชิ เจ้าไม่สามารถฝึกฝนการต่อสู้ ยังจะทำอะไรได้ พวกเราทุกคนเป็นผู้ฝึกยุทธ์ ควรกินให้มากกว่านี้ เด็กข้างถนนที่ไม่สามารถฝึกฝนได้อย่างเจ้า ไม่ควรได้กินดีขนาดนี้!”
“เอากระต่ายคืนมา!”
“ฝันไปเถอะ!”
ผัวะๆๆ!
ทันใดนั้นเสียงทุบตีก็ดังขึ้น เด็กๆ ที่มีชีพจรยุทธ์และสามารถบ่มเพาะพลังได้โดนเด็กผู้ชายไร้พลังยุทธ์ทุบตี บางคนร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวดอย่างอดไม่ได้
“นี่สำหรับบำรุงร่างกายพี่สาวข้า พวกเจ้ากล้าปล้นชิง ข้าขอสู้ตาย!” เด็กหนุ่มระดมหมัดออกไปมากมาย ราวกับไม่รู้สึกเจ็บปวด เขาจ้องคนรอบตัวอย่างดุร้าย
เมื่ออวิ๋นโม่เห็นฉากนี้ก็ประหลาดใจ เด็กคนนี้ไม่มีชีพจรยุทธ์ แม้จะผ่ายผอมแต่ก็แข็งแกร่งมาก เด็กบางคนก้าวเข้าสู่ระดับเปลี่ยนชีพจร แต่พวกเขาไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเด็กน้อยเลย
ทันใดนั้นอวิ๋นโม่ก็เอ่ย “ท่านผู้เฒ่าไม่วางใจข้าหรือ”
ทันใดนั้นชายชราและชายฉกรรจ์ก็ปรากฏตัวข้างกายอวิ๋นโม่ เป็นท่านปรมาจารย์ผู้เฒ่าและศิษย์คนโตของเขา สวินเชียน ปรมาจารย์ผู้เฒ่ากล่าว “ผู้ที่สามารถพลิกโลกทั้งใบได้ ข้าผู้เฒ่าย่อมไม่วางใจอยู่แล้ว”
“หากข้าต้องการทำลายล้างดาวดวงนี้จริงๆ ท่านจะหยุดข้าได้หรือ” อวิ๋นโม่ถาม
“บางอย่างทำไปแล้ว บางอย่างยังไม่ได้ทำ”
ผู้ใหญ่หลายคนพากันออกมา หลายคนเป็นระดับเปลี่ยนชีพจรชั้นสูง ทันทีที่เห็นลูกหลานของตัวเองถูกทุบตีก็ลงมือสั่งสอนเด็กชายที่จับกระต่ายได้อย่างรุนแรง
อวิ๋นโม่มองไปข้างหน้าพลางถาม “ท่านคิดอย่างไร”
ผู้เฒ่าถอนหายใจก่อนตอบ “ตอนนี้สิ่งที่เราทำได้ดีที่สุดคือการทำให้เมืองมีกฎ สถานที่เหล่านี้ไม่สามารถดูแลได้ทั่วถึง การอบรมสั่งสอนผู้คนให้อยู่ในกฎระเบียบเป็นเส้นทางที่ต้องเดินอีกยาวไกล”
“ทำไมท่านผู้เฒ่าไม่ช่วยเด็ก”
“อันที่จริงชีวิตชาวบ้านที่นี่เรียบง่ายมาก ที่เป็นเช่นนี้ก็มีเหตุผลอื่นอีก การทำลายทุ่งนาที่ดีต้องมีสัตว์อสูรก่อความวุ่นวาย พวกเขาทำเพราะความจำเป็นในชีวิตบีบบังคับ ไม่ใช่คนจิตใจโหดร้าย สหายน้อยดูนี่สิ!”
ผู้ใหญ่เหล่านั้นยึดกระต่ายอ้วนของเด็กชาย แต่ก่อนจากไป คนหนึ่งขมวดคิ้วเล็กน้อย คิดแล้วก็ฆ่ากระต่าย ตัดขาข้างหนึ่งโยนไปให้เด็กชายคนนั้น
เด็กชายปัดสิ่งสกปรกบนร่างกาย เขาไม่ร้องไห้ มือคว้าขากระต่ายและวิ่งไปที่บ้านทรุดโทรมซึ่งอยู่ไกลออกไป อวิ๋นโม่อำพรางกายตามหลังเด็กคนนี้ไปและเข้าไปในบ้าน
เด็กชายวิ่งไปที่ห้องครัว ถอนขนกระต่ายแล้วย่าง กลิ่นหอมลอยออกมา ขากระต่ายถูกย่างจนเป็นสีเหลืองทองอย่างรวดเร็ว เด็กชายมองขากระต่ายและกลืนน้ำลายอึก เมื่อเห็นน้ำมันที่หยดลงมาจากขากระต่าย เด็กชายก็หยิบชามแตกร้าวออกมารองน้ำมันไว้ จากนั้นน้ำมันในชามแตกก็ถูกทำความสะอาดจนเกลี้ยง
หลังจากนั้นไม่นานขากระต่ายก็ถูกย่างสุกดีแล้ว เด็กชายมาที่ห้องหนึ่งในบ้าน ด้านในมีเด็กสาวคนหนึ่งนอนอยู่บนเตียง ท่าทางอ่อนเปลี้ยเพลียแรง นางได้ยินเสียงเคลื่อนไหวก็พยายามลุกขึ้นนั่งอย่างยากลำบาก หลังจากเห็นเด็กชายก็น้ำตาไหลริน “เสี่ยวเหลียง เจ้าเป็นอะไรไป มีคนกลั่นแกล้งเจ้าหรือ”
“ไม่มีหรอก พี่สาว ข้าแข็งแรงมาก จะมีใครกล้ารังแกข้าได้อย่างไร แค่วันนี้ข้าล้มตอนที่ไล่ตามกระต่าย” เด็กหนุ่มส่ายหน้า “พี่สาวดูสิ ข้าย่างขากระต่ายมาให้”
“เสี่ยวเหลียง พี่สาวไม่หิว เจ้ากินสิ” หญิงสาวผลักขากระต่ายกลับไป
เด็กหนุ่มหัวเราะ “พี่สาวกินๆ มันเข้าไปเถอะ กระต่ายทั้งตัวถูกข้ากินไปแล้ว เหลือขาข้างเดียว! ดูปากของข้าสิ เลอะน้ำมันเช่นนี้ พี่สาวเนื้อกระต่ายหอมเกินไป ข้าทนไม่ไหวจริงๆ พี่อย่าว่าข้านะ”
“เด็กโง่ พี่สาวจะโทษเจ้าทำไม” หญิงสาวยื่นมือออกมาลูบหัวเด็กชาย ในที่สุดเธอก็จับขากระต่ายและเริ่มกิน
“พี่สาว ค่อยๆ กินช้าๆ ข้าจะออกไปฝึกมวยแล้ว” เด็กชายหันหลังเดินออกจากบ้าน
เขาออกมาข้างนอก เด็ดผลไม้สีเขียวออกมากัดคำเล็กและเคี้ยวช้าๆ
พอกินผลไม้ฝาดแล้วจู่ๆ เด็กหนุ่มก็น้ำตาไหล ไม่รู้ว่าผลไม้นั้นเปรี้ยวเกินไปหรือเพราะเหตุผลอื่น
………………………………………
Comments for chapter "ตอนที่ 576 เด็กชายผู้กินผลไม้"
MANGA DISCUSSION
Madara Info
Madara stands as a beacon for those desiring to craft a captivating online comic and manga reading platform on WordPress
For custom work request, please send email to wpstylish(at)gmail(dot)com